Lost Motherland : คำภาวนาต่อต้านสงครามผ่านผืนทะเลและหญิงมุสลิม

Post on 10 March 2026

บทความโดย ศรยุทธ เอี่ยมเอื้อยุทธ

ในช่วงหลายทศวรรษที่ผ่านมา โลกมุสลิมมิได้เผชิญหน้ากับมายาคติทางศาสนาเพียงอย่างเดียว หากยังดำรงอยู่ท่ามกลางความขัดแย้งทางการเมืองและการทหารอย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็นสงครามในอัฟกานิสถาน อิรัก ซีเรีย หรือสถานการณ์ในปาเลสไตน์ รวมไปถึงความตึงเครียดที่ปรากฏขึ้นในอิหร่าน ซึ่งเชื่อมโยงกับมหาอำนาจอย่างสหรัฐอเมริกาในหลายมิติ เมืองที่ถูกทำลาย ผู้คนอพยพหนีภัยสงคราม และครอบครัวที่ต้องพรากจากบ้านเกิด กลายเป็นภาพซ้ำทั้งในสื่อกระแสหลักและโลกออนไลน์ แม้บริบททางการเมืองของแต่ละพื้นที่จะแตกต่างกัน แต่ผลกระทบที่คล้ายคลึงกันอย่างหนึ่งคือ การทำให้ผู้คนจำนวนมากกลายเป็นผู้พลัดถิ่น สูญเสียบ้าน สูญเสียความมั่นคง และบางครั้งสูญเสียตัวตนทางวัฒนธรรมและศาสนาที่เคยหยั่งรากอยู่กับผืนดินเดิม

สงครามจึงไม่ได้ทำลายเพียงโครงสร้างพื้นฐานหรือเขตแดนทางภูมิรัฐศาสตร์ หากยังสั่นคลอนความหมายและคุณค่าแห่งการมีชีวิต ซึ่งยึดโยงกับคำว่า “มาตุภูมิ” (motherland)

ทุกครั้งที่เวลาเอื้ออำนวย ผมมักอภิปรายให้นักศึกษาฟังถึงโลกซึ่งความขัดแย้งถูกอธิบายผ่านผลประโยชน์ทางยุทธศาสตร์และเศรษฐกิจเพียงอย่างเดียว ในโลกที่ความเป็นมนุษย์ถูกลดทอนคุณค่าเช่นนี้ ศิลปะกลับทำหน้าที่ตั้งคำถาม โดยเฉพาะการชี้ให้เห็นประสบการณ์ภายในของผู้ได้รับผลกระทบ ความเงียบ ความหวาดกลัว และความรู้สึกไร้ราก เมื่อบ้านไม่อาจเป็นสถานที่แห่งการดำรงอยู่ได้อีกต่อไป ศิลปะร่วมสมัยจึงกลายเป็นพื้นที่สำคัญที่ศิลปินใช้ตั้งคำถามต่อสงคราม อำนาจรัฐ และผลกระทบที่เกิดขึ้นกับประชาชน โดยเฉพาะในโลกมุสลิมและพื้นที่หลังอาณานิคม ศิลปินจำนวนมากเลือกใช้ภาพ ร่างกาย และความทรงจำเป็นเครื่องมือในการวิพากษ์ความโหดร้ายของสงคราม มากกว่าการนำเสนอความรุนแรงโดยตรง

