ปี 2026 กำลังจะกลายเป็นอีกหนึ่งหมุดหมายสำคัญของโลกศิลปะและสถาปัตยกรรม เมื่อพิพิธภัณฑ์และศูนย์วัฒนธรรมหลายแห่งทั่วโลกเตรียมเปิดประตูหรือแล้วเสร็จ หลังการรอคอยยาวนานนับทศวรรษ หลายแห่งไม่ได้เป็นเพียง “อาคารใหม่” หากแต่สะท้อนการขยับตัวของภูมิรัฐศาสตร์ อัตลักษณ์ เทคโนโลยี และคำถามว่าศิลปะควรทำหน้าที่อะไรในโลกที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว
หากพิพิธภัณฑ์ไม่ใช่แค่พื้นที่เก็บวัตถุ แต่คือพื้นที่ของความคิด ความทรงจำ และจินตนาการถึงอนาคต ปี 2026 คือปีที่โลกศิลปะขยับตัวครั้งใหญ่ ตั้งแต่ตะวันออกกลาง ยุโรป แอฟริกา ไปจนถึงเอเชีย นี่คือหมุดหมายสำคัญที่คนรักพิพิธภัณฑ์ไม่ควรพลาด
Guggenheim Abu Dhabi
ที่ตั้ง: อาบูดาบี, สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์
กำหนดเปิด: ยังไม่ยืนยันเดือน (2026)
Guggenheim Abu Dhabi คือหนึ่งในโครงการพิพิธภัณฑ์ที่ถูกจับตามองมากที่สุดของโลก ตั้งอยู่บนเกาะซาดิยาต เมืองอาบูดาบี ออกแบบโดย แฟรงก์ เกห์รี และประกาศแผนมาตั้งแต่ปี 2006 ก่อนจะเผชิญความล่าช้ายาวนานเกือบ 20 ปี โดยขณะนี้ตั้งเป้าเปิดในปี 2026 (ยังไม่ระบุเดือนชัดเจน)
ตัวอาคารมีขนาดราว 42,000 ตารางเมตร และจะเป็นกุกเกนไฮม์ที่ใหญ่ที่สุดในโลก รูปทรงโค้งไหลอิสระตามแบบฉบับของเกห์รี รวมอาคารย่อยหลายหลังเข้าด้วยกัน กลายเป็นภูมิทัศน์สถาปัตยกรรมร่วมสมัยท่ามกลางทะเลทราย
ด้านเนื้อหา พิพิธภัณฑ์มุ่งนำเสนอศิลปะหลังทศวรรษ 1960 โดยให้พื้นที่กับศิลปินจากตะวันออกกลาง แอฟริกาเหนือ เอเชียใต้ และโลกใต้ ควบคู่ผลงานของศิลปินตะวันตกอย่าง ฌอง-มิเชล บาสเกียต์ และ แอนดี วอร์ฮอล คอลเลกชันจะผสมทั้งงานคอมมิชชันใหม่ งานยืมจากเครือข่ายกุกเกนไฮม์ และผลงานที่สร้างขึ้นเฉพาะพื้นที่
การเปิด Guggenheim Abu Dhabi ใกล้กับ ลูฟวร์ อาบูดาบี ช่วยตอกย้ำบทบาทของเกาะซาดิยาตในฐานะย่านวัฒนธรรมระดับโลก พร้อมความคาดหวังว่าโครงการนี้จะกลายเป็นจุดศูนย์กลางใหม่ของวงการศิลปะร่วมสมัย แม้จะยังถูกจับตามองในประเด็นด้านแรงงานและจริยธรรมควบคู่กันไป
Artistic Museum of Contemporary Art (AMOCA)
ที่ตั้ง: คาร์ดิฟฟ์, เวลส์
กำหนดเปิด: ยังไม่ยืนยันเดือน (2026)
AMOCA (Artistic Museum of Contemporary Art) คือพิพิธภัณฑ์ศิลปะร่วมสมัยแห่งแรกของเมืองคาร์ดิฟฟ์ ประเทศเวลส์ ก่อตั้งในรูปแบบองค์กรไม่แสวงหากำไรโดย อันเดอร์ส เฮดลุนด์ ผู้ประกอบการเชื้อสายสวีดิช–เวลส์ และมีกำหนดเปิดถาวรในปี 2026 ใจกลางเมืองคาร์ดิฟฟ์
หัวใจของพิพิธภัณฑ์คือคอลเลกชันกว่า 1,000 ชิ้น จากการสะสมตลอด 30 ปีของเฮดลุนด์ ซึ่งจะถูกนำมาพัฒนาเป็นทั้งนิทรรศการถาวรและหมุนเวียน ก่อนเปิดจริง AMOCA ได้ทดลองบทบาทของตัวเองผ่านนิทรรศการป็อปอัป AMOCA Dialogues: Black Voices ในปี 2025 ที่นำเสนอผลงานศิลปินจากแอฟริกาและพลัดถิ่น รวมถึง อาโมอาโก โบอาโฟ และ เทสฟาเย อูร์เกสซา
AMOCA วางตัวเป็นพื้นที่เปิดสำหรับศิลปินท้องถิ่นเวลส์ ชนกลุ่มน้อย วัฒนธรรมย่อย และศิลปินรุ่นใหม่ ให้สนทนากับบริบทศิลปะระดับโลก ควบคู่โปรแกรมพำนักศิลปิน เวิร์กช็อปเยาวชน เสวนา และการทำงานกับชุมชนที่เข้าถึงศิลปะได้ยาก พิพิธภัณฑ์แห่งนี้จึงไม่ใช่แค่พื้นที่จัดแสดง แต่เป็นความพยายามผลักดันให้เวลส์มีเสียงชัดเจนขึ้นบนแผนที่ศิลปะนานาชาติ
V&A East Museum
ที่ตั้ง: ลอนดอน, สหราชอาณาจักร
กำหนดเปิด: เมษายน 2026
V&A East Museum เปิดบทใหม่ให้ย่านลอนดอนตะวันออก บนพื้นที่ Stratford Waterfront ใน Queen Elizabeth Olympic Park โดยจะเปิดอย่างเป็นทางการในวันที่ 18 เมษายน 2026
