คุยประวัติศาสตร์อาร์เจนฯ และไทย ใต้เงาไอ้กัน กับ ไมเคิล เทย์เลอร์ แจ็กสัน ผู้กำกับหนัง Genre-fluid ‘Underground Orange’

Post on 5 November 2026

เราอาจคุ้นกับ ‘ความลื่นไหลทางเพศ’ (Gender-fluid) แต่มีใครเคยชมความลื่นไหลทางแนวภาพยนตร์ (Genre-fluid) บ้างไหม?

ใน ‘Underground Orange’ (ใต้ดินสีส้ม) ตัวละครชายแท้คนหนึ่งเผชิญความเปลี่ยนแปลง และก้าวเข้าสู่การใช้ชีวิตแบบนอกกรอบเพศมากขึ้น หนังเรื่องนี้เล่าด้วยน้ำเสียงทั้งระทึกขวัญ ดราม่า ตลก ไร้สาระ และเป็นการเมือง ทั้งหมดภายในเรื่องของกลุ่มละครเวทีนักต่อสู้ผู้สมาทานวิธีการเชิงรุก และนักท่องเที่ยวอเมริกันโง่เง่า ในประเทศอาร์เจนตินา ผู้กำกับ ‘ไมเคิล เทย์เลอร์ แจ็กสัน’ (Michael Taylor Jackson) เดาว่า อารมณ์ที่ผู้ชมไทยจะได้รับ คือความสะใจ

“กรุงเทพฯ เป็นเมืองที่มีนักท่องเที่ยวมาเยือนมากที่สุดแห่งหนึ่งของโลก คุณน่าจะคุ้นเคยอยู่แล้วกับคำถามที่ว่า นักท่องเที่ยวอเมริกันในกรุงเทพฯ มีลักษณะแบบไหน และผมคิดว่าคุณคงจะรู้สึกสะใจหรือได้ปลดปล่อยอารมณ์กับสิ่งที่เกิดขึ้นกับตัวละครนี้ในเรื่อง นั่นคือการที่เขาโดนปล้นจนหมดตัวแล้วต้องไปนอนข้างถนน”

คำแถลงการของหนังเรื่องนี้เริ่มต้นว่า “ในฐานะสังคมหนึ่ง บ่อยครั้งเราทำให้ความวิปริตผิดเพี้ยนกลายเป็นเรื่องถูกกฎหมาย แล้วหันไปลงทัณฑ์สิ่งที่เป็นยารักษาเยียวยาเรา” และเสนอว่า “ครั้งหนึ่งเราเคยตราหน้าว่าการไม่เชื่อในพระเจ้า, ความสัมพันธ์แบบหลายคน, การแต่งงานข้ามเชื้อชาติ และสื่อลามกอนาจารเป็นสิ่งผิดกฎหมาย ทว่าในวันนี้สิ่งเหล่านี้กลับเบ่งบาน สำหรับสังคมที่เปิดกว้าง การตระหนักถึงความอยุติธรรมของสิ่งต้องห้ามในอดีตเหล่านี้นับเป็นก้าวสำคัญสู่เสรีภาพ”

ผลงานเนื้อหาแตกแตนเรื่องนี้ มีชาวไทย เจ–มณฑล จิรา รับหน้าที่ทำดนตรีประกอบ และผู้กำกับยังชี้อย่างต่อเนื่องในบทสนทนา ว่าไทยและอาร์เจนตินาเรามีอะไรเหมือนกันอีกเยอะ

“อาร์เจนตินาเป็นประเทศแรกในละตินอเมริกาที่ประเทศไทยสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตด้วย” เขากล่าว “ประเทศไทยเคยผ่านการรัฐประหารและมีรัฐบาลเผด็จการมานับครั้งไม่ถ้วนในศตวรรษที่ 20 อาร์เจนตินาเองก็เคยผ่านยุคเผด็จการมาเป็นสิบครั้งเหมือนกัน”

ในบทสนทนากับ GROUNDCONTROL ไมเคิล เทย์เลอร์ แจ็กสัน ชี้ให้เห็นว่าลีลาแบบ ‘Genre-fluid’ เป็นการต่อสู้เชิงการเมืองได้อย่างไร และชวนคิดว่าทำไมการแสดงก็คือการเมือง (หรือในทางกลับกัน) “ในอาร์เจนตินาเรายังสามารถแสดงอะไรบนเวทีก็ได้ โดยไม่นำไปสู่การสังหารหมู่” และสำหรับผู้รักประชาธิปไตย “ผมคิดว่า Underground Orange จะสื่อสารกับพวกเขาถึงวิธีต่าง ๆ ในการต่อสู้กับความอยุติธรรม ผ่านงานศิลปะ หรือการทำลายทรัพย์สินสาธารณะ”

