ตึกแถวคุ้นตาแถวบ้านที่เราเห็นมาตั้งแต่เด็ก อาจไม่ใช่ สถาปัตยกรรมที่ถูกจดจำในฐานะ ‘ประวัติศาสตร์’ มากนัก เมื่อเทียบกับอาคารสำคัญ อนุสรณ์สถาน หรือสถาปัตยกรรมชิ้นใหญ่ที่มักถูกบันทึกไว้ในหน้าประวัติศาสตร์ แต่สำหรับใครหลายคน ตึกแถวหนึ่งคูหากลับเป็นฉากหลังของชีวิตประจำวัน ร้านข้าวที่เคยกิน ร้านโชห่วยที่เคยซื้อขนม บ้านของเพื่อน หรือร้านเก่าที่วันนี้อาจปิดไปแล้ว
เพราะหากสถาปัตยกรรมในประวัติศาสตร์กระแสหลักบอกเล่าเรื่องราวของเมืองผ่านอาคารสำคัญ ตึกแถวและบ้านเรือนเหล่านี้อาจกำลังบอกเล่าประวัติศาสตร์ในหน่วยที่เล็กลง เป็นประวัติศาสตร์ของผู้คนธรรมดา ร้านค้า ครอบครัว การค้าขาย และชีวิตประจำวันที่ค่อย ๆ เปลี่ยนไปพร้อมกับเมือง
ในคอลัมน์ Artist on our radar ครั้งนี้ เราอยากชวนมองประวัติศาสตร์ของ ‘ร้านค้า’ และ ‘Façade’ ผ่านงานศิลปะของ ‘ธันว์ - ณภัทร มานะเนตร’ ศิลปินอิสระผู้เฝ้ามองรายละเอียดของอาคารคุ้นตา แล้วชวนเรากลับไปสำรวจว่า เบื้องหลังหน้าร้านและผนังตึกที่เราเดินผ่านทุกวันนั้น มีเรื่องราวของใครซ่อนอยู่บ้าง โดยหลังจากเรียนจบจาก คณะโบราณคดี เอกประวัติศาสตร์ศิลปะ จากมหาวิทยาลัยศิลปากร เขาก็เริ่มทำงานศิลปะในนาม ‘ร้านค้า และ Façade’ ราวกับไซด์เควส ที่ต่อเติมหล่อเลี้ยงแพสชันของเขาเอง โดยมีงานหลักในการทำงานคร่ำหวอดอยู่ในวงการเอเจนซี
ธันว์เล่าให้เราฟังว่า “เราเริ่มทำเพจนี้ด้วยจุดประสงค์หลักคือการเล่าเรื่องราวของประวัติศาสตร์ ศิลปะ สถาปัตยกรรม ผู้คน ในย่านการค้าเก่าหลากหลายแห่งในประเทศไทย โดยใช้ ตึกแถว หรือ shophouse เป็นเหมือนตัวแปรในการเล่าเรื่อง บวกกับที่ตัวเองชอบวาดรูปอยู่แล้ว เลยใช้รูปวาดเป็นสื่อในการเล่าเรื่องราวเหล่านี้ออกไป”
“หลังเรียนจบประวัติศาสตร์ศิลปะจากคณะโบราณคดี นี่ก็เป็นอีกปัจจัยที่ทำให้เราอยากเอาองค์ความรู้ที่มีอยู่ ถึงจะเหลืออยู่น้อยนิด (หัวเราะ) มาต่อยอดให้เกิดประโยชน์ แล้วก็กลายเป็นแพสชันของตัวเอง เพราะตั้งแต่เรียนจบมา เราทำงานอยู่ในวงการเอเจนซีมาตลอด ไม่ค่อยได้หยิบจับอะไรที่เกี่ยวข้องโดยตรงกับสิ่งที่เรียนมาในเชิงปฏิบัติมากนัก แต่ในอีกมุมหนึ่ง เรากลับรู้สึกว่าการเรียนประวัติศาสตร์ศิลปะทำให้เราเข้าใจ ‘ความคิด’ ของคนมากขึ้น ซึ่งตรงนี้ก็ยังเป็นสกิลหลักที่เราเอามาปรับใช้กับงานปัจจุบันได้อยู่ ส่วนการทำเพจนี้ก็เลยเหมือนเป็นพื้นที่พักใจ เป็นพื้นที่ที่เราได้กลับมาอยู่กับสิ่งที่ชอบ สิ่งที่คุ้นเคย และได้สนุกกับการทำมันอีกครั้ง”