อาคารสูง 5 ชั้น ออกแบบโดย โอ’ดอนเนลล์ + ทูมีย์ เชื่อมโยงอดีตอุตสาหกรรมของพื้นที่เข้ากับความคิดสร้างสรรค์ร่วมสมัย เน้นใช้วัสดุอย่างอิฐและคอนกรีต สะท้อนรากการผลิตของ East End พร้อมแกลเลอรีที่เปิดกว้างและเข้าถึงง่าย ตัวพิพิธภัณฑ์ทำงานร่วมกับ V&A East Storehouse (เปิดปี 2025) ภายใต้ย่านวัฒนธรรม East Bank ร่วมกับสถาบันใกล้เคียงอย่าง Sadler’s Wells East และ UCL East
พื้นที่จัดแสดงถาวรแบบเข้าชมฟรีในชื่อ Why We Make นำเสนอวัตถุกว่า 500 ชิ้น จะเป็นพื้นที่ตั้งคำถามเรื่องอัตลักษณ์ การเป็นตัวแทน และสิ่งแวดล้อม ตั้งแต่เครื่องแต่งกายของ ลีห์ โบเวอรี, โมเดลงานของ เดเร็ก จาร์แมน ไปจนถึงชุดของ แอนนา มาเรีย การ์ธเวต ขณะที่นิทรรศการเปิดตัว The Music is Black: A British Story สำรวจประวัติศาสตร์ดนตรีคนผิวดำในอังกฤษตลอด 125 ปี ผ่านวัตถุจัดแสดงอย่างกีตาร์ของ โจน อาร์มาเทรดดิง และแฟชั่นของ ลิตเติล ซิมซ์
พิพิธภัณฑ์ยังคอมมิชชันผลงานใหม่เฉพาะพื้นที่ 8 ชิ้น จากศิลปินอย่าง ทาเนีย บรูเกรา, เอส เดฟลิน และ แคร์รี เม วีมส์ รวมถึงประติมากรรมทางเข้าของ โธมัส เจ. ไพรซ์ โดยเน้นโปรแกรมสำหรับเยาวชน เสียงจากนานาชาติ และกิจกรรมชุมชน เพื่อสะท้อนความหลากหลายทางวัฒนธรรมของลอนดอนตะวันออกอย่างแท้จริง
James Turrell at ARoS
ที่ตั้ง: อาร์ฮุส, เดนมาร์ก
กำหนดเปิด: 19 มิถุนายน 2026
As Seen Below – The Dome ผลงานของ เจมส์ เทอร์เรลล์ จะเปลี่ยน “ท้องฟ้า” ให้กลายเป็นประสบการณ์การรับรู้แบบจมดิ่ง ณ พิพิธภัณฑ์ ARoS Aarhus Art Museum เมืองอาร์ฮุส เดนมาร์ก โดยจะเปิดอย่างเป็นทางการวันที่ 19 มิถุนายน 2026 ในฐานะ Skyspace ถาวร และเป็นหมุดหมายสุดท้ายของโครงการขยายพิพิธภัณฑ์ The Next Level ที่ใช้เวลากว่าทศวรรษ
ผลงานชิ้นนี้นับเป็น Skyspace ในพิพิธภัณฑ์ที่ใหญ่ที่สุดของเทอร์เรลล์ ด้วยโดมขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง 40 เมตร สูง 16 เมตร ผู้ชมจะเข้าสู่พื้นที่ผ่านอุโมงค์ใต้ดินที่ใช้แสงประดิษฐ์นำสายตา ก่อนเงยหน้ามองท้องฟ้าจริงผ่านช่องเปิดกลางโดม ระบบไฟ LED จะค่อย ๆ เปลี่ยนแสง สี และบรรยากาศไปตามเวลา ฤดูกาล และสภาพอากาศ ทำให้การมองฟ้ากลายเป็นประสบการณ์ที่ลึกซึ้งทางประสาทสัมผัส
ที่นี่ไม่ใช่งานให้ “ดู” แต่เป็นพื้นที่ให้ “อยู่ร่วมกับแสง” ตามแนวคิด Light and Space ที่เทอร์เรลล์พัฒนามาตั้งแต่ทศวรรษ 1960 ผู้ชมถูกชวนให้ชะลอเวลา รับรู้พื้นที่ และสำรวจภาวะภายในของตนเอง รีเบคกา แมทธิวส์ ผู้อำนวยการพิพิธภัณฑ์ มองว่านี่คือหมุดหมายทางวัฒนธรรมที่เปิดประสบการณ์ใหม่ต่อทั้งพื้นที่และตัวตน
As Seen Below – The Dome ยังทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางของการขยาย ARoS ทั้งแกลเลอรีใต้ดิน Salling Gallery (เปิดปี 2025) และลานศิลปะกลางแจ้ง Art Square ตอกย้ำบทบาทของ ARoS บนเวทีศิลปะร่วมสมัยระดับโลก
MANN 2
ที่ตั้ง: เนเปิลส์, อิตาลี
กำหนดเปิด: กลาง–ปลายปี 2026
MANN 2 คือโครงการขยายครั้งสำคัญของพิพิธภัณฑ์โบราณคดีแห่งชาติเนเปิลส์ (MANN) มีกำหนดเปิดช่วงกลาง–ปลายปี 2026 โดยนำอาคารประวัติศาสตร์ศตวรรษที่ 18 อย่าง Real Albergo dei Poveri มาปรับใช้ เพิ่มพื้นที่จัดแสดงกว่า 10,000 ตารางเมตร
โครงการตั้งอยู่ในเมืองเนเปิลส์ ห่างจากพิพิธภัณฑ์หลักราว 1.8 กิโลเมตร อาคารยาว 400 เมตรซึ่งออกแบบโดย Ferdinando Fuga ในปี 1751 เดิมเคยใช้เป็นเรือนจำและถูกทิ้งร้างมานาน
