กรกฤต อรุณานนท์ชัย คุยเรื่องอัตชีวประวัติและ ‘หนังผี’ เรื่องลิงกินหน้าและการย่อยสลาย ในนิทรรศการ ‘Love After Death’

Post on 23 September 2026

ในฉากหนึ่งของงานวิดีโอจัดวาง ‘Love After Death’ ศิลปิน กรกฤต อรุณานนท์ชัย แปลงร่างกายตัวเองออกมาเป็นก้อนขนมปัง แล้วปล่อยให้ลิงเข้ามากิน การทำงานศิลปะของเขาใกล้เคียงกับกระบวนการย่อยสลายมากกว่าการสร้างสรรค์ ในภาพนี้ หรือที่จริงทั้งนิทรรศนี้ก็อาจจะมองมันคล้ายๆ กับกระเพาะอาหาร

‘Love After Death’ คืองานวิดีโอจัดวางที่กรกฤตใช้เป็นแล็บพัฒนาบทภาพยนตร์มาร่วมสามปี ซึ่งจะมาเปิดตัวที่บางกอก ซิตี้ซิตี้ แกลเลอรี่ปลายเดือนกันยายนนี้ มันคือเรื่องแต่งเชิงอัตชีวประวัติ เป็นจุดรวมของการเดินทางห้าปีของศิลปินที่ทั้งโลกจับตา มันเริ่มต้นจาก Songs for Living / Songs for Dying (2564) ผลงานที่ครุ่นคิดถึงความตายของคุณตา ทับซ้อนกับความทรงจำเกี่ยวกับการชุมนุมประท้วงในกรุงเทพฯ ในช่วงโควิด-19 ก่อนพัฒนาต่อมาเป็น Nostalgia for Unity (2567) ที่ใช้พิธีกรรมและประวัติศาสตร์ส่วนตัวถอดรื้อเรื่องเล่า และมาถึงจุดที่กรกฤตเรียกมันว่า "หนังผี" เต็มตัวใน Love After Death

แนวคิดเรื่องการย่อยสลายนี้ ย้อนกลับไปถึงงานไทยแลนด์เบียนนาเล่ เชียงราย ปี 2566 ซึ่งมีโลโก้เป็นแมงสี่หูห้าตา สัตว์ในตำนานล้านนาผู้กินถ่านไฟมอดไหม้แล้วขับถ่ายออกมาเป็นทอง ภาพเปรียบเปรยของงานซอฟต์พาวเวอร์ วัฒนธรรม และศิลปะ ที่เปลี่ยนสิ่งธรรมดากลายเป็นมูลค่าทางทุนนิยม เขานำแนวคิดนี้มาผสานกับอัตชีวประวัติของตัวเอง ถ่ายทำในโรงภาพยนตร์ร้างที่ลพบุรี ซึ่งเคยเป็นที่อาศัยของฝูงลิงที่เชื่อกันว่าเป็นวิญญาณบรรพบุรุษของเมือง ผสานกับตำนาน "ผีจ้างหนัง" ยุคหลังสงครามเวียดนาม จนกลายเป็นงานที่จับจ้องสถานะลื่นไหลระหว่างศิลปินกับร่างทรงของวิญญาณ

ในโลกที่ทุกอย่างกลายเป็นแค่แคปชันบนหน้าจอ กรกฤตเล่าถึงการสื่อสารผ่านร่างกายและความมืด เรื่องประสาทสัมผัส การจัดการพื้นที่ศิลปะในฐานะการย่อยสลาย และเรื่องร่างกายในพื้นที่นั้น

“แมงสี่หูห้าตา” หรือการย่อยสลายในฐานะการเปลี่ยนเรื่องเล่า

จุดตั้งต้นของแนวคิดนี้ กรกฤตย้อนกลับไปที่โลโก้ของไทยแลนด์เบียนนาเล่ เชียงราย ปี 2566 ซึ่งเป็นรูปแมงสี่หูห้าตา สัตว์ในตำนานล้านนาที่กินถ่านไฟที่มอดไหม้แล้วขับถ่ายออกมาเป็นทอง “การย่อยสลายแบบนี้อาจเป็นภาพเปรียบเปรยกับเรื่องซอฟต์พาวเวอร์ เรื่องวัฒนธรรม หรือศิลปะ — อะไรก็ตามที่เรียกกัน — คือการเอาสิ่งธรรมดา แม้อาจไม่มีคุณค่าอะไร มาผ่านกระบวนการย่อยสลายจนกลายเป็นทอง” แต่คุณค่านั้นก็มักเชื่อมโยงตรงกับคุณค่าทางทุนนิยมในโลกปัจจุบัน จากจุดนี้ กรกฤตนำอัตชีวประวัติของตัวเองเข้ามาปะทะกัน พร้อมกับงานเก่าทั้งหมดที่เคยทำ มา “ย่อย” ให้กลายเป็นหนังผีเรื่องหนึ่ง