GROUNDCONTROL: สวัสดีครับไมเคิล ช่วยเล่าให้เราฟังคร่าว ๆ ได้ไหม ว่าทำไมคุณถึงเลือกเจ มณฑล จิรา มาทำดนตรีให้กับหนัง ‘Underground Orange’ ซึ่งเกี่ยวกับประเทศอาร์เจนติกาและชาวอเมริกัน

ไมเคิล เทย์เลอร์ แจ็กสัน: ตอนนี้เรากำลังพัฒนาหนังเรื่องใหม่ร่วมกับ ‘เจ มณฑล จิรา’ (Montonn Jira) เลยครับ เขาทำดนตรีประกอบให้กับหนังมาแล้วสองเรื่องของผม เรื่องแรกเป็นสารคดีที่ผมทำสมัยเรียน และเรื่องที่สอง (ซึ่งเป็นหนังใหญ่เรื่องแรกของผม) คือ Underground Orange ซึ่งเพิ่งปล่อยลงทาง Apple TV ในประเทศไทยเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว เรื่องนั้นมณฑลก็เป็นคนทำเพลงให้ แล้วเราก็ใส่เพลงไทยเข้าไปในหนังเรื่องนั้นเยอะมากด้วย จริง ๆ แล้วมันเป็นการผสมผสานที่แปลกมากถ้าคุณลองนึกถึงฉากหลังที่เป็นอาร์เจนตินา เป็นกรุงบัวโนสไอเรส พูดภาษาสเปน แต่มีหลายฉากที่ตัวละครหลักเต้นไปกับเพลงลูกทุ่ง และวงชาโดว์ (Wong Shadow) ซึ่งเป็นแนวเพลงที่ผมค้นพบตอนกำลังคิดเรื่องดนตรีประกอบหนัง มันเป็นยุคดนตรีที่สวยงามมาก แต่ผมมารู้ทีหลังว่าคนไทยน้อยคนนักที่จะรู้จัก

มีเพลงหนึ่งจากนักร้อง ‘อรอุมา สิงห์ศิริ’ ซึ่งผมเปิดให้นักแสดงของผมฟัง ‘โซเฟีย กาลา’ (Sofia Gala) ซึ่งเป็นนักแสดงดังและกลุ่มนักแสดงชอบกันมาก และเต้นตามเพลงพวกนั้นตอนกำลังซ้อนการแสดง ผมเลยนึกได้ว่า ‘ว้าว อยากได้เพลงแบบนี้มาใส่ในหนังจัง’ แต่การติดต่อเรื่องลิขสิทธิ์เพลงเหล่านี้มันยากมาก พวกเราเลยทำเพลงกันขึ้นมาใหม่เลย

มณฑลก็เลยแต่เพลงไซเคเดลิกไทยสไตล์วงชาโดว์ขึ้นมา 3 เพลงแบบไม่เหมือนใคร มีเนื้อร้องภาษาไทยจริง ๆ แล้วนักแสดงอาร์เจนตินาก็ร้องและเต้นตามเพลงนั้นในกรุงบัวโนสไอเรส ผมคิดว่ามันเป็นการผสมผสานที่น่าสนใจมาก และน่าจะไม่เคยมีใครทำอะไรที่แปลกประหลาดแบบนี้มาก่อน

ผมชอบเพลงไทยยุค 60 - 70 มาก เช่นวงอย่าง ‘พี.เอ็ม. พ็อกเก็ต มิวสิค’ (P.M. Pocket Music) ซึ่งเป็นวงที่ยอดเยี่ยมมาก แต่น้อยคนมากที่จะรู้จักวงนี้ ในขณะที่นักดนตรีอเมริกันอย่างเรย์ ชาร์ลส์ (Ray Charles), เจมส์ บราวน์ (James Brown) หรือ ไมเคิล แจ็กสัน (Michael Jackson) กลับมีชื่อเสียงมากกว่าที่นี่