MANN 2 จะเปิดเผยโบราณวัตถุจากปอมเปอีที่ไม่เคยจัดแสดงมาก่อน จากคอลเลกชันกว่า 40,000 ชิ้น รวมถึงเครื่องประดับทองคำและประติมากรรมหายากอย่างเทพแพน พร้อมสื่อมัลติมีเดีย การจำลองพื้นที่ และคอลเลกชันศตวรรษที่ 18 ของ Francesco Santangelo ควบคู่พื้นที่การเรียนรู้ มหาวิทยาลัยเนเปิลส์ Federico II และการขยายหอสมุดแห่งชาติ
ด้วยงบสนับสนุน 148 ล้านยูโร จากกระทรวงวัฒนธรรมอิตาลี โครงการนี้ช่วยคลี่คลายข้อจำกัดด้านพื้นที่ของ MANN ที่มีมาตั้งแต่ปี 1777 และเป็นแรงขับสำคัญของการฟื้นฟูเมืองทางตอนใต้ของอิตาลี ผู้อำนวยการ Paolo Giulierini นิยาม MANN 2 ว่าเป็นโครงการระดับ “พลิกยุค” ที่จะเผยศักยภาพของโบราณคดีคลาสสิกอย่างเต็มรูปแบบ
Lucas Museum of Narrative Art
ที่ตั้ง: ลอสแอนเจลิส, สหรัฐอเมริกา
กำหนดเปิด: 22 กันยายน 2026
Lucas Museum of Narrative Art เตรียมเปิดประตูต้อนรับผู้ชมที่ Exposition Park ลอสแอนเจลิส ในวันที่ 22 กันยายน 2026 ในฐานะพิพิธภัณฑ์ที่อุทิศให้กับ “ศิลปะแห่งการเล่าเรื่องผ่านภาพ” โดยก่อตั้งร่วมกันโดย จอร์จ ลูคัส และ เมลโลดี ฮอบสัน
อาคารรูปทรงล้ำอนาคต ออกแบบโดย หม่า เหยียนซง แห่ง MAD Architects มีลักษณะคล้ายยานอวกาศลอยอยู่ท่ามกลางสวนขนาด 11 เอเคอร์ที่ออกแบบโดย Studio-MLA ตัวอาคารสูง 5 ชั้น พื้นที่รวมกว่า 300,000 ตารางฟุต ประกอบด้วยแกลเลอรี 35 ห้อง บนพื้นที่จัดแสดงราว 100,000 ตารางฟุต หลังคาสีเขียวติดตั้งแผงโซลาร์เซลล์ สะท้อนแนวคิดสถาปัตยกรรมร่วมสมัยที่ผสานสิ่งแวดล้อม
คอลเลกชันกว่า 40,000 ชิ้น ครอบคลุมตั้งแต่งานภาพประกอบของ นอร์แมน ร็อกเวลล์ ภาพวาดของ ฟริดา คาห์โล คอมิกของ แจ็ก เคอร์บี และ อลิสัน เบคเดล หนังสือเด็กของ บีทริกซ์ พอตเตอร์ ไปจนถึงภาพถ่ายของ กอร์ดอน พาร์กส์ และคลังผลงานจากโลกภาพยนตร์ของลูคัส ทั้ง Star Wars และ Indiana Jones ตั้งแต่โมเดล ไปจนถึงภาพคอนเซ็ปต์
การจัดแสดงจะเล่าเรื่องผ่านประสบการณ์สากลของมนุษย์ ไม่ว่าจะเป็นความรัก ครอบครัว ชุมชน หรือการผจญภัย ผสมผสานศิลปะ ภาพยนตร์ และวัฒนธรรมป๊อปเข้าด้วยกัน พิพิธภัณฑ์ยังมีโรงภาพยนตร์ ห้องสมุด พื้นที่ชุมชน และโปรแกรมฉายสารคดีศิลปิน ตอกย้ำบทบาทของการเล่าเรื่องในฐานะภาษาสากลของมนุษยชาติ
The Palais de Danse
ที่ตั้ง: เซนต์ไอฟส์, สหราชอาณาจักร
กำหนดเปิด: กลาง–ปลายปี 2026
The Palais de Danse เตรียมกลับมาเปิดอีกครั้งในฐานะสตูดิโอเดิมของประติมากรชาวอังกฤษผู้บุกเบิกแนวคิด Abstract Sculpturev อย่าง บาร์บารา เฮปเวิร์ธ โดยตั้งอยู่ใจกลางเมืองเซนต์ไอฟส์ คอร์นวอลล์ สหราชอาณาจักร โดยคาดว่าจะเปิดช่วงกลางถึงปลายปี 2026 หลังการบูรณะโดย อดัม ข่าน อาร์คิเท็กต์ส
อาคารประวัติศาสตร์ขึ้นทะเบียน Grade II แห่งนี้ เดิมเป็นทั้งโรงภาพยนตร์และฮอลล์เต้นรำ ก่อนที่เฮปเวิร์ธจะซื้อในปี 1961 เพื่อใช้สร้างผลงานประติมากรรมขนาดใหญ่ เช่น Single Form (สำนักงานใหญ่สหประชาชาติ นิวยอร์ก) และ Winged Figure (ลอนดอน) ในช่วงที่เธอได้รับการยอมรับในระดับนานาชาติ และพื้นที่สตูดิโอเดิมไม่เพียงพออีกต่อไป
การปรับปรุงยังคงรักษาร่องรอยการทำงานของศิลปินไว้อย่างละเอียด ชั้นล่างเก็บพื้นเวิร์กช็อปที่มีรอยตารางและเครื่องมือเดิมไว้เป็นพื้นที่จัดแสดงเชิงประวัติศาสตร์ ขณะที่ชั้นบนฟื้นฟูฟลอร์ไม้เมเปิลแบบสปริงยาว 24 เมตร เวที และฉากกั้นโปร่งที่เฮปเวิร์ธเคยใช้ สำหรับนิทรรศการและการแสดงสด ส่วนต่อเติมใต้หลังคาหุ้มสังกะสีเพิ่มพื้นที่สาธารณะที่เข้าถึงได้ พร้อมวิวทะเล และลานด้านนอกจะเปิดให้สาธารณชนใช้งานครั้งแรก
The Palais de Danse จะทำงานควบคู่กับ พิพิธภัณฑ์และสวนประติมากรรมบาร์บารา เฮปเวิร์ธ ที่อยู่ฝั่งตรงข้าม ทำหน้าที่เป็นพื้นที่กึ่งพิพิธภัณฑ์กึ่งชุมชน สำหรับนิทรรศการ พำนักศิลปิน เวิร์กช็อป และกิจกรรมสาธารณะ เป็นการฟื้นทั้งสถาปัตยกรรมและจิตวิญญาณโมเดิร์นนิสม์ของเซนต์ไอฟส์ ให้กลับมามีชีวิตอีกครั้งในบริบทร่วมสมัย
