ในช่วงที่ผ่านมา มีปรากฏการณ์หนึ่งในแวดวงภาพยนตร์ญี่ปุ่นที่ถูกพูดถึงอย่างมาก เมื่อ The Odyssey หนังมหากาพย์ฟอร์มใหญ่ของ คริสโตเฟอร์ โนแลน ต้องหลีกทางให้กับภาพยนตร์แอนิเมชันที่เล่าเรื่องของเหล่าสิ่งมีชีวิตตัวจิ๋วสุดน่ารักอย่าง Chiikawa the Movie: The Secret of Mermaid Island
แม้ฟังดูเหมือนพล็อตที่ไม่น่าจะเกิดขึ้นได้ แต่ ‘จิกกะวะ’ กลับทำได้จริง ภาพยนตร์เรื่องนี้เปิดตัวด้วยรายได้สูงถึง 2.24 พันล้านเยน หรือราว 13.7 ล้านดอลลาร์สหรัฐในสุดสัปดาห์แรก กลายเป็นหนึ่งในภาพยนตร์ญี่ปุ่นที่เปิดตัวได้แข็งแกร่งที่สุดในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา และกวาดพื้นที่โรงภาพยนตร์จำนวนมากในช่วงปิดเทอมฤดูร้อน จน The Odyssey ต้องเลื่อนกำหนดฉายในญี่ปุ่นไปเป็นช่วงกลางเดือนกันยายน
ปรากฏการณ์นี้อาจชวนให้เราตั้งคำถามว่า ‘จิกกะวะ’ มีอะไรถึงได้ยิ่งใหญ่ขนาดนี้?
เพราะถ้ามองจากภาพจำทั่วไป ‘จิกกะวะ’ ก็ดูเป็นเพียงเจ้าตัวกลม ๆ สีพาสเทลที่กินขนม กินราเมง ร้องเสียงแปลก ๆ และใช้ชีวิตอย่างเรียบง่ายจนไม่น่าจะมีพิษมีภัยอะไร แต่ในญี่ปุ่น มันกลับกลายเป็นมากกว่าคาแรกเตอร์จากมังงะหรืออนิเมะ เพราะทุกวันนี้ ‘จิกกะวะ’ แทรกซึมอยู่แทบทุกพื้นที่ของชีวิตประจำวัน ตั้งแต่แซนด์วิชใน 7-Eleven ขวดเป๊ปซี่ ผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ ไปจนถึงร้านค้า คาเฟ่ ป๊อปอัป และแคมเปญร่วมกับแบรนด์ใหญ่ ๆ
เรื่องราวทั้งหมดเริ่มต้นจากภาพสเก็ตช์เล็ก ๆ ในเดือนพฤษภาคม 2017 เมื่อนักวาดภาพประกอบชาวญี่ปุ่นที่ใช้นามว่า ‘นากาโนะ (Nagano)’ โพสต์ภาพสิ่งมีชีวิตตัวจิ๋วสีขาวลงบน Twitter พร้อมความปรารถนาแสนธรรมดาว่า อยากมีชีวิตที่เล็กลงและง่ายขึ้น ได้กินของอร่อย ได้รับคำชมกับการทำเรื่องพื้นฐาน ร้องไห้ได้เมื่อเจอเรื่องหนัก และนอนพักเมื่อรู้สึกเหนื่อย
จากความคิดเล็ก ๆ นั้น นากาโนะค่อย ๆ พัฒนาเป็น Nanka Chiisakute Kawaii Yatsu หรือ ‘เจ้าตัวอะไรสักอย่างที่ตัวเล็กและน่ารัก’ ก่อนจะกลายเป็น ‘จิกกะวะ (Chiikawa)’ และเติบโตจากเว็บคอมิกบน Twitter ไปสู่มังงะ อนิเมะ สินค้า คาเฟ่ ป๊อปอัป และความร่วมมือกับแบรนด์นับไม่ถ้วน จนกลายเป็นหนึ่งในคาแรกเตอร์ที่ทรงอิทธิพลที่สุดของญี่ปุ่นในเวลานี้