หนึ่งในศิลปินสำคัญคือ โมนา ฮาทูม (Mona Hatoum) ศิลปินเชื้อสายปาเลสไตน์-เลบานอน ผู้เติบโตท่ามกลางภาวะการพลัดถิ่น ผลงานของเธอมักกล่าวถึงสภาวะไร้บ้าน ความไม่มั่นคง และการถูกควบคุมโดยอำนาจทางการเมือง ฮาทูมเลือกใช้วัตถุในชีวิตประจำวัน เช่น เตียง บ้าน หรือแผนที่โลก มาดัดแปลงและจัดวางให้กลายเป็นสิ่งที่ดูอันตรายและอยู่ในภาวะเปราะบาง เพื่อสะท้อนความรู้สึกของผู้ลี้ภัยที่แม้แต่พื้นที่ส่วนตัวก็ไม่อาจมอบความปลอดภัยได้อีกต่อไป ในทำนองเดียวกัน เอมิลี จาซีร์ (Emily Jacir) ศิลปินชาวปาเลสไตน์ ใช้งานศิลปะสำรวจข้อจำกัดด้านพรมแดนและเสรีภาพในการเคลื่อนที่ ผลงานหลายชิ้นเกี่ยวข้องกับเอกสารการเดินทาง เรื่องเล่าของผู้ลี้ภัย และการตั้งคำถามว่าใครมีสิทธิ์ “กลับบ้าน” ได้บ้าง งานของจาซีร์ทำให้การเมืองระดับรัฐกลายเป็นประสบการณ์ส่วนบุคคลที่จับต้องได้ โดยเฉพาะผลงาน Where We Come From ซึ่งจาซีร์ออกเดินทางเพื่อรับฟังความปรารถนาเล็ก ๆ ของชาวปาเลสไตน์ผู้ไม่สามารถกลับบ้านได้ และปฏิบัติการแทนความใฝ่ฝันของคนเหล่านั้น อาทิ ไปยืนในที่ซึ่งคน ๆ นั้นเคยอยู่ ไปวางดอกไม้ในสถานที่ที่เคยมีความทรงจำ หรือแม้กระทั่งการไปมองทะเลแทนใครสักคน สิ่งเหล่านี้สะท้อนปัญหาเสรีภาพและความไม่เท่าเทียมในการเคลื่อนย้ายอย่างชัดเจน อีกตัวอย่างหนึ่งคือ วาลิด ราอัด (Walid Raad) ศิลปินจากเลบานอน ผู้สร้างโครงการ The Atlas Group ซึ่งจำลองเอกสารประวัติศาสตร์เกี่ยวกับสงครามกลางเมืองเลบานอนขึ้นใหม่ เขาใช้วิธีผสมข้อเท็จจริงกับเรื่องแต่งเพื่อชี้ให้เห็นว่า ประวัติศาสตร์สงครามมักถูกเขียนโดยผู้มีอำนาจ และความทรงจำของประชาชนจำนวนมากกำลังถูกทำให้เลือนหายไปเรื่อย ๆ

ดังนั้น เสียงที่เปล่งออกมาจากงานศิลปะจึงย่อมไม่ใช่ของศิลปินแต่เพียงอย่างเดียว หากคือความทุกข์ทนทางสังคมที่พยายามสื่อสารสู่สาธารณะ

สำหรับศิลปินไทย ผมมักเล่าให้นักศึกษาฟังถึงผลงานวิดีโอความยาว 7.38 นาทีของ อำพรรณี สะเตาะ ศิลปินหญิงมุสลิมจากสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ของประเทศไทย อำพรรณีเติบโตท่ามกลางภูมิทัศน์ของทะเลและความทรงจำทางสังคมที่เชื่อมโยงกับความรุนแรงเชิงโครงสร้างซึ่งหยั่งฝังอยู่ในชีวิตประจำวัน เธอทำงานศิลปะข้ามสื่อ ทั้งศิลปะการแสดง วิดีโอจัดวาง และการทำงานร่วมกับชุมชนผู้หญิงในพื้นที่ชายแดนใต้ สนใจความสัมพันธ์ระหว่างร่างกาย เพศภาวะ ศาสนา และสิ่งแวดล้อม โดยเฉพาะการตั้งคำถามว่า ผู้หญิงมุสลิมดำรงอยู่เช่นไรภายใต้สายตาของรัฐ สื่อ และสังคมที่มักทำให้พวกเธอกลายเป็น “คนนอก” แม้จะอยู่ในบ้านของตนเองก็ตาม ความหมายของบ้าน (home) ที่ปรากฏในงานของเธอจึงไม่ใช่เพียงสถานที่ หากเป็นความรู้สึกเป็นส่วนหนึ่ง เป็นความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์กับแผ่นดิน ทะเล ภาษา และชุมชนหรือความรู้สึกร่วมที่มนุษย์มีต่อกัน ผลงานในชื่อ Lost Motherland มิได้กล่าวถึงสงครามใดโดยตรง หากเปิดพื้นที่ให้เรารับรู้โลกที่สั่นคลอนจากความแตกแยกอย่างเงียบงัน ราวกับแรงสะเทือนที่เดินทางผ่านชายหาด คลื่นทะเล และเสียงลม โดยไม่จำเป็นต้องแสดงภาพความรุนแรง อำพรรณีเลือกดำเนินภาพอย่างช้า สงบ และแทบไร้การเล่าเรื่องแบบเส้นตรง สิ่งสำคัญที่สุดของงานนี้คือการใช้ “เวลา” และ “การเคลื่อนไหวของร่างกายมนุษย์” เป็นภาษาหลัก เพื่อถ่ายทอดความรู้สึกพลัดถิ่นและการสูญเสียมาตุภูมิ ผ่านภาพหญิงสาวมุสลิมซึ่งปรากฏอยู่บนชายฝั่ง พื้นที่ซึ่งห่างไกลจากความคุ้นเคยของชีวิตประจำวันของผู้ชมโดยทั่วไป