Museum of West African Art (MOWAA)
ที่ตั้ง: เบนินซิตี, ไนจีเรีย
กำหนดเปิด: ยังไม่ยืนยัน
MOWAA (Museum of West African Art) คือโครงการวัฒนธรรมขนาดใหญ่ในเมืองเบนินซิตี ประเทศไนจีเรีย ออกแบบโดย เดวิด อัดจาย เพื่อเฉลิมฉลองมรดกแอฟริกาตะวันตก ท่ามกลางบาดแผลจากยุคอาณานิคมและข้อถกเถียงเรื่องการทวงคืนโบราณวัตถุ โครงการถูกวางให้เป็นแคมปัสภายในย่านวัฒนธรรมของเมือง แต่การเปิดศาลา MOWAA Institute ในเดือนพฤศจิกายน 2025 ต้องสะดุดจากการประท้วงของชุมชนท้องถิ่น ทำให้ทิศทางการเปิดดำเนินงานเต็มรูปแบบในปี 2026 ยังไม่แน่นอน
สถาปัตยกรรมของ MOWAA Institute ใช้ดินอัดเป็นวัสดุหลัก อ้างอิงสถาปัตยกรรมก่อนยุคอาณานิคม ภายในมีพื้นที่จัดเก็บแบบเปิดขนาดราว 700 ตารางเมตร ให้ผู้ชมเห็นกระบวนการอนุรักษ์จริง พร้อมห้องแล็บโบราณคดีและพื้นที่ทำงานที่เชื่อมโยงกับการขุดค้นในพื้นที่ แผนระยะยาวยังรวมถึง Rainforest Gallery, Artisans Hall สำหรับงานหัตถศิลป์ บ้านพักศิลปิน สวนประติมากรรม และสวนรำลึกที่เชื่อมกำแพงเมืองโบราณกับผืนป่าโดยรอบ
MOWAA ไม่มีคอลเลกชันถาวร แต่เลือกทำงานผ่านการยืมจัดแสดงและความร่วมมือ เช่น การนำโบราณวัตถุกว่า 300 ชิ้นจากพิพิธภัณฑ์ยุโรปกลับมาจัดแสดงในนิทรรศการ Nigeria Imaginary: Homecoming พร้อมเชื่อมบทสนทนาระหว่าง Benin Bronzes กับศิลปะร่วมสมัย และโครงการพำนักศิลปินที่จับคู่ช่างฝีมือท้องถิ่นกับศิลปินนานาชาติ เพื่อฟื้นชีวิตงานคราฟต์
แม้การประท้วงของชุมชนเอโดะจะสะท้อนความตึงเครียดทางการเมืองเรื่องสิทธิการครอบครองมรดกทางวัฒนธรรม แต่ MOWAA ยังคงตั้งคำถามใหม่ต่อบทบาทของพิพิธภัณฑ์แอฟริกัน จากพื้นที่จัดแสดงวัตถุ สู่พื้นที่ต่อรองอำนาจ ความทรงจำ และการดูแลมรดกด้วยตัวของมันเอง
Center for Contemporary Arts Tashkent
ที่ตั้ง: ทาชเคนต์, อุซเบกิสถาน
กำหนดเปิด: มีนาคม 2026
Center for Contemporary Arts Tashkent (CCA) คือการแปลงโฉมโรงไฟฟ้าดีเซลเก่าแก่ปี 1912 ของกรุงทาชเคนต์ ให้กลายเป็นสถาบันศิลปะร่วมสมัยถาวรแห่งแรกของเอเชียกลาง ภายใต้การดูแลของมูลนิธิพัฒนาศิลปะและวัฒนธรรมแห่งอุซเบกิสถาน นำโดย กายาเน อูเมโรวา และออกแบบโดย Studio KO โดยมีกำหนดเปิดเต็มรูปแบบในเดือนมีนาคม 2026
สถาปัตยกรรมเลือกเก็บโครงสร้างอุตสาหกรรมดั้งเดิม ทั้งคอนกรีตดิบและอิฐยุคต้นศตวรรษที่ 20 ซึ่งเคยเป็นแหล่งพลังงานของรถรางสายแรกของเมือง—ก่อนเสริมองค์ประกอบเหล็กและกระจกสมัยใหม่ให้เกิดแกลเลอรีโปร่งสว่าง ลานกลาง และพื้นที่อเนกประสงค์ ตัวอาคารจึงกลายเป็นพื้นที่ที่อดีตและปัจจุบันไหลเข้าหากันอย่างเป็นธรรมชาติ
โปรแกรมเปิดตัว Hikmah (แปลว่า “ปัญญา”) ภัณฑารักษ์โดย ดร. ซารา ราซา รวมศิลปินนานาชาติอย่าง อาลี เชอร์รี, คิมซูจา, นาเดีย กาบี-ลิงก์, นารี วอร์ด เข้ากับศิลปินอุซเบกอย่าง โชครุคห์ ราคีมอฟ และ วลาดิเมียร์ ปาน พร้อมต่อยอดด้วยโครงการพำนักศิลปิน เวิร์กช็อปเยาวชน เทศกาล Navruz Gala และเทศกาลศิลปะสาธารณะของเมือง
CCA วางตำแหน่งทาชเคนต์ให้เป็นศูนย์กลางวัฒนธรรมใหม่ของภูมิภาค เปิดพื้นที่ให้ศิลปะร่วมสมัย การแสดง ดนตรี ภาพยนตร์ และบทสนทนาระหว่างท้องถิ่นกับโลก สะท้อนช่วงเวลาฟื้นตัวทางวัฒนธรรมของอุซเบกิสถานหลังยุคโซเวียตอย่างชัดเจน
La Sagrada Família
ที่ตั้ง: บาร์เซโลนา, สเปน
สถานะ: ใกล้เสร็จสมบูรณ์ (2026)
