ถอดรหัสประวัติศาสตร์เกาหลีใน ‘Exhuma’ เมื่อ ภูติ ผี ปีศาจ (อาจ) ไม่ใช่แค่เรื่องหลอนหลอกเสมอไป

Post on 4 April

บทความนี้มีการเปิดเผยเนื้อหาสำคัญของภาพยนตร์

หญิงบำเรอกาม แรงงานทาส และการทำลายฐานรากทางวัฒนธรรม สามบาดแผลสำคัญที่ปรากฏอยู่บนหน้าประวัติศาสตร์เกาหลีในสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 โดยมีต้นเหตุมาจากการรุกรานของประเทศญี่ปุ่น ทว่าความบาดหมางครั้งนั้นไม่ใช่ครั้งแรกสำหรับเกาหลี ด้วยภูมิประเทศที่อยู่ตรงกลางระหว่างจีนและญี่ปุ่น แถมเหนือขึ้นไปยังเป็นมองโกลและรัสเซีย สี่พื้นที่สำคัญที่เมื่อเอ่ยชื่อออกมาก็เห็นรายชื่อสงครามยุคโบราณยาวเรียงเป็นหางว่าว จึงไม่แปลกใจเลยที่ประวัติศาสตร์เกาหลีจะถูกอาบไปด้วยเลือดมากมายขนาดนี้

แต่ถึงแม้ว่าเกาหลีจะต้องเผชิญกับสงครามมากมาย แต่ญี่ปุ่นก็นับเป็นหนึ่งเดียวในดวงใจที่เกาหลีไม่อาจ Move on ได้สักที สังเกตได้จากความกลัวและชิงชังต่อญี่ปุ่นโดยการเปรียบเปรยให้เป็นปีศาจในเพลงกล่อมเด็ก หนัง ภาพยนตร์ มันฮวา หรือแม้แต่รายการวาไรตี้ตลก ๆ ของเกาหลียุคปัจจุบัน ก็ยังมีการสอดแทรกเกร็ดประวัติศาสตร์และความรู้สึกนึกคิดของคนเกาหลีที่มีต่อญี่ปุ่นเอาไว้อย่างแรงกล้าด้วยเสมอ

ล่าสุด ภาพยนตร์เรื่อง ‘Exhuma’ หรือ ‘ขุดมันขึ้นมาจากหลุม’ ก็เป็นสื่อบันเทิงอีกเรื่องหนึ่งที่สะท้อนภาพประวัติศาสตร์อันชอกช้ำของคนเกาหลีออกมาอีกครั้ง เพราะภายใต้เรื่องราวไสยศาสตร์มนต์ดำ กับการต่อสู้กับสิ่งเหนือธรรมชาติอันน่าระทึกขวัญของสองร่างทรง หนึ่งชินแส และหนึ่งสัปเหร่อ เรายังเห็นการอุปมาอุปไมยถึงเรื่องราวที่เกิดขึ้นจริงในประวัติศาสตร์ ผ่าน ภูติ ผี และปีศาจคนสำคัญที่ปรากฏในเรื่องด้วย และความน่าสนใจของการสอดแทรกประวัติศาสตร์ในเรื่องนี้คือการยกเอาสงครามอิมจิน (Imjin War) มาเป็นวัตถุดิบในการเล่าถึงความบาดแค้นผสมผสานร่วมกับประวัติศาสตร์ในสมัยที่เกาหลีตกอยู่ใต้อาณานิคมของญี่ปุ่นช่วงปี 1910 - 1945 ด้วยเหตุนี้ GroundControl เลยอยากจะพาทุกคนไปลองถอดรหัสตัวละครเหล่านั้นไปพร้อมกันว่า ภายใต้ความน่ากลัวเหล่านั้น ภูติ ผี ปีศาจ ยังเป็นภาพแทนของสิ่งใดในประวัติศาสตร์ได้อีกหรือเปล่า แล้วเราเรียนรู้อะไรจากจุดจบของสิ่งเหล่านั้นได้บ้าง มาไขรหัสไปพร้อมกันเถอะ!

