Ssound namm คาเฟ่แผ่นเสียงแห่งนางเลิ้งที่ถ่ายทอด ‘ความไทยร่วมสมัย’ ผ่านเสียงเพลงและงานคราฟต์

Post on 10 August 2026

ยามสายใจกลางย่านนางเลิ้ง บริเวณสี่แยกจักรพรรดิพงษ์ ย่านเก่าแก่ที่มีประวัติศาสตร์ย้อนไปไกลถึงสมัยรัชกาลที่ 5 และเคยเป็นศูนย์กลางของผู้บุกเบิกในหลายแวดวง ตั้งแต่ตลาดบกแห่งแรก โรงภาพยนตร์เก่า ไปจนถึงแหล่งกำเนิดของสำนักพิมพ์และนิตยสารไทย

ณ หัวมุมที่ถนนหลายสายมาบรรจบกันแห่งนี้ มีร้าน “Ssound namm” (ซาวน์ น้ำ) คาเฟ่แผ่นเสียงไทยตั้งอยู่ กระจกใสบานกว้างที่หันหน้ารับกับพื้นที่หัวมุมพอดี เปิดมุมมองให้ผู้คนภายในร้านได้เฝ้ามองความเคลื่อนไหวของชุมชนนางเลิ้งที่กำลังดำเนินไปอย่างไม่เร่งรีบ และเมื่อผลักประตูเข้าไป กลิ่นกาแฟหอมกรุ่นก็ลอยออกมาต้อนรับ เคล้าคลอกับเสียงเพลงจากเครื่องเล่นแผ่นเสียงที่กำลังเปิดเพลงไทยยุค 70s

ภายในร้านมีการตกแต่งจุดต่าง ๆ ด้วยวัสดุพื้นถิ่นจากหลากภูมิภาคของประเทศไทย จนเกิดเป็นบรรยากาศแบบไทยร่วมสมัยที่สะท้อนตัวตนของ Ssound namm ได้อย่างลงตัว โดยเบื้องหลังของบรรยากาศสุดอบอุ่นทั้งหมดนี้ คือ อาย-รวิสรา ตั้งจิตรักษ์ และ เงิน-ณพวุฒิ จุลไสย สองผู้ก่อตั้งที่พาความสนใจในความเป็นไทยจากคนละเส้นทางมาพบกัน คนหนึ่งหลงใหลกาแฟและงานสิ่งทอ อีกคนหลงรักแผ่นเสียงไทย ก่อนจะถักทอความชอบเหล่านั้นเข้าด้วยกันเป็น Ssound namm คาเฟ่แผ่นเสียงไทยที่เลือกตั้งรกรากในย่านนางเลิ้ง พื้นที่ที่ประวัติศาสตร์ ผู้คน และวัฒนธรรม ยังคงมีชีวิตอยู่ในทุก ๆ วัน

หลังจากที่ทีม GROUNDCONTROL ได้มาเยือนที่นี่มากกว่าหนึ่งครั้ง พวกเราก็รู้สึกอยากพาทุกคนไปรู้จักกับที่แห่งนี้ให้ลึกซึ้งขึ้น ตั้งแต่จุดเริ่มต้นของ Ssound namm ตั้งแต่แรงบันดาลใจในการสร้างคาเฟ่แผ่นเสียง การออกแบบร้านที่หยิบวัฒนธรรมไทยมาเล่าใหม่ ไปจนถึงเสน่ห์ของแผ่นเสียงเพลงไทยที่เปรียบเสมือนไทม์แมชชีนบันทึกผู้คน วิถีชีวิต และประวัติศาสตร์ในแต่ละยุคสมัย พร้อมชวนสำรวจว่า เหตุใดร้านเล็ก ๆ แห่งนี้จึงค่อย ๆ กลายเป็นพื้นที่ของคนรักเสียงเพลงไทยและนักเดินทางจากทั่วทุกมุมโลก

เมื่อความหลงใหลในเสียงเพลงและงานคราฟต์ กลายเป็นคาเฟ่แผ่นเสียงชื่อ Ssound namm

เมื่อกาแฟแก้วแรกถูกเสิร์ฟ และเสียงเพลงจากแผ่นเสียงยังคงคลออยู่เบื้องหลัง บทสนทนาของพวกเราก็เริ่มต้นขึ้นด้วยคำถามง่าย ๆ ว่า “Ssound namm เริ่มต้นขึ้นได้อย่างไร” ก่อนที่เรื่องราวจะค่อย ๆ พาย้อนกลับไปยังจุดเริ่มต้นของความหลงใหลที่แตกต่างกัน คนหนึ่งรักเสียงเพลงไทย อีกคนหลงใหลงานคราฟต์และกาแฟ จนท้ายที่สุด ทั้งสองความหลงใหลได้หลอมรวมเป็น Ssound namm พื้นที่เล็ก ๆ ที่เล่าเรื่องวัฒนธรรมไทยผ่านเสียงเพลง วัสดุท้องถิ่น และรสชาติของเครื่องดื่ม