แต่สิ่งที่ทำให้ ‘จิกกะวะ’ น่าสนใจอาจไม่ใช่แค่ความน่ารัก หากเป็น โลกที่ซ่อนอยู่ใต้ความน่ารักนั้น
เพราะที่นี่ไม่มีชีวิตแสนสบายแบบคาแรกเตอร์มาสคอตทั่วไป ตัวละครต้องทำงานเพื่อหาเงิน ต้องสอบเพื่อให้ได้ใบรับรอง ต้องรับมือกับงานหนักและอันตราย และบางครั้งต้องต่อสู้กับมอนสเตอร์เพื่อเอาชีวิตรอด
ยิ่งมองลึกลงไป โลกของจิกกะวะจึงไม่ได้ไกลจากชีวิตจริงของเรานัก ทั้งเรื่องงาน เงิน การสอบ ความล้มเหลว ความเหนื่อยล้า ความสัมพันธ์ ไปจนถึงความไม่แน่นอนที่ไม่มีใครควบคุมได้
ความน่ารักจึงเป็นเพียงฉากหน้า แต่ภายใต้สีพาสเทลเหล่านั้น คือเรื่องราวของการพยายามมีชีวิตอยู่ในโลกที่ไม่มีอะไรรับประกัน และอาจเป็นเพราะเหตุนี้เองที่ทำให้ ‘จิกกะวะ’ ไม่ได้เป็นเพียงคาแรกเตอร์ที่คนญี่ปุ่นหลงรัก แต่ค่อย ๆ กลายเป็นภาพสะท้อนของความวิตกกังวลในชีวิตร่วมสมัยไปพร้อมกัน
ความย้อนแย้งระหว่างรูปลักษณ์ที่น่ารักกับโลกที่เต็มไปด้วยความไม่มั่นคงนี่เองที่กลายเป็นหัวใจสำคัญของจิกกะวะ มันไม่ได้สร้างโลกแฟนตาซีเพื่อให้ผู้ชมหลบหนีจากความจริงโดยสมบูรณ์ แต่กลับนำความจริงอันหนักหน่วงของชีวิตผู้ใหญ่มาใส่ไว้ในโลกที่นุ่มนิ่มและน่ารัก จนความวิตกกังวลเรื่องงาน เงิน การสอบ ความล้มเหลว และความไม่แน่นอน กลายเป็นสิ่งที่ผู้ชมสามารถมองเห็นผ่านตัวละครตัวเล็ก ๆ เหล่านี้
จุดตั้งต้นของนากาโนะจึงมีความสำคัญต่อการทำความเข้าใจจิกกะวะ เพราะความคิดที่อยากเป็นสิ่งมีชีวิตตัวเล็ก ๆ ได้กินของอร่อย ได้รับคำชมจากการทำเรื่องธรรมดา สามารถร้องไห้เมื่อเจอเรื่องหนักหนา และนอนหลับเมื่อรู้สึกเหนื่อย เป็นความปรารถนาที่ฟังดูเรียบง่าย แต่ในอีกด้านหนึ่งกลับสะท้อนสภาวะของคนที่กำลังรู้สึกว่าชีวิตในฐานะผู้ใหญ่เต็มไปด้วยความรับผิดชอบมากเกินกว่าที่จะรับมือไหว
ทว่าจิกกะวะไม่ได้ทำให้ความปรารถนานี้เป็นจริงอย่างสมบูรณ์ ตัวละครไม่ได้ใช้ชีวิตอย่างไร้ภาระ หากยังต้องทำงานเพื่อให้ได้อาหาร เสื้อผ้า และที่อยู่อาศัย ระบบสังคมในโลกของจิกกะวะตั้งอยู่บนตรรกะที่ตรงไปตรงมา คือหากต้องการมีชีวิตอยู่ก็ต้องทำงาน ตัวละครรับงานตั้งแต่ถอนวัชพืช ทำงานในโรงงาน ไปจนถึงกำจัดมอนสเตอร์เพื่อแลกกับเงินหรือสิ่งตอบแทน และหากต้องการรายได้หรือสถานะที่ดีขึ้นก็ต้องผ่านการสอบและได้รับใบรับรอง