ภูติ มนุษย์ และหมุดทิ่มหลัง
ภาพสะท้อนประวัติศาสตร์บาดแผลสำคัญที่ไม่อาจ Move on

ถ้าคนไทยมองว่าแผนที่ประเทศไทยเป็นรูปขวาน คนเกาหลีก็มองว่าแผนที่ประเทศตัวเองคือเสือขาวที่กำลังตะครุบขอบทวีปอยู่เช่นกัน ตามความเชื่อของคนเกาหลี เสือขาวเปรียบเสมือนกับบรรพบุรุษ สัตว์ศักดิ์สิทธิ์ และเทพที่ปกปักษ์คุ้มครองคนเกาหลีมาตั้งแต่โบราณ ทว่าหากเสือขาวตัวนั้นถูกทำร้ายด้วย ‘หมุด’ บางอย่างที่ปักอยู่ตรงกลางหลังพอดี คนเกาหลีจะเป็นอย่างไร?

“จิ้งจอกกัดหลังเสือ” คือคำพูดที่ผีบรรพบุรุษพร่ำพูดอยู่หลายครั้งหลังจากเข้าสิงลูกหลานของตัวเอง และสังหารพวกเขาได้สำเร็จ และคำพูดนี้เองก็ทำให้ตัวละครทั้งหมดค้นพบถึงการมีอยู่ของ ‘หมุดสะกดพลัง’ ที่ซ่อนอยู่ใต้หลุมฝังศพของผีบรรพบุรุษคนนั้นอีกที อีกทั้งพวกเขายังค้นพบอีกว่าก่อนหน้านี้เคยมีคนอีกหลายคนออกตาล่าหมุดเหล่านี้มาก่อน และเคยถอนออกไปหลายอันแล้ว ยกเว้นที่แห่งนี้ที่ยังไม่สามารถทำได้ และยอมรามือ (ตาย) กันไป เหลือทิ้งไว้เพียงเครื่องมือพุพัง

ความน่าสนใจของพล็อตเรื่องนี้คือการผสมจินตนาการเข้ากับความจริง เพราะความเชื่อเรื่องหมุดสะกดพลังนั้นมีอยู่จริง และเริ่มต้นมาจากบันทึกประวัติศาสตร์ของโชซอน สมัยพระเจ้าชองโจ หรือประมาณปี 1797 บันทึกนั้นได้กล่าวถึงนักพรตคนหนึ่งที่เดินทางมาจากจีน (สมัยราชวงศ์หมิง) และปักหมุดเหล็กห้าหมุดบนภูเขาฮยอนด็อกในทันชอน เพื่อสะกดพลังจักรพรรดิและทำให้เกาหลีในเวลานั้นด้อยกว่าจีนในทุกด้านจนต้องยอมจำนนด้วย ซึ่งตามหน้าประวัติศาสตร์ยุคนั้น เกาหลีก็ต้องอยู่ภายใต้จีนจริง ๆ โดยอาจจะเป็นเพราะหมุดได้ผล หรือจีนในยุคนั้นเรืองอำนาจมาก ๆ ก็ได้เช่นกัน

หมุดสะกดพลังยังเข้ามามีบทบาทในสมัยที่เกาหลีตกเป็นอาณานิคมของญี่ปุ่นในปี 1910 - 1945 ด้วย ในยุคนั้นเกาหลีถูกถอนรากถอนโคนทางวัฒนธรรมในหลาย ๆ ด้าน รวมถึงล้มล้างราชวงศ์ จับคนมาเป็นแรงงานทาส ขโมยทรัพยากรธรรมชาติ อีกทั้งยังมีการนำผู้หญิงมาเป็นหญิงบำเรอ จนคนเกาหลีพยายามลุกฮือต่อสู้หลายครั้ง ตามคำบอกเล่ากล่าวว่าคนญี่ปุ่นกลัวว่าคนเกาหลีจะทวงเอกราชของตัวเองได้จึงทำการพลิกกลับฮวงจุ้ยให้เกาหลีเป็นดินแดนที่ฮวงจุ้ยไม่ดี เพื่อป้องกันไม่ให้คนดี ๆ มีอำนาจวาสนาเข้ามาเกิดในดินแดนนี้ จะได้มีแต่คนยอมอยู่ใต้อำนาจญี่ปุ่นตลอดไป และพบเจอแต่ผู้นำที่ไม่ดี ดังนั้นพวกเขาจึงปักหมุดไว้ในหลายพื้นที่ และยังทำการสร้างถนน รถไฟ หรือสถานที่ต่าง ๆ เพื่อตัดเส้นทางเปลี่ยนฮวงจุ้ยของพื้นที่ร่วมด้วย