ปี 2026 จะเป็นหมุดหมายเชิงสัญลักษณ์ของมหาวิหาร La Sagrada Família เมื่อโครงสร้างหลักเข้าใกล้การเสร็จสมบูรณ์ หลังการก่อสร้างยาวนานกว่า 144 ปี โดยหอคอยพระเยซูคริสต์สูง 172.5 เมตร จะทำให้อาคารแห่งนี้กลายเป็นโบสถ์ที่สูงที่สุดในโลก
การก่อสร้างเริ่มขึ้นในปี 1882 ภายใต้ ฟรันซิสโก เด เปาลา เดล บียาร์ ก่อนที่ อันโตนี เกาดี จะเข้ามารับช่วงต่อในปีถัดมา และวางวิสัยทัศน์สถาปัตยกรรมแบบออร์แกนิกอันเป็นเอกลักษณ์ จนกระทั่งเสียชีวิตในปี 1926 โดยอาคารเสร็จเพียงหนึ่งในสี่ ปัจจุบันจากยอดแหลมทั้งหมด 18 ยอด เสร็จแล้ว 12 ยอด ส่วนที่เหลือรวมถึงยอดกลาง กำลังก่อสร้างด้วยเทคโนโลยีหินสำเร็จรูป แม้โครงการจะเคยหยุดชะงักจากสงครามและปัญหาทุนมาแล้วหลายครั้ง
งานออกแบบของเกาดีผสานโกธิกกับอาร์ตนูโว โดยดึงแรงบันดาลใจจากธรรมชาติ ยอดแหลมทรงไฮเปอร์โบลอยด์ราวต้นไม้ และฟาซาดที่เล่าเรื่องชีวิตพระเยซูผ่านประติมากรรมหินอย่างละเอียด โบสถ์ Chapel of the Assumption จะแล้วเสร็จในปี 2025 ก่อนเข้าสู่หมุดหมายปี 2026 แม้งานตกแต่งและบันไดหลักซึ่งยังเป็นที่ถกเถียง จะยืดไปถึงราวปี 2034
ในฐานะสัญลักษณ์ของบาร์เซโลนาและมรดกโลกยูเนสโก ที่มีผู้เยี่ยมชมกว่า 5 ล้านคนต่อปี ปี 2026 ซึ่งตรงกับการครบรอบ 100 ปีการเสียชีวิตของเกาดี จึงไม่ใช่แค่การปิดฉากการก่อสร้าง แต่คือช่วงเปลี่ยนผ่านสู่ยุคของการดูแล อนุรักษ์ และตั้งคำถามใหม่ว่า เมืองจะอยู่ร่วมกับสถาปัตยกรรมระดับตำนานนี้อย่างไรในอนาคต
Suzhou Museum of Contemporary Art
ที่ตั้ง: ซูโจว, จีน
กำหนดเปิด: 2026
Suzhou Museum of Contemporary Art หรือ Suzhou MoCA เตรียมเปิดในปี 2026 ริมทะเลสาบจินจี เมืองซูโจว ประเทศจีน พิพิธภัณฑ์ขนาดราว 60,000 ตารางเมตร แห่งนี้ออกแบบโดย บียาร์เค อิงเกลส์ และทีม Bjarke Ingels Group (BIG) โดยตีความสุนทรียะของสวนจีนคลาสสิกผ่านสถาปัตยกรรมร่วมสมัย
แนวคิดหลักคือการนำ “ระเบียงยาว” ของสวนโบราณ มาขยายเป็นกลุ่มอาคารศาลา 12 หลัง เชื่อมต่อกันภายใต้หลังคาเส้นสายโค้งไหลต่อเนื่อง พื้นที่ภายในประกอบด้วยแกลเลอรีกระจก ทางเดินมีหลังคา ลานกลางแจ้ง และสวน ที่เปิดให้ผู้ชมเคลื่อนที่ได้อย่างลื่นไหลระหว่างในอาคารและนอกอาคาร ฟาซาดกระจกริ้วคลื่นและสเตนเลสโทนอุ่นสะท้อนแสงฟ้าและผิวน้ำ ช่วยเชื่อมอาคารเข้ากับภูมิทัศน์รอบข้าง
พิพิธภัณฑ์มีห้องจัดแสดงหลัก 4 โถง พร้อมช่องแสงธรรมชาติที่ควบคุมแสงอย่างนุ่มนวล ทางเดิน สะพาน และอุโมงค์เชื่อมพื้นที่ต่าง ๆ เข้าด้วยกัน ทำให้การชมงานศิลปะกลายเป็นประสบการณ์คล้ายการเดินเล่นในสวน
นิทรรศการเปิดตัว Materialism ซึ่งดูแลโดย BIG จะพาผู้ชมสำรวจความสัมพันธ์ระหว่างศิลปะและวัสดุ ตั้งแต่หินจนถึงวัสดุรีไซเคิล ท่ามกลางภูมิทัศน์สีเขียวของพิพิธภัณฑ์ โครงการนี้ยังผ่านมาตรฐานอาคารสีเขียวของจีน และถูกวางบทบาทให้เป็นแลนด์มาร์กวัฒนธรรมร่วมสมัยที่เคารพมรดกสวนซูโจวซึ่งขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลก พร้อมเปิดพื้นที่สาธารณะให้เมืองมีชีวิตชีวามากขึ้น
Waterfront Culture Center
ที่ตั้ง: โคเปนเฮเกน, เดนมาร์ก
กำหนดเปิด: 2026
Waterfront Culture Center เตรียมเปิดในปี 2026 บนเกาะ Paper Island หรือ Papirøen ใจกลางโคเปนเฮเกน ผลงานออกแบบของ เคงโงะ คุมะ และทีม Kengo Kuma & Associates ที่ตั้งใจถ่ายทอดความผูกพันของเมืองกับสายน้ำ ผ่านอาคารวัฒนธรรมและเวลเนสที่หลอมรวมบกกับน้ำเข้าด้วยกัน
ตัวอาคารประกอบด้วยกลุ่มโครงสร้างทรงพีระมิดฐานกลมที่ไล่ระดับจากสระน้ำลงสู่ท่าเรือ ผนังอิฐสะท้อนงานช่างแบบเดนมาร์ก ขณะที่ผิวอาคารแบบโปร่งช่วยให้แสงลอดออกมาในยามค่ำคืน ภายในมีทั้งสระว่ายน้ำในร่ม สระน้ำร้อน พื้นที่สปา และสระกลางแจ้งที่เปิดรับไออุ่น แสง และเงาสะท้อนของน้ำอย่างใกล้ชิด