ระบบนี้ทำให้โลกของจิกกะวะมีลักษณะคล้ายสังคมแรงงานขนาดย่อม แม้ตัวละครจะมีรูปร่างคล้ายสัตว์น้อยน่ารัก แต่พวกมันกลับต้องอยู่ภายใต้ตรรกะทางเศรษฐกิจที่ผู้ชมในโลกจริงคุ้นเคยเป็นอย่างดี การสอบ การแข่งขัน การประเมินความสามารถ การทำงานเพื่อแลกกับเงิน และความกลัวว่าจะไม่มีทรัพยากรเพียงพอสำหรับการดำรงชีวิต ล้วนเป็นสิ่งที่ทำให้โลกแฟนตาซีของจิกกะวะเชื่อมโยงกับประสบการณ์ของคนร่วมสมัยได้อย่างง่ายดาย
จิกกะวะเองเป็นตัวแทนที่ชัดเจนของความสัมพันธ์ระหว่างการทำงานกับความรู้สึกมีคุณค่าในตัวเอง ตัวละครขี้อาย วิตกกังวล และมักร้องไห้เมื่อเผชิญกับสถานการณ์ที่ยากเกินไป ขณะเดียวกันก็พยายามสอบใบรับรองการทำงานซ้ำแล้วซ้ำเล่า ความล้มเหลวของจิกกะวะจึงไม่ได้เป็นเพียงมุกตลกเกี่ยวกับตัวละครที่ไม่เก่ง แต่เป็นภาพสะท้อนของประสบการณ์ที่คนจำนวนมากคุ้นเคย ไม่ว่าจะเป็นการสอบไม่ผ่าน การสมัครงานแล้วไม่ได้รับเลือก หรือการพยายามทำงานอย่างหนักแต่ยังรู้สึกว่าตัวเองไม่ดีพอ
สิ่งที่ทำให้จิกกะวะแตกต่างจากเรื่องเล่าฮีโร่แบบดั้งเดิมคือ ตัวละครไม่ได้ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อเอาชนะความกลัวแล้วกลายเป็นผู้แข็งแกร่งที่สุด จิกกะวะยังคงกลัว ยังร้องไห้ และยังรู้สึกว่าตัวเองไม่พร้อมอยู่เสมอ แต่ถึงอย่างนั้นก็ยังเลือกหยิบซาสึมาตะขึ้นมาและยืนเคียงข้างเพื่อนเมื่อเกิดอันตราย การกระทำเช่นนี้ทำให้จิกกะวะเสนอความหมายของ ‘ความกล้าหาญ’ ที่แตกต่างออกไป เพราะความกล้าหาญไม่ได้หมายถึงการไม่มีความกลัว แต่คือการสามารถลงมือทำบางอย่างได้ทั้งที่ยังคงรู้สึกกลัวอยู่
ในแง่นี้ จิกกะวะสามารถอ่านผ่านกรอบคิดแบบอัตถิภาวนิยมได้อย่างน่าสนใจ โลกของมันไม่ได้มีหลักประกันว่าความพยายามจะนำไปสู่ความสำเร็จ ไม่มีใครสามารถควบคุมทุกสิ่งที่เกิดขึ้น และไม่มีคำตอบที่ชัดเจนว่าทำไมตัวละครจึงต้องเผชิญกับสิ่งเลวร้ายต่าง ๆ แต่ภายใต้โลกที่ไม่มีความแน่นอน ตัวละครยังคงสามารถเลือกกระทำบางสิ่งได้ การช่วยเพื่อน การทำงาน การพยายามสอบใหม่ หรือแม้แต่การหยิบอาวุธขึ้นมาในวันที่ตัวเองกลัวที่สุด ล้วนเป็นการสร้างความหมายขึ้นจากการกระทำของตัวเอง
