ย้อนกลับไปเมื่อราวสิบปีก่อน ในร้านกาแฟเล็ก ๆ แห่งหนึ่งของอิตาลี มีบทสนทนาที่ถูกหยิบยกขึ้นมาเล่าขานและเย้ยหยันกันอย่างออกรส เรื่องราวในวันนั้นคือชายคนหนึ่งชื่อ คอร์ราโด เฟอร์เร็ตติ (Corrado Ferretti) ผู้เพิ่งถูกว่าจ้างให้เข้าไปกอบกู้ธนาคารขนาดเล็กที่ใกล้ล้มละลาย ธนาคารแห่งนั้นเต็มไปด้วย “สินเชื่อที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้” ถูกแทรกแซงจากนักการเมืองอย่างหนัก และแทบไม่เหลือทางรอด
ธนาคารกลางแห่งอิตาลีขีดเส้นตายให้เขาเพียงสามเดือน ในการสะสางปัญหา มิฉะนั้นธนาคารแห่งนี้จะต้องปิดตัวลง
แต่เฟอร์เร็ตติไม่เพียงรักษาธนาคารนั้นไว้ได้ เขายังทำให้มันกลับมาเติบโตอีกครั้ง ก่อนจะตัดสินใจเดินออกจากโลกการเงิน และหันมาก่อตั้งโครงการ “ธุรกิจเพื่อสังคม” ที่ใช้ศิลปะเป็นแกนกลาง พร้อมนำเสนอโมเดลธุรกิจแบบใหม่ เพื่อสร้างการเปลี่ยนแปลงให้กับเมืองเชียงใหม่ ประเทศไทย
จากโลกแห่งตัวเลขที่ชวนปวดหัว สู่การลงมือสร้างพื้นที่ทางศิลปะในเชียงใหม่ “ธุรกิจเพื่อสังคมที่ยั่งยืน” จึงกลายเป็นอาวุธลับของเขา และเป็นโมเดลทางเลือกที่เขาเชื่อว่าสามารถขับเคลื่อนความเปลี่ยนแปลงให้กับทั้งศิลปะ เมือง และสังคมได้จริง
นี่คือเรื่องเล่าฉบับย่อของคอร์ราโด เฟอร์เร็ตติ ชายผู้ใช้เวลาเกือบทั้งชีวิตในตำแหน่ง CEO ของบริษัทขนาดกลาง และเชี่ยวชาญการเข้าไปสะสางปัญหาซับซ้อนเป็นงานหลัก วันนี้เขายอมรับอย่างตรงไปตรงมาว่า เขาเป็น “คนนอก” ของโลกศิลปะอย่างแท้จริง แต่สิ่งที่เขานำมาด้วยคือแนวคิดของ “ทางเลือกที่สาม” โมเดลที่ไม่ใช่ทั้งธุรกิจที่มุ่งแสวงหากำไร และไม่ใช่องค์กรการกุศล หากแต่เป็น ธุรกิจเพื่อสังคมที่ยั่งยืน (Social Sustainable Business) ซึ่งพิสูจน์แล้วว่าสามารถช่วยให้ศิลปินเติบโตได้จริง อย่างน้อยก็จากประสบการณ์ของศิลปินไทยคนหนึ่งที่ก้าวไปสู่สนามศิลปะยุโรปได้สำเร็จ
“เมื่อคุณสามารถจัดการกับตัวเลขได้ คุณจะไม่ตกใจกับผลลัพธ์ เพราะทุกการตัดสินใจของคุณสะท้อนอยู่ในตัวเลขเหล่านั้นเสมอ” เขากล่าวอย่างคนที่ผ่านสนามการบริหารมาอย่างโชกโชน
แนวคิดนี้ถูกถ่ายทอดออกมาเป็นโครงการ The Asian Art Century พื้นที่ที่เขาตั้งใจให้เป็นเวทีระดับนานาชาติสำหรับศิลปินร่วมสมัยในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เพื่อการจัดแสดงผลงาน การพัฒนาศักยภาพ การเปิดโอกาสสู่ตลาดศิลปะระดับโลก และการลดช่องว่างระหว่างศิลปินกับระบบที่เคยเข้าถึงได้ยาก หรืออีกนัยหนึ่งคือการสร้างสะพานเชื่อมโลกศิลปะที่กำลังเบ่งบานในประเทศไทยเข้ากับเวทีสากล