แม้เรื่องนี้จะฟังเหมือนเรื่องเล่าในตำนาน ทว่าในปี 1985 ก็มีนักปีนเขาพบหมุดเหล็กมากมายบนภูเขาแพ็กอุนแด ทางตอนเหนือของกรุงโซลจริง ๆ และถอนออกมาได้มากถึง 20 หมุด ในภายหลังคนก็เลยเชื่อมโยงหมุดประหลาดเหล่านี้เข้ากับเรื่องเล่าที่สืบทอดต่อกันมาในหมู่คนเกาหลีรุ่นเก่าที่เคยมีชีวิตอยู่ในสมัยตกอยู่ใต้อาณานิคม ทำให้คนพากันเชื่อเรื่องหมุดสะกดพลังของญี่ปุ่นกันจริง ๆ จนกระทั่งปี 1995 เรื่องนี้ก็ได้กลายเป็นวาระแห่งชาติ เพราะกระทรวงมหาดไทยของเกาหลีใต้ได้ออกมาประกาศว่าจะตามหาและไล่ดึงหมุดทั้งหมดออก และถึงแม้ว่าเราจะตอบไม่ได้ว่าหมุดนี้สะกดพลังได้ผลจริงหรือเปล่า ทว่าหลังจากปี 1995 ที่ถอนหมุดออกจนหมด เกาหลีใต้ก็เริ่มเติบโตและเป็นที่รู้จักไปทั่วโลกจนยิ่งใหญ่มากขึ้นดังที่เห็นในปัจจุบัน

ย้อนกลับมาที่เนื้อเรื่องของ Exhuma หลังจากพบหมุดที่ว่านี้แล้ว อีกสิ่งหนึ่งที่พวกเขาเผชิญกลับไม่ใช่การดึงหมุดออกง่าย ๆ แบบในเรื่องจริง แต่ยังต้องต่อสู้กับผู้พิทักษ์หมุดที่มาในรูปแบบของนักรบคลั่งสงครามด้วย โดยจากเครื่องแต่งกายแล้วเขาน่าจะเป็นนักรบญี่ปุ่นในสมัยสงครามอิมจิน หรือชื่อเรียกอื่น ๆ คือการรุกรานเกาหลีของฮิเดะโยะชิ และสงครามเจ็ดปี ซึ่งเป็นหนึ่งในสงครามที่สร้างความเสียหายของเกาหลีอย่างมหาศาล โดยครั้งแรกญี่ปุ่นรุกรานเกาหลีเพื่อยึดครอง ส่วนการบุกครั้งที่สองมีเป้าหมายเพื่อแก้แค้นเป็นหลัก ในบทพูดของตัวละครผู้พิทักษ์หมุดนี้ ได้แสดงออกให้เห็นถึงความคลั่งสงคราม การเข่นฆ่า การเด็ดหัวศัตรูนับหมื่นอยู่ตลอดเวลา

ฮวาริม (คิม โก-อึน) ผู้เป็นร่างทรง นิยามผู้พิทักษ์หมุดตัวนี้ว่าเป็น ‘ภูติสถิต’ หรือสิ่งเหนือธรรมชาติที่มนุษย์อย่างเธอไม่ควรยุ่งด้วย เพราะถ้าเป็นเพียง ‘ผี’ ที่ไร้เงาและเท้า มนุษย์ไม่จำเป็นต้องกลัว แต่ภูติที่มีเงาและเท้าครบถ้วนแบบมนุษย์คือสิ่งที่มนุษย์ต้องกลัวเข้าไว้ และยิ่งเป็นสิ่งเหนือธรรมชาติจากฝั่งญี่ปุ่นด้วยแล้ว เหล่าร่างทรงหมอผีที่ได้รับรู้เรื่องราวต่างก็เตือนไม่ให้ฮวาริมเข้าไปยุ่ง เพราะผีญี่ปุ่นจะฆ่าทุกคนที่เข้าใกล้ ต่อให้มีความแค้นหรือไม่ก็ตาม