ในทางเทคนิค กระบวนการของเขาคือการเก็บเกี่ยวเศษเสี้ยวจากผลงานชิ้นก่อนๆ มา ภาพเคลื่อนไหว การแสดงสด และฉากภาพยนตร์ ถ่ายทำที่โรงภาพยนตร์ร้างในจังหวัดลพบุรี ซึ่งเคยเป็นที่อาศัยของฝูงลิง สัตว์ที่เชื่อกันว่าเป็นวิญญาณบรรพบุรุษของเมือง องค์ประกอบเหล่านี้หลอมรวมกันเคียงคู่กับเรื่องที่แต่งใหม่โดยอิงจากตำนานแมงสี่หูห้าตา ภาพเคลื่อนไหวชิ้นนี้จับจ้องสถานะที่ลื่นไหลสับเปลี่ยนไปมาระหว่างศิลปินและร่างทรงของวิญญาณ ตามตำนาน "ผีจ้างหนัง" ในยุคสงครามเย็น ที่มนุษย์และผีนั่งดูหนังด้วยกันในยามดึกสงัด

"ในฐานะศิลปิน ทั้งเรื่องราว ทั้งอัตชีวประวัติ ก็จะถูกย่อยสลายเพื่อสร้างบางอย่างขึ้นมา" เขาว่า "ความเป็นหนังผีของมันคือเราไม่แน่ใจว่าศิลปินกำลังย่อยโลกบางอย่างเพื่อจะต่อรองสถานะผู้กระทำกระบวนการนั้นด้วยตัวเอง หรือว่าศิลปินและงานศิลปะเป็นแค่บางสิ่งให้ระบบใช้สร้างมูลค่า ระบบทุนนิยม หรืออุดมการณ์บางอย่าง มาใช้ผ่านตัวศิลปิน"

“เรื่องอัตลักษณ์ ความเป็นเอกเทศหรืออิสระของศิลปิน มันไม่ได้อยู่จริง" กรกฤตกล่าว "สุดท้ายงานของคุณก็อาจเป็นสื่อกลางให้ระบบบางอย่างที่มันใหญ่กว่าคุณ แล้วบางทีมันอาจจะขัดแย้งกับสิ่งที่คุณยืนอยู่ด้วยซ้ำ"

บทสรุปของเขา อยู่ในสิ่งที่เขาเชื่อว่าศิลปินทำได้อย่างแท้จริง คือ "การเปลี่ยนเรื่องเล่า" ของระบบ ของบริษัท ของอะไรก็ตามที่เขาเข้าไปเกี่ยวข้องด้วย แม้แน่นอนว่าประวัติศาสตร์อาจมาตัดสินย้อนหลังว่าสิ่งที่ดูถูกต้องในวันนี้ กลับกลายเป็นสิ่งผิดในอีกสิบปีข้างหน้า หรือในทางกลับกัน

นิทรรศการของประสาทสัมผัส

หนึ่งในเอกลักษณ์ทางศิลปะของเขา คือการถอยห่างจากการเล่าเรื่องด้วยภาษา ไปสู่ปฏิสัมพันธ์ของประสาทสัมผัส “งานนี้ไม่ได้พยายามเล่าเรื่อง ไม่ได้พยายามสื่อสารอะไร แต่พยายามสื่อสารผ่านร่างกาย ผ่านความรู้สึก” เขาว่า

“โลกมันเปลี่ยนไป มันให้ภาษาเราเยอะ ให้ภาพเราเยอะ มันเหมือนชีวิตมีแต่จอเต็มไปหมด” เขาอธิบายเหตุผลเบื้องหลังที่เขามองยุคสมัยปัจจุบัน “ทุกอย่างเริ่มสูญเสียสภาพวัตถุไปเรื่อย ๆ ทั้งความเป็นคน ความรู้สึก ความคิดทางการเมือง กลายเป็นแคปชั่นสั้น ๆ หลาย ๆ อัน ทั้งหมดนี้คือเรากำลังสูญเสีย “ร่างกาย” ที่สัมผัสทุกสิ่งจริงๆ”

ความมืดและแสง จึงเป็นสององค์ประกอบสำคัญภายในงาน เพื่อกระตุ้นประสาทสัมผัส “พอแสงหายไป เราต้องอยู่ในความมืด มันคือความรู้สึกที่เราต้องใช้ร่างกายของเรา” กรกฤตกล่าว “มันเป็นที่ที่ไม่ชิน เป็นพื้นที่ของผี เป็นพื้นที่ของความกลัวที่เข้ามา”

