ย้อนดูประวัติศาสตร์การออกแบบ ‘ถ้วยฟุตบอลโลก’ ประติมากรรมแห่งชัยชนะที่มีผู้ชมมากที่สุดในโลก

Post on 22 July 2026

หากพูดถึงหนึ่งในอีเวนต์กีฬาที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในโลก ฟุตบอลโลกหรือ FIFA World Cup จะต้องเป็นหนึ่งในท็อปลิสต์ที่ใครหลาย ๆ คนนึกถึง ซึ่งถ้าหากย้อนกลับไปมองถึงรายละเอียดของฟุตบอลโลกที่เกิดขึ้นตลอดเกือบร้อยปี เราจะพบว่ามันไม่ใช่แค่อีเวนต์กีฬาธรรมดา ๆ เท่านั้น แต่มันยังเต็มไปด้วยประวัติศาสตร์ การเมือง วัฒนธรรม สื่อ และอารมณ์ร่วมของผู้คน จนเกิดเป็นปรากฏการณ์ทุก ๆ สี่ปีที่แทบไม่มีงานอีเวนต์ไหนเทียบได้

ย้อนกลับไปในช่วงต้นคริสต์ศตวรรษที่ 20 ฟุตบอลกำลังได้รับความนิยมอย่างรวดเร็วในยุโรปและอเมริกาใต้ แต่ในตอนนั้นการแข่งขันระดับนานาชาติยังจำกัดอยู่เพียงการแข่งขันกีฬาโอลิมปิกที่เป็นอีเวนต์ใหญ่เท่านั้น รวมไปถึงการแข่งขันทั่วไป ที่ยังสะเปะสะปะและไม่เป็นระเบียบ ทำให้ฟุตบอลยังไม่สามารถเติบโตได้เต็มศักยภาพ ผู้คนกลุ่มหนึ่งจึงได้เกิดแนวคิดในการจัดตั้งองค์กรขึ้นมาเพื่อควบคุมเกมฟุตบอลในระดับนานาชาติ นั่นคือสหพันธ์ฟุตบอลนานาชาติ หรือ ฟีฟ่า (FIFA) และเกิดเป็นฟุตบอลโลก หรือ ฟีฟ่าเวิลด์คัพ (FIFA World Cup) ที่จัดการแข่งขันขึ้นทุก ๆ 4 ปี ต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบันในเวลาต่อมา

ฟุตบอลโลกเริ่มจัดขึ้นครั้งแรกในปี 1930 โดยเริ่มต้นมาจากไอเดียของ จูลส์ ริเมต์ (Jules Rimet) ประธานฟีฟ่าในขณะนั้น โดยมีจุดประสงค์คือการสร้างความสัมพันธ์กระชับมิตรระหว่างประเทศผ่านกีฬาฟุตบอล ซึ่งถือเป็นจุดกำเนิดของสิ่งที่ต่อมากลายเป็นมหกรรมกีฬาที่มีผู้ชมมากที่สุดในโลก

ถึงแม้แนวคิดแรกจะเป็นการสร้างความสัมพันธ์กระชับมิตรระหว่างประเทศผ่านกีฬาฟุตบอล แต่เพื่อให้การแข่งขันนั้นดูมีมนต์ขลังมากขึ้น โดยเฉพาะเมื่อเป็นการแข่งขันระดับโลก การมีบางสิ่งที่มากกว่าชัยชนะจึงเป็นสิ่งจำเป็น แนวคิดในการสร้างถ้วยฟุตบอลโลกจึงถือกำเนิดขึ้น เพื่อเป็นตัวแทนของวัตถุที่สามารถรวบรวมความหมายทั้งหมดของการแข่งขันเอาไว้ในรูปร่างเพียงชิ้นเดียวได้

_ถ้วยจูลส์ ริเมต์ (Jules Rimet Trophy)_

ถ้วยจูลส์ ริเมต์ (Jules Rimet Trophy)

ถ้วยจูลส์ ริเมต์ (Jules Rimet Trophy)