Q: อยากชวนทั้งสองคนเล่าถึงจุดเริ่มต้นความสนใจ ที่ทำให้อยากเปิด “คาเฟ่แผ่นเสียง” ในย่านนางเลิ้ง

อาย: สวัสดีค่ะ อาย-รวิสรา ตั้งจิตรักษ์ นะคะ ก่อนหน้านี้อายเคยเป็นพนักงานต้อนรับบนเครื่องบินมาก่อน แล้วก็เป็นคนชอบดื่มชา กาแฟ รวมถึงชอบชงดื่มเองอยู่แล้ว จนรู้สึกว่า เราทำอร่อยนะ คนอื่นก็น่าจะชอบเหมือนกัน เลยอยากลองเปิดร้านดูค่ะ

เงิน: ส่วนผม เงิน-ณพวุฒิ จุลไสย นะครับ ผมเคยเป็นอาจารย์พิเศษในมหาวิทยาลัย แล้วก็ทำงานเป็นดีไซเนอร์ที่ฟาร์มกรุ๊ปอยู่ช่วงหนึ่ง ผ่านงานมาหลายด้านเลย รวมถึงงานเกี่ยวกับสื่อสารมวลชนก็ด้วย ส่วนงานอดิเรกหลักคือการสะสมแผ่นเสียงและเทปคาสเซ็ต ซึ่งเริ่มเก็บมาตั้งแต่สมัยเรียนแล้วครับ โดยเฉพาะเพลงไทย สิ่งนี้แหละที่กลายมาเป็นจุดเริ่มต้นของการสร้างร้านนี้ขึ้นมา

Q: ทำไมถึงสนใจอยากทำคาเฟ่แผ่นเสียงไทย รวมถึงการดีไซน์คาเฟ่ที่เน้นเรื่องวัสดุท้องถิ่นในไทยเป็นหลัก

เงิน: ผมคิดว่า มันเริ่มจากการที่พวกเราทั้งคู่ต่างสนใจเรื่องวัฒนธรรมไทยเหมือนกัน แต่อาจจะคนละด้าน อย่างตัวผมคือเรื่องของแผ่นเสียง ส่วนอายเขาเรียนด้านเท็กซ์ไทล์ จากคณะศิลปกรรมศาสตร์ สาขาพัสตราภรณ์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ มา ก็เลยจะอินกับพวกลายผ้าไทยเป็นพิเศษ

อาย: ใช่ค่ะ สมัยเรียน เราจะได้เรียนรู้ว่า กว่าจะมาเป็นผ้าหนึ่งผืน ไม่ใช่แค่การทอ แต่ยังมีการถัก การย้อมสีธรรมชาติจากใบไม้ ได้ลงพื้นที่ไปอยู่กับชาวบ้านบนดอย และไปดูงานผ้าไหมมัดหมี่ที่สุรินทร์ด้วย

เงิน: ผมเลยคิดว่า ไม่ว่าจะเป็นผืนผ้า เมล็ดกาแฟ หรือแผ่นเสียง ทุกอย่างล้วนมีความหมายทางวัฒนธรรมไทยบรรจุอยู่ อีกอย่างคือ คนไทยมีความฉลาดและเก่งมากในการเล่นดนตรี ถ้าเอาโปรดักชันยุค 60s-70s มาเทียบกันแบบตัวต่อตัว บอกเลยว่าคนละเรื่อง คนละระดับ ดนตรีดีจริง ๆ ครับ เราเลยเลือกหยิบ Core Idea ของความเป็นไทยมาเป็นแกนหลัก เพราะเป็นเรื่องที่คนไทยเข้าใจง่าย และชาวต่างชาติก็อยากเข้ามาทำความเข้าใจเหมือนกัน