แต่โลกแบบไหนกันที่หล่อหลอมประสบการณ์ของเขา โมเดลธุรกิจเพื่อสังคมนี้ “ใช่” สำหรับศิลปะจริงหรือไม่ และที่สำคัญยิ่งกว่านั้น มันจะเป็นโมเดลที่ “ใช่” สำหรับเมืองไทยด้วยหรือเปล่า คำตอบทั้งหมดกำลังรออยู่ในบทสัมภาษณ์นี้
บทเรียนจากการสะสาง สู่โมเดลใหม่จากโลกการเงิน
ในวัย 60 ปี คอร์ราโด เฟอร์เร็ตติ ได้ค้นพบโมเดลที่กลายมาเป็นเข็มทิศสำคัญของชีวิตการทำงาน นั่นคือแนวคิดเรื่อง “ธุรกิจเพื่อสังคมที่ยั่งยืน” โมเดลที่ยืนอยู่กึ่งกลางระหว่างธุรกิจแสวงหากำไรแบบดั้งเดิม ซึ่งมักคาดหวังผลตอบแทนภายในหนึ่งหรือสองปีแรก—กับองค์กรการกุศลที่ต้องพึ่งพาเงินบริจาคอย่างไม่สิ้นสุด
หัวใจของแนวคิดนี้คือสิ่งที่เขาเรียกว่า “เงินทุนอันค่อยเป็นค่อยไปและเชื่อถือได้” (Patient and Responsible Capital) เงินทุนที่ยอมให้เวลาเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการ และถูกนำไปใช้ในกิจการที่มุ่งแก้ปัญหาสังคมอย่างเป็นรูปธรรม ตั้งแต่โครงการที่อยู่อาศัยราคาประหยัด ไปจนถึงบริการด้านสาธารณสุขต้นทุนต่ำ โดยอาศัยการออกแบบระบบบริหารจัดการที่มีประสิทธิภาพ เพื่อให้กิจการสามารถยืนหยัดและเติบโตได้ด้วยตัวเองในระยะยาว
“เดิมทีผมมาจากโลกของธุรกิจที่แสวงหากำไร” เขาย้อนความหลัง “ผมเริ่มจากการเป็นที่ปรึกษา ก่อนจะค่อย ๆ ขยับมาทำงานด้านการบริหาร ซึ่งเป็นสิ่งที่ผมรู้สึกเชื่อมโยงมากกว่า เพราะตั้งแต่วัยหนุ่ม การบริหารเปิดโอกาสให้ผมได้สร้างบางสิ่งที่สะท้อนตัวตนของผมเอง”
เฟอร์เร็ตติเป็นที่ปรึกษาที่ได้รับการรับรองด้านภาษีอากร การบริหารจัดการ และการเงิน ซึ่งกลายเป็นรากฐานสำคัญเมื่อเขาก้าวเข้าสู่บทบาทผู้บริหาร “ภูมิหลังด้านตัวเลขช่วยผมอย่างมาก เมื่อคุณเข้าใจและควบคุมตัวเลขได้ คุณจะไม่ตกใจกับผลลัพธ์ที่เกิดขึ้น เพราะทุกการตัดสินใจสะท้อนอยู่ในตัวเลขเหล่านั้นเสมอ ผมเห็นหลายคนต้องตกใจเมื่อเวลาผ่านไปไม่กี่ปี นั่นเป็นเพราะพวกเขาไม่ได้ให้ความสำคัญกับตัวเลขตั้งแต่ต้น”