ภาพเปิดของวิดีโอเผยให้เห็นภูมิทัศน์ที่แทบปราศจากร่องรอยอารยธรรม ผืนทรายทอดตัวไปสู่เส้นขอบฟ้า ทะเลและท้องฟ้าหลอมรวมกันจนแยกขอบเขตได้ยาก ไม่มีสัญลักษณ์ของรัฐ เมือง หรือพรมแดนใดปรากฏ มีเพียงเรือลำหนึ่งทอดร่างสงัดท่ามกลางเสียงคลื่นลม มันมิได้แล่นอยู่กลางทะเลหากตั้งนิ่งอยู่บนผืนทราย ราวกับการเดินทางถูกพักไว้โดยไม่รู้กำหนด เรือในสภาพนี้มิใช่พาหนะ หากเป็นสัญลักษณ์ของการเดินทางที่ค้างคาของการอพยพที่ยังไม่เริ่มต้นหรืออาจไม่มีวันเกิดขึ้นจริง ภาพเคลื่อนไหวช่วงแรกของวิดิโอถูกวางไว้ในจังหวะนิ่งยาว กล้องแทบไม่เคลื่อนไหวราวกับปฏิเสธความเร่งรีบของโลกภายนอกคล้ายกับต้องการผู้ชมต้องเผชิญหน้ากับความรู้สึกบางประการเสียก่อน

ไม่นานนัก หญิงสาวในชุดมุสลิมสีขาวค่อย ๆ ปรากฏขึ้น การมาถึงของเธอไม่ใช่การเข้าสู่ฉากอย่างฉับพลัน หากเป็นการซึมเข้าสู่ภาพราวกับร่างกายกำลังก่อตัวขึ้นจากภูมิทัศน์ เธอเดินเข้ามาช้า ๆ คล้ายผู้เดินทางที่ผ่านระยะทางยาวไกลเกินกว่าจะบอกเล่า จังหวะก้าวเท้าเนิบช้าสร้างความรู้สึกของ “การเคลื่อนที่โดยไร้การมาถึง” ทำให้ผู้ชมรู้สึกว่าเธอกำลังดำรงอยู่ในกระบวนการเดินทางที่ต่อเนื่องมาตลอดเวลา หญิงสาวค่อย ๆ เข้าใกล้เรือลำนั้นอย่างไม่เร่งรีบ ไม่มีท่าทีของการเตรียมออกเดินทาง แต่เป็นการเข้าไปสัมผัสและดูแล เธอนั่งลง คุกเข่าแนบพื้นทราย แล้วเริ่มทาเรือด้วยสีขาวอย่างช้า ๆ ใช้มือแทนพู่กัน เคลื่อนไปตามพื้นผิวไม้เก่าอย่างตั้งใจ จังหวะการปาดสีมีความสม่ำเสมอ สอดประสานกับการเคลื่อนไหวของไหล่ ศีรษะ และเสียงลมคลื่นที่ประหนึ่งลมหายใจ ภาพเคลื่อนไหวที่ปรากฏราวกับการภาวนาที่สื่อสารกับสิ่งที่ดำรงอยู่ภายใน การทาสีขาวให้เรือไม่ใช่เพียงการซ่อมแซมวัตถุ หากเป็นการกระทำเชิงสัญลักษณ์ สีขาว สีเดียวกับเสื้อผ้าที่เธอสวมค่อย ๆ กลืนกินร่องรอยเดิมของไม้เก่า คราบเวลา และรอยแตกร้าว เรือที่เคยบ่งบอกประวัติศาสตร์เฉพาะของมันถูกเคลือบด้วยสีใหม่ กลายเป็นพื้นผิวที่ดูสะอาด ราวกับพยายามลบอดีตบางอย่างออกไป ทว่า “การลบ” เช่นนี้มิได้หมายถึงการลืม หากเป็นการแปรรูปความทรงจำให้ดำรงอยู่ในรูปแบบอื่น