จากคำพูดและองค์ประกอบเหล่านี้เราก็สัมผัสได้ว่า Exhuma กำลังเปรียบเปรยว่าคนเกาหลีคือมนุษย์ ส่วนภูติสถิตก็คือตัวแทนของคนญี่ปุ่นในทุกยุคทุกสมัย ที่ทำสงครามอย่างมุ่งมั่นตั้งใจ ยึดถือหน้าที่เป็นหลัก และพร้อมกวาดล้างคนที่ขวางหน้าตามหน้าที่ เหมือนที่พูดถึงผีญี่ปุ่นว่าพร้อมฆ่าทุกคน และอีกหนึ่งบทสนทนาที่ช่วยสนับสนุนความคิดนี้ ก็คือฉากเปิดตัวของภูติสถิตกับฮวาริม ที่ถามว่า “เจ้าเป็นมนุษย์ หรือข้ารับใช้” แล้วฮวาริมก็โกหกไปว่าเป็นข้ารับใช้ แต่เมื่อถูกจับได้ว่าเป็นมนุษย์เธอก็ถูกไล่ฆ่าทันที

จะเห็นได้เลยว่า ภูติ ผี ปีศาจ ในเรื่อง Exhuma ยังเป็นภาพแทนถึงพฤติการณ์ของบุคคลต่าง ๆ ที่เคยเกิดขึ้นจริงในประวัติศาสตร์เกาหลี ส่วนมนุษย์ภายในเรื่องก็คือคนเกาหลีเอง ดังนั้นการขุดมันขึ้นมาในที่นี้จึงอาจจะไม่ใช่แค่การขุดสุสานหรือขุดหมุด แต่เป็นเหมือนการขุดหน้าประวัติศาสตร์เกาหลีที่เชื่อมโยงกับญี่ปุ่นมาตลอดด้วย โดยเฉพาะฉากในตอนท้ายเรื่อง หลังจากทุกอย่างจบลงแล้วและทุกคนต่างก็กลับไปใช้ชีวิตธรรมดาได้ตามปกติ ทว่าภาพเหตุการณ์รุนแรงที่พวกเขาต้องต่อสู้กับภูติ ผี ปีศาจ มาตลอดทั้งเรื่องก็ยังคงวนเวียนให้หวาดหวั่น บ้างก็ยังเจ็บแปล๊บ ๆ จนเลือดซิบ บ้างก็เสียน้ำตาอยู่ตลอด สิ่งนี้สะท้อนให้เราเห็นถึงความทุกข์ในใจของคนเกาหลีที่ยังคงจดจำประวัติศาสตร์ของตัวเองเสมอ และเชื่อว่าคงยังไม่มีทางปล่อยวางเรื่องนี้ไปได้ง่าย ๆ เพราะต่อให้ทุกวันนี้ประเทศชาติจะยังคงอยู่ดี แต่ทรอม่าเหล่านี้ก็ไม่ได้หายไปแน่นอน

ผีขายชาติและบาปที่ไม่อาจสู่สุคติ

นอกเหนือจากภูติสถิต ‘ผี’ ก็มีบทบาทสำคัญต่อเนื้อเรื่องมากเช่นกัน เพราะเรื่องราวทั้งหมดของ Exhuma เริ่มต้นมาจาก ‘ผีบรรพบุรุษ’ ที่โกรธเคืองลูกหลานของตัวเองจนคนในตระกูลเกิดอาการป่วยแปลก ๆ ซึ่งหนทางแก้ไขก็คือการขุดสุสานและย้ายหลุมศพไปยังสถานที่ที่ดีกว่านี้ แต่ในระหว่างทางที่ย้ายก็เกิดอุปสรรคจนวิญญาณของบรรพบุรุษหลุดออกมาได้และตามไล่ฆ่าเฉพาะลูกหลานทุกคน ทว่าก่อนที่เรื่องราวจะเลวร้ายไปมากกว่านั้น พวกเขาก็ตัดสินใจเผากระดูกบรรพบุรุษคนนั้นในวันฝนตก ซึ่งมีความเชื่อว่าหากเผาศพในวันแบบนี้จะไม่มีทางไปสู่สุคติแน่นอน