“แม้ช่วงนี้กระแสการนำองค์ความรู้ด้านประวัติศาสตร์หรือมนุษยศาสตร์มาบอกเล่าให้กลายเป็นคอนเทนต์ที่เข้าถึงง่ายจะค่อนข้างแพร่หลายแล้ว แต่ถ้าย้อนกลับไปตอนที่เราเริ่มทำเพจ เส้นแบ่งระหว่างงานวิชาการด้านประวัติศาสตร์ศิลปะกับความเป็นไลฟ์สไตล์มันค่อนข้างชัดเจนมาก เราเลยอยากเอาข้อมูลเหล่านั้นมาแปลงให้ย่อยง่ายขึ้น ผ่านงานเขียนและภาพประกอบที่เราวาดเอง ในฐานะคนที่เรียนด้านนี้มาโดยตรง มันเหมือนเป็นการหล่อเลี้ยงทั้งแพสชันของตัวเอง แล้วก็ส่งต่อความชอบและความสนใจนี้ไปให้คนอื่นด้วย นี่เลยเป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้เราอยากทำเพจเพื่อถ่ายทอดเรื่องราวของตึกเก่าในพื้นที่ต่าง ๆ”
“แล้วทุกครั้งที่เราวาดตึก เรามองว่ามันเหมือนเรากำลังทำอาร์ไคฟ์เกี่ยวกับอาคารแถวในประเทศไทยในรูปแบบที่เราถนัดไปด้วยในตัว อาจจะฟังดูน่าเศร้านิดหนึ่ง แต่อาคารแถวเป็นงานสถาปัตยกรรมประเภทหนึ่งที่มีความเสี่ยงต่อการสูญหายหรือถูกรื้อทิ้งค่อนข้างง่าย ง่ายกว่าวัดหรืออาคารสำคัญอื่น ๆ เพราะมันมีความเป็นปัจเจกสูง เจ้าของสามารถตัดสินใจได้เลยว่าจะเก็บไว้หรือไม่ หรือแม้แต่เจ้าของหลายคนที่จริง ๆ ก็ไม่ได้อยากให้มันหายไป แต่ด้วยโครงสร้างและค่าใช้จ่าย การรีโนเวตหรือซ่อมแซมบางครั้งกลับใช้งบประมาณสูงกว่าการทุบทิ้งแล้วสร้างใหม่เสียอีก จริง ๆ ก็มีบางตึกที่เราเคยวาด แต่ตอนนี้ถูกรื้อไปแล้ว หรือบางกิจการก็เปลี่ยนมือและหมุนเวียนไปเรื่อย ๆ ซึ่งตรงนี้อาจเป็นอีกเหตุผลที่ทำให้เรายิ่งรู้สึกอยากวาดเก็บมันเอาไว้เรื่อย ๆ”
สำหรับที่มาของชื่อ ร้านค้า และ Façade ธันว์อธิบายว่า “ที่มาของชื่อเพจก็สามารถแปลได้ตรงตัวเลย คือเราใช้ชื่อว่า ร้านค้า และ Façade โดยคำว่า Façade หมายถึงเปลือกหน้าของอาคาร เราเชื่อมโยงเรื่องราวของกิจการและตัวอาคารมาเป็นตัวเอกหลักในการถ่ายทอดเรื่องราว เพราะเรามองว่าอาคารจำพวกตึกแถว เป็นอาคารที่มีเรื่องราวแฝงอยู่ไม่ต่างกับอาคารสำคัญทางประวัติศาสตร์รูปแบบอื่น แต่มันมีชีวิตและมีเสน่ห์ตรงที่อาคารเหล่านี้ มันถูกออกแบบ สร้างขึ้น ใช้งาน ปรับเปลี่ยน และต่อเติมให้เหมาะสมกับร้านที่เปิดหรือเจ้าของบ้านอยู่ตลอดเวลา เรามองสิ่งเหล่านี้เป็นเหมือนชิ้นส่วนความทรงจำที่ถูกถ่ายทอดออกมาผ่านบานเฟี้ยม หน้าต่าง ลวดลายปูนปั้น ช่องลม หรือแม้แต่ชั้นสีของผนังก็ตาม”