หลังจากที่แนวคิดการมอบถ้วยฟุตบอลโลกให้แก่ผู้ชนะเกิดขึ้น FIFA จึงมอบหมายให้ประติมากรชาวฝรั่งเศส อาเบล ลาเฟลอร์ (Abel Lafleur) เป็นผู้ออกแบบถ้วยรางวัลสำหรับการแข่งขันฟุตบอลโลกครั้งแรก

แทนที่จะสร้างถ้วยแบบยุโรปดั้งเดิมที่เน้นลวดลายวิจิตรหรือรูปทรงคล้ายภาชนะ ลาเฟลอร์กลับเลือกใช้ร่างมนุษย์เป็นหัวใจของงานออกแบบแทน โดยเขาได้หยิบยืมแนวคิดของเทพีไนกี้ (Nike) หรือที่ชาวโรมันเรียกว่า วิกตอเรีย (Victoria) เทพีแห่งสัญลักษณ์ของชัยชนะในสงครามและในการแข่งขันอย่างสันติ ซึ่งคาดว่าจากเรื่องเล่าตำนานที่กล่าวมานี้เอง ทำให้อาเบล ลาเฟลอร์ลหยิบยกเทพปกรณัมกรีกมาเป็นสัญลักษณ์แห่งชัยชนะ เพื่อมอบแก่ผู้ที่คว้าชัยไปได้นั่นเอง

โดยถ้วยรางวัลถูกดีไซนให้มีรูปทรงเป็นเทพีไนกี้ ถือชามทองคำไว้เหนือศีรษะยืนอยู่บนฐานแปดเหลี่ยมซึ่งเป็นตัวแทนของ 8 ประเทศผู้ก่อตั้งฟีฟ่าทำจากเงินสเตอร์ลิงชุบทองบนฐานหินลาพิส ลาซูลี (Lapis Lazuli) หินแปรสีน้ำเงินเข้ม โดยมีน้ำหนัก 3.8 กิโลกรัม และสูง 35 เซนติเมตร และใช้ชื่อว่าวิคตอรี่ (Victory) ก่อนที่ภายหลังจะเปลี่ยนเป็นถ้วยจูลส์ ริเมต์ (Jules Rimet Trophy) ในปี 1946 เพื่อเป็นเกียรติแก่ชายผู้ทำให้ฟุตบอลโลกเกิดขึ้น และประเทศแรกที่ได้รับถ้วยจูลส์ ริเมต์ไปครองก็คืออุรุกวัย ที่เป็นทั้งประเทศเจ้าภาพประเทศแรกและเป็นประเทศที่คว้าแชมป์ฟุตบอลโลกครั้งแรกไปครอง โดยถ้วยจูลส์ ริเมต์จะวนไปตามประเทศอื่นเรื่อย ๆ ตามประเทศผู้ชนะในปีนั้น ๆ

ย้อนกลับไปในปี 1938 ฟุตบอลโลกครั้งที่สามได้ถูกจัดขึ้นโดยมีประเทศฝรั่งเศสเป็นเจ้าภาพ ก่อนที่หลังจากนั้นไม่นานยุโรปจะก้าวเข้าสู่สงครามโลกครั้งที่สอง ซึ่งส่งผลให้ฟุตบอลโลกต้องหยุดจัดการแข่งขันยาวมาจนถึงการแข่งขันปี 1942 และ 1946 เพราะแทบไม่มีประเทศใดพร้อมส่งนักกีฬาเดินทางข้ามทวีป ขณะที่ทรัพยากรทั้งหมดของรัฐถูกทุ่มให้กับสงครามนั่นเอง