และนี่คือพล็อตเรื่องครึ่งแรกของภาพยนตร์เรื่อง Exhuma ที่ค่อย ๆ ปูพื้นฐานให้เราเข้าใจหลักการไสยศาสตร์ ฮวงจุ้ย และความเชื่อมากมายผ่านการปราบผีบรรพบุรุษตัวแรก ที่เชื่อว่าหลายคนน่าจะยังไม่เข้าใจนักว่าเพราะอะไรแกถึงโกรธแค้นลูกหลานของตัวเองจนอยากฆ่าให้ตายทั้งโคตรขนาดนั้น เหมือนกับตอนที่ฮวาริมเรียกวิญญาณปู่มาแล้วถามคำถามเดียวกันว่า “โกรธแค้นอะไรมากขนาดนั้นเลยหรือ” แต่พอเราขยับสายตามามองในมุมมองที่ไม่ใช่แค่เรื่องไสยศาสตร์ เราก็พบว่ามันมีอุปมาอุปไมยถึงประวัติศาสตร์บางอย่างซ่อนอยู่ในการกระทำของผีตนนี้อยู่

จากเนื้อเรื่องเราจะพบว่า ‘ผีบรรพบุรุษ’ คนนี้คือนายพลใหญ่สมัยที่เกาหลีอยู่ใต้อาณานิคมของญี่ปุ่น ซึ่งลูกหลานของเขาก็ร่ำรวยจนสามารถย้ายไปอยู่ต่างประเทศได้ แต่ไม่ว่าจะร่ำรวยแค่ไหนหลุมฝังศพของนายพลคนนี้กลับซอมซ่อและอยู่ในทำเลที่แย่มากจนน่าตกใจ ไม่เพียงเท่านั้นฝั่งลูกหลานที่หลงเหลืออยู่ก็ไม่มีใครอยากจะพูดถึง ไม่อยากแม้แต่จะเปิดโลงให้คนมาอาบน้ำศพก่อนย้ายไปฝังที่ใหม่ (ในส่วนนี้ความเห็นแยกเป็นสองฝั่ง ฝั่งหนึ่งอยากให้นำกลับไปฝังในสุสานตระกูล แต่อีกส่วนอยากเผาให้จบ ๆ ไป) และไม่อยากให้ใครรู้เกี่ยวกับตัวตนของเขาด้วยซ้ำเพราะกลัวจะมีปัญหาตามมา แต่เมื่อเราได้ทราบว่านายพลคนนี้ไม่ใช่นายพลธรรมดา แต่เป็นนายพลขายชาติที่ยอมสวามิภักดิ์ต่อญี่ปุ่นอย่างยินดีในยุคอาณานิคม เราก็เข้าใจเบื้องหลังการกระทำทั้งหมดทันที รวมถึงเข้าใจด้วยว่าทำไมผีตัวนี้จึงต้องพบกับจุดจบเช่นนั้น

ภาพสะท้อนของผีนายพลคนนี้ เลยเป็นดังภาพแทนของคนขายชาติในอดีต ที่ต่อให้ตายก็ไม่อาจไปสู่สุคติได้ และเมื่อตัดสินใจขายชาติแล้วก็เท่ากับทำร้ายลูกหลานตัวเองด้วย และยังเป็นการตอกย้ำผลลัพธ์ของคนขายชาติ เพราะในท้ายที่สุดแล้ว นอกจากพวกเขาจะทำร้ายลูกหลานของคนทั้งประเทศแล้ว สายเลือดของพวกเขาเองก็ยังต้องเดือนร้อนเช่นกัน เหมือนกับที่ลูกหลานร่ำรวยจริง แต่ก็อับอายจนไม่กล้าพูดถึง ไม่กล้ากลับมาไหว้ศพ ไม่กล้าเกี่ยวข้องด้วย เพราะกลัวว่าบาปที่บรรพบุรุษเคยทำจะถูกขุดขึ้นมาประจานซ้ำ จนไม่อาจอยู่อย่างสงบสุขในฐานะคนเป็นได้อีกเลย