เรือในบริบทของการใช้งานอาจหมายถึงการเดินทาง การทำมาหากิน และการอพยพข้ามทะเล ชุมชนมุสลิมริมทะเลจำนวนมากผูกพันกับเรือในฐานะทั้งเครื่องมือชีวิตและร่องรอยประวัติศาสตร์ของการยึดโยงผู้คนในคาบสมุทรเข้าไว้ด้วยกัน ขณะเดียวกัน โลกสมัยใหม่ก็เต็มไปด้วยภาพผู้คนที่ต้องล่องเรือหลีกลี้ความรุนแรง ทว่าการที่เรือตั้งนิ่งอยู่บนบก และถูกทาให้เป็นสีขาว ได้แปรความหมายของมันจาก “พาหนะ” ไปสู่ “ร่างวัตถุที่ต้องได้รับการดูแล” หญิงมุสลิมไม่ได้ผลักเรือสู่ทะเล เธอไม่เร่งออกเดินทาง แต่เลือกจะหยุด ซ่อมแซม และทาสี คล้ายการประคองบางสิ่งไว้ก่อนที่มันจะสลายไป จังหวะการทาสีดำเนินไปอย่างเนิบช้า สีขาวค่อย ๆ แผ่ขยายบนพื้นผิวไม้ เรือค่อย ๆ เปลี่ยนสภาพต่อหน้าผู้ชมโดยไร้คำอธิบายกำกับ มีเพียงเสียงลม เสียงคลื่น และการเคลื่อนไหวซ้ำ ๆ ที่สม่ำเสมอ ภาพเหล่านี้สร้างความย้อนแย้งที่งดงาม เรือที่ควรเคลื่อนกลับหยุดนิ่ง มนุษย์ที่ควรหยุดกลับยังคงเคลื่อนไหว และสีขาวที่ดูบริสุทธิ์กลับปกคลุมร่องรอยของอดีต

