ถอดรหัสไบเบิลและคริสต์ศาสนาในซีรีส์ ‘Ticket To Heaven’ เพราะอะไรเด็กชายถึงไม่ไปสวรรค์
_“ถ้าสวรรค์ไม่มีเธอ ที่ตรงนั้นฉันก็ไม่อยากไป” _
ระหว่างที่ผู้เขียนกำลังร่างบทวิเคราะห์ซีรีส์เรื่อง ‘Ticket to Heaven’ อยู่นี้ เนื้อเรื่องก็กำลังเดินทางมาถึงตอนที่สามพอดี พร้อมกับการเปิดประเด็นที่ชวนให้ใจหวิวไม่น้อย เมื่อซีรีส์หยิบยกเรื่อง ‘7 บาป’ ขึ้นมาพูดถึง และค่อย ๆ ซูมเข้าไปยังคำว่า ‘ราคะ’ ท่ามกลางจังหวะที่ความรู้สึกระหว่าง ‘แทนรัก’ และ ‘บาร์ธ’ เริ่มก่อตัวขึ้นอย่างชัดเจน
Ticket to Heaven หรือ เด็กชายไม่ไปสวรรค์ คือซีรีส์ BL เรื่องใหม่จากค่าย GMMTV ที่หยิบเอาประเด็นความรักต้องห้ามภายในรั้ว ‘สามเณราลัย’ (Seminary) มาเป็นแกนกลางของเรื่องราว ผ่านชีวิตของ ‘แทนรัก’ เด็กหนุ่มผู้เชื่อว่าการเดินบนเส้นทางแห่งศรัทธาจะพาเขาไปพบพ่อแม่อีกครั้งบนสวรรค์ แต่ทุกอย่างกลับเริ่มสั่นคลอนเมื่อเขาได้พบกับ ‘บาร์ธ’ เพื่อนใหม่ผู้เข้ามาเปลี่ยนความหมายของคำว่า ความเชื่อ ความหวัง และความรักไปพร้อมกัน
ซีรีส์เรื่องนี้เปิดเรื่องราวด้วยภาพของยุคปัจจุบัน ยุคที่กฎหมายสมรสเท่าเทียมได้รับการรับรองแล้ว ก่อนจะพาผู้ชมย้อนกลับไปยังปีพ.ศ. 2539 ที่ความรักบางรูปแบบยังถูกมองว่าเป็นเรื่องต้องห้าม โดยเฉพาะในพื้นที่ศาสนา และยิ่งเป็นเรื่องซับซ้อนขึ้นไปอีกสำหรับคนที่ใฝ่ฝันจะเป็นนักบวชอย่างแทนรัก เพราะหากต้องการก้าวต่อไปบนเส้นทางสู่สวรรค์ สิ่งหนึ่งที่เขาจำเป็นต้องแลกคือการละวางความรักในเชิงสมรส เพื่อมอบหัวใจทั้งหมดให้แก่พระเจ้าเพียงผู้เดียว
แต่ยิ่งเรื่องราวดำเนินต่อไป คำถามที่น่าสนใจกลับไม่ใช่เพียงว่า แทนรักจะเลือกพระเจ้าหรือเลือกความรัก หากเป็นความสงสัยที่ย้อนกลับไปยังชื่อเรื่อง ‘เด็กชายไม่ไปสวรรค์’ เพราะหากพิจารณาให้ดี คำว่า ‘ไม่ไป’ นั้นแตกต่างจาก ‘ไปไม่ได้’ อย่างสิ้นเชิง
วันนี้ เราจึงอยากชวนทุกคนมาร่วมกันถอดรหัสสัญญะที่ซ่อนอยู่ใน Ticket to Heaven ตั้งแต่การตีความฉากหลังอย่าง สามเณราลัยในฐานะบันไดสู่สวรรค์ บทพระธรรมจากเอเฟซัส เลวีนิติ และลูกา ที่พูดถึงคนต่างด้าว ผู้หลงหาย และผู้ที่ไม่ใช่คนนอกอีกต่อไป ไปจนถึงชื่อของตัวละครอย่าง ‘บาร์ธ’ และ ‘แทนรัก’ ที่ดูเหมือนจะซ่อนความหมายบางอย่างเอาไว้มากกว่าที่เห็นบนฉากหน้า เพื่อค้นหาไปด้วยกันว่า เพราะอะไรเด็กชายคนนี้ถึงไม่ไปสวรรค์กันแน่
‘สามเณราลัย’ บันไดแห่งนักบวช พื้นที่คัดสรรของเด็กชาย ที่ (อาจ) ไต่ไปไม่ถึงสวรรค์