ในเวลานั้น ออตโตรีโน บาราสซี (Ottorino Barassi) รองประธานฟีฟ่าและประธานสมาพันธ์ฟุตบอลอิตาลี ได้รับหน้าที่ดูแลถ้วยจูลส์ ริเมต์ ซึ่งถูกเก็บรักษาไว้ในธนาคารแห่งหนึ่ง เมื่อกองกำลังนาซีเริ่มเข้าควบคุมพื้นที่ในอิตาลี บาราสซีก็ตระหนักว่า ตู้เซฟของธนาคารอาจไม่ใช่สถานที่ปลอดภัยที่สุดอีกต่อไป และแทนที่จะปล่อยให้ถ้วยเสี่ยงต่อการถูกยึด เขาตัดสินใจนำมันออกจากธนาคารอย่างเงียบ ๆ โดยไม่มีพิธีการ ไม่มีขบวนรักษาความปลอดภัย และไม่มีใครรับรู้ ก่อนที่เขาจะเก็บถ้วยไว้ในกล่องรองเท้าและนำไปซ่อนไว้ใต้เตียงภายในบ้านของตนเอง

ทว่าอีกสิบปีต่อมาถ้วยจูลส์ ริเมต์ต้องเผชิญกับเหตุการณ์ไม่คาดฝันอีกครั้ง โดยก่อนการแข่งขันฟุตบอลโลกปี 1966 โดยมีประเทศอังกฤษเป็นเจ้าภาพ ถ้วยถูกนำไปจัดแสดงในนิทรรศการเพื่อให้ประชาชนได้ชมอย่างใกล้ชิดที่ Westminster Central Hall ก่อนที่วันที่ 20 มีนาคม 1966 ผู้ดูแลจะพบว่าตู้จัดแสดงถูกงัดถ้วยฟุตบอลโลกหายไป

หลังจากนั้นไม่นานข่าวก็แพร่กระจายไปทั่วโลกอย่างรวดเร็ว ประเทศเจ้าภาพถูกตั้งคำถามถึงมาตรการรักษาความปลอดภัย ขณะที่ตำรวจอังกฤษระดมกำลังสืบสวนอย่างเต็มที่ มีทั้งจดหมายเรียกค่าไถ่ ผู้ต้องสงสัยหลายราย และเบาะแสที่นำไปสู่ทางตัน

เวลาผ่านไปหนึ่งสัปดาห์โดยไม่มีใครรู้ว่าถ้วยอยู่ที่ไหน จนกระทั่งชายคนหนึ่งชื่อ เดวิด คอร์เบตต์ (David Corbett) พาสุนัขของเขาออกไปเดินเล่นตามปกติในย่านชานเมืองทางตอนใต้ของลอนดอน จนกระทั่งสุนัขพันธุ์ผสมชื่อพิคเกิ้ล (Pickles) เริ่มดมกลิ่นบางอย่างที่พุ่มไม้ริมถนน เมื่อคอร์เบตต์เข้าไปตรวจดูเขาพบห่อกระดาษหนังสือพิมพ์ที่ถูกทิ้งไว้ ซึ่งภายในนั้นก็คือถ้วยจูลส์ ริเมต์ที่หายไปนั่นเอง การค้นพบครั้งนั้นได้กลายเป็นข่าวหน้าหนึ่งไปทั่วโลก และทำให้พิคเกิ้ลกลายเป็นฮีโร่ของอังกฤษในชั่วข้ามคืน

ในฟุตบอลโลกปี 1970 ที่มีเม็กซิโกเป็นเจ้าภาพ ทีมชาติบราซิลซึ่งเต็มไปด้วยนักเตะระดับตำนานอย่าง เปเล่ (Pele) ได้กลายเป็นเจ้าของถ้วยอย่างเป็นทางการ เนื่องจากกฏข้อหนึ่งที่กำหนดไว้ว่า ชาติใดก็ตามที่คว้าแชมป์ฟุตบอลโลกได้ครบสามครั้ง จะได้รับสิทธิ์ครอบครองจูลส์ ริเมต์อย่างถาวร และประเทศที่สามารถคว้าแชมป์ฟุตบอลโลกได้ครบทั้งสามสมัยเป็นประเทศแรก ก็คือประเทศบราซิล หลังจากที่คว้าแชมป์มาแล้ว 1958 และ 1962 หลังคว้าแชมป์โลกที่เม็กซิโกในปี 1970 นั่นเอง