การทาเรือให้เป็นสีขาวอาจถูกอ่านได้หลายระดับ อาจเป็นการเตรียมเรือสำหรับการเดินทางครั้งใหม่ อาจเป็นการไว้อาลัยต่อการเดินทางที่ไม่เคยเกิดขึ้น หรืออาจเป็นความพยายามเปลี่ยนเรือให้เป็นสัญลักษณ์ของความหวังมากกว่าความพังทลาย เมื่อพิจารณาร่วมกับชุดมุสลิมสีขาวที่ปลิวไหวตามแรงลมอย่างต่อเนื่อง ผืนผ้าที่เคลื่อนไหวทำให้ร่างกายดูเบาและไม่มั่นคง ราวกับพร้อมจะถูกพัดพาออกจากพื้นที่ได้ทุกเมื่อ สื่อถึงตัวตนที่ไม่อาจยึดโยงกับแผ่นดินใดอย่างถาวร สีขาวยังลดทอนความแตกต่างระหว่างเรือกับตัวเธอ เรือจึงมิใช่เพียงวัตถุ หากเป็นร่างแทนของมาตุภูมิที่กำลังถูกซ่อมแซมอย่างเงียบงัน ตลอดทั้งวิดีโอไม่มีเหตุการณ์รุนแรงใดเกิดขึ้น แต่ความรู้สึกสูญเสียกลับซึมผ่านจังหวะภาพที่ยืดยาวและการเคลื่อนไหวที่เชื่องช้า ผู้ชมถูกเชื้อเชิญให้ใช้เวลา “อยู่กับภาพ” และรับรู้ความว่างเปล่าคล้ายกับหญิงสาว Lost Motherland พาเราไปสู่ประสบการณ์ของการสูญเสียมาตุภูมิ บ้านอาจยังคงอยู่ในเชิงภูมิศาสตร์แต่ความรู้สึกเป็นเจ้าของกลับสั่นคลอน ท่าทางการปาดสีของเธอจึงมิใช่เพียงภาษาภาพ หากเป็นภาษาของความทรงจำ ที่ใช้ร่างกายทำหน้าที่เป็นหอจดหมายเหตุ บันทึกเรื่องราวทั้งมวลไว้ในโลกแห่งประสบการณ์

เรือสีขาวที่ตั้งนิ่งอยู่กลางผืนทรายเป็นทั้งคำถามและความหวัง
มันอาจไม่เคยแล่นออกไป
หรืออาจกำลังรอวันที่ลมจะพัดพาอย่างอ่อนโยน
และระหว่างนั้น
มือของหญิงสาวยังคงปาดสี
ยังคงประคองมาตุภูมิแห่งการเดินทาง
ราวกับการซ่อมแซมโลกใบเล็ก ๆ
ท่ามกลางโลกที่กว้างใหญ่และไม่แน่นอน
เมื่อแผ่นดินไม่อาจมอบความรู้สึกเป็นบ้านได้อีกต่อไป
ร่างกายจึงกลายเป็นสถานที่พักพิงสุดท้ายของผู้พลัดถิ่นและผู้สูญเสีย

การเลือกใช้ร่างกายผู้หญิงเป็นสื่อกลางมีนัยสำคัญอย่างยิ่ง เพราะประวัติศาสตร์สงครามมักถูกเล่าโดยผู้ชาย ผู้ถืออาวุธ และผู้ตัดสินใจทางการเมือง ทว่าผู้หญิงคือผู้รับผลสะเทือนอย่างลึกซึ้ง พวกเธอคือผู้รอคอย ผู้ไว้ทุกข์ ผู้เลี้ยงดู และผู้ซ่อมแซมชีวิตหลังความพังทลาย ในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ ความรุนแรงที่ยืดเยื้อสร้างบรรยากาศของความหวาดระแวงและการควบคุม ร่างกายผู้หญิงมุสลิมถูกตรวจสอบทั้งในเชิงวัฒนธรรมและความมั่นคง การคลุมฮิญาบ การเดินทาง และรูปแบบการสื่อสารล้วนถูกอ่านผ่านสายตาของอำนาจ ภายใต้บริบทนี้ การที่อำพรรณีทำให้ร่างกายของตน “ปรากฏ” ต่อหน้าผู้ชมจึงเป็นการกระทำทางการเมือง เธอมิได้ลดเสียงหรือหลบเลี่ยงสายตา ตรงกันข้าม เธอยืนยันการมีอยู่ผ่านความเปราะบาง ผืนผ้าที่ปลิวไหวตามแรงลมไม่ใช่ความอ่อนแอ หากเป็นการประกาศว่า ชีวิตยังคงดำเนินต่อไปแม้ความรุนแรงจะยังไม่สิ้นสุด