สถาปัตยกรรมของที่นี่ไม่มี “ด้านหน้า” เพียงด้านเดียว ผู้คนสามารถไหลเวียนจากถนนเมือง ผ่านพื้นที่พักผ่อน ไปจนถึงการลงเล่นน้ำกลางแจ้งได้อย่างอิสระ โครงการนี้ให้ความสำคัญกับประสบการณ์ทางกาย มากกว่าการมองจากระยะไกล ทำให้การใช้น้ำกลายเป็นกิจกรรมทางวัฒนธรรม ไม่ใช่แค่การพักผ่อน
Waterfront Culture Center ตั้งอยู่ใกล้โรงอุปรากรโคเปนเฮเกน และเป็นส่วนหนึ่งของแผนพัฒนา Paper Island โดยมี Vilhelm Lauritzen Architects ดูแลการก่อสร้างในระดับท้องถิ่น ที่นี่จึงไม่ใช่แค่แลนด์มาร์กใหม่ของเมือง แต่เป็นพื้นที่ที่เชื่อมโยงผู้คน เมือง และสายน้ำเข้าด้วยกันอย่างเป็นธรรมชาติ
Dataland
ที่ตั้ง: ลอสแอนเจลิส, สหรัฐอเมริกา
กำหนดเปิด: ฤดูใบไม้ผลิ 2026
Dataland พิพิธภัณฑ์ศิลปะ AI แห่งแรกของโลก เตรียมเปิดที่ลอสแอนเจลิส ในฤดูใบไม้ผลิปี 2026 ใจกลางดาวน์ทาวน์ลอสแอนเจลิส ภายในโครงการ The Grand LA ที่ออกแบบโดย แฟรงก์ เกห์รี พื้นที่ขนาดราว 25,000 ตารางฟุต แห่งนี้ก่อตั้งโดย Refik Anadol Studio และถูกนิยามให้เป็นพิพิธภัณฑ์ศิลปะ AI แห่งแรกของโลก ที่ตั้งคำถามจริงจังต่อความสัมพันธ์ระหว่างจินตนาการของมนุษย์ ความคิดสร้างสรรค์ของเครื่องจักร และจริยธรรมของเทคโนโลยี
ตัวอาคารออกแบบร่วมกับ Gensler และ Arup ภายในประกอบด้วยแกลเลอรีแบบอิมเมอร์ซีฟ 5 ห้อง หนึ่งในไฮไลต์คือ Infinity Room เวอร์ชันใหม่ ซึ่งต่อยอดจากผลงานแรกที่ Anadol เคยจัดแสดงในปี 2014 ห้องนี้ผสานภาพ แสง เสียง และ “กลิ่น” ที่สร้างด้วย AI ผ่านระบบจำลองธรรมชาติและฟิสิกส์ของโลกจริง ทำให้ข้อมูลดิจิทัลกลายเป็นประสบการณ์หลายมิติที่ผู้ชมสามารถเข้าไปอยู่ภายในได้
คอลเลกชันตั้งต้นของพิพิธภัณฑ์คือ Biome Lumina งานประติมากรรมข้อมูล AI จำนวน 1,000 ชิ้น ที่ฝึกจากข้อมูลธรรมชาติแบบเปิดจากสถาบันอย่าง Smithsonian ผลงานชุดนี้ขายหมดภายในไม่กี่สิบนาทีตั้งแต่เปิดตัว สะท้อนความสนใจต่อศิลปะ AI ที่ไม่ได้เน้นแค่ความตื่นตา แต่ตั้งอยู่บนหลักการใช้ข้อมูลที่ได้รับอนุญาต การประมวลผลด้วยพลังงานหมุนเวียน และการตั้งคำถามต่ออคติของปัญญาประดิษฐ์
Dataland ยังมีโปรแกรมพำนักศิลปิน โดยร่วมมือกับ Google Arts & Culture เปิดพื้นที่ให้ศิลปินจากหลากหลายสาขาทดลองทำงานกับข้อมูล เครื่องจักร และการเล่าเรื่องร่วมสมัย พร้อมกิจกรรมสาธารณะที่ช่วยให้ผู้ชมเข้าใจบทบาทของ AI ในสังคมมากขึ้น
ด้วยทำเลใกล้ MOCA และ Walt Disney Concert Hall Dataland ไม่ได้วางตัวเป็นเพียงแลนด์มาร์กใหม่ของเมือง แต่เป็นพื้นที่ทดลองที่พยายามนิยามอนาคตของศิลปะในยุคที่มนุษย์และปัญญาประดิษฐ์กำลังสร้างโลกไปพร้อมกัน
David Geffen Galleries at LACMA
ที่ตั้ง: ลอสแอนเจลิส, สหรัฐอเมริกา
กำหนดเปิด: เมษายน 2026
David Geffen Galleries คืออาคารใหม่ของพิพิธภัณฑ์ศิลปะลอสแอนเจลิสเคาน์ตี หรือ LACMA ที่เตรียมเปิดในเดือนเมษายน ปี 2026 หลังการวางแผนและก่อสร้างยาวนานกว่าทศวรรษ ออกแบบโดยสถาปนิกเจ้าของรางวัลพริตซ์เกอร์ ปีเตอร์ ซุมธอร์ อาคารนี้ทอดตัวยาวข้ามถนน Wilshire Boulevard และถูกวางให้เป็นพื้นที่จัดแสดงคอลเลกชันถาวรของ LACMA ในสภาพแวดล้อมที่โปร่ง โล่ง และเต็มไปด้วยแสงธรรมชาติ
ตัวอาคารยาวราว 900 ฟุต ลอยสูงจากระดับถนนประมาณ 9 เมตร ประกอบด้วยอาคารย่อย 7 ส่วนที่เชื่อมต่อกัน เพิ่มพื้นที่จัดแสดงเป็นกว่า 220,000 ตารางฟุต โครงสร้างคอนกรีตและกระจกออกแบบให้รับแสงธรรมชาติอย่างระมัดระวัง เพื่อปกป้องงานศิลปะไปพร้อมกัน รอบอาคารยังมีลานสาธารณะกว่า 2.5 เอเคอร์ โรงละคร ร้านอาหาร และพื้นที่การเรียนรู้ ทำให้พิพิธภัณฑ์เปิดรับผู้คนมากกว่าที่เคย