‘สามเณราลัย’ (Seminary) คือ พื้นที่ที่เปิดขึ้นมาเพื่ออบรมและเตรียมความพร้อมเด็กชายสู่การรับ ‘ศีลบวช’ หรือการเป็นบาทหลวงในคริสตศาสนา นิกายโรมันคาทอลิก ที่นี่เป็นทั้งพื้นที่แห่งการศึกษาและการหล่อหลอมชีวิต ผ่านการเรียนรู้ด้านความเชื่อ ปรัชญา เทววิทยา และการฝึกฝนการใช้ชีวิต ในประเทศไทย สามเณราลัยบางแห่งเรียกที่แห่งนี้ว่า ‘บ้านเณร’
หากมองในเชิงสัญญะ ‘สามเณราลัย’ ใน ‘Ticket to Heaven’ เปรียบเสมือนบันไดที่เด็กหนุ่มหลายคนพยายามไต่ขึ้นไปเพื่อไขว่คว้าตั๋วสู่สวรรค์ ซึ่งไม่ใช่ใครก็ได้ที่จะได้รับมันไป เพราะการจะได้รับ ‘ศีลบวช’ ได้นั้นต้องมาจากการได้รับเสียงเรียกและเลือกสรรจากพระเจ้าเท่านั้น ลำพังเพียงความตั้งใจอย่างเดียวนั้นไม่พอ เพราะเมื่อบวชแล้ว นักบวชต้องพร้อมปฏิบัติภารกิจแทนพระเยซู ทั้งการอภิบาลสัตบุรุษ การเทศน์ การประกอบพิธีกรรม และการโปรดศีลศักดิ์สิทธิ์ต่าง ๆ ดังนั้น ผู้ที่จะเป็นบาทหลวงได้จึงต้องพร้อมที่จะอุทิศชีวิตรับใช้พระเจ้าและเพื่อนมนุษย์อย่างถึงที่สุด
ในซีรีส์ เราจะเห็นการเปรียบเปรยเส้นทางนักบวชนี้กับบันไดไต่สู่สวรรค์อย่างชัดเจน ในฉากที่คุณพ่ออานนท์ขอให้แทนรักอธิบายความหมายของภาพ ‘Ticket to Heaven’ ให้บาร์ธฟัง โดยภาพนี้สื่อถึงความลำบากของนักบวชในการไต่บันไดสู่สวรรค์ เพราะต้องรับมือกับมารผจญและอุปสรรคนับไม่ถ้วน แนวคิดนี้ไม่ได้ปรากฏขึ้นมาลอย ๆ แต่มีที่มาจากเนื้อหาจริงทางคริสตศาสนา ในงานเขียนด้านจิตตารมณ์และการบำเพ็ญพรตสำหรับนักบวชเรื่อง ‘The Ladder of Divine Ascent’ แต่งโดย ‘นักบุญจอห์น คลิมาคัส’ (John Climacus) เมื่อราว ๆ ค.ศ. 600
งานเขียนชิ้นนี้ว่าด้วยหนทางที่นักบวชจะต้องสั่งสมความสมบูรณ์ทางจิตวิญญาณ ผ่าน ‘บันได’ จำนวน 30 ขั้น ตัวเลขนี้อิงมาจากอายุของพระเยซูคริสต์ก่อนที่พระองค์จะทรงเริ่มออกเทศนา เป็นการเปรียบเปรยถึงการเอาชนะกิเลส การละทิ้งโลก และการพัฒนาคุณธรรมทีละขั้นเพื่อเข้าสู่ความรักอันสมบูรณ์ของพระเจ้า ดังนั้น หากมองย้อนกลับไปยังเนื้อเรื่อง แทนรักและเพื่อน ๆ ก็เหมือนกับคนที่กำลังเริ่มก้าวขึ้นสู่บันไดเหล่านี้ และนั่นเองที่ทำให้บทบาทของ ‘บาร์ธ’ กลายเป็นเหมือนผู้ที่เข้ามาก่อกวนเส้นทางนี้ไปโดยปริยาย
ความขัดแย้งกันคือ ศาสนาคริสต์ไม่ได้สอนให้ไร้รัก ความรักไม่ใช่การผิดบาป และสิ่งที่เกิดขึ้นระหว่างแทนรักกับบาร์ธ ก็คือความรักที่ก่อตัวขึ้นมาอย่างบริสุทธิ์ใจ แต่หากพิจารณาจากคำสอนในคัมภีร์ต่าง ๆ ของคริสตศาสนา มีระบุจริงว่า หากความรักที่ว่านั้นเกิดมาจากคนเพศเดียวกัน ความรักนั้นถือเป็นบาป ทว่ามันเป็นอย่างนั้นจริง ๆ หรือ? คำตอบทุกอย่างมันปิดตายและยืดหยุ่นไม่ได้แล้วจริง ๆ ใช่ไหม?