จิกกะวะจึงไม่ได้บอกผู้ชมว่า ‘อย่ากลัว’ แต่กลับยอมรับว่าความกลัวเป็นส่วนหนึ่งของชีวิต และบางครั้งสิ่งที่เราทำได้ดีที่สุดไม่ใช่การกำจัดความกลัว แต่คือการยอมรับว่าตัวเองกำลังกลัวแล้วเดินต่อไปพร้อมกับมัน ความเปราะบางจึงไม่ได้ถูกวางให้เป็นข้อบกพร่อง หากกลับกลายเป็นส่วนหนึ่งของความกล้าหาญ เพราะจิกกะวะสามารถร้องไห้และยังเป็นเพื่อนที่ดีได้ สามารถล้มเหลวและยังพยายามใหม่ได้ และสามารถรู้สึกว่าตัวเองอ่อนแอโดยไม่จำเป็นต้องเกลียดตัวเอง
แนวคิดนี้ยังปรากฏผ่านความสัมพันธ์ของสามตัวละครหลักอย่างจิกกะวะ ฮาจิวาเระ และอุซางิ ทั้งสามมีบุคลิกแตกต่างกัน แต่กลับทำหน้าที่เสริมกันในโลกที่ไม่มีใครสามารถอยู่รอดได้เพียงลำพัง จิกกะวะเป็นตัวแทนของความเปราะบาง ความพยายาม และความเห็นอกเห็นใจ ฮาจิวาเระเป็นตัวแทนของการสื่อสารและความหวัง ส่วนอุซางิเป็นตัวแทนของเสรีภาพ การปรับตัว และความสามารถในการรับมือกับสถานการณ์โดยไม่ยึดติดกับกฎเกณฑ์มากนัก
ท้ายที่สุดแล้ว สิ่งที่ทำให้พวกมันสามารถอยู่รอดได้ไม่ใช่ความสามารถเฉพาะตัว แต่คือความสัมพันธ์ระหว่างกัน การแบ่งอาหาร การช่วยกันอ่านหนังสือ การซื้อของให้กัน การนั่งอยู่ข้าง ๆ กัน หรือการยืนเคียงข้างเมื่อเกิดอันตราย ล้วนเป็นการกระทำเล็ก ๆ ที่มีความหมายอย่างมากในโลกที่ไม่มีสิ่งใดรับประกันความปลอดภัย ความแข็งแกร่งในจิกกะวะจึงไม่ได้เป็นคุณสมบัติของปัจเจกบุคคลเพียงอย่างเดียว แต่เกิดขึ้นผ่านความสัมพันธ์กับผู้อื่น
ความไม่แน่นอนของโลกจิกกะวะยังปรากฏผ่านการมีอยู่ของมอนสเตอร์และไคเมรา สิ่งที่น่าสนใจคือมอนสเตอร์ไม่ได้เป็นเพียงสัตว์ประหลาดจากภายนอกที่เข้ามาคุกคามตัวละคร หากมีเบาะแสหลายประการที่ทำให้แฟน ๆ ตั้งข้อสังเกตว่าสิ่งมีชีวิตบางตัวอาจกลายร่างเป็นไคเมราเนื่องจากความเครียด ความสิ้นหวัง หรือความปรารถนาอย่างรุนแรงที่จะมีพลังมากขึ้น แม้แนวคิดนี้ควรถือเป็นการตีความจากเบาะแสในมังงะและอนิเมะมากกว่าจะเป็นกฎของจักรวาลที่ได้รับการยืนยันอย่างสมบูรณ์ แต่ในเชิงสัญลักษณ์มันกลับน่าสนใจอย่างยิ่ง เพราะทำให้ ‘มอนสเตอร์’ ไม่ได้เป็นสิ่งที่อยู่นอกตัวเรา หากอาจเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นกับเราเมื่อความกดดันสะสมจนเกินกว่าที่ตัวตนเดิมจะรับไหว