ผมสนใจการมองเปรียบเทียบกันแบบนี้ ว่าการเลียนแบบมันทำงานอย่างไร ผมคิดว่ามันอาจเกี่ยวกับศิลปินอย่าง ‘มิลลิ’ หรือ ‘เนเน่’ ด้วย ที่โด่งดังในโลกตะวันตกมาก่อน แล้วคนไทยจึงรู้สึกยอมรับคุณ

และอีกแง่หนึ่ง ดนตรีจากยุค 70 ก็เป็นช่วงสมัยของการปฏิวัติ ‘สรวง สันติ’ ก็เป็นเหมือนจิม มอร์ริสัน (Jim Morrison) เลยสำหรับผม เพราะเขาเกี่ยวข้องกับเรื่องแอลกอฮอล์ วัฒนธรรมใต้ดิน และดนตรีร็อค พร้อมกับแต่งตัวแบบชาวนา เขาเชื่อมจิตวิญญาณแบบกรุงเทพฯ เข้ากับวิถีชีวิตชาวบ้านธรรมดา และผมคิดว่านี่คือสิ่งที่ Underground Orange สื่อถึงในหลาย ๆ มิติ มันเป็นเรื่องเกี่ยวกับกลุ่มนักแสดงละครเวทีใต้ดินที่พยายามจะเชื่อมโยงการเมืองเข้ากับศิลปะ ในทางที่สร้างแรงบันดาลใจให้ผู้คนและสร้างชุมชนขึ้นมา

ดังนั้นสำหรับ Underground Orange ชื่อหนังมันมีคำว่า "Underground" (ใต้ดิน) และจริง ๆ แล้วความเคลื่อนไหวแบบวงชาโดว์มักถูกเรียกว่า "ลูกทุ่งอันเดอร์กราวด์" (Luk Tung Underground) และผมชอบอัลบั้มหนึ่งที่เจอมา ชื่อว่าลูกทุ่งอันเดอร์กราวด์ด้วย ชื่อชุด Thai? Dai! (The Heavier Side Of The Luk Thung Underground)

กับคำว่า Orange ในชื่อหนัง ผมก็คิดถึงความหมายของมันในบริบทไทยด้วยเหมือนกัน เกี่ยวกับขบวนการเคลื่อนไหวทางการเมืองที่เกี่ยวข้องกับประชาธิปไตยในไทย สีส้มเป็นสีที่ร้อนแรง เป็นสีที่สื่อถึงเรื่องเพศ เป็นเรื่องของการปลดปล่อยทางเพศสำหรับหลาย ๆ คน พวกฮิปปี้มักจะใส่สีส้ม และพระสงฆ์ในไทยก็ใส่จีวรสีโทนส้มด้วยเหมือนกัน คุณสามารถเชื่อมโยงกับสีหนึ่งได้หลายแบบ

ผมอยากเล่าด้วยว่า อาร์เจนตินาเป็นประเทศแรกในละตินอเมริกาที่ประเทศไทยสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตด้วย ซึ่งเป็นเกร็ดที่น่าสนใจมาก สถานทูตไทยแห่งแรกในละตินอเมริกาตั้งอยู่ที่กรุงบัวโนสไอเรส และเรามีประวัติศาสตร์ความสัมพันธ์ร่วมกันในแง่ของเรื่องเผด็จการด้วย (กับประวัติศาสตร์เบื้องหลังหนังเรื่องนี้) ประเทศไทยเคยผ่านการรัฐประหารและมีรัฐบาลเผด็จการมานับครั้งไม่ถ้วนในศตวรรษที่ 20 อาร์เจนตินาเองก็เคยผ่านยุคเผด็จการมาเป็นสิบครั้งเหมือนกัน

มันเป็นมิติที่น่าสนใจจริง ๆ ว่าเผด็จการกระตุ้นให้เกิดแรงขับเคลื่อนทางศิลปะได้อย่างไร ขบวนการของผู้คนที่จำเป็นต้องลงไปอยู่ใต้ดินเพื่อพูดความจริงในสิ่งที่การเซนเซอร์ไม่อนุญาตให้พวกเขาพูด

GROUNDCONTROL: คุณนิยามตัวเองว่าเป็นศิลปินใต้ดินหรือนักเคลื่อนไหว (Activist) ในทำนองเดียวกันกับเหล่าตัวละครในหนังไหมครับ คุณมองบทบาทและที่ทางของตัวเองอย่างไรในสังคมการเมืองตอนนี้