หนึ่งในช่วงเวลาที่เขาจดจำได้ชัดเจนที่สุด คือการถูกเรียกตัวให้เข้าไปจัดการธนาคารของรัฐขนาดเล็กแห่งหนึ่ง หลังจากสั่งสมประสบการณ์ในวงการสินเชื่อเพื่อการพาณิชย์มาแล้ว “เมื่อใดที่นักการเมืองโทรหาคุณเพื่อขอให้เข้าไปแก้ปัญหา นั่นมักหมายถึงสถานการณ์ที่เลวร้ายมาก ธนาคารในตอนนั้นเต็มไปด้วยหนี้เสีย ถูกครอบงำโดยการเมือง และยังมีความขัดแย้งรุนแรงกับผู้ถือหุ้นของตัวเอง”
เขาเล่าว่าธนาคารปล่อยกู้ให้ญาติของนักการเมืองจำนวนมาก โดยแทบไม่มีเงินใดถูกชำระคืน “ผู้คนในร้านกาแฟแถวนั้นต่างหัวเราะเยาะและเชื่อว่าธนาคารคงล้มละลายในไม่ช้า แต่ผมโชคดีที่ได้พบธนาคารขนาดกลางแห่งหนึ่งที่จริงจังและต้องการขยายกิจการ เราตกลงกันว่าพวกเขาจะเข้ามาช่วยสะสางปัญหา โดยมีเงื่อนไขว่าผู้ถือหุ้นที่เป็นนักการเมืองต้องถอนตัวออกไป และมันก็ได้ผลจริง เราขยายจากสองสาขาเป็นห้าสาขาได้ในเวลาไม่นาน”
ประสบการณ์ครั้งนั้นทำให้เขาค้นพบจุดแข็งของตัวเองอย่างชัดเจน นั่นคือการวางกลยุทธ์ระยะสั้นและการเข้าไป “ทำความสะอาด” ระบบที่พังทลาย
เมื่อถูกถามถึงเคล็ดลับการทำงาน เฟอร์เร็ตติตอบด้วยคำสั้น ๆ เพียงคำเดียวว่า “สามัญสำนึก”
“งานจะง่ายมาก หากคุณมีสามัญสำนึกและพลังในการลงมือทำ ผมไม่ได้สร้างตลาดใหม่ ผมแค่จัดระเบียบสิ่งที่มีอยู่ และลงทุนกับการพัฒนาคนเท่านั้นเอง”
The Asian Art Century
ในช่วงปีที่โลกเผชิญวิกฤตโควิด-19 คอร์ราโด เฟอร์เร็ตติ ได้ค้นพบทั้งความงดงามทางธรรมชาติและศักยภาพที่ยังรอการเติบโตของเมืองเชียงใหม่ ที่นี่เองที่เขามองเห็นโอกาสในการนำโมเดล “ธุรกิจเพื่อสังคมที่ยั่งยืน” มาประยุกต์ใช้กับสิ่งที่เขาเรียกว่า “การเบ่งบาน หรือปรากฏการณ์ที่เขาเชื่อว่ากำลังเกิดขึ้นทั่วทั้งเอเชีย
“ผมมาเชียงใหม่ครั้งแรกช่วงโควิด หลังจากอิตาลีถูกล็อกดาวน์” เขาเล่า “ผมพบว่าเมืองนี้สวยงาม อยู่ท่ามกลางธรรมชาติ และยังเต็มไปด้วยโอกาส หลังจากมาใช้ชีวิตอยู่ที่นี่ไม่กี่ครั้ง ผมจึงตัดสินใจย้ายมาอยู่ถาวร”
สำหรับเฟอร์เร็ตติ การอยู่นิ่งไม่ใช่ทางเลือก แม้ในวัยนี้ “ผมขี่จักรยาน ขี่มอเตอร์ไซค์ เล่นเทนนิส แต่ก็ยังมีเวลาว่างอยู่ดี” เขาหัวเราะ “ผมเคยจัดงาน Art Fair ที่อิตาลีมาก่อน เลยคิดว่าทำไมไม่ลองทำที่นี่ดู” ความคิดนั้นนำไปสู่การจัดงาน Asia 2.0 ครั้งแรกในเดือนมกราคม 2025
อย่างไรก็ตาม Asia 2.0 ไม่ได้ถูกออกแบบให้เป็นเพียงเทศกาลศิลปะ หากแต่เป็น “โครงการ” ที่มุ่งสนับสนุนเมือง ศิลปิน และคนรุ่นใหม่อย่างเป็นระบบ เฟอร์เร็ตติมอบพื้นที่สำหรับการจัดแสดงผลงาน พร้อมสนับสนุนทุนให้ศิลปินจำนวน 5 คนเดินทางไปประเทศอิตาลี เพื่อเข้าร่วมเทศกาลศิลปะระดับนานาชาติ Paratissima ในเดือนตุลาคม 2025