อย่างไรก็ตาม แม้พื้นฐานการเรียนประวัติศาสตร์ศิลปะของธันว์จะไม่ได้มุ่งเน้นไปที่การฝึกวาดภาพหรือการสร้างสรรค์งานศิลปะโดยตรง แต่ความสนใจในการวาดภาพก็เป็นสิ่งที่ติดตัวเขามาตั้งแต่เด็ก เราจึงอยากชวนย้อนกลับไปดูว่า จากความชอบที่เริ่มต้นในฐานะงานอดิเรก ค่อย ๆ พัฒนามาเป็นภาษาทางศิลปะที่เขาใช้บอกเล่าเรื่องราวของตึกแถวและเมืองได้อย่างไร ซึ่งธันว์เล่าถึงจุดเริ่มต้นและกระบวนการทำงานของตัวเองให้ฟังว่า
“เราเองก็ไม่รู้เหมือนกันว่าตัวเองเริ่มชอบวาดรูปตั้งแต่เมื่อไหร่ แต่จำได้ว่าวาดเล่นมาตั้งแต่เด็ก ตอนนั้นมันเป็นงานอดิเรกที่เราสนุก เวลาโรงเรียนมีงานหรือการบ้านที่ต้องวาดรูป เราก็มักจะตั้งใจกับมันมากกว่างานแบบอื่น แล้วมันก็กลายเป็นสิ่งที่ติดตัวเรามาตั้งแต่ตอนนั้นจนถึงปัจจุบัน พอโตขึ้น แม้จะยังชอบวาดรูปอยู่ แต่เราก็เริ่มรู้ว่าตัวเองถนัดหรือไม่ถนัดอะไร พอจับทางได้ว่าเราชอบวาดแบบไหน เราก็เลือกใช้เวลากับสิ่งที่เราชอบ แล้วค่อย ๆ พัฒนาทักษะของตัวเองมาเรื่อย ๆ”
“ถ้าพูดถึงงานวาดของเราโดยเฉพาะ เรามองว่ามันเป็นเรื่องของรายละเอียด ตึกที่เราวาดอาจไม่ได้เป็นงานสเก็ตช์ที่เน้นเก็บบรรยากาศ แต่ก็ไม่ได้เป๊ะตามสัดส่วนแบบงานสถาปัตยกรรม เรามองว่ามันเป็นเหมือน ‘ภาพประกอบ’ ที่บันทึกรายละเอียดและความสวยงามของแต่ละตึกในแบบที่เราเองมองเห็นและอยากชื่นชมมันให้มากที่สุด บางตึกเราเลือกใส่ผ้าใบบังหน้าร้าน เพราะรู้สึกว่ามันทำให้ตึกดูมีชีวิตชีวามากขึ้น บางตึกเราตัดสายไฟออก เพราะมันบังลวดลายปูนปั้นที่อยู่ชั้นสอง หรือบางตึกเราใส่เจ้าของร้านลงไปด้วย เพราะถ้าไปที่ร้านนั้นจริง ๆ ก็จะได้เจอเขาออกมาต้อนรับเหมือนกัน เราเลยเหมือนสร้างเซตติ้งที่ดีที่สุดของตึกนั้นขึ้นมา ผ่านสิ่งที่เราได้เห็นและสัมผัสจากการไปอยู่ตรงนั้นจริง ๆ และทุกตึกที่เราวาด เราจะไปเห็นสถานที่จริงมาทั้งหมด เพราะเราอยากเก็บทั้งรายละเอียด ความทรงจำ และประสบการณ์ที่มีต่อสถานที่นั้นลงไปพร้อมกัน”
“งานวาดของเราเป็นดิจิทัลอาร์ต วาดในไอแพด โดยใช้บรัชดินสอและสีน้ำเป็นเท็กซ์เจอร์ของงาน จริง ๆ ก่อนจะมาวาดแบบดิจิทัล เราชอบวาดสีน้ำลงในสเก็ตช์บุ๊กอยู่แล้ว เลยค่อนข้างคุ้นเคยและชอบความรู้สึกของเนื้อกระดาษ วิธีฝึกสกิลของเราก็ไม่ได้มีอะไรซับซ้อนมาก นอกจากวาดไปเรื่อย ๆ ยิ่งวาด รายละเอียดของตึกที่เราใส่ลงไปก็เริ่มมากขึ้น การลงสีก็หลากหลายขึ้น พอเอางานตอนเปิดเพจมาเทียบกับงานปัจจุบัน ก็รู้สึกได้เลยว่ามันเปลี่ยนไปเยอะ และคิดว่ามันก็คงจะค่อย ๆ เปลี่ยนไปเรื่อย ๆ ในแบบที่เรารู้สึกพอใจกับมัน”