หลังจากคว้าแชมป์สมัยที่สามสำเร็จ ทีมชาติบราซิลจึงสามารถเก็บถ้วยรางวัลจริงไว้ได้ตลอดไป โดยถ้วยรางวัลนี้ถูกนำไปจัดแสดงที่สำนักงานใหญ่ของสมาพันธ์ฟุตบอลบราซิลในริโอเดจาเนโร ก่อนที่ในเดือนธันวาคม ปี 1983 จะมีโจรบุกเข้าไปในอาคารและขโมยถ้วยจูลส์ ริเมต์ และหายไปตลอดกาล ซึ่งหนึ่งในข้อสันนิษฐานที่ได้รับการยอมรับคือมันได้ถูกหลอมและขายเป็นแท่งทองคำไปแล้ว ซึ่งนั่นหมายความว่าฟุตบอลโลกจำเป็นต้องมีถ้วยรางวัลใบใหม่สำหรับการแข่งขันครั้งต่อไป

_ถ้วยฟุตบอลโลก (FIFA World Cup Trophy)_

ถ้วยฟุตบอลโลก (FIFA World Cup Trophy)

ถ้วยฟุตบอลโลก (FIFA World Cup Trophy)

ในช่วงต้นทศวรรษ 1970 ฟีฟ่าได้เริ่มเปิดรับผลงานออกแบบถ้วยรางวัลจากประติมากรและสตูดิโอออกแบบหลายแห่งทั่วโลก ซึ่งขณะนั้นได้มีข้อเสนอส่งเข้าประกวดมามากกว่าห้าสิบแบบจากหลายประเทศ โดยแต่ละแบบก็พยายามจะตีความคำว่าชัยชนะที่แตกต่างกันออกไป บางแบบยังคงยึดรูปทรงของถ้วยแบบดั้งเดิม บางแบบได้รับอิทธิพลจากศิลปะนามธรรมที่กำลังได้รับความนิยม ขณะที่บางแบบเลือกใช้สัญลักษณ์ทางเรขาคณิตเพื่อสื่อถึงความเป็นสากลของกีฬา และผู้ชนะก็คือประติมากรชาวอิตาลี ซิลวิโอ กาซซานิกา (Silvio Gazzaniga) นั่นเอง

แทนที่จะเลือกใช้รูปเทพเจ้าหรือสัญลักษณ์แห่งชัยชนะแบบเดิม กาซซานิกาเลือกถ่ายทอดพลังของมนุษย์ โดยออกแบบให้เห็นนักกีฬาสองคนกำลังยกโลกขึ้นเหนือศีรษะ เส้นสายของประติมากรรมพุ่งขึ้นจากฐานอย่างต่อเนื่อง ให้ความรู้สึกถึงพลัง การเคลื่อนไหว และความปีติยินดีของช่วงเวลาแห่งชัยชนะ ซึ่งเขาอธิบายไว้ว่าเส้นสายทั้งหมดเริ่มต้นจากฐานและค่อย ๆ บิดเกลียวขึ้นสู่ด้านบน ราวกับโลกทั้งใบกำลังถูกยกขึ้นโดยพลังของมนุษย์

โดยถ้วยฟุตบอลโลกผลิตจากทองคำ 18 กะรัต มีความสูง 36.8 เซนติเมตร และหนักราว 6.2 กิโลกรัม ซึ่งหลายคนมักจะเข้าใจผิดว่าถ้วยทั้งใบทำจากทองคำบริสุทธิ์ แต่หากใช้ทองคำ 24 กะรัตทั้งหมดประติมากรรมจะอ่อนตัวและเสียรูปได้ง่าย การเลือกใช้ทองคำ 18 กะรัตจึงเป็นการประนีประนอมระหว่างความงดงามกับความแข็งแรง เพื่อให้ถ้วยสามารถทนต่อการส่งต่อระหว่างแชมป์โลกในแต่ละสมัยได้