โครงการนี้ทำหน้าที่เสมือน “หน้าต่าง” ที่เปิดโอกาสให้ศิลปินได้เข้าถึงตลาดศิลปะยุโรป ได้จำหน่ายผลงาน เข้าร่วมเวิร์กช็อประดับนานาชาติ และสร้างเครือข่ายกับแวดวงศิลปะโลก
“ผมอยากให้มันเป็นโครงการ ไม่ใช่แค่งานอีเวนต์” เขากล่าว “ผมอยากสนับสนุนเมือง และคนรุ่นใหม่อย่างจริงจัง”
สิ่งที่ทำให้เชียงใหม่และประเทศไทยเป็นพื้นที่แห่งโอกาสในสายตาของเขา คือจังหวะการเติบโตของเอเชียในยุคปัจจุบัน “ในโลกตะวันตก เราเรียกช่วงเวลานี้ว่า ‘ศตวรรษแห่งเอเชีย’” เฟอร์เร็ตติอธิบาย “ยุโรปกำลังชะลอตัว ขณะที่พลัง ความเปลี่ยนแปลง และโอกาสใหม่ ๆ กำลังเกิดขึ้นที่นี่”
เขาเชื่อว่าการเปลี่ยนแปลงทางสังคมและเศรษฐกิจควรถูกสะท้อนออกมาในงานศิลปะร่วมสมัยด้วยเช่นกัน
“เมื่อสังคมเปลี่ยน ศิลปะก็ควรเปลี่ยนตาม” เขากล่าว “แต่ในบริบทนี้ ตลาดศิลปะยังเต็มไปด้วยภาพแทนแบบเดิม ๆ อย่างวัดหรือพญานาค ผมอยากเห็นงานที่ร่วมสมัย นามธรรม และสื่อสารกับโลกปัจจุบันมากกว่านั้น”
ผลลัพธ์ของแนวคิดนี้ปรากฏชัดในเวลาอันรวดเร็ว ภายในปี 2026 โครงการ The Asian Art Century ได้รับใบสมัครจากศิลปินไทยมากกว่า 420 คน สะท้อนถึงความต้องการพื้นที่และแพลตฟอร์มทางศิลปะร่วมสมัยที่เปิดกว้างและจริงจัง โดยมีศิลปิน 100 คนผ่านการคัดเลือกเบื้องต้น เพื่อเข้าร่วมการจัดแสดงนิทรรศการประจำปี ภายใต้ธีมว่าด้วยเรื่อง “ความลี้ลับ” ซึ่งสำรวจประเด็นโชคชะตา ความเชื่อ และความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์กับจักรวาล
แม้จะมีทีมภัณฑารักษ์และผู้เชี่ยวชาญร่วมคัดสรรผลงานอย่างเข้มข้น แต่ในมุมมองส่วนตัวของเฟอร์เร็ตติ สิ่งที่เขาให้ความสำคัญคือคุณภาพของสี วิธีการนำเสนอที่สดใหม่ และที่สำคัญที่สุด ผลงานนั้นต้องไม่เป็นเพียงการลอกเลียนอดีต
“ถ้าคุณมองรถร้อยคัน คุณจะรู้ได้เองว่าสัญชาตญาณบอกว่าคันไหนคือของจริง” เขากล่าว “มันเป็นเรื่องของมุมมองส่วนบุคคล”
จากจุดเริ่มต้นของชายผู้มาจากโลกการเงิน ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นทำให้ The Asian Art Century ค่อย ๆ กลายเป็นพื้นที่สำคัญของการ “เบ่งบาน” ทางศิลปะร่วมสมัยในเชียงใหม่ และเป็นตัวอย่างที่เป็นรูปธรรมของการนำโมเดลธุรกิจเพื่อสังคมที่ยั่งยืน มาสร้างผลกระทบเชิงวัฒนธรรมอย่างแท้จริง