Q: แล้วชื่อ “Ssound namm” มีที่มาจากอะไร ทำไมถึงเลือกชื่อนี้

อาย: หลายคนพอได้ยินชื่อ “Ssound namm” หรือ “ซาวน์ น้ำ” ครั้งแรกก็นึกว่า เป็นร้านขายขนมจีนซาวน้ำค่ะ (หัวเราะ) แต่จริง ๆ เรามีที่มาจากคำว่า “Sound” ที่หมายถึงเสียงดนตรีในภาษาอังกฤษ ส่วน “น้ำ” ก็ตรงตัวเลย เป็นคำภาษาไทยที่หมายถึงน้ำนี่แหละค่ะ

เงิน: มันเหมือนเป็นการเจอกันคนละครึ่งทางครับ ต่างชาติเข้าใจคำว่า “Sound” ส่วนคนไทยเข้าใจคำว่า “น้ำ” เลยกลายเป็นชื่อบ้าน ๆ ที่ผสมผสานกันได้ลงตัว (หัวเราะ)

Q: จากความคิดสู่การลงมือทำ ช่วยเล่ากระบวนการสร้าง Ssound namm ให้ฟังตั้งแต่เริ่มต้นออกแบบหน่อยได้ไหม

เงิน: เราเริ่มจากการเลือกปักหลักที่ย่านนางเลิ้งก่อน ผมมองว่า ที่นี่คือแหล่งรวมเสาหลักหรือผู้บุกเบิกในหลาย ๆ ด้าน เป็นตลาดบกแห่งแรกของประเทศไทย มีโรงภาพยนตร์เฉลิมธานีที่เก่าแก่ที่สุด และถนนจักรพรรดิพงษ์ก็เป็นแหล่งกำเนิดกองบรรณาธิการหนังสือพิมพ์และนิตยสารยุคเก่าหลายแห่ง เช่น โรงพิมพ์ของ รงค์ วงษ์สวรรค์ หรือโรงพิมพ์ที่พิมพ์นิยาย เพชรพระอุมา ของ พนมเทียน

ย่านนี้จึงมีวัฒนธรรมเก่า ๆ ซ่อนอยู่เยอะมาก มันมีเสน่ห์ในตัวมันเอง เราเลยอยากนำองค์ประกอบเหล่านี้มารวมไว้ด้วยกัน เพื่อให้ลูกค้าได้รับประสบการณ์ที่มากกว่าร้านกาแฟทั่วไป โดยมีกาแฟเป็นจุดเชื่อมตรงกลาง

อาย: เรายังมีการลงพื้นที่ก่อนด้วยค่ะ คือชุมชนที่นี่ก็น่ารักมาก ตอนรีเสิร์ช อายพาคุณแม่มาเดินตลาดบ่อย ๆ ทั้งที่ไม่ได้อยู่ใกล้บ้านเลย แต่กลับหลงรักย่านนี้ ครั้งแรกที่มา คุณแม่ซื้อของพะรุงพะรัง ป้าร้านข้าง ๆ ที่เราไม่ได้ซื้อของด้วยซ้ำ ยังยื่นถุงมาให้ฟรี บอกว่า “เอาไปใส่ของสิหนู” โดยไม่ได้เชียร์ขายของอะไรเลย ทำให้เราประทับใจมาก

สำหรับขั้นตอนการออกแบบ ต้องบอกเลยว่า เราตั้งใจทำร้านนี้มาก ๆ ทั้งคุมงานดีไซน์ ออกแบบเอง และขนของเองทั้งหมด อย่างประตูร้าน เราอยากให้ลูกค้ารู้สึกถึงกิมมิกเรื่องเสียงดนตรีตั้งแต่ก้าวแรกที่เข้ามา เลยออกแบบด้ามจับประตูโดยนำไม้กลองของวงดุริยางค์มาทำเป็นที่จับ

เงิน: ส่วนเคาน์เตอร์บาร์ พวกเราไปเจอใน Shopee เป็นงานของกลุ่มวิสาหกิจชุมชนในภาคอีสาน สิ่งที่ประทับใจคือ เขาโชว์กรรมวิธีในคลิปให้ดูเลยว่า เอาไม้ไผ่ไปแช่น้ำและเคลือบกันมอดอย่างถูกวิธี ทำให้ใช้งานได้ดีมาก

ส่วนโต๊ะกับเก้าอี้ ตัวเก้าอี้ไม้ไผ่สานมาจากเชียงใหม่ ส่วนโต๊ะเราไปหาโครงไม้เก่าจากวัดสวนแก้ว แล้วนำมาห่อด้วยเสื่อพลาสติกลายตารางแบบท้องถิ่น เพราะลวดลายของเสื่อแต่ละผืนมีเอกลักษณ์ พอออกแบบแล้วกลับดูเหมือนภาพพิกเซลในโปรแกรม AI หรือ Photoshop แถมยังทนทานและเช็ดทำความสะอาดง่าย