เรื่องราวของอาโนโกะเป็นตัวอย่างสำคัญของแนวคิดนี้ อาโนโกะปรากฏตัวในฐานะมอนสเตอร์ที่โจมตีกลุ่มตัวละคร แต่เรื่องราวบางส่วนชี้ให้เห็นความเป็นไปได้ว่า ก่อนหน้านี้มันอาจเคยเป็นเพื่อนร่วมงานตัวเล็ก ๆ ของจิกกะวะในโรงงานติดฉลากมะนาว ความทรงจำเกี่ยวกับการแบ่งขนมและช่วงเวลาธรรมดาในอดีตทำให้เส้นแบ่งระหว่าง ‘เพื่อน’ กับ ‘มอนสเตอร์’ เริ่มเลือนหาย มอนสเตอร์จึงไม่ใช่สิ่งอื่นที่แตกต่างจากเราโดยสิ้นเชิง หากอาจเป็น ‘ใครบางคนที่เคยเป็นเหมือนเรา’ มาก่อน ความน่ากลัวจึงไม่ได้อยู่ที่การมีอยู่ของสัตว์ประหลาดเพียงอย่างเดียว แต่อยู่ที่ความเป็นไปได้ที่ตัวตนของสิ่งมีชีวิตหนึ่งอาจสูญสลายและเปลี่ยนไปจนไม่สามารถกลับมาเป็นเหมือนเดิมได้
อีกหนึ่งปริศนาที่สะท้อนคำถามเรื่องตัวตนคือความสัมพันธ์ระหว่างโมโมงะกับเดคัตสึโยะ รายละเอียดหลายอย่างในเรื่องเปิดพื้นที่ให้แฟน ๆ ตั้งสมมติฐานว่าโมโมงะอาจเกี่ยวข้องกับการขโมยหรือสลับร่างกับมอนสเตอร์ ขณะที่เดคัตสึโยะมีพฤติกรรมราวกับกำลังเรียกร้องร่างเดิมของตัวเองกลับคืนมา แม้เรื่องนี้จะยังเป็นพื้นที่ของทฤษฎีแฟนมากกว่าข้อเท็จจริงที่ได้รับการอธิบายอย่างสมบูรณ์ แต่ก็เปิดคำถามทางปรัชญาที่น่าสนใจว่าอะไรทำให้เรายังคงเป็น ‘เรา’ ร่างกายหรือจิตใจ หากร่างกายเปลี่ยนไปแต่ความทรงจำยังอยู่ เราจะยังเป็นคนเดิมหรือไม่ และหากคนอื่นยอมรับเราในร่างใหม่ แต่ตัวเราเองรู้สึกว่าร่างนั้นไม่ใช่ของเรา ความเป็นตัวตนควรถูกกำหนดโดยใคร
คำถามเรื่องอำนาจยังปรากฏผ่านโยรอยซัง ผู้ควบคุมระบบแรงงานและจัดสรรงานให้เหล่าตัวละคร การมีอยู่ของพวกเขาทำให้โลกของจิกกะวะมีโครงสร้างทางสังคมที่ชัดเจนขึ้น ตัวละครทำงานเพื่อแลกกับเงิน ขณะที่โยรอยซังเป็นผู้บริหารจัดการระบบ และในบางเหตุการณ์ การที่โยรอยซังเข้าไปผูกพันกับตัวละครมากเกินไปกลับถูกผู้บังคับบัญชาเตือน สิ่งเหล่านี้กลายเป็นพื้นฐานให้แฟน ๆ ตั้งทฤษฎีว่าตัวละครเหล่านี้อาจถูกมองในฐานะทรัพยากร สิ่งมีชีวิตที่ต้องถูกจัดการ หรือแม้กระทั่งสิ่งมีชีวิตที่ถูกสังเกตและควบคุม มากกว่าจะเป็นพลเมืองที่มีอิสระอย่างแท้จริง แม้ทฤษฎีเหล่านี้จะยังไม่ได้รับการยืนยัน แต่ความกำกวมของโครงสร้างอำนาจกลับทำให้โลกของจิกกะวะมีความน่าสนใจมากขึ้น เพราะผู้ชมต้องตั้งคำถามว่าใครเป็นคนกำหนดกฎของโลกนี้ ใครได้รับประโยชน์จากแรงงานของตัวละคร และตัวละครเหล่านี้มีอิสระมากน้อยเพียงใด