มิติสำคัญอีกประการหนึ่งของงานวิดีโอนี้คือการสร้างความสัมพันธ์กับโลกที่เกินเอื้อมมือของมนุษย์ (non-human world) อำพรรณีเติบโตและใช้ชีวิตผูกพันกับภูมิทัศน์ชายฝั่ง ซึ่งจังหวะชีวิตสัมพันธ์กับกระแสน้ำ เสียงคลื่น ลมมรสุม และฤดูกาล สำหรับเธอ ร่างกายของมนุษย์ รวมถึงร่างกายของมุสลิมไม่อาจแยกออกจากภูมิทัศน์ทางนิเวศได้ บางครั้งเธอใช้ทราย น้ำ หรือวัตถุจากชายฝั่งเป็นองค์ประกอบ ร่างกายสัมผัสดินอย่างใกล้ชิด ราวกับยืนยันว่ามนุษย์มิได้ยืนเหนือธรรมชาติ หากเป็นส่วนหนึ่งของเครือข่ายความสัมพันธ์เดียวกัน เฉกเช่นเสียงในวิดีโอที่ทำงานร่วมกับภาพอย่างละเอียดอ่อน เสียงลมผสานเสียงคลื่นกระทบฝั่ง เกิดเป็นความเงียบยาวที่ถูกปล่อยให้ดำรงอยู่โดยปราศจากดนตรีประกอบ ไม่มีเสียงใดเร่งเร้าอารมณ์ผู้ชม มีเพียงเสียงธรรมชาติที่แทบเลือนหาย เสียงฝีเท้าบนทราย และเสียงผืนผ้าสัมผัสลม องค์ประกอบเล็ก ๆ เหล่านี้กลับขยายความเปราะบางของมนุษย์ให้เด่นชัดขึ้น

สงครามไม่เพียงทำลายชีวิตมนุษย์ หากยังทำลายความสัมพันธ์ในข้างต้นนี้ ระเบิดไม่ได้ทำลายแค่บ้าน หากทำลายดิน น้ำ และระบบนิเวศที่หล่อเลี้ยงชีวิต เมื่อมองออกไปนอกบริบทไทย เราพบภาพของดินแดนในโลกมุสลิมที่กำลังบอบช้ำ บ้านเรือนพังทลาย ผู้คนไร้ที่อยู่อาศัย และทะเลกลายเป็นเส้นทางหลบหนีของผู้ลี้ภัย แผนที่ของความเป็นบ้านจึงเกินกว่าขอบเขตนิยามของมนุษย์ หากเป็นสิ่งที่ยึดโยงกับจริยศาสตร์แห่งความสัมพันธ์กับธรรมชาติ การทิ้งระเบิดลงบนตึกหนึ่งตึกจึงเป็นการทำลายเครือข่ายความสัมพันธ์ที่เชื่อมมนุษย์กับดิน น้ำ ลม และสิ่งมีชีวิตอื่น ๆ ไปพร้อมกัน

ภาวะของการเป็นผู้ลี้ภัยจึงมิได้หมายถึงการเดินทางออกจากดินแดนในเชิงภูมิรัฐศาสตร์เพียงอย่างเดียว หากยังหมายถึงการถูกถอนให้ไร้ดินแดนที่จะดำรงอยู่และรากแห่งชีวิตไม่อาจหยั่งและสร้างตัวตนขึ้นใหม่ได้ Lost Motherland จึงมิได้เรียกร้องสิทธิในความเป็นบ้านด้วยเหตุผลแห่งเชื้อชาติ ศาสนา หรือภูมิรัฐศาสตร์ หากส่งสารถึงโลกซึ่งกำลังถูกทำให้พังทลายด้วยสงครามว่าบ้านในฐานะที่เป็นมาตุภูมิไม่ใช่สิ่งที่รัฐนิยามผ่านการทำลายหรือปกป้องด้วยกำลังอาวุธ หากคือเครือข่ายความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์กับมนุษย์ และระหว่างมนุษย์กับโลก