ซีรีส์ไม่ได้ตอบเราอย่างตรงไปตรงมา และคนเขียนบทก็ไม่ได้บอกว่าคำสอนที่ว่านั้นผิด แต่พวกเขาเสนอมุมมองใหม่ ผ่านการหยิบพระธรรมบทอื่น ๆ ขึ้นมาเปรียบเปรย เป็นพระธรรมประจำตอนที่ชวนให้เราหยุดคิด หยุดมอง และตรองดูใหม่ ซึ่งจะขอชวนคุยต่อในหัวข้อต่อไป
เอเฟซัส เลวีนิติ และลูกา บทพระธรรมประจำตอน คำสอนสกิดใจที่ (อาจ) บอกใบ้ว่า “คนนอกไม่มีอยู่จริง”
หากพูดกันตามตรง ‘LGBTQ+’ คือกลุ่มคนที่ถูกมองว่าเป็น ‘คนอื่น’ อย่างไม่ต้องสงสัย พวกเขาถูกจัดให้เป็นกลุ่มคนชายขอบมาอย่างยาวนาน และมักถูกกีดกันออกจากพื้นที่ทางศาสนาและสังคมอย่างโจ่งแจ้ง โดยเฉพาะในสายตาของคริสตชนบางกลุ่ม พวกเขาถูกมองว่าเป็น ‘คนบาป’ จากการตีความพระคัมภีร์บางตอน
เช่น ในบท ‘โรม 1:26–27’ ระบุว่า “เพราะเหตุนี้ พระเจ้าทรงปล่อยให้เขามีกิเลสตัณหาอันน่าอัปยศ พวกผู้หญิงของเขาก็เปลี่ยนจากเพศสัมพันธ์ตามธรรมชาติ ให้ผิดธรรมชาติไป ส่วนผู้ชายก็เลิกมีเพศสัมพันธ์กับผู้หญิงให้ถูกตามธรรมชาติเช่นกัน และเร่าร้อนด้วยไฟราคะตัณหาที่มีต่อกัน ผู้ชายกับผู้ชายด้วยกันประกอบกิจอันน่าละอายอย่างยิ่ง เขาจึงได้รับผลกรรมอันสมควรแก่ความผิดของเขา”
อย่างไรก็ตาม นักเทววิทยาและนักวิชาการพระคัมภีร์จำนวนหนึ่งเสนอว่า ความเข้าใจดังกล่าวอาจสะท้อนบริบททางสังคมและวัฒนธรรมของโลกโบราณมากกว่าพระประสงค์สากลของพระเจ้า พวกเขาชี้ให้เห็นว่าข้อห้ามเหล่านั้นอาจเกี่ยวข้องกับค่านิยมแบบชายเป็นใหญ่และบทบาททางเพศในยุคนั้น มากกว่าการประณามอัตลักษณ์หรือความรักของคนเพศเดียวกันโดยตรง
ซีรีส์เรื่อง Ticket to Heaven ก็เป็นอีกหนึ่งเสียงที่ชวนเราตั้งคำถามต่อสิ่งนี้ ด้วยการหยิบบทพระธรรมคำสอนจากหลายคัมภีร์ขึ้นมาเป็นเข็มทิศประจำตอน โดยเฉพาะเมื่อเรื่องราวดำเนินมาถึงจุดที่ตัวละครกำลังเผชิญความสับสนระหว่างศรัทธา ตัวตน และความรัก หากมองอย่างผิวเผิน บทพระธรรมเหล่านี้อาจเป็นเพียงคำสอนที่ใช้ประกอบเรื่องราว แต่เมื่อพิจารณาให้ลึกลงไปจะพบว่า ซีรีส์กำลังชวนผู้ชมตั้งคำถามต่อการตีความศาสนา และต่อเส้นแบ่งระหว่างคำว่า ‘คนของพระเจ้า’ กับ ‘คนนอก’ อย่างน่าสนใจ