ในการจัดแสดงที่บางกอก ซิตี้ซิตี้ แกลเลอรี่ครั้งนี้ แนวคิดดังกล่าวถูกแปลงเป็นการฉายภาพเคลื่อนไหวลงบนจอโปร่งใส ร่วมกับการสร้างสภาพแวดล้อมไปพร้อมๆ กับ เรืองฤทธิ์ สันติสุข จาก ดั๊กยูนิต และระบบเสียงรอบทิศที่สร้างโดยนักผสมเสียง อัคริศเฉลิม กัลยานมิตร ให้ตอบรับกับสถาปัตยกรรมของแกลเลอรีโดยเฉพาะ ควบคู่ไปกับผลงานชุดใหม่ในห้องด้านหน้า ชุดภาพวาดบนผ้าตาข่ายเลเซอร์สำหรับฉายหนัง และ “ประติมากรรมดิน” สีขาว ที่ทำจากสีผสมขี้เถ้าฟืนทางการเกษตรจากภาคเหนือของไทย ซึ่งกรกฤตใช้เปลี่ยนพื้นที่จัดแสดงทั้งหมดให้กลายเป็น “กายหยาบของผี”

การย่อยสลายกับกระบวนการสร้างสรรค์เชื่อมโยงกัน ด้วยแรงขับใต้จิตสำนึกของพวกมัน สำหรับเขา “ศิลปินมากที่วาดภาพ มีความหมกมุ่นบางอย่างกับขี้ โดยเฉพาะพวกงานแอ็บสแตร็กที่เล่นกับสี ซึ่งจริง ๆ ถ้ามองย้อนไป เด็กทุกคนมีความรู้สึกอยากเล่นกับขี้กันหมด” เขาว่า พร้อมเปรียบเทียบว่าเช่นเดียวกับที่ตำนานเรื่องพระเจ้าสร้างมนุษย์จากดินเหนียว

กระบวนการทำงานภาพวาดของเขาเองก็สะท้อนแนวคิดนี้ เขาพยายามนำภาพจากหนังของตัวเอง มาแปลงร่างเป็นภาพวาดบนจอ เพื่อให้งานวิดีโอที่ปกติต้องอยู่ในห้องมืด สามารถทำงานในโลกกลางวันได้ และก็เช่นเดียวกับในงานวิดีโอจัดวางของเขา งานนี้ทำหน้าที่เปลี่ยนให้ผู้ชมกลายเป็น "sensing body" หรือร่างกายที่สัมผัสวิญญาณของพื้นที่นั้นได้ พร้อมกันกับที่เขาต้องการให้ภาพวาดเหล่านี้ "เก็บแสง"

พลังของการย่อยสลาย

การย่อยสลายไม่ใช่คำเปรียบเปรยที่จำกัดอยู่แค่ในโลกศิลปะ “การย่อยสลายที่ผมคิดถึง มันมาจากประสบการณ์ของวัฒนธรรมการต่อต้านหลาย ๆ ที่ มันคือการย่อยสลายแปรสภาพของเรื่องเล่า ของระบบคุณค่า ของสัญลักษณ์ต่าง ๆ”

“การประท้วงในเมืองไทยเองมีธรรมชาติของการย่อยสลายแฝงอยู่แล้ว เช่น พิธีกรรมเชิงสัญญะซึ่งเปลี่ยนสภาพบางสิ่งที่ภาษาปกติอธิบายไม่ได้ มันเหมือนการตั้งค่าใหม่ให้สัญลักษณ์ในโลกของการเมืองไทย” เขาตอบเมื่อเราถามถึงการย่อยสลายในมิติที่ไกลออกไป “ผมว่ามันมีพลังมากนะ มันอาจจะยังไม่กลายเป็นนโยบายอะไรตอนนี้ แต่ถ้าเราสามารถสร้างความรู้สึกให้กลายเป็นภาพได้ในอนาคต หลายๆ อย่างมันก็คงเปลี่ยนไป
ไม่ว่าจะเป็นแมงสี่หูห้าตาที่กินถ่านแล้วขี้เป็นทอง ลิงที่กินขนมปังหน้ากรกฤตในหนัง หรือคนดูที่ต้องยืนอยู่ในความมืดของแกลเลอรีจนร่างกายของตัวเองกลายเป็นส่วนหนึ่งของงาน ทุกสิ่งในจักรวาลของ Love After Death ล้วนอยู่ในกระบวนการกินและถูกกิน ย่อยและถูกย่อย ไม่หยุดนิ่ง และนิทรรศการนี้คงเป็นอีกพื้นที่ซึ่งเปิดให้ร่างกายของเราได้เปิดประสาทสัมผัสใหม่ในแบบที่ต่างออกไป

นิทรรศการ: Love After Death
ศิลปิน: กรกฤต อรุณานนท์ชัย
สถานที่จัดแสดง: บางกอก ซิตี้ซิตี้ แกลเลอรี่ (MRT ลุมพินี ทางออก 2)
ทุกวันพฤหัส-เสาร์ เวลา: 13:00-18:00 น. (สามารถนัดหมายล่วงหน้าในวันพุธ)
เวลาจัดแสดง: 25 ก.ย. - 14 พ.ย. 2569