สำหรับผ้าไทยที่นำมาตกแต่งและวางขาย ก็เป็นสต็อกผ้าแปลก ๆ จากอีสานและราชบุรีที่โรงทออาจไม่ได้ใช้แล้ว แต่มันเข้าตาเรา ซึ่งลูกค้าต่างชาติก็ชอบซื้อไปพันคอ ส่วนถ้าถามว่า ในร้านมีอะไรที่เป็นภาคใต้บ้านเกิดผมไหม จริง ๆ ไม่มีเลยครับ สิ่งเดียวที่เป็นภาคใต้ในร้านก็น่าจะเป็นตัวผมเอง เพราะผมเป็นคนชุมพรร้อยเปอร์เซ็นต์ ที่ชอบเพลงอีสานครับ (หัวเราะ)
แต่ถึงร้านจะไม่มีของตกแต่งจากภาคใต้ แต่เรามีขนมใต้มาขาย ฝีมือป้าเอียด จาก อำเภอสวี จังหวัดชุมพร ปกติแกทำสวนทุเรียน แต่เวลาว่างจะกวนกาละแมโบราณขาย ความพิเศษคือไม่ใช้แป้งเลย แต่ใช้เมล็ดข้าวเหนียวแท้ ๆ เคี่ยวและกวนจนเนื้อเนียน เมนูนี้เลยไม่ได้มีตลอด ต้องสั่งตามซีซันและตามความพอใจของป้าเอียด (หัวเราะ) ถ้าช่วงไหนแกทำ แกก็จะบอกเรา แล้วเราก็นำมาแบ่งปันให้ลูกค้าได้ชิมฝีมือคนท้องถิ่นแท้ ๆ ครับ เราพยายามทำให้ร้านสมบูรณ์ในทุกประสาทสัมผัส ชวนให้ทุกคนมาม่วนจอยกับประสบการณ์ที่มากกว่าการมาร้านกาแฟ ได้ทอดสายตามองถนนในกรุงเก่า รับฟังซาวด์ดนตรีจากฟอร์แมตดั้งเดิม และดื่มเครื่องดื่มดี ๆ

บทบันทึกเรื่องราวแบบไทย ๆ ที่ซ่อนนัยไว้ในทุกร่องของแผ่นเสียง

หากร้าน Ssound namm เปรียบเสมือนประตูบานหนึ่ง แผ่นเสียงก็คงเป็นกุญแจที่ไขไปสู่เรื่องราวทั้งหมด เพราะในสายตาของผู้สะสม ร่องเล็ก ๆ ที่วนอยู่บนแผ่นไวนิลไม่ได้บันทึกเพียงทำนองเพลง หากยังเก็บผู้คน วิถีชีวิต และหน้าประวัติศาสตร์ของแต่ละยุคสมัยเอาไว้ด้วย พวกเราจึงชวนทั้งสองคนเปิดกล่องความทรงจำเหล่านั้น ผ่านบทสนทนาเรื่องแผ่นเสียงเพลงไทยที่เต็มไปด้วยเรื่องเล่ามากกว่าที่หลายคนคาดคิด

Q: อยากชวนทุกคนเล่าถึงแผ่นเสียง ถ้าจะอธิบายให้คนที่ไม่รู้จักแผ่นเสียงเข้าใจการทำงานของมัน คุณเงินและอายจะอธิบายอย่างไร

อาย: แผ่นเสียงก็เหมือนหนังสือเล่มหนึ่งค่ะ ร่องเสียงที่วนอยู่รอบแผ่นเปรียบเสมือนหน้าหนังสือที่ค่อย ๆ เปิดไปทีละหน้า ๆ หรือทีละบทเพลง

เงิน: แล้วตอนท้ายของแต่ละเพลงก็จะมีการระบุไว้เลยว่า เพลงนี้เป็นแนวอะไร เช่น Slow Rock, Soul หรือ ลูกทุ่ง ลูกกรุง หรือ ลำวง เป็นต้น ส่วนเครื่องเล่นแผ่นเสียงก็ทำหน้าที่เหมือนรีดเดอร์ ที่คอยอ่านข้อมูลเหล่านั้นออกมาเป็นเสียงให้เราได้ยินครับ