ในตัวอย่างเปิดตัวซีรีส์ ได้มีการหยิบพระธรรม ‘เอเฟซัส 2:19’ มาเป็นตัวชูโรงความคิด พระธรรมบทนี้ระบุว่า “พวกท่านจึงไม่ใช่คนนอกและคนต่างด้าวอีกต่อไป แต่เป็นพลเมืองเดียวกับบรรดาธรรมิกชน และเป็นสมาชิกในครอบครัวของพระเจ้า”
ในตอนที่หนึ่งของซีรีส์ ก็มีการหยิบบท ‘เลวีนิติ 19.33-34’ ที่ระบุว่า “เมื่อคนต่างด้าวมาอาศัยอยู่กับท่านในแผ่นดินของท่าน อย่าข่มเหงเขา…แต่ขอให้ท่านจงรักเขาเหมือนกับที่ท่านรักตนเอง” และในตอนที่สองก็คือบท ‘ลูกา 15:4’ ที่บอกว่า “ใครในพวกท่านที่มีแกะร้อยตัวและตัวหนึ่งหลงหายไป จะไม่ทิ้งเก้าสิบเก้าตัวนั้นไว้ที่กลางทุ่งหญ้าแล้วออกไปตามหาตัวที่หายไปนั้นจนกว่าจะพบหรือ?”
เมื่อมองร่วมกัน พระธรรมทั้งสามที่ซีรีส์หยิบมานำเสนอเหมือนกำลังชี้ไปยังแก่นความคิดเดียวกัน โดย เอเฟซัส 2:19 กล่าวถึงผู้ที่ไม่ใช่คนนอกอีกต่อไป เลวีนิติ 19.33-34 เรียกร้องให้รักและต้อนรับคนต่างด้าวราวกับคนในครอบครัวเดียวกัน ส่วนลูกา 15:4 ก็เล่าเรื่องพระเจ้าผู้ไม่ยอมปล่อยให้แกะที่หลงหายต้องอยู่ลำพัง ทั้งหมดนี้ล้วนเป็นเรื่องราวของการโอบรับมากกว่าการผลักไส เป็นเรื่องของการมองเห็นคุณค่าความเป็นมนุษย์มากกว่าการขีดเส้นแบ่งว่า ใครควรอยู่ข้างในหรือข้างนอกอาณาจักรของพระเจ้า
ดังนั้น คำถามที่ Ticket to Heaven กำลังโยนกลับมาหาผู้ชมจึงไม่ใช่เพียงว่า “ความรักของแทนรักกับบาร์ธถูกหรือผิด” แต่เป็น “คนนอกมีอยู่จริงหรือ” ได้อีกด้วย เพราะหากพระเจ้าทรงมองว่า มนุษย์ทุกคนเป็นสมาชิกในครอบครัวเดียวกัน ทรงสอนให้รักคนต่างด้าวเสมือนรักตนเอง และแม้แต่แกะ (สัญญะของคนที่ห่างไกลพระเจ้า) เพียงตัวเดียวที่หลงหายก็ยังทรงออกตามหาโดยไม่ทอดทิ้ง บางทีคำตอบที่ซีรีส์กำลังกระซิบผ่านบทพระธรรมเหล่านี้ อาจเป็นความจริงที่เรียบง่ายที่สุดข้อหนึ่งของศาสนาคริสต์ นั่นคือ ในสายตาของพระเจ้า อาจไม่เคยมีใครเป็นคนนอกเลยตั้งแต่ต้น
ในปัจจุบัน กระทั่งอดีตพระสันตะปาปาอย่าง สมเด็จพระสันตะปาปาฟรานซิส ก็ทรงปรับเปลี่ยนทิศทางเช่นกัน โดยท่านทรงเน้นย้ำในหลาย ๆ ครั้งว่า ทุกคนคือบุตรของพระเจ้าและสมควรได้รับศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์อย่างเท่าเทียม ทั้งยังสนับสนุนการคุ้มครองสิทธิของคู่รักเพศเดียวกันในทางกฎหมาย คัดค้านการเอาผิดทางอาญาต่อผู้มีความหลากหลายทางเพศ และเคยตรัสว่า “การเป็นเกย์ไม่ใช่อาชญากรรม” ด้วย