ภายในจะจัดแสดงผลงานหมุนเวียนจากคอลเลกชันขนาดใหญ่ของ LACMA ตั้งแต่งานศิลปะโบราณจนถึงร่วมสมัย รวมถึงผลงานสำคัญอย่างโบราณวัตถุจากอเมริกาก่อนโคลัมบัส และศิลปะยุโรปคลาสสิก รูปแบบแกลเลอรีแบบเปิดช่วยให้ผู้ชมเดินชมงานได้อย่างอิสระและเป็นกันเอง ช่วงทดลองใช้งานในปี 2025 ยังมีการแสดงดนตรีจาก คามาซี วอชิงตัน เป็นสัญญาณความพร้อมก่อนเปิดเต็มรูปแบบ
David Geffen Galleries เข้ามาแทนที่อาคารเก่าจำนวน 4 หลัง และเป็นหัวใจของการปรับปรุงทั้งแคมปัส LACMA ต่อจากงานออกแบบของ เรนโซ เปียโน โครงการนี้ได้รับการสนับสนุนหลักจากเงินบริจาค 150 ล้านดอลลาร์ของ เดวิด เกฟเฟน และผู้สนับสนุนรายอื่น ๆ เพื่อยกระดับ LACMA ให้เป็นศูนย์กลางศิลปะสำคัญของฝั่งตะวันตกสหรัฐฯ ที่ผสานพิพิธภัณฑ์ พื้นที่สาธารณะ และประสบการณ์ศิลปะเข้าไว้ด้วยกันอย่างร่วมสมัย
Crystal Bridges Expansion
ที่ตั้ง: อาร์คันซอ, สหรัฐอเมริกา
กำหนดเปิด: 6 มิถุนายน 2026
พิพิธภัณฑ์ Crystal Bridges Museum of American Art ในเมืองเบนตันวิลล์ รัฐอาร์คันซอ เตรียมเปิดอาคารขยายใหม่ในวันที่ 6–7 มิถุนายน 2026 โดยเป็นผลงานออกแบบของ Safdie Architects การขยายครั้งนี้เพิ่มพื้นที่จัดแสดงขึ้นราว 50% หรือกว่า 114,000 ตารางฟุต เพื่อตอบรับคอลเลกชันศิลปะอเมริกันที่เติบโตอย่างรวดเร็วในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา
แรงผลักดันสำคัญมาจากการบริจาคผลงานศิลปะจำนวนมากของ แคนเดซ และ ไมเคิล ฮัมฟรีส์ ซึ่งทำให้พิพิธภัณฑ์ต้องเพิ่มพื้นที่ทั้งในส่วนแกลเลอรี การจัดเก็บ และการเรียนรู้ อาคารใหม่ถูกออกแบบให้กลมกลืนกับภูมิทัศน์ธรรมชาติรอบพิพิธภัณฑ์ ซึ่งเป็นจุดเด่นของ Crystal Bridges มาโดยตลอด
การขยายครั้งนี้ไม่เพียงเพิ่มศักยภาพในการจัดแสดง แต่ยังตอกย้ำบทบาทของ Crystal Bridges ในฐานะหนึ่งในพิพิธภัณฑ์ศิลปะอเมริกันที่สำคัญที่สุดนอกเมืองใหญ่ และเป็นหมุดหมายทางวัฒนธรรมที่กำลังเติบโตของภูมิภาคมิดเวสต์และภาคใต้ของสหรัฐฯ
Kanal Pompidou
ที่ตั้ง: บรัสเซลส์, เบลเยียม
กำหนดเปิด: พฤศจิกายน 2026
Kanal–Centre Pompidou เตรียมเปิดอย่างเป็นทางการในวันที่ 28 พฤศจิกายน 2026 โดยแปลงโฉมอาคารโชว์รูมรถยนต์ Citroën ริมคลองบรัสเซลส์ ให้กลายเป็นพิพิธภัณฑ์ศิลปะร่วมสมัยที่ใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งของยุโรป ด้วยพื้นที่กว่า 40,000 ตารางเมตร และความร่วมมือกับ Centre Pompidou จากปารีสในช่วงเริ่มต้น
อาคารอุตสาหกรรมยุคทศวรรษ 1950 ซึ่งเคยเป็นโชว์รูมรถที่ใหญ่ที่สุดในยุโรป ยังคงโครงสร้างคอนกรีตดิบไว้เกือบทั้งหมด ก่อนปรับให้รองรับแกลเลอรี พื้นที่การแสดง และพื้นที่สาธารณะ โดยมากกว่าครึ่งของโครงการเปิดให้เข้าฟรี ทำหน้าที่เป็น “เมืองขนาดย่อม” สำหรับการเรียนรู้ นัดพบ หรือใช้งานในชีวิตประจำวัน
แนวคิดของผู้อำนวยการ อีฟส์ โกลด์สตีน คือการสร้างพิพิธภัณฑ์ที่เป็นประชาธิปไตย เปิดรับทั้งนิทรรศการศิลปะร่วมสมัย งานจากคอลเลกชัน Centre Pompidou (รวมถึงผลงานระดับไอคอนอย่าง ปาโบล ปิกัสโซ) การแสดง เต้นรำ ดนตรี ไปจนถึงไนต์คลับ ภายในยังรวมพื้นที่ของ CIVA ศูนย์สถาปัตยกรรมของบรัสเซลส์ไว้ด้วย
โครงการมูลค่าราว 230–235 ล้านยูโร เกิดขึ้นท่ามกลางแรงกดดันด้านงบประมาณและเศรษฐกิจยุโรป แต่เลือกยืนบนแนวคิดการเข้าถึงของคนท้องถิ่นเป็นหลัก ผ่านลานเปิด พื้นที่สาธารณะ และกิจกรรมชุมชน Kanal–Centre Pompidou จึงไม่ใช่แค่พิพิธภัณฑ์ใหม่ แต่เป็นการวางบรัสเซลส์บนแผนที่ศิลปะร่วมสมัยของยุโรปอย่างจริงจัง
Fondazione Dries Van Noten