Q: คิดว่า แผ่นเสียงไทยมีเอกลักษณ์แตกต่างจากแผ่นเสียงต่างประเทศอย่างไร และถ้าต้องเลือก “ยุคทอง” ของแผ่นเสียงไทย จะแนะนำช่วงไหนดี

เงิน: ผมคิดว่า แผ่นเสียงไทยจะแตกต่างกันตามยุคสมัยและวิวัฒนาการครับ ถ้าเป็นยุคแรก ๆ หลังยุคแผ่นครั่ง ก็จะเป็นแผ่นตรามงกุฎ อย่างเพลงของ สุเทพ วงศ์กำแหง, ชรินทร์ นันทนาคร หรือ สวลี ผกาพันธุ์ ยุคนั้นเราจ้างญี่ปุ่นปั๊มแผ่น คุณภาพเสียงเลยดีและคมชัดมาก

พอขยับเข้าสู่ยุค 70s-80s ประเทศไทยเริ่มมีเทคโนโลยีปั๊มแผ่นเอง แต่ด้วยต้นทุนเนื้อแผ่นที่ค่อนข้างสูง คุณภาพเสียงเลยไม่นิ่งเท่ายุคที่ญี่ปุ่นผลิต บางยี่ห้อเสียงดีมาก บางยี่ห้อถ้าเก็บไม่ดีเสียงก็ดรอปลง ดนตรีดีแต่สภาพแผ่นต้องลุ้น นี่แหละครับคือเสน่ห์ของการสะสมแผ่นเสียงไทย ส่วนหลังยุค 90s-2000s ทุกอย่างเข้าสู่ระบบอิเล็กทรอนิกส์ มาตรฐานการปั๊มใกล้เคียงกันทั่วโลก คุณภาพเสียงดีมาก แต่ถ้าถามว่าช่วงไหนน่าตื่นเต้นที่สุดเวลาเลือกซื้อ ผมมองว่ายุค 70s-80s ครับ

และถ้าจะให้พูดถึงยุคทองของแผ่นเสียงและเทปไทย ในมุมมองของผม ผมคงเลือกยุค 80s ครับ เพราะเป็นช่วงที่นักดนตรีไทยจำนวนมาก โดยเฉพาะคนที่ไปเรียนต่างประเทศ นำอิทธิพลของดนตรีตะวันตกมาผสมกับความเป็นไทย จนเกิดลายมือของตัวเอง อย่าง พี่เต๋อ-เรวัต พุทธินันทน์ ทุกคนพยายามสร้างดนตรีที่มีเอกลักษณ์ของตัวเอง ทำให้ดนตรีไทยยุคนั้นผลิบานมาก ยิ่งช่วงปลาย 70s เพลงไทยแนว Soul และ Funk ของเราถูกเรียกว่า “ปีศาจแห่งเอเชีย” ด้วยซ้ำ ในวงการแผ่นเสียงระดับโลก ถ้าใครสะสมเพลงแนว World Beat ก็ต้องตามหาแนวที่เรียกว่า “Thai Funk” ครับ

Q: ในมุมมองของคุณเงิน เสน่ห์ของแผ่นเสียงและเพลงไทยคืออะไร

เงิน: ผมมองว่า เพลงแต่ละยุคต่างทำหน้าที่เชื่อมโยงและกักเก็บช่วงเวลา ๆ หนึ่งเอาไว้ เหมือนไทม์แมชชีนที่พาย้อนกลับไปเห็นภาพในอดีต อย่างเพลงหมอลำอีสานยุคเก่า ก็จะพูดถึงการไปทำงานต่างประเทศ เช่น ที่ซาอุดีอาระเบีย หรือการเข้าเมืองมาขับรถแท็กซี่ หรือเป็นแม่ค้าส้มตำ มันช่วยสะท้อนภาพอาชีพและวิถีชีวิตของผู้คนในแต่ละช่วงเวลา ทำให้คนฟังอินและรู้สึกเหมือนได้กลับบ้าน

Q: เวลาคุณเจอแผ่นเสียงที่ไม่รู้จักเลย ใช้อะไรเป็นเกณฑ์ในการตัดสินใจว่าจะซื้อหรือไม่ซื้อ

เงิน: ผมดูจากโปรดิวเซอร์เป็นหลักครับ ร้าน Ssound namm ไม่ได้เลือกแผ่นจากตัวนักร้องอย่างเดียว เพราะนักร้องเป็นเพียงองค์ประกอบหนึ่งของงาน แต่โปรดิวเซอร์คือคนที่กำหนดทิศทางทั้งหมด ทั้งการเล่นของนักดนตรีและการถ่ายทอดของนักร้อง ถ้าเป็นแผ่นที่มีชื่อโปรดิวเซอร์ระดับครู เช่น ครูสุรินทร์ ภาคศิริ ครูไพบูลย์ บุตรขัน จิ๋ว พิจิตร หรือฝั่งลูกกรุงอย่าง ประจิน ทรงเผ่า และ พงษ์ศักดิ์ จันทรุกขา เราจะเก็บทันที