ปีศาจจิ้งจอก พระญี่ปุ่น และจุดจบของหมู่โจรผู้คาดหวังในสัจจะที่ไม่มีจริง

‘กิซึเนะ’ คือฉายาของพระญี่ปุ่นที่ทำหน้าที่หาฮวงจุ้ยหลุมศพให้กับเหล่านายพลใหญ่ของเกาหลีที่ยอมสวามิภักดิ์เข้ากับฝั่งญี่ปุ่น หากใครคุ้นเคยกับภาษาญี่ปุ่นก็น่าจะรู้สึกได้ว่าชื่อนี้พ้องกับคำว่า ‘คิตสึเนะ’ ซึ่งเป็นชื่อเรียกของ ‘ปีศาจจิ้งจอก’ ในตำนานของญี่ปุ่น ที่ทั้งเจ้าเล่ห์ มีไหวพริบ สามารถแปลงกายเป็นมนุษย์ได้ เมื่อประกอบเข้ากับพื้นที่ของสุสานที่มีจิ้งจอกปรากฏตัวออกมาบอกใบ้อยู่เนือง ๆ ก็เชื่อได้ว่าพระกิซึเนะคนนี้จะต้องมีอะไรเกี่ยวข้องกับปีศาจจิ้งจอกแน่ ๆ

จากเนื้อเรื่องไม่ได้มีการเฉลยว่าพระกิซึเนะคือใคร เป็นมนุษย์ หรือเป็นปีศาจจิ้งจอกหรือไม่ แต่ถ้าเราลองคาดการณ์ตามบริบทของเรื่องที่มีความแฟนตาซีมาก ๆ เราก็สามารถตีความได้เหมือนกันว่าบางทีพระองค์นี้อาจจะเป็นปีศาจจิ้งจอกจริง ๆ ก็ได้ และในขณะเดียวกันก็ยังเป็นปีศาจจิ้งจอกในเชิงเปรียบเทียบถึงลักษณะนิสัยของคนญี่ปุ่นด้วย

สำหรับในแง่ของการที่เรามองว่าเขาเป็นปีศาจจิ้งจอกจริง ๆ ก็มาจากเรื่องยุคสมัยของภูติสถิตที่ทำหน้าที่ปกปักษ์รักษาหมุดสะกดพลัง เราพบว่าเขาคือแม่ทัพที่แต่งองค์ทรงเครื่องแบบทหารญี่ปุ่นในสงครามอิมจินหรือราว ๆ ศตวรรษที่ 16 และเขาก็ถูกฆ่าตายเพื่อนำมาทำเป็นภูติปกป้องหมุดเอาไว้ ในความทรงจำนั้นเราเห็นพระที่ท่าทางคล้ายกับกิซึเนะเป็นคนทำพิธี ซึ่งถ้าหากว่ากิซึเนะเป็นผู้ทำพิธีมาตั้งแต่ยุคนั้นจริง ๆ แล้วยังมีชีวิตอยู่จนถึงช่วงฝังนายพลในศตวรรษที่ 20 ได้ ก็แปลว่าเขาคงไม่ใช่คนธรรมดาแน่นอน แต่ถึงอย่างนั้นก็อาจจะมองต่อไปได้ว่าทางฝั่งญี่ปุ่นเขาสืบทอดประเพณีนี้ต่อกันมา ก็สามารถอธิบายเรื่องนี้ได้เหมือนกัน จึงยังไม่อาจฟันธงได้ว่าพระองค์นี้คือปีศาจจิ้งจอกตัวจริง