ไมเคิล: ผมคิดว่าตัวเองเป็นอย่างนั้นนะ… สำหรับหนังเรื่อง Underground Orange เราพ่นกราฟฟิตี้กันเยอะมาก พ่นไปหลายร้อยจุดเลย ทั่วทั้งบัวโนสไอเรสและอาร์เจนตินา —เรื่องนี้ผมเล่าในภาษาไทยได้แต่เล่าภาษาสเปนไม่ได้ไม่งั้นเดี๋ยวโดนจับ (หัวเราะ)— ผมมองว่าเราเชื่อมโยงการเคลื่อนไหวเชิงต่อสู้ (Militant activism) เข้ากับศิลปะการเมือง

ผมได้แรงบันดาลใจมาจากหนังเรื่อง ‘Downtown 81’ ซึ่งบาสเกีย (Basquiat) จิตรกรชาวแอฟริกัน-อเมริกันจากนิวยอร์กยุค 70s เขาออกไปพ่นกราฟฟิตี้ซึ่งเป็นคำแถลงการณ์ทางการเมือง เป็นข้อความเกี่ยวกับเรื่องชนชั้น พูดถึงภาวะการเป็นฝูงแกะที่เดินตามกันไปเฉย ๆ

GROUNDCONTROL: คำอธิบายหนึ่งที่ผมคิดว่าสำคัญของ Underground Orange คือการปฏิเสธตระกูลทางภาพยนตร์ โดยเรียกมันว่า ‘ความลื่นไหลทางแนวหนัง’ (Genre-fluid) เล่นคำกับความลื่นไหลทางเพศ (Gender-fluid) คุณคิดว่าแนวหนังกับเรื่องเพศเกี่ยวข้องกันอย่างไร คุณวิพากษ์มันด้วยฐานความคิดเดียวกันหรือเปล่า

ไมเคิล: ผมคิดว่าทุกวันนี้สิ่งต่าง ๆ มันประเดประดังเข้ามา เหมือนในหนังอย่าง ‘Everything Everywhere All at Once’ ซึ่งทำให้เส้นแบ่งต่าง ๆ เริ่มพร่าเลือน แต่สำหรับหนังของผม แน่นอนมันมีหลายเหตุการณ์เกิดขึ้นพร้อมกัน มีความระทึกขวัญ (Thriller) แต่ก็มีดราม่าด้วย มีความตลก มีความไร้สาระ เป็นเรื่องการเมือง และในขณะเดียวกันก็เป็นหนังเควียร์ (Queer film) นั่นคือที่มาของความลื่นไหลทางภาพยนตร์ (Genre-fluid)

และในขณะเดียวกัน หนังเรื่องนี้ก็มีความลื่นไหลทางเพศอยู่ด้วย ในตัวละครที่มาแบบชายแท้รักต่างเพศตามขนบ แต่เกิดการเปลี่ยนแปลงผ่านความปรารถนาอันบริสุทธิ์ และความเข้าใจในรักที่เขามีต่อผู้คนที่เจอ จนเขากลายเป็นส่วนหนึ่งของชุมชน และก้าวเข้าสู่ความลื่นไหลแบบนอนไบนารี (Non-binary) มากขึ้น เขาทาเล็บ แต่งหน้า และนิยามตัวเองต่างออกไป

GROUNDCONTROL: การสื่อสารด้วยท่าทีที่ลื่นไหลขัดกันกับท่าทีการต่อสู้ (Militant) ไหมสำหรับคุณ