“งานชิ้นล่าสุดที่เราชอบมากคือการได้ลองทำงานในรูปแบบซีน (Zine) ซึ่งเป็นซีนชิ้นแรกของเรา มันค่อนข้างท้าทายตัวเองเหมือนกัน เพราะการทำซีนไม่ได้ใช้แค่สกิลการวาดอย่างเดียว แต่ต้องใช้สกิลกราฟิกมาช่วยเรื่องการจัดหน้าและองค์ประกอบด้วย แต่ส่วนตัวเราก็รู้สึกว่าผลงานออกมาเป็นที่น่าพอใจ เราเลือกทำซีนเล่มแรกเกี่ยวกับ ‘เมืองเก่าสงขลา’ เพราะเป็นเมืองที่เราชอบมาก ๆ และอยากชวนให้ทุกคนลองไปเดินเที่ยว ดูตึกแถวเก่า ๆ ที่นั่นกัน พอออกแบบเสร็จ เราทำเดโมเวอร์ชันไปวางแจกในงาน Pakk Taii Design Week 2025 ที่ผ่านมา ปรากฏว่าหมดภายในไม่กี่ชั่วโมง หลังจากนั้นเราก็กลับมาปรับนู่นปรับนี่ แล้วทำออกมาวางขายจริง ตอนออกบูธมีคุณพ่อคนหนึ่งมากับลูก แล้วเขาหยิบซีนของเราไปดู ชี้นู่นชี้นี่ให้ลูกดูไปด้วย แล้วก็ยิ้มอย่างอารมณ์ดี ก่อนที่น้องผู้หญิงคนนั้นจะบอกว่า ‘คุณพ่อเป็นคนสงขลาค่ะ’ เราเลยยิ่งดีใจเข้าไปใหญ่”
“มีอีกโปรเจกต์หนึ่งที่เราชอบมาก ๆ ถึงจะไม่ใช่งานวาดภาพตึกโดยตรง ชื่อว่า ‘เดินชิมลางที่บางลำพู’ เป็นหนึ่งในโปรแกรมของ Bangkok Design Week 2025 โปรเจกต์นี้เกิดจากอินไซต์เวลาที่เราเดินเล่นตามย่านเก่า ๆ เราชอบคิดว่าถ้ามีป้ายอินโฟบอกเกร็ดข้อมูลเล็ก ๆ น้อย ๆ กระจายอยู่ตามจุดต่าง ๆ ในย่าน แม้ข้อมูลเหล่านี้ถ้าไปหาอ่านในหนังสือหรือค้นคว้าอย่างตั้งใจก็น่าจะเจอ แต่เรารู้สึกว่าการได้ซึมซับข้อมูลไปพร้อมกับการมองสถานที่จริง น่าจะทำให้เกิดประสบการณ์ร่วมที่ดีขึ้น”
“เราเลยออกแบบป้ายแล้วนำไปติดไว้เป็นเหมือนเส้นทางสั้น ๆ ให้ทุกคนอ่านและลองเดินตามกันเองได้ โดยไม่ต้องมีไกด์นำชม เป็นเหมือนมินิวอล์กแรลลีที่แทรกข้อมูลและมุมมองใหม่ ๆ ของย่านบางลำพูเข้าไป ผ่านการให้ฮินต์เล็ก ๆ ตามจุดต่าง ๆ เพื่อสร้างความสงสัย ความสนใจ และนำไปสู่ความอยากทำความรู้จักย่านนี้มากขึ้น เรารู้สึกว่างานรูปแบบนี้สนุกตรงที่มันได้ไปอยู่ในพื้นที่จริง และได้ทำงานร่วมกับผู้คนที่เข้ามาเดินในย่านด้วย”
Collection ร้านค้า
“เป็นคอลเลกชันที่เราวาดต่อเนื่องมาตั้งแต่ปี 2025 จนถึงปัจจุบัน จริง ๆ ช่วงหลังเรารู้สึกว่างานมีการปรับรายละเอียดในภาพมากขึ้น แล้วก็ชอบใส่คนเข้าไปในภาพมากขึ้นด้วย ไม่ได้มีแค่เจ้าของร้าน แต่บางครั้งก็ใส่ตัวเราเอง เพื่อน หรือแม้แต่ลูกค้าที่นั่งอยู่ในร้านเข้าไปด้วย เหมือนเป็นการเก็บบรรยากาศและโมเมนต์ของตึกในช่วงเวลานั้น ๆ เอาไว้ให้ได้มากที่สุด เพราะพอเวลาผ่านไป ร้านอาจเปลี่ยน คนอาจเปลี่ยน หรือบรรยากาศอาจไม่เหมือนเดิมแล้ว”
Old Town Element