‘บาร์ธ’ และ ‘บาร์ธโธโลมิว’ กับ ‘แทนรัก’ ผู้ ‘แทนรัก’ เส้นขนานแห่งนามกับชะตากรรมของตัวละคร
จากบทพระธรรมประจำตอนที่พูดถึงคนต่างด้าว ผู้หลงหาย และผู้ที่ไม่ใช่คนนอกอีกต่อไป ทำให้เราลองย้อนกลับมามองตัวละครใน Ticket to Heaven อีกครั้งว่า บางที ‘บาร์ธ’ อาจไม่ได้ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อเป็นอุปสรรคบนเส้นทางสู่สวรรค์ของแทนรัก แต่เป็นคนที่เข้ามาทำให้การเดินทางทางจิตวิญญาณของเขาเริ่มต้นขึ้นอย่างแท้จริงต่างหาก
ตีความจากชื่อของ ‘บาร์ธ’ ที่ชวนให้นึกถึง ‘นักบุญบาร์โธโลมิว’ หนึ่งในอัครสาวกของพระเยซู ผู้ซึ่งไม่ได้เริ่มต้นการเป็นนักบุญเพราะศรัทธา หากค่อย ๆ เรียนรู้ เติบโต และค้นพบความเชื่อของตนผ่านการเดินทาง ก่อนจะกลายเป็นมรณสักขีผู้สูญเสียเนื้อหนังของตนเองไป บทบาทของบาร์ธก็เริ่มต้นเช่นนั้น เขารับบทเป็นเหมือนคนชายขอบที่คิดว่าพระเจ้าไม่รัก ไม่ได้มีความฝันอยากเป็นนักบวช และไม่เคยเดินอยู่บนเส้นทางเดียวกับแทนรักตั้งแต่แรก
ขณะที่ชื่อของ ‘แทนรัก’ เองก็ชวนให้นึกถึง ‘ตัวแทนของความรัก’ เป็นภาพแทนของคำถามสำคัญที่สุดข้อหนึ่งในเรื่อง นั่นคือ ความรักกับศรัทธาสามารถอยู่ร่วมกันได้หรือไม่ ตลอดทั้งเรื่อง เราจะเห็นว่า แทนรักกำลังยืนอยู่ท่ามกลางแรงดึงระหว่างความรักสองรูปแบบ ทั้งความรักที่มีต่อพระเจ้ากับความรักที่เกิดขึ้นต่อมนุษย์อีกคนหนึ่ง อย่างไรก็ตาม เขาต้องเลือกจริง ๆ หรือ เพราะหากย้อนกลับไปยังคำสอนที่สำคัญที่สุดในคริสต์ศาสนา ความรักเป็นหนึ่งในแก่นสำคัญ มันไม่เคยเป็นสิ่งตรงข้ามกับศรัทธา หากแต่เป็นหัวใจของมันเสียด้วยซ้ำ
เมื่อมองผ่านเลนส์นี้ บาร์ธจึงอาจไม่ใช่ผู้ที่เข้ามาทำลายเส้นทางสู่สวรรค์ของแทนรัก แต่เป็นคนที่ทำให้เขาได้สัมผัสความหมายของคำว่ารักอย่างเป็นรูปธรรมเป็นครั้งแรก เช่นเดียวกับภาพ ‘บันไดนักบุญ’ ที่มักปรากฏในงานศิลปะคริสต์ในฐานะสัญลักษณ์ของการไต่ระดับทางจิตวิญญาณสู่พระเจ้าในตอนต้นเรื่อง แทนรักเชื่อว่า การก้าวขึ้นบันไดนั้นจำเป็นต้องละทิ้งความรักทางโลกไว้เบื้องหลัง ทว่าเมื่อเรื่องราวดำเนินต่อไป ซีรีส์กลับชวนให้เราตั้งคำถามว่า จะเป็นไปได้หรือไม่ที่บันไดเส้นเดียวกันนั้น อาจไม่ได้พาเขาหนีออกจากความรัก แต่กำลังพาเขาเดินผ่านความรัก เพื่อเข้าใจพระเจ้าในอีกความหมายหนึ่ง