อีกเกณฑ์หนึ่งคือ “หน้าปก” เพราะงานปกแผ่นเสียงสมัยก่อนเป็นงานนิเทศศิลป์ที่ทำด้วยมือทั้งหมด ต้องตัดฟอนต์ทีละตัว หรือ วาดมือแบบโปสเตอร์หน้าโรงหนังยุคเก่า โดยเฉพาะแผ่นเพลงประกอบภาพยนตร์ บางแผ่นเราไม่รู้ด้วยซ้ำว่า ศิลปินคือใคร เพลงแนวไหน แต่เห็นปกแล้วรู้สึกว่าดีไซน์สวยมาก ก็ซื้อเก็บครับ

Q: มีแผ่นเสียงไทยที่ภูมิใจที่สุด หรือมีแผ่นไหนที่ตามหามานานแต่ยังหาไม่เจอบ้างไหม

เงิน: จริง ๆ ไม่มีครับ เพราะผมไม่ได้ตั้งเป้าไว้ว่าอยากได้อะไรเป็นพิเศษ เพราะสไตล์การสะสมของผมไม่ใช่การตั้งเป้าไล่ล่าแผ่นดัง ๆ ความสนุกคือการปล่อยหัวสมองให้ว่าง แล้วเดินสุ่มเจอตามตลาดมือสอง ตลาดนัดต่างจังหวัด หรือสถานีวิทยุเก่า ๆ พอเจอแผ่นที่ซาวด์ดี กลองแน่น เบสหนา สามารถเอาไปสุ่มตัวอย่าง (Sampling) ทำเพลงฮิปฮอปหรือโซลได้ ทั้งที่ไม่มีอยู่บน YouTube การเจออะไรแบบไม่คาดคิดนี่แหละครับคือความสุขที่สุด หรือถ้าบังเอิญได้แผ่นที่กำลังเป็นกระแสในราคาถูก ก็ถือว่าโชคดีเหมือนกันครับ

อย่างล่าสุด แผ่นที่ได้มาแล้วภูมิใจมากคือแผ่นของวงดิสโก้ทัวร์ จากห้างแผ่นเสียงม้าแดง เป็นการผสมดนตรีดิสโก้เข้ากับเสียงฉิ่งฉาบบนรถทัวร์ ดนตรี Percussion สนุกมาก แผ่นนี้หายากสุด ๆ และคุณภาพเสียงก็ดีมาก แม้ว่าตัวเทปคาสเซ็ตของอัลบั้มเดียวกันกลับเสียงไม่ค่อยดีเท่าไหร่ อีกแผ่นคือผลงานของ สดใส แจ้งกิจ จากช่วงต้นยุค 70s เพลงสนุก ฟังง่าย มีคุณภาพเสียงระดับอินเตอร์ และร้องได้สองภาษา

Q: ในมุมของนักสะสม คิดว่าแผ่นเสียงไทยสะท้อนสังคมหรือวัฒนธรรมของแต่ละยุคอย่างไร

เงิน: สะท้อนชัดมากครับ ทั้งผ่านเนื้อเพลงและท่วงทำนอง อย่างเพลง “จดหมายจากเมียเช่า” ที่เล่าเรื่องความรักของหญิงไทยกับทหาร G.I. อเมริกา มีท่อนที่ร้องว่า “I เขียน letter ถึงเธอ dear John เขียนในแฟลตที่ยูเคยนอน จังหวัดอุดร ประเทศไทยแลนด์” สำหรับผม มันคือหลักฐานทางประวัติศาสตร์ชิ้นหนึ่งเลย

ส่วนเพลงหมอลำก็เล่าเรื่องปากท้อง การขับแท็กซี่ รถสองแถว แม่ค้าส้มตำ หรือการไปทำงานที่ซาอุดีอาระเบีย สำหรับผม หมอลำคือดนตรีเพื่อชีวิตที่แท้จริงของคนอีสาน แม้คนต่างชาติจะฟังภาษาไม่ออก แต่เขาเข้าใจผ่านบีทดนตรี ทุกวันนี้เพลงหมอลำหรือเพลงไทยเก่า ๆ ของ ไวพจน์ เพชรสุพรรณ ก็กลับมาได้รับความนิยมใน TikTok เห็นเด็ก ๆ เอาไปใช้ทำคลิปเต้นกันเยอะมาก ส่วนเพลงพื้นบ้านภาคเหนือก็มีลักษณะแบบเพลง Folk Song ที่ทั้งคนไทยและต่างชาติเข้าถึงได้ไม่ยาก