เมื่อมองย้อนกลับไปยังจุดตั้งต้นของบทความ เราจะจินตนาการถึงบ้านของเราอย่างไร หากวันหนึ่งเด็ก ๆ เล่นทรายริมชายฝั่งใต้เงาโดรนติดอาวุธ เสียงคลื่นทะเลปะปนกับเสียงไซเรนและเครื่องบินรบ ผู้คนหลบหนีอันตรายท่ามกลางฝุ่นควัน มารดาให้นมทารกท่ามกลางซากปรักหักพัง และน้ำสะอาดกลายเป็นของหายาก ผู้คนถูกบังคับให้กลายเป็นคนแปลกหน้าในแผ่นดินของตนเอง สงครามทิ้งร่องรอยไว้ไม่เพียงบนร่างมนุษย์ หากยังเกิดขึ้นบนผืนทรายและผิวน้ำและแรงระเบิดสั่นสะเทือนไปถึงชั้นน้ำใต้ทะเล รวมไปถึงสารพิษจากการทำลายล้างไหลลงสู่กระแสน้ำ

ในโลกเช่นนี้ สงครามได้ผลิตการเมืองของอารมณ์ความรู้สึกที่ทำให้ยุทธศาสตร์ทางการทหารและความมั่นคงของรัฐอยู่เหนือชีวิตผู้บริสุทธิ์และอยู่เหนือสิทธิที่จะมีชีวิตอยู่บนแผ่นดินที่ผูกพัน ภาพเรือสีขาวที่ตั้งนิ่งอยู่บนผืนทรายในฉากจบในงานของอำพรรณี คล้ายเป็นภาพแทนของโลกที่การเดินทางถูกแขวนค้างไว้ระหว่างความหวังกับความหวาดกลัว มันอาจหมายถึงเรือที่ไม่อาจออกจากฝั่งเพราะทะเลเต็มไปด้วยการสอดส่องและการควบคุม หรืออาจหมายถึงเรือที่ไม่มีวันได้กลับสู่ท่าเดิมเพราะบ้านถูกทำให้กลายเป็นเขตยุทธศาสตร์ไปแล้ว การที่หญิงสาวเลือกจะไม่ผลักเรือสู่ทะเลแต่คุกเข่าลงทาสีอย่างเงียบงัน จึงเป็นการกระทำที่ลุ่มลึกกว่าการเคลื่อนไหวใด ๆ เธอไม่ได้ปฏิเสธโลกภายนอก หากกำลังประคองโลกใบเล็กของตนไว้ท่ามกลางแรงสั่นสะเทือนของโลกใบใหญ่ ราวกับจะบอกว่า ก่อนที่เราจะพูดถึงชัยชนะหรือความมั่นคง เราควรถามเสียก่อนว่ามนุษย์ยังมีพื้นที่ให้ซ่อมแซมความทรงจำและความผูกพันของตนอยู่หรือไม่ Lost Motherland จึงทำหน้าที่เสมือนกระจกเงาที่สะท้อนคำถามกลับมายังผู้ชมว่าเราต้องการแบบใด โลกที่การปกป้องมาตุภูมิหมายถึงการทำลายมาตุภูมิของผู้อื่น หรือโลกที่การอยู่ร่วมกันตั้งอยู่บนจริยศาสตร์แห่งการดูแลและการรับฟัง

ท่ามกลางสภาวะเช่นนี้ ศิลปะร่วมสมัยจึงมีความสำคัญในฐานะพื้นที่ซึ่งยังคงเปิดช่องทางให้เสียงที่แผ่วเบาได้เปล่งดังขึ้นท่ามกลางเสียงอาวุธ ศิลปะไม่อาจหยุดยั้งขีปนาวุธแต่สามารถหยุดสายตาของเราให้มองเห็นความสูญเสียและระลึกถึงคุณค่าในความเป็นมนุษย์ได้ ร่างของหญิงสาวที่เคลื่อนไหวช้า ๆ ริมทะเลเปรียบเสมือนคำภาวนาที่ยาวนาน เป็นการยืนยันว่ามาตุภูมิไม่ควรถูกนิยามด้วยอำนาจการครอบครอง และหากวันหนึ่งความตึงเครียดระหว่างรัฐมหาอำนาจคลี่คลายลงได้จริง บางทีสิ่งที่ต้องซ่อมแซมมิใช่เพียงโครงสร้างพื้นฐานแต่คือความหมายของคำว่า “บ้าน” ที่แตกร้าวไปแล้ว