“ข้อดีคือผมเป็นคนจ่ายเงินเอง ผมเลยตัดสินใจได้เร็ว” เฟอร์เร็ตติกล่าวพร้อมรอยยิ้ม “และข้อเสียก็คือเหตุผลเดียวกันนี่แหละ เพราะฉะนั้นผมจึงอยากหาพันธมิตรในท้องถิ่นมาร่วมสร้างโครงการนี้ไปด้วยกัน”
สร้างสะพานอย่างยั่งยืน
การเปลี่ยนผ่านครั้งนี้ไม่ใช่เรื่องง่าย เฟอร์เร็ตติยอมรับอย่างตรงไปตรงมาว่า เขาต้องเผชิญกับช่องว่างทางวัฒนธรรมระหว่างวิถีการทำงานแบบยุโรปที่เข้มข้นและเร่งรัด กับจังหวะชีวิตที่ผ่อนคลายกว่าของประเทศไทย รวมถึงความไม่คุ้นเคย (และบางครั้งก็ความระแวง) ต่อแนวคิดเรื่อง “การลงทุนเพื่อสังคม” หรือ Impact Investing
“ในช่วงปลายอาชีพ ผมถูกเรียกตัวไปทำงานในภาคส่วนสังคม” เขาเล่าย้อน “เป็นกลุ่มคนที่ต้องการให้ไมโครเครดิต หรือสินเชื่อรายย่อย แก่คนจน ซึ่งถือว่าแปลกใหม่มาก เพราะตามระบบเดิม คนจนมักถูกจัดว่าเป็นกลุ่มที่ ‘กู้เงินไม่ได้’ หรือ unbankable เป้าหมายของสินเชื่อเพื่อสังคมคือการมองหา ‘คนเก่งและดี’ ท่ามกลางผู้ที่ขาดโอกาส”
เขาอธิบายว่าความแตกต่างสำคัญระหว่างธุรกิจแบบเดิมกับธุรกิจเพื่อสังคมอยู่ที่เรื่อง “เวลา”
“ในธุรกิจที่เน้นกำไร คุณต้องทำผลตอบแทนให้ได้ภายในปีที่สอง แต่ในธุรกิจเพื่อสังคม กำไรอาจต้องใช้เวลาถึงห้าปี ผู้ถือหุ้นจึงต้องสามารถรอได้”
ความท้าทายที่ใหญ่ที่สุดสำหรับเขา คือการอธิบายแนวคิดทางเลือกที่สามนี้ให้เป็นที่เข้าใจ “คนส่วนใหญ่มักลงทุนเพื่อหวังผลกำไร ซึ่งเป็นเรื่องปกติ หรือไม่ก็เลือกบริจาคเพื่อการกุศลไปเลย แต่ธุรกิจที่มุ่งแก้ปัญหาสังคม และต้องยืนอยู่ได้ด้วยตัวเองในระยะยาว ยังเป็นแนวคิดใหม่มากสำหรับที่นี่”
อย่างไรก็ตาม ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นกลับน่าพอใจไม่น้อย หลังจากปีแรกที่เขายังเป็นเพียง “คนนอก” ซึ่งแทบไม่มีใครรู้จัก ปัจจุบันเฟอร์เร็ตติพบว่า กว่า 70 เปอร์เซ็นต์ของพิพิธภัณฑ์และผู้นำในท้องถิ่นที่เคยมองข้ามเขา ได้กลับมาติดต่อเพื่อขอร่วมงานด้วย ความเชื่อใจเริ่มก่อตัวขึ้น เมื่อผู้คนเห็นชัดว่านี่ไม่ใช่โครงการเพื่อผลประโยชน์ส่วนตัว หากแต่เป็นการทำงานเพื่อศิลปิน และเพื่อเมืองเชียงใหม่อย่างแท้จริง
สำหรับเฟอร์เร็ตติ เป้าหมายสูงสุดของการบริหารไม่ใช่การยึดตัวบุคคลเป็นศูนย์กลาง หากคือการสร้างระบบที่สามารถดำเนินต่อไปได้โดยไม่ต้องมีเขาอยู่ตรงนั้น