Q: แล้วในร้าน Ssound namm มีวิธีเลือกเปิดเพลงแต่ละวันอย่างไร

เงิน: จริง ๆ ก็เลือกตามอารมณ์ของพวกเราเลยครับ ไม่มีสูตรตายตัว วันไหนอยากฟังเพลง Upbeat ก็เปิดเพลงสนุก ๆ

อาย: บางครั้งก็ดูจากลูกค้าในร้านเหมือนกันค่ะ ว่าเขาน่าจะชอบแนวไหน แต่หลายครั้งก็เหนือความคาดหมาย บางทีเรากำลังชงกาแฟ เปลี่ยนแผ่นไม่ทัน แต่ลูกค้ากลับเดินมาบอกว่าขอฟังเพลงนี้อีกรอบได้ไหม

เงิน: ลูกค้าหลายคนก็เดินมาหยิบแผ่นให้เราเปิดเหมือนกัน โดยเฉพาะชาวต่างชาติ เขาเห็นหน้าปกแล้วอยากรู้ว่าข้างในซาวด์เป็นยังไง พอฟังแล้วก็บอกว่า “แผ่นนี้แพงมากนะ” ก่อนจะกลับไปโพสต์รีวิวลงอินสตาแกรมเป็นภาษาญี่ปุ่นเต็มเลย ร้าน Ssound namm เลยกลายเป็นพื้นที่ที่เปิดโอกาสให้ลูกค้าได้ลองสวมบทบาทเป็นดีเจ เปิดแผ่นเสียงร่วมกับพวกเราครับ

Q: สุดท้าย อยากฝากอะไรถึงคนที่อยากเริ่มฟังหรือสะสมแผ่นเสียงไทย

เงิน: ผมอยากบอกว่ายังมีแผ่นเสียงไทยอีกจำนวนมากที่ไม่เคยถูกหยิบขึ้นมาพูดถึง จนเสี่ยงจะถูกลืมหายไปร้านเราอยากเป็น Common Ground หรือ พื้นที่ส่วนกลาง ที่ทำให้คนเข้าถึงฟอร์แมตแผ่นเสียงได้ง่ายขึ้น ถ้าใครไปเดินตลาดมือสองแล้วเจอแผ่นราคาแค่หลักร้อย ลองซื้อกลับบ้านดูครับ คุณอาจได้แผ่นที่ดีมาก ๆ ซึ่งแม้แต่ตัวผมเองก็อาจหาไม่ได้ อยากให้ลองเปิดใจกับดนตรีไทยในรูปแบบนี้ ก่อนที่วันหนึ่งมันจะมีราคาแพงไปกว่านี้ครับ

อนาคตของ Ssound namm เมื่อความคาดหวังไม่ใช่ปลายทาง แต่คือระหว่างทาง และการเดินทางร่วมกันอันน่าจดจ

ก่อนที่บทสนทนาจะสิ้นสุดลงพร้อมกับกาแฟแก้วสุดท้าย พวกเราชวนอายและเงินมองไกลออกไปอีกสักนิด ว่าในวันที่ Ssound namm เดินทางผ่านกาลเวลาไปอีกหลายปี พวกเขาอยากให้ร้านแห่งนี้ยังคงมอบความรู้สึกแบบไหนแก่ผู้คนที่แวะเวียนเข้ามา

Q: จากวันแรกที่เปิดร้านจนถึงวันนี้ Ssound namm เปลี่ยนแปลงไปอย่างไรบ้าง และกำลังพาร้านเดินไปในทิศทางไหน

อาย: จริง ๆ ร้าน Ssound namm เพิ่งเปิดมาได้แปดเดือนเองค่ะ แต่มันเติบโตเกินความคาดหมายไปมาก ไม่คิดว่าจะมีคนรู้จักเราเยอะขนาดนี้ บางคนตั้งใจเดินทางมาจากต่างจังหวัดเพื่อมาที่ร้านโดยเฉพาะ รู้สึกประทับใจมากค่ะ เพราะเราตั้งใจทำมันออกมามาก ๆ คุมงานดีไซน์และออกแบบเองทุกอย่าง