ที่ตั้ง: เวนิส, อิตาลี
กำหนดเปิด: เมษายน 2026
Fondazione Dries Van Noten เตรียมเปิดในเดือนเมษายน 2026 ที่ Palazzo Pisani Moretta อาคารเก่าแก่ริมแกรนด์คาแนล เมืองเวนิส ก่อตั้งโดยดีไซเนอร์แฟชั่น ดรีส ฟาน โนเตน และ แพทริก วานเฮลูเวอ ในฐานะศูนย์วัฒนธรรมไม่แสวงหากำไร ที่ชวนสำรวจงานคราฟต์ในความหมายกว้าง ตั้งแต่แฟชั่น อาหาร ศิลปะ การออกแบบ ไปจนถึงสถาปัตยกรรม
อาคารเวเนเชียนโกธิกจากปลายศตวรรษที่ 15 แห่งนี้ ได้รับการบูรณะโดยสถาปนิก อัลแบร์โต ตอร์เซลโล คงรายละเอียดดั้งเดิมอย่างพื้นกระเบื้อง เพดานวาดลาย และห้องตกแต่งหรูแบบเก่า พร้อมปรับให้เป็นพื้นที่จัดแสดงและกิจกรรมที่คนทั่วไปเข้ามาใช้งานได้ นอกจากนี้ยังมีพื้นที่เสริมชื่อ Studio San Polo ซึ่งจะเปิดปลายปี 2026 สำหรับกิจกรรมทดลองและโปรเจ็กต์ใหม่ ๆ
Fondazione แห่งนี้จะจัดนิทรรศการตลอดปี เวิร์กช็อป โครงการพำนักศิลปิน และกิจกรรมเรียนรู้สำหรับคนรุ่นใหม่ โดยเน้นการลงมือทำจริง และการแลกเปลี่ยนความคิดระหว่างช่างฝีมือท้องถิ่นกับนักสร้างสรรค์จากทั่วโลก
ดรีส ฟาน โนเตน มองว่าเวนิสไม่ควรเป็นแค่เมืองท่องเที่ยวหรือพิพิธภัณฑ์มีชีวิต แต่ควรเป็นพื้นที่ที่งานฝีมือยังถูกใช้งาน พัฒนา และมีบทบาทในโลกปัจจุบัน ท่ามกลางยุคที่การผลิตด้วยเครื่องจักรกำลังครองโลก
Zaanstad Amsterdam Museum (ZAMU)
ที่ตั้ง: ซานสตัด ริมแม่น้ำซาน เนเธอร์แลนด์
กำหนดเปิด: ฤดูใบไม้ผลิ 2026
Zaanstad Amsterdam Museum หรือ ZAMU คือการย้ายและตีความคอลเล็กชันของ Amsterdam Museum ใหม่ทั้งหมด โดยย้ายออกจากใจกลางเมืองอัมสเตอร์ดัมขึ้นไปทางเหนือราว 9 กิโลเมตร ตั้งอยู่ริมแม่น้ำซาน ประเทศเนเธอร์แลนด์ และเตรียมเปิดให้เข้าชมในฤดูใบไม้ผลิปี 2026
พื้นที่พิพิธภัณฑ์กระจายอยู่ในอาคารอุตสาหกรรมเก่า 16 หลัง แต่ละหลังทำหน้าที่เป็นพื้นที่จัดแสดงถาวรที่พัฒนาร่วมกับศิลปินหรือทายาทศิลปินโดยตรง หนึ่งในไฮไลต์แรกคือผลงานประติมากรรมโลหะบิดอัดของ จอห์น แชมเบอร์เลน จำนวน 19 ชิ้น ที่ติดตั้งไปแล้วตั้งแต่ปี 2024
สิ่งที่ทำให้ ZAMU แตกต่างคือภูมิทัศน์รอบ ๆ ที่ออกแบบโดย พีต อูดอล์ฟ นักออกแบบสวนระดับโลก สวนดอกไม้ป่าและพืชพรรณธรรมชาติที่ปลูกตั้งแต่ปี 2023 ทำหน้าที่เชื่อมอาคาร งานศิลปะ และแม่น้ำเข้าด้วยกัน เปลี่ยนบรรยากาศไปตามฤดูกาล และกลายเป็นส่วนหนึ่งของประสบการณ์ชมงาน
ZAMU ไม่ได้เล่าเรื่องอัมสเตอร์ดัมในแบบพิพิธภัณฑ์ประวัติศาสตร์ดั้งเดิม แต่เลือกมองเมืองผ่านศิลปะร่วมสมัย ใช้พื้นที่อุตสาหกรรมที่ยังไม่สมบูรณ์แบบเป็นจุดแข็ง สร้างปลายทางใหม่ที่ผสมผสานศิลปะ ประติมากรรม และธรรมชาติเข้าด้วยกันอย่างเป็นอิสระ
DRIFT Museum
ที่ตั้ง: อัมสเตอร์ดัม เนเธอร์แลนด์
กำหนดเปิด: ปี 2026
DRIFT Museum คือพิพิธภัณฑ์รูปแบบใหม่ที่ก่อตั้งโดยกลุ่มศิลปินชาวดัตช์ DRIFT โดยดัดแปลงอาคารอุตสาหกรรมเก่า Van Gendt Hallen ใจกลางอัมสเตอร์ดัม ให้กลายเป็นพื้นที่จัดแสดงงานศิลปะเชิงประสบการณ์ที่ผสานธรรมชาติ เทคโนโลยี และมนุษย์เข้าด้วยกัน
อาคารเหล็กและกระจกจากต้นศตวรรษที่ 20 ถูกเปลี่ยนให้เป็น “งานศิลปะทั้งอาคาร” ที่สถาปัตยกรรมหลอมรวมกับแสง การเคลื่อนไหว และสภาพแวดล้อมรอบตัว งานของ DRIFT อย่าง Shylight และ Forest จะถูกออกแบบเฉพาะพื้นที่ เพื่อชวนผู้ชมตั้งคำถามถึงระบบธรรมชาติผ่านภาษาของเทคโนโลยี
ในฐานะพิพิธภัณฑ์ที่ขับเคลื่อนโดยศิลปินโดยตรง DRIFT Museum ท้าทายรูปแบบพิพิธภัณฑ์ดั้งเดิม เปิดพื้นที่ให้ศิลปะไม่ใช่แค่สิ่งที่ “จัดแสดง” แต่เป็นประสบการณ์ที่มีชีวิต และเป็นอีกหมุดหมายใหม่ของซีนศิลปะร่วมสมัยยุโรปในปี 2026