ทว่าในเชิงเปรียบเปรยแล้ว พฤติการณ์ของพระกิซึเนะในเรื่องก็เหมือนกับปีศาจจิ้งจอกด้วย เพราะเขาคือคนที่เลือกฮวงจุ้ยที่ไม่ดีเพื่อฝังหล่านายพลขายชาติทั้งหมดไว้ จนวิญญาณไม่อาจสงบสุขได้และพบกับความทรมาณ โดยเมื่อย้อนถามกลับไปยังลูกหลานว่าเพราะอะไรถึงเลือกฝังตรงนี้ ทุกคนก็ไม่อาจให้คำตอบได้ว่าจะมีเหตุผลอะไรให้พระกิซึเนะต้องเลือกที่ไม่ดีให้กับเหล่านายพลผู้สวามิภักดิ์และจงรักษ์ภักดีมาตลอด แต่ในมุมมองของคนนอกแล้วนั้นเชื่อว่าทุกคนน่าจะทราบกันดีว่าเหตุผลที่กิซึเนะทำแบบนี้ ก็เพราะว่าเขาไม่ได้มองว่าคนเกาหลีหรือนายพลขายชาติเหล่านั้นเป็นพวกเดียวกัน แต่เป็นเพียงเครื่องมือหนึ่งที่เขาใช้ เพื่อป้องกันหมุดสะกดพลังโบราณของญี่ปุ่นไม่ให้ถูกขุดหรือขโมย ด้วยการฝังไว้ใต้หลุมศพของนายพลใหญ่ที่มีอิทธิพล

สิ่งนี้ทำให้นึกย้อนไปถึงต้นกำเนิดของคิตสึเนะ ปีศาจจิ้งจอกของญี่ปุ่น ที่จะคลุกคลีอยู่กับมนุษย์จนคุ้นเคยแล้วถึงแปลงกายเลียนแบบได้ จากตอนต้นบทความเราได้เปรียบเปรยไปแล้วว่าในเรื่อง Exhuma ได้เปรียบเทียบคนเกาหลีเป็นมนุษย์ ส่วนคนญี่ปุ่นเป็นเหมือนภูติและปีศาจ ซึ่งกิซึเนะก็คือปีศาจที่จำแลงตัวเองเป็นมนุษย์ หรืออยู่ฝั่งเกาหลี รับใช้นายพลเกาหลี แต่ก็เป็นเพียงฉากหน้าเท่านั้น ในท้ายที่สุดแล้วเนื้อในของเขาก็ยังคงเป็นปีศาจจิ้งจอกที่รอวันกินมนุษย์อยู่ดี

ภาพลักษณ์ของกิซึเเนะก็เลยเป็นภาพแทนของคนญี่ปุ่นในช่วงสงคราม ที่ต่อให้คนเกาหลีจะอยู่ใต้การปกครองพวกเขาแล้ว และมีหน้าตาที่คล้ายคลึงกันจนคนจำสลับ (ฉากเปิดเรื่องมีฉากที่แอร์โฮสเตสทักฮวาริมและบงกิลผิดเป็นคนญี่ปุ่น แต่พวกเขาก็แก้ทันทีว่าตัวเองเป็นคนเกาหลี) แต่พวกเขาก็ไม่เคยเชื่อใจในสัญญาใด ๆ จากฝั่งญี่ปุ่น ตอนจบของเรื่องนี้ก็เลยเป็นการย้ำเตือนกลาย ๆ ว่าการที่คิดทรยศคนในชาติหรือทำสิ่งที่ไม่ควรทำ ก็เท่ากับก้าวขาไปอยู่ฝั่งปีศาจหรือโจรขโมยชาติแล้ว และในเมื่อคุณกลายเป็นโจรไปแล้ว ย่อมไม่มีทางได้รับสัจจะใด ๆ แน่นอน ผลลัพธ์ทั้งหมดนี้เราก็สามารถเห็นได้ชัด ผ่านโศกนาฏกรรมในชีวิตของผีนายพลขายชาติ ที่นอกจากจะไปสู่สุคติไม่ได้ ยังต้องย้อนกลับมาทำร้ายลูกหลานตัวเอง เพราะเชื่อใจกิซึเนะ ปีศาจจิ้งจอก ผู้เป็นดั่ง “จิ้งจอกกัดหลังเสือ” ที่คอยแทงข้างหลังและทำให้คนเกาหลีจดจำตลอดไป

อ้างอิง

ญี่ปุ่น – เกาหลีใต้ : ความสูญเสียจากสงครามสู่ความไม่ยอมกันในทุกสนามแข่งขัน

เรื่องจริงหรือตำนาน? หมุดเหล็กสะกดพลัง ญี่ปุ่นเล่นคุณไสย์ไม่ให้เกาหลีเจริญรุ่งเรือง