นอกจากตัวรูปปั้นแล้ว ส่วนฐานของถ้วยยังประดับด้วย มาลาไคต์ (Malachite) หินกึ่งมีค่าที่มีลวดลายสีเขียวเป็นเอกลักษณ์ ลักษณะพิเศษของมาลาไคต์คือ มันมีสีเขียวที่ไม่ซีดจางไปตามกาลเวลา รวมถึงไม่ซีดจางเมื่อเจอกับแสง ซึ่งเมื่อจับคู่กับทองคำของรูปปั้นข้างบนแล้ว สีเขียวเข้มของมาลาไคต์ช่วยขับให้ตัวประติมากรรมโดดเด่นยิ่งขึ้น ขณะเดียวกันก็สร้างสมดุลระหว่างโลกธรรมชาติกับความสำเร็จของมนุษย์ได้เป็นอย่างดี

อย่างไรก็ตามอีกหนึ่งข้อเท็จจริงที่น่าสนใจคือพื้นที่บริเวณฐานของถ้วยฟุตบอลโลกจะสามารถรองรับรายชื่อประเทศผู้ชนะได้จนถึงประมาณปี 2038 เท่านั้น นั่นหมายความว่า วันหนึ่งฟีฟ่าอาจต้องตัดสินใจว่าจะปรับเปลี่ยนฐานของถ้วย ขยายพื้นที่สำหรับการสลักชื่อ หรือแม้แต่สร้างถ้วยรางวัลใบใหม่ขึ้นมาอีกครั้ง

นอกจากนั้นแล้วในแง่มุมของการเป็นเจ้าของ ฟีฟ่าได้ระบุไว้ว่าถ้วยฟุตบอลโลกในปัจจุบันจะไม่มีวันตกเป็นกรรมสิทธิ์ของประเทศใดอีก ไม่ว่าชาตินั้นจะคว้าแชมป์ได้กี่ครั้งก็ตาม ซึ่งเป็นบทเรียนจากการหายไปของถ้วยจูลส์ ริเมต์นั่นเอง โดยทีมแชมป์โลกของปีนั้น ๆ จะได้ชูถ้วยต้นฉบับในพิธีมอบรางวัล ก่อนที่ถ้วยจะถูกส่งกลับไปยังฟีฟ่า เพื่อเก็บรักษา ส่วนที่แต่ละชาติได้รับกลับบ้านคือถ้วยจำลองสำหรับจัดแสดง ในอีกความหมายหนึ่ง ถ้วยใบนี้จึงทำหน้าที่คล้ายผลงานศิลปะระดับโลกในพิพิธภัณฑ์ ที่แม้ผู้คนจากทุกประเทศจะเดินทางมาชื่นชมได้ แต่ไม่มีใครสามารถอ้างสิทธิ์เป็นเจ้าของได้เพียงผู้เดียวนั่นเอง

ตลอดเวลากว่าห้าสิบปีที่ผ่านมาถ้วยฟุตบอลโลกได้ปรากฏอยู่ในภาพถ่าย ข่าวโทรทัศน์ ภาพยนตร์ โฆษณา วิดีโอเกม ของสะสม และสื่อแทบทุกประเภท รูปร่างของมันกลายเป็นภาพที่ผู้คนจดจำได้ทันที แม้จะมองเห็นเพียงเงาหรือเส้นโครงก็ตาม ถือเป็นอีกหนึ่งคุณสมบัติของไอคอนในทางการออกแบบ ที่ไม่จำเป็นต้องมีคำอธิบาย ผู้คนก็สามารถรับรู้ความหมายได้ในทันที

อ้างอิง:

https://www.fifa.com/en/tournaments/mens/worldcup/canadamexicousa2026/articles/trophy-design-history-jules-rimet

Molinaro JF. History of the World Cup Trophy. CBC. Published April 27, 2010. https://www.cbc.ca/sports/soccer/history-of-the-world-cup-trophy-1.866244

Smith J. World Cup History: The Soccer Tournament From 1930 to 2026 | HISTORY. HISTORY. Published May 6, 2026. https://www.history.com/articles/world-cup-history