“ผมอยากทำให้โครงการนี้กลายเป็นสิ่งที่ผู้บริหารท้องถิ่นสามารถดูแลต่อได้ด้วยตัวเอง นั่นคือความภาคภูมิใจที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของผม”
ชายผู้เคยสะสางหนี้เสียและกอบกู้สถาบันการเงินในอิตาลี วันนี้กำลังทุ่มเทพลังทั้งหมดให้กับการสร้าง “สินทรัพย์” รูปแบบใหม่ สินทรัพย์ที่ไม่อาจประเมินค่าเป็นตัวเลขได้ง่าย หากแต่เป็นรากฐานของอนาคตแห่งความคิดสร้างสรรค์ของเอเชีย
The Asian Art Century คือโครงการแบบไม่มุ่งแสวงหากำไร ก่อตั้งโดย Corrado Ferretti และผู้ร่วมก่อตั้ง Alberto Cosi กงสุลอิตาลีประจำจังหวัดเชียงใหม่ ภายใต้ความร่วมมือกับสถาบันวัฒนธรรมอิตาลี ณ กรุงเทพฯ, Paratissima, Share & Project-To และได้รับการสนับสนุนจากวิทยาลัยศิลปะ สื่อ และเทคโนโลยี (CAMT) มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ มีพันธกิจหลักคือการเป็นแพลตฟอร์มสำหรับศิลปินเอเชียรุ่นใหม่ เพื่อส่งเสริมการแลกเปลี่ยนทางวัฒนธรรมและสร้างโอกาสใหม่ ๆ ผ่านการสร้างสะพานเชื่อมสัมพันธ์ระหว่างประเทศไทยและอิตาลี โดยการเข้าร่วมไม่มีค่าใช้จ่ายใดๆ ทั้งนี้เพื่อส่งเสริมให้ศิลปินรุ่นใหม่ทั่วเอเชียสามารถเข้าถึงพื้นที่ สร้างชื่อเสียง และได้รับการยอมรับอย่างเท่าเทียม
KOSMOS – LIVE Festival
วันที่: 7–8 กุมภาพันธ์ 2026 11.00 น. – 22.00 น.
สถานที่: วัน นิมมาน (One Nimman) เชียงใหม่
งานเนรมิตพื้นที่สาธารณะระดับแลนด์มาร์คของเชียงใหม่ให้เป็นโซนศิลปะอันคึกคัก พบกับการสร้างสรรค์งานจิตรกรรม เสียง และสื่อดิจิทัลในรูปแบบเรียลไทม์ เปลี่ยนศิลปะให้เป็นส่วนหนึ่งของพื้นที่และเชิญชวนผู้ชมให้เข้ามามีส่วนร่วมในกระบวนการสร้างสรรค์อย่างใกล้ชิด โดยได้รับแรงบันดาลใจจากศิลปินดิจิทัลชาวอิตาลี (มีการแสดงดิจิทัลโชว์ทุกวัน เวลา 18.30 น. และ 20.30 น.) พร้อมด้วยศิลปินนักวาดภาพแนว Performative อีก 5 ท่าน
KOSMOS – Exhibition Festival
วันที่: 12–15 กุมภาพันธ์ 2026 10.00 น. – 22.00 น.
นิทรรศการหลักที่รวบรวมผลงานศิลปะจากการคัดสรรมาอย่างเข้มข้น จัดแสดงควบคู่ไปกับโปรแกรมศิลปะการแสดง (Performance art), การเสวนา, เวิร์กช็อป และกิจกรรมพิเศษ ตลอดทั้ง 4 วันนี้ ผู้เข้าชมจะได้สัมผัสศิลปะในหลากหลายรูปแบบ เพื่อสร้างพื้นที่แห่งการแลกเปลี่ยน การทดลอง และการสำรวจโลกแห่งศิลปะร่วมกัน