เงิน: ทิศทางของร้านมันขับเคลื่อนด้วยความคาดเดาไม่ได้ครับ วันไหนได้แผ่นใหม่มาก็เปิดฟังกัน ลูกค้าบางคนน่ารักมาก เอาเทปคาสเซ็ตของตัวเองมามอบให้ร้านเปิดแบ่งปันกับคนอื่น เราก็สนองเจตนารมณ์ของเขา สุดท้ายร้านเลยค่อย ๆ กลายเป็นพื้นที่สำหรับหลบหลีกความวุ่นวายของคนเมือง ให้ทุกคนได้เข้ามาพักผ่อน ผ่านการฟังดนตรีและการดื่มเครื่องดื่มดี ๆ นั่นคือเป้าหมายของพวกเราครับ

Q: ในอุดมคติ อยากให้ Ssound namm เป็นที่จดจำในฐานะอะไรของย่านนางเลิ้ง และของคนที่รักเสียงเพลง

เงิน: อยากให้เขาจำว่าต้องกลับมาอีกครับ (หัวเราะ) สิ่งที่เราอยากมอบให้ลูกค้าจริง ๆ คือประสบการณ์ที่มากกว่าการเข้ามาคาเฟ่ทั่วไป เราพยายามประกอบจิ๊กซอว์ทุกชิ้นให้ครบ ทั้งการทอดสายตามองถนนในกรุงเก่า การฟังซาวด์ดนตรีจากฟอร์แมตเดิม ๆ การดื่มกาแฟ หรือการทานขนม เมื่อภาพจิ๊กซอว์มันออกมาสวยงามแล้ว ความตั้งใจของเราคือจะไม่ยอมให้มาตรฐานมันลดลง มีแต่จะพยายามทำให้ดีขึ้นเรื่อย ๆ ครับ

อาย: บรรยากาศของร้านค่อนข้างอบอุ่น เป็นกันเอง และบ้าน ๆ ค่ะ เราอยากให้ที่นี่เป็นพื้นที่เปิดกว้าง ที่แต่ละคนเข้ามาแล้วมองเห็นหรือได้รับบางอย่างกลับไปไม่เหมือนกัน เหมือนเวลามองทะเล แต่ละคนก็รู้สึกกับมันต่างกัน

Q: หากอีก 10 ปีข้างหน้า มีคนเดินเข้ามาที่ Ssound namm แล้วรู้สึกว่า "ดีจังที่สถานที่นี้ยังอยู่" คุณหวังว่าเขาจะได้พบหรือสัมผัสอะไรจากที่นี่

อาย: มองไปอีก 10 ปีข้างหน้า ร้านอาจจะไม่ได้เหมือนเดิมเป๊ะ ๆ ค่ะ กลิ่นอายของมันน่าจะยังเหมือนเดิม แต่บรรยากาศหรือแนวเพลงอาจปรับเปลี่ยนไปตามยุคสมัย และตามความสนใจของผู้คนในแต่ละช่วงเวลา

เงิน: สำหรับผม ความยั่งยืนของร้านวัดจากสิ่งหนึ่งเลยครับ คือร้านเราสามารถลดช่องว่างระหว่างวัยได้ เราใช้ฟอร์แมตแผ่นเสียงพูดคุยกับคุณตาคุณยายได้ ขณะเดียวกัน ลูกหลานก็สนุกกับการเปิดแผ่นแบบดีเจเหมือนกัน อีก 10 ปีข้างหน้า อาจมีอะไรใหม่ ๆ เกิดขึ้นอีกมาก แต่ข้อความหรือความรู้สึกเดิม ๆ ที่ร้านอยากส่งต่อ เราจะรักษาเอาไว้แน่นอนครับ สุดท้ายนี้ ไม่ว่าจะอยู่ในสถานการณ์แบบไหน ถ้าใครอยากหาอารมณ์ใหม่ ๆ อยากมาม่วนจอย หรือมาหาประสบการณ์ใหม่ ๆ ก็ยินดีต้อนรับที่ร้าน Ssound namm เสมอครับ

อาย: ขอบคุณทุกคนที่แวะมาและกลับมาหาเราอีกนะคะ บางคนบอกว่าชอบกาแฟ บางคนก็มาชอบเต้นหมอลำ ขอบคุณทุกคนมาก ๆ ค่ะ พวกเราจะพัฒนาและทำร้านให้ดีขึ้นในทุก ๆ วันค่ะ