อีกหนึ่งรายละเอียดที่เปิดพื้นที่ให้ตีความคือความสามารถในการใช้ภาษามนุษย์ ตัวละครอย่างจิกกะวะและอุซางิมักสื่อสารด้วยเสียงร้อง ขณะที่ฮาจิวาเระและตัวละครบางตัวสามารถพูดเป็นประโยคได้อย่างชัดเจน เมื่อพิจารณาว่ามอนสเตอร์หรือสิ่งมีชีวิตเหนือธรรมชาติบางชนิดก็สามารถพูดภาษามนุษย์ได้ จึงเกิดทฤษฎีว่า ‘การพูด’ อาจเกี่ยวข้องกับระดับสติ ความทรงจำ หรืออดีตของตัวละคร แม้จะยังไม่มีคำตอบอย่างเป็นทางการ แต่ในเชิงสัญลักษณ์ ประเด็นนี้กลับชวนตั้งคำถามถึงความหมายของความเป็นมนุษย์ เพราะหากสิ่งมีชีวิตที่ไม่สามารถพูดภาษามนุษย์ได้ยังสามารถรัก ห่วงใย กลัว เจ็บปวด และเสียสละเพื่อผู้อื่นได้แล้ว ภาษาเพียงอย่างเดียวอาจไม่ใช่สิ่งที่กำหนดความเป็นมนุษย์
เมื่อมองผ่านทั้งหมดนี้ ความน่ารักของจิกกะวะจึงทำงานในฐานะกลไกทางอารมณ์ รูปทรงกลม ดวงตาขนาดใหญ่ สีพาสเทล และเสียงร้องเล็ก ๆ ทำให้ผู้ชมเกิดความรู้สึกอยากปกป้อง แต่ทันทีที่ความรู้สึกนั้นเกิดขึ้น เรื่องกลับนำตัวละครเหล่านี้ไปเผชิญกับสถานการณ์ที่ไม่ปลอดภัย ความน่ารักจึงกลายเป็นเครื่องมือที่ทำให้ความมืดของเรื่องยิ่งชัดเจนขึ้น เราหัวเราะเมื่อจิกกะวะร้องไห้ แต่ขณะเดียวกันก็เข้าใจว่าความกลัวของมันเป็นเรื่องจริง เรารู้สึกอบอุ่นเมื่อเห็นพวกมันกินขนม แต่ก็รู้ว่าอาหารเหล่านั้นต้องแลกมาด้วยแรงงาน และเรารู้สึกปลอดภัยเมื่อเห็นพวกมันอยู่กับเพื่อน แต่ก็รู้ว่าความปลอดภัยนั้นสามารถหายไปได้ทุกเมื่อ
นี่คือสิ่งที่อาจเรียกได้ว่าเป็น ‘กับดักสีพาสเทล’ ความน่ารักทำหน้าที่เป็นประตูที่พาผู้ชมเข้าไปในโลกของจิกกะวะ ก่อนที่เรื่องจะค่อย ๆ เปิดเผยด้านที่หนักหน่วงกว่าที่รูปลักษณ์ภายนอกบอกไว้ ความน่ารักไม่ได้ทำหน้าที่กลบความจริง หากกลับทำให้ความจริงสามารถถูกบริโภคและพูดถึงได้ง่ายขึ้น ในโลกที่ผู้คนกำลังเผชิญกับความเหนื่อยล้าและความวิตกกังวลอย่างต่อเนื่อง การได้มองเห็นความรู้สึกเหล่านั้นผ่านตัวละครตัวเล็ก ๆ อาจเป็นวิธีหนึ่งในการทำให้สิ่งที่อธิบายได้ยากกลายเป็นสิ่งที่มองเห็นได้
จากภาพวาดบน Twitter ในปี 2017 จิกกะวะค่อย ๆ พัฒนาเป็นซีรีส์บน X ในปี 2020 ก่อนถูกตีพิมพ์เป็นมังงะฉบับรวมเล่มในปี 2021 และกลายเป็นอนิเมะในปี 2022 จากนั้นจึงขยายตัวออกไปสู่สินค้า คาเฟ่ ป๊อปอัป การร่วมงานกับแบรนด์ และพื้นที่สาธารณะจำนวนมาก ความสำเร็จดังกล่าวสะท้อนคุณสมบัติสำคัญของคาแรกเตอร์ร่วมสมัย นั่นคือความสามารถในการเปลี่ยนจากเรื่องเล่าให้กลายเป็นสิ่งของในชีวิตประจำวัน รูปทรงที่เรียบง่ายและเอกลักษณ์ที่ชัดเจนทำให้จิกกะวะสามารถปรากฏบนตุ๊กตา เสื้อผ้า เครื่องเขียน อาหาร บรรจุภัณฑ์ และพื้นที่สาธารณะโดยยังคงรักษาตัวตนเอาไว้ได้
แต่สิ่งที่น่าสนใจกว่าความสำเร็จด้านการตลาดคือการที่ผู้ชมจำนวนมาก โดยเฉพาะคนวัยทำงาน สามารถมองเห็นตัวเองในตัวละครเหล่านี้ได้ จิกกะวะอาจเป็นภาพแทนของคนที่ต้องตื่นไปทำงานทั้งที่ยังเหนื่อย ฮาจิวาเระอาจเป็นเพื่อนร่วมงานที่พยายามมองโลกในแง่ดี ส่วนอุซางิอาจเป็นคนที่สามารถดำรงอยู่ในโลกโดยไม่สนใจกฎเกณฑ์มากนัก การที่ตัวละครทั้งสามยังคงกลับมาอยู่ด้วยกันซ้ำแล้วซ้ำเล่าจึงสะท้อนความจริงง่าย ๆ ว่ามนุษย์ไม่ได้ต้องการเพียงความสำเร็จ แต่ต้องการใครสักคนที่เข้าใจว่าเรากำลังเหนื่อย
นี่อาจเป็นเหตุผลสำคัญที่ทำให้จิกกะวะสามารถเข้าถึงผู้ชมได้ลึกกว่าคาแรกเตอร์ที่สมบูรณ์แบบ ในโลกที่โซเชียลมีเดียเต็มไปด้วยภาพของคนที่ประสบความสำเร็จ มีชีวิตดี มีงานดี และสามารถจัดการชีวิตของตัวเองได้อย่างสมบูรณ์แบบ จิกกะวะกลับเสนอภาพของคนที่สอบตก คนที่ร้องไห้ คนที่กลัว คนที่ทำงานหนักแต่ยังรู้สึกว่าตัวเองไม่ดีพอ และคนที่บางวันทำได้เพียงพยายามมีชีวิตอยู่ต่อ
หากมองในแง่นี้ จิกกะวะจึงไม่ใช่เพียงตัวละครที่ผู้ชม ‘ชอบ’ แต่เป็นพื้นที่สำหรับการฉายความรู้สึกของตัวเองลงไปบนตัวละคร เมื่อเห็นจิกกะวะร้องไห้ ผู้ชมอาจไม่ได้เพียงรู้สึกสงสารตัวละคร แต่กำลังเห็นภาพของความรู้สึกที่ตัวเองไม่สามารถพูดออกมาได้ การได้เห็นสิ่งมีชีวิตตัวเล็ก ๆ ร้องไห้เพราะเรื่องธรรมดา จึงกลายเป็นการยืนยันว่าความกลัว ความเหนื่อย และความเปราะบางเป็นสิ่งที่สามารถมีอยู่ได้โดยไม่ทำให้ใครสูญเสียคุณค่า
ท้ายที่สุดแล้ว หากจะมองจิกกะวะในฐานะปรัชญาของการมีชีวิตอยู่ มันอาจไม่ได้ถามว่า ‘เราจะประสบความสำเร็จในชีวิตได้อย่างไร’ หากแต่ถามว่า ‘เราจะมีชีวิตอยู่ต่อไปอย่างไรในโลกที่ไม่มีอะไรรับประกัน’ คำตอบของเรื่องไม่ได้อยู่ที่การกลายเป็นผู้แข็งแกร่งที่สุด ไม่ได้อยู่ที่การกำจัดมอนสเตอร์ทั้งหมด และไม่ได้อยู่ที่การสอบผ่านทุกครั้ง แต่อาจอยู่ที่การสร้างความหมายจากสิ่งเล็ก ๆ ที่ยังเหลืออยู่ อาหารหนึ่งมื้อ มิตรภาพหนึ่งความสัมพันธ์ วันที่ไม่มีอะไรเลวร้ายเกิดขึ้น การได้พัก การได้ร้องไห้ หรือการมีใครสักคนอยู่ข้าง ๆ
ในความหมายนี้ จิกกะวะมีความใกล้เคียงกับปรัชญาอัตถิภาวนิยมอย่างน่าสนใจ เพราะโลกไม่ได้มีความหมายที่ถูกกำหนดไว้ล่วงหน้า ตัวละครไม่สามารถควบคุมทุกสิ่งที่เกิดขึ้น และไม่มีหลักประกันว่าความพยายามจะนำไปสู่ความสำเร็จเสมอ แต่ภายใต้เงื่อนไขดังกล่าว พวกมันยังสามารถสร้างความหมายขึ้นจากการกระทำเล็ก ๆ ของตัวเองได้ ไม่ว่าจะเป็นการช่วยเพื่อน การแบ่งอาหาร การพยายามใหม่หลังจากล้มเหลว หรือการเลือกยืนอยู่ข้างใครสักคนในวันที่ตัวเองก็หวาดกลัวไม่แพ้กัน
ดังนั้น ความสำเร็จของจิกกะวะจึงไม่ควรถูกอธิบายด้วยคำว่า ‘น่ารัก’ เพียงอย่างเดียว เพราะความน่ารักเป็นเพียงพื้นผิว ขณะที่ภายใต้พื้นผิวนั้นคือเรื่องราวเกี่ยวกับแรงงาน ความวิตกกังวล ความล้มเหลว ความตาย ความไม่มั่นคง ความสัมพันธ์ และความพยายามในการค้นหาความหมายของชีวิต จิกกะวะนำปัญหาที่หนักหน่วงของชีวิตผู้ใหญ่มาแปลงเป็นโลกของตัวละครตัวเล็ก ๆ ที่ดูเหมือนจะไม่สามารถรับมือกับอะไรได้เลย และนั่นอาจเป็นเหตุผลที่ทำให้มันเข้าถึงผู้คนได้มากกว่าคาแรกเตอร์ที่แข็งแกร่งและสมบูรณ์แบบ
เพราะจิกกะวะไม่ได้บอกเราว่า ‘ไม่ต้องกลัว ทุกอย่างจะดีเอง’ แต่มันเสนอความจริงที่เรียบง่ายและสมจริงกว่านั้นว่า โลกอาจน่ากลัว บางวันเราอาจรับมือกับมันไม่ไหว เราอาจสอบตก เหนื่อย ร้องไห้ ทำงานหนักแต่ไม่ได้รับผลตอบแทนอย่างที่หวัง หรือสูญเสียบางสิ่งที่รักไป แต่ระหว่างนั้น เรายังสามารถกินราเมงหนึ่งชามกับเพื่อน ซื้อของเล็ก ๆ ที่ทำให้ตัวเองมีความสุข พักเมื่อเหนื่อย ร้องไห้โดยไม่ต้องรู้สึกผิด และยังสามารถหยิบหอกขึ้นมาในวันที่กลัวที่สุดได้
หาก Chiikawa มีข้อเสนอทางปรัชญาอยู่หนึ่งข้อ ข้อเสนอนั้นอาจไม่ใช่การบอกว่า ‘ชีวิตนั้นสวยงาม’ แต่คือการยอมรับว่า ชีวิตอาจทั้งน่ากลัว เหนื่อยล้า ไม่ยุติธรรม และไม่มีความแน่นอน แต่ตราบใดที่เรายังมีใครสักคนให้แบ่งปันความสุขเล็ก ๆ ด้วยกัน ชีวิตก็ยังมีเหตุผลที่จะดำเนินต่อไป
บางทีนี่อาจเป็นเหตุผลที่ความน่ารักของจิกกะวะไม่ได้ทำให้เราลืมโลกแห่งความจริง ตรงกันข้าม มันทำให้เรากลับไปเผชิญโลกนั้นได้อีกครั้ง เพราะท้ายที่สุดแล้ว สิ่งที่จิกกะวะมอบให้ผู้ชมอาจไม่ใช่โลกที่ปลอดภัยกว่าเดิม แต่เป็นความรู้สึกว่า แม้โลกจะไม่ปลอดภัย เราก็ไม่จำเป็นต้องผ่านมันไปเพียงลำพัง