และหากเป็นเช่นนั้นจริง ชื่อของ ‘แทนรัก’ ก็อาจกำลังทำหน้าที่เป็นสัญญะสำคัญของเรื่องมาตั้งแต่ต้น เพราะสุดท้ายแล้ว เด็กชายคนนี้ไม่ได้เป็นเพียงผู้แสวงหาพระเจ้า แต่ยังเป็นผู้แทนของความรักที่ถูกวางไว้ตรงกึ่งกลางระหว่างศรัทธาและความเป็นมนุษย์ เขาจึงต้องเผชิญกับคำถามเดียวกับที่ซีรีส์กำลังโยนกลับมาหาผู้ชมว่า หากความรักคือแก่นสำคัญของคำสอน แล้วเหตุใดความรักบางรูปแบบจึงถูกผลักให้กลายเป็นสิ่งต้องห้าม
บางที นี่อาจเป็นเหตุผลที่ซีรีส์เลือกใช้ชื่อภาษาไทยว่า “เด็กชายไม่ไปสวรรค์” เพราะเรื่องราวอาจไม่ได้กำลังพูดถึงเด็กชายคนหนึ่งที่ล้มเหลวในการเดินทางไปถึงสวรรค์ หากกำลังพูดถึงเด็กชายคนหนึ่งที่ค้นพบว่า จุดหมายของชีวิตอาจไม่ใช่สถานที่ปลายทาง หากคือผู้คนที่เขาเลือกจะรักระหว่างทาง และนั่นเองที่ทำให้ประโยคในเพลงประกอบอย่าง “ถ้าสวรรค์ไม่มีเธอ ที่ตรงนั้นฉันก็ไม่อยากไป” ฟังดูไม่ต่างจากบทสรุปของเรื่องราวทั้งหมด เพราะท้ายที่สุดแล้ว สำหรับเด็กชายผู้มีชื่อว่า ‘แทนรัก’ คำถามสำคัญอาจไม่ใช่ว่า เขาจะได้ไปสวรรค์หรือไม่ แต่อาจเป็นว่า สวรรค์จะยังมีความหมายอยู่หรือเปล่า หากปราศจากความรักที่ทำให้เขาเป็นมนุษย์อย่างสมบูรณ์
สามารถติดตามชม Ticket to Heaven ได้ทางช่อง GMM25 ทุกวันเสาร์ เวลา 20:30 น. หรือดูย้อนหลังได้ทาง Viu
สุขสันต์เดือน Pride Month ขอให้ทุกคนพบกับสวรรค์ในแบบของตัวเอง
อ้างอิง
https://www.kamsonbkk.com/catholic-catechism/catholic/7488-%E0%B8%A8%E0%B8%B5%E0%B8%A5%E0%B8%9A%E0%B8%A7%E0%B8%8A https://www.amazon.com/LADDER-DIVINE-ASCENT-JOHN/dp/179563524X https://www.bible.com/th/bible/174/ROM.1.26-27.THSV11 https://www.bible.com/th/bible/174/EPH.2.19.THSV11 https://www.bible.com/th/bible/174/LEV.19.33.THSV11 https://www.bible.com/th/bible/174/LUK.15.4.THSV11 https://www.pbs.org/newshour/world/pope-francis-says-homosexuality-is-a-sin-but-not-a-crime https://www.kamsondeedee.com/main/apostle/1036-saintbartholomew https://www.kamsonbkk.com/en/bible/bible-vocabulary/4231-love-mercy