เปิดข่าวช่องทางไหนตอนนี้ก็คงมีแต่เรื่อง “การเมือง” ของการเลือกตั้งแล้ว เพราะนับจริง ๆ เราเหลือเวลาอีกแค่ไม่ถึงเดือนเท่านั้น ก่อนจะถึงกำหนดการเลือกตั้งทั่วไปในในวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 นี้ ที่จะมาชี้ทิศทางไทยในอนาคตข้างหน้า ซึ่งดูจะเต็มไปด้วยความท้าทายอยู่รอบด้าน (และรอบโลก) เราสงสัยว่าการเมืองจะมาเปลี่ยนวงการศิลปะและการสร้างสรรค์ได้อย่างไรบ้าง (หลังผ่านบรรยากาศ “ไม่ค่อยสร้างสรรค์” นักมาเมื่อปีที่แล้ว) แต่เราก็สงสัยเหมือนกันว่าแล้วถ้าอยากเข้าใจบรรยากาศ จับอารมณ์ อ่านความคิด ในช่วงแหลมคมนี้ “ศิลปะ” จะมาเป็นเครื่องมือใช้มองการเมืองอย่างไรได้ไหม?
มองไปใกล้ ๆ ตัวก็คงเห็นใบหน้าผู้คน ที่อาสามาเป็นผู้แทนส่งเสียงให้เรา(?) พวกเขาอยู่บนป้ายที่ประดับด้วยถ้อยแถลงนโยบายนิดหน่อย และองค์ประกอบอักษร สี สัญลักษณ์ ฯลฯ ที่สื่อถึงพรรคการเมืองต้นสังกัด แต่ลองขยับมุมมาดูอย่างอื่นกันบ้าง จะเห็นว่ามีวัตถุสิ่งของมากมาย สอดแทรกอยู่ในช่วงชี้ชะตาคะแนนเสียงนี้ ที่ดูเหมือนหลุดมาจากทีวีฮีโร่บ้าง จากตำนานจีนบ้าง หรืออาจเป็นงานออกแบบธรรมดา ๆ ในชีวิตประจำวัน (แต่เต็มไปด้วยความหมายที่มองไม่เห็น)
สิ่งของและปรากฏการณ์ที่เราลองเลือกมาดูเหล่านี้ คงไม่ใช่ภาพแทนที่สมบูรณ์แบบของแนวคิดและนโยบายจากแต่ละพรรค แต่อาจเป็นเสี้ยวปรากฏการณ์ ที่เผยบางแง่มุมชวนคิด จะรักใครชอบใครยังไงก็อย่าลืมลงปฏิทินไว้ 8 ก.พ. 2569 นี้ เลือกตั้ง+ประชามติ 69!
เครื่องประหารหัวพยัคฆ์
พิฆาตใครชั่ว พิทักษ์ใครดี
เป็นถึงพรรคที่เคยมีสมาชิกอย่างประยุทธ์ จันทร์โอชา เลือกตั้งคราวนี้พรรครวมไทยสร้างชาติก็ดูจะมาต่อสู้กับพวก “คนชั่ว” แบบ “พร้อมรบ” ไม่น้อยไปกว่าเดิม กับอาวุธที่พีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค หัวหน้าพรรคปัจจุบันเปิดตัวมาอย่างยิ่งใหญ่คือเครื่องประหารหัวพยัคฆ์ อย่างกับหลุดมาจากละครโทรทัศน์สมัยเจนซียังเด็กเรื่อง “เปาบุ้นจิ้น” ซึ่ง “ท่านเปา” จะคอยมาตัดสินคดีความจนขึ้นชื่อเรื่องความยุติธรรม ไม่ว่าจะเป็นพระประยูรญาติของฮ่องเต้หรือสามัญชนก็ถูกลงโทษได้เหมือนกัน ซึ่งเจ้าเครื่องประหารที่ประกอบไปด้วยใบมีดยักษ์กับฐานที่เป็นสัตว์นี่แหละที่มายืนยันเรื่องนี้ เพราะในละครเปาบุ้นจิ้น ถ้าคนผิดเป็นชนชั้นเจ้านาย เขาจะต้องตายด้วยเครื่องประหารหัวมังกร ถ้าเป็นขุนนางเจ้าหน้าที่บ้านเมือง จะโดนเครื่องประหารหัวพยัคฆ์นี้ และถ้าเป็นประชาชนธรรมดา จะได้เป็นเครื่องประหารหัวสุนัข
เปิดตัวคมมีดมาอย่างนี้ คงจะลองตีความได้ไม่ยากว่าเขากำลังส่งสารจะสู้กับใคร ซึ่งถ้ายึดตามที่บอกพวกเขาก็จะมาจัดการการทุจริต ทุนเทา เหล่าคน “ปล้นเงินแผ่นดิน” แต่ถึงจะดูดุเดือดแค่ไหน เขาก็ไม่สามารถแต่งตั้งตัวเองขึ้นมาลงโทษใครแบบท่านเปาได้อย่างเป็นทางการ ถ้าเห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วยกับเขายังไง เราไปตัดสินกันได้ด้วยตัวเอง
**หนังสือเปลี่ยนชีวิต **
คิดถึงความหวังกับอนาคต
สำหรับแคนดิเดตนายกฯ สไตล์ “นักวิชาการสายเทคฯ” จากพรรคเพื่อไทย ศาสตราจารย์ ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ มีลิสต์หนังสือที่น่าสนใจ และเข้ากับไอเดียที่เขานำเสนอเรื่อง รัฐบาล AI, การสร้าง Silicon Valley เมืองไทย หรือการขับเคลื่อนนโยบายเพื่อไทยกับ “Science-based Policy”
ซึ่งเมื่อวันเด็กที่ผ่านมา เขาก็ได้โพสต์ทางเพจของเขาว่า “ตอนที่ผมเป็นเด็ก หนึ่งในหนังสือที่เปลี่ยนชีวิตผม คือ As the Future Catches You ที่ ดร.ทักษิณ เป็นคนแนะนำ หนังสือเล่มนั้นพูดถึงอนาคตที่เทคโนโลยีการสื่อสารเป็นปัจจัยสำคัญ และกลายเป็นเหมือนเข็มทิศ ทำให้ผมเริ่มมองไกลขึ้น คิดจริงจังขึ้น และเป็นตัวนำที่ทำให้ผมเลือกทางในชีวิต และเดินมาถึงวันนี้”
นอกจากนี้ยังมีอีกเล่มคือ ‘More Than Words : คำบันดาลใจ’ หนังสือที่รวมแรงบันดาลใจ แง่คิด บทเรียนชีวิตต่าง ๆ ไว้ โดยท้อฟฟี่ แบรดชอว์ ซึ่งทั้งสองเล่มต่างก็ดูชวนมองไปข้างหน้า เป็นพลังงานไปอนาคตตามแนวทางการมองของเขา
คลิปเต้น Tiktok
‘OVERDRIVE’ โดนใจวัยจ๊าบ
ช่วงนี้ถ้าเข้าติ๊กต๊อกอาจจะเห็นกลุ่มหนุ่มใหญ่เต้นท่าทางที่เข้าใจว่าดูเป็น #คนรุ่นใหม่ กับเพลงป๊อปตื๊ด ๆ ชวนโยก คือสมาชิกของพรรครักชาติ อย่างนายเจษฎ์ โทณะวณิก แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีพรรครักชาติ และ นายชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์ หัวหน้าพรรครักชาติ และผู้สมัครสส. ที่ไปแสดงความสามารถพิเศษตามที่ต่าง ๆ โดยในคลิปที่ไวรัลที่สุด พวกเขาเต้นเพลงเคป๊อป OVERDRIVE ของวง TWS ซึ่งถ้าถามว่าเข้าถึงวัยรุ่นเจนซีได้จริงไหม ก็คงต้องยอมรับว่าจริง เพราะเห็นกดไลค์กันใหญ่เลย แต่ถ้าถามว่าจะเรียกความนิยมได้ไหม คงต้องรอดูกันต่อไป ไม่แน่ว่าด้วยนโยบายของพวกเขาอาจจะมามัดใจวัยโจ๋ได้ด้วย แล้วเราอาจได้เห็นจากการเลือกตั้งกัน ว่ากระแสความ “สนใจ” จะกลายเป็นคะแนนเสียงได้ มีปัจจัยอะไรประกอบอีกบ้าง
ปล่อยพลังอุลตร้ามาบวกความสำเร็จ(?)
ช่วงนี้พอรวมญาติอยู่ดี ๆ ถ้ามีญาติมาทำท่าเอาแขนไขว้เป็นสัญลักษณ์ ‘+’ ใส่ก็ไม่ต้องแปลกใจ เพราะเขากำลังปล่อยแสงอยู่ แบบเดียวกับในซีรีส์ยอดมนุษย์อุลตร้าแมนขวัญใจเด็ก ๆ จากญี่ปุ่น หรือจริง ๆ ที่ถูกกว่าคือแบบเดียวกับผู้สนับสนุนพรรคภูมิใจไทย ซึ่งนายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ก็ยังเคยโพสต์ภาพบิดาและมารดาของตัวเองทำท่านี้เอาไว้คู่กับภาพเจ้าพ่อเจ้าแม่อุลตร้าแบบติดตลก โดยทางพรรคภูมิใจไทยก็เคยได้อธิบายเอาไว้ว่าสโลแกน “พูดแล้วทำ พลัส” เป็นการตอกย้ำหรือขยาย “ความสำเร็จ” ที่ผ่านมา จากการเป็นรัฐบาล แต่แน่นอนว่าการกลายมาเป็นท่าทางแบบนี้ คงทำให้ความหมายของการ “พลัส” ของพวกเขาขยายกว้างออกไปอีก ไปอ้างอิงถึงฮีโร่ที่ปราบสัตว์ประหลาดแบบ “เมื่อตอนยังเด็ก ๆ” ฉบับหลายสิบปีมาแล้ว ซึ่งเคยรักษาโลกไว้ได้สำเร็จ ส่วนโลกที่เคยเป็นมาจริง ๆ ของเรานั้นสำเร็จมาอยู่แล้วไหม และควรให้ฝีมือฮีโร่คนนี้ไปสู้ต่อไหม ลองมาช่วยกันคิดดูได้
เพลงหาเสียงโจ๊ะ ๆ จากอดีต(?)แรปเปอร์สายแบ๊ด
เป็นที่ตื่นใจยกใหญ่ เมื่อ วีร์ ศรีวราธนบูลย์ หรือ ‘BADBITCHBKK’ แรปเปอร์สาวลุคแอบแรง เจ้าของเพลงอย่าง “HERE RAI” “เธอชอบทรงซ้อ” หรือ “BAD BITCH” แต่ลงสมัครสส. กับพรรคประชาธิปัตย์ ซึ่งมีภาพลักษณ์อนุรักษนิยม “มีคนถามวีร์ว่า เป็นเด็กอายุแค่นี้ เข้าไปในพรรคประชาธิปัตย์ที่มีผู้ใหญ่เยอะแยะ ใครเขาจะมาฟังเสียงเด็กเมื่อวานซืนอย่างเรา คำตอบคือ เสียงของวีร์มีคนใส่ใจค่ะ” เธออธิบายพร้อมโพสต์แชร์เพลง “นโยบายประชาธิปัตย์” ไม่ทน ไม่จน ไม่เทา ซึ่งคราวนี้แรปเปอร์วัยรุ่นพลิกแนวมาโชว์ลูกคอสไตล์ลูกทุ่งสมัยใหม่ คลอเสียงพิณเสียงกลองโจ๊ะ ๆ งานนี้เรียกได้ว่าเป็นอะไรใหม่ ๆ จริง ๆ สำหรับทั้งพรรคประชาธิปัตย์และวีร์ ศรีวราธนบูลย์ เพราะเราไม่คิดว่าเคยได้ยินเพลงหาเสียงเพลงไหนมีเสียงไฮป์แบบนี้มาก่อน ไม่แน่ใจว่าจะพอเรียกว่าการสร้างสรรค์อย่างผสมผสานได้ไหม ด้วยวัฒนธรรมแบบฮิปฮอปหรือแร็ปเปอร์ที่มักมีความเป็นกระแสรองหรือซับคัลเจอร์ที่แนบชิดกับผู้ที่ไม่ได้มีอำนาจมากนักในสังคม ทำให้นี่อาจเป็นการสร้าง “วัฒนธรรมร่วม” ข้ามกลุ่มบางอย่าง หรืออาจตรงกันข้ามไปเลยก็ลองตีความกันดู
เก้าอี้ของผู้รู้ หรือสัญญาณเรียกความวางใจจากคนทำงาน?
สำหรับพรรคที่คนชมเรื่องดีไซน์เวทีปราศรัยได้แหวกแนวมาตลอด เลือกตั้งคราวนี้วัตถุที่เป็นภาพจำของพรรคส้มหรือพรรคประชาชนกลับเป็นเก้าอี้หนังดีไซน์ธรรมดา ๆ แบบที่เห็นได้ตามออฟฟิศในกรุงเทพฯ ทั้งแบบที่มีไว้นั่งเล่นรอประชุม กับแบบที่ไว้นั่งประชุมถกเรื่องเครียด ๆ ซึ่งเก้าอี้สไตล์นี้ปรากฎอยู่ในซีรีส์วิดีโอสัมภาษณ์ “The Professionals ทีมบริหารรัฐบาลประชาชน” ซึ่งตอนนี้ก็ดำเนินมาถึงตอนที่แปดแล้ว และถ้าใครอยู่ในสนามการเมืองบนโลกออนไลน์มาบ้าง ก็คงเห็นคำชมว่านี่เป็นการดึง “ตัวจริง” จากทุกวงการ (รวมทั้งด้านด้านศิลปวัฒนธรรมที่เราสนใจด้วย) ที่ได้รับการยอมรับทั้งด้วยฝีมือหรือด้วยตัวตนจากทั้งคนทำงานและคนที่สนใจอยู่ในวงการนั้น ๆ แต่ในขณะเดียวกันก็เรียกเสียงวิพากษ์วิจารณ์ว่าคนที่จะมานั่งเก้าอี้เหล่านี้ ออกจะดูทรงไปทาง “เทคโนแครต” หรือ “ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทาง” ที่ขาดความเชื่อมโยงกับประชาชนทั่วไป ไม่เหมือนผู้สมัครสส. ที่ต้องเดินหาเสียงเลือกตั้ง ทั้งที่พรรคส้มเองก็ชูเรื่องนี้มาตลอด ซึ่งเก้าอี้ที่ว่านี้จะเป็น “สัญลักษณ์ทางสถานะ” ที่ให้อำนาจกับความรู้ดี หรือเป็นการรีเฟรชทีมงานจนดู “ทำเป็น” ไม่แพ้การบุกตะลุย “เชิงโครงสร้าง” อย่างที่เคยเป็นมา เชื่อว่าใครที่ได้ดูรายการเหล่านี้ก็คงจะถอดความหมายเองได้ไม่ยากเหมือนกัน