“ในปีนี้เราลองวาดอะไรใหม่ ๆ เพราะอยากสร้างภาพประกอบที่สามารถนำไปอะแดปต์ต่อเป็นเมิร์ชได้หลากหลายรูปแบบ เลยเริ่มจากการหยิบรายละเอียดเล็ก ๆ ที่เราเจอและจินตนาการต่อจากเมืองที่เคยไปมา จนกลายเป็นคอลเลกชัน Old Town Element ซึ่งตอนนี้ทำออกมาแล้วสองเมืองคือ ปีนังและภูเก็ต”
“งานชุดนี้ยังทำให้มีคนเข้ามาสนใจงานของเรามากขึ้นด้วย เพราะก่อนหน้านี้งานของเราส่วนใหญ่เป็นภาพตึกเก่า ซึ่งค่อนข้างเฉพาะกลุ่ม คนที่ติดตามก็มักจะเป็นสายประวัติศาสตร์ สายเที่ยวเมือง หรือคนที่สนใจออร์เบินสเก็ตช์อยู่แล้ว แต่พอลองทำคอลเลกชันนี้ เรารู้สึกว่ามันช่วยขยายงานออกไปหาคนกลุ่มอื่น ๆ ที่อาจไม่ได้สนใจเรื่องตึกหรือประวัติศาสตร์โดยตรง แต่ชอบงานที่มีรายละเอียดน่ารัก ๆ และอยากหยิบเอาบรรยากาศของเมืองกลับไปเป็นความทรงจำในรูปแบบของตัวเอง”
จะเห็นได้เลยว่า การวาดตึกของธันว์ไม่ได้เป็นเพียงการบันทึกหน้าตาของอาคาร แต่เป็นการเก็บความทรงจำเล็ก ๆ ของเมืองเอาไว้ในแบบที่เขาถนัด เช่นเดียวกับการเฝ้ามองสิ่งธรรมดาที่อยู่ตรงหน้าแล้วพบว่า มันมีคุณค่ามากพอที่จะถูกจดจำ เพราะวันหนึ่งร้านอาจเปลี่ยน เจ้าของอาจย้าย สีผนังอาจถูกทาทับ หรือแม้แต่ตัวอาคารอาจหายไป แต่เรื่องราวบางอย่างของมันยังคงอยู่ผ่านภาพวาดและความทรงจำของผู้คน
ปัจจุบัน ธันว์ก็ยังซุ่มคิดโปรเจกต์อยู่เรื่อย ๆ และเขาก็ยังพูดทิ้งท้ายถึงอนาคตของร้านค้าและฟาซาดด้วยว่า “ด้วยความที่เรายังพอแบ่งเวลามาเติมเต็มตรงนี้ได้เรื่อย ๆ งานที่เราวาดก็คงยังเป็นภาพตึกเหมือนเดิม แต่คิดว่าน่าจะมีจำนวนมากขึ้น และพื้นที่ก็น่าจะหลากหลายขึ้นตามการเดินทางของเราเอง เพราะยิ่งได้เดินทางมากขึ้น เราก็ยิ่งได้เก็บรายละเอียดและเรื่องราวของแต่ละพื้นที่มากขึ้น”
“จริง ๆ ในอนาคตเราอยากเอางานของเราออกไปอยู่ข้างนอกให้มากขึ้น อยากให้มันไปอยู่ในสถานที่จริงที่สามารถบอกเล่า ชักชวน หรือทำให้คนเห็นรายละเอียดน่ารัก ๆ ของพื้นที่นั้นมากขึ้น หรืออย่างน้อยก็ทำให้คนรู้จักย่านนั้นผ่านงานของเราได้ เราอยากลองทำงานในฟอร์แมตใหม่ ๆ ตั้งแต่อาร์ตพรินต์ ซีน อาร์ตบุ๊ก ไปจนถึงการทำเป็นนิทรรศการที่คนอื่นสามารถเข้ามามีส่วนร่วมได้ด้วย”
ใครที่อยากออกไปมองเมืองผ่านรายละเอียดเล็ก ๆ เหล่านี้ ลองแวะไปติดตามงานของ “ร้านค้า และ Façade” ได้ที่ https://www.instagram.com/shophouse.and.facade/ และออกไปสำรวจตึกเก่า ร้านค้า และเรื่องราวของผู้คนไปพร้อมกัน บางทีตึกหลังถัดไปที่เราเดินผ่าน อาจมีเรื่องราวที่น่าจดจำซ่อนอยู่มากกว่าที่คิด