ไมเคิล: สำหรับผมการต่อสู้คือการแถลงจุดยืนที่หนักแน่นต่อบางสิ่งบางอย่าง เหมือนการเขียนแถลงการณ์ (Manifesto) ผมอยากชวนให้คุณอ่านแถลงการณ์ของเราจริง ๆ ผมเขียนเอกสารสำคัญชิ้นนี้ขึ้นมา และกลายเป็นประเด็นสำหรับนักวิจารณ์และสำนักข่าวในอาร์เจนตินา ผมประหลาดใจมากที่สถานีโทรทัศน์มาสัมภาษณ์ผมโดยถามเจาะจงเกี่ยวกับแถลงการณ์ฉบับนี้ ตัวแถลงการณ์มันสั้นนิดเดียว แต่อย่างที่คุณว่า การต่อสู้ทางการเมืองมักจะเป็นเรื่องของการแสดงจุดยืนที่มั่นคงและแข็งกร้าว ส่วนศิลปะ เพศสภาพ หรือภาพยนตร์มันเป็นเรื่องของความลื่นไหล สองสิ่งนี้ดูเหมือนจะไปด้วยกันไม่ได้ในตอนแรก แต่ในอดีตขบวนการเซอร์เรียลลิสม์ก็ท้าทายเงื่อนไขนี้มาแล้ว พวกเขาวิเคราะห์รูปแบบการมีชีวิตที่แตกต่างกัน วิเคราะห์รูปลักษณ์ของการดำรงอยู่ที่มาบรรจบกัน ณ จุดใดจุดหนึ่ง วิเคราะห์ความฝัน เรื่องความพ้องพานความหมาย (Synchronicity) เรื่องจิตใต้สำนึก และเมื่อคุณนำสิ่งเหล่านั้นมาเล่นกับการเมือง โดยตระหนักถึงลักษณะธรรมชาติของศิลปะที่จะเป็นการแสดง (Performative) —เพราะในยุคนี้ทุกคนกลายเป็น "นักแสดง" กันหมดแล้ว แม้แต่ตัวคุณเองก็เป็นนักแสดง ทุกคนมี Instagram มี TikTok ทุกคนถูกกระตุ้นให้สวมบทบาท ไม่ว่าคุณจะเป็นทนายความหรือนักบัญชี— ผมจึงมองว่าการเมืองเองก็คือ "การแสดง" อย่างหนึ่ง มันเป็นการแสดงระดับสูง โดยเฉพาะในยุคนี้ยิ่งกว่ายุคไหน ๆ คุณลองดู โดนัลด์ ทรัมป์ กับการหาเสียงจนสำเร็จของเขาสิ มันคือการแสดงล้วน ๆ มันคือการสร้างภาพลักษณ์ นำเสนอภาพนั้นต่อสาธารณชน แล้วก็พร้อมจะเปลี่ยนภาพนั้นทันทีเมื่อมันเป็นประโยชน์ต่อนักการเมือง

GROUNDCONTROL: ดังนั้นการเคลื่อนไหวจึงเป็นเรื่องของการแสดงอยู่แล้วหรอ การแสดงว่าเคลื่อนไหวในสื่อออนไลน์เป็นการเคลื่อนไหวไหม

ไมเคิล: ในหนังของผมมันมีการแสดงสองมิติที่เกิดขึ้นพร้อมกัน คือตัวละครแสดงละครเวทีเกี่ยวกับการแขวนคอ เฮนรี คิสซิงเจอร์ (Henry Kissinger อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ ช่วงสงครามเย็น) ซึ่งบังเอิญคล้ายคลึงอย่างน่าประหลาดกับการแสดงที่ธรรมศาสตร์เมื่อปี 1976 ซึ่งนำไปสู่การสังหารหมู่ 6 ตุลา ผมคิดว่าในอาร์เจนตินาเรายังสามารถแสดงอะไรบนเวทีก็ได้ โดยไม่นำไปสู่การสังหารหมู่เพียงเพราะการแสดง คุณจะฆ่ามิเลอี (Javier Milei) หรือใครบนเวทีก็ได้ และในหนังของผม ก็มีความย้อนแย้งของการที่กลุ่มนักศึกษาหรือกลุ่มละครเวทีทำการแสดงที่เป็นการต่อสู้ทางการเมือง แต่ในอีกมิติ ผมคิดว่าในฐานะศิลปิน ถ้าคุณเชื่อมั่นในสิ่งที่คุณสร้างขึ้น ถึงแม้มันจะเป็น ‘แค่การแสดง’ มันก็จะเป็นการแสดงออกหรือประกาศถึงอุดมการณ์ทางการเมืองของคุณ

หลายครั้งผมเริ่มต้นพ่นกราฟฟิตี้ด้วยการทำโฟโต้ช็อป ทำเหมือนกับผมกำลังพ่นสีใส่รถยนตร์จริง ๆ แต่ผมแค่ทำภาพหลอก ๆ ขึ้นมา และบางครั้งผมก็ออกไปพ่นสีตามถนนจริง ๆ สลับกันไปมา ความเป็นจริงทั้งสองแบบนี้หลอมรวมกันเข้าเป็น ‘การแสดง’ เพียงหนึ่งเดียว และส่งสารออกไปในท้ายที่สุด

GROUNDCONTROL: ช่วงยุค 70 ภาพของศัตรูสำหรับวัฒนธรรมต่อต้านมันชัดมาก มันคือเผด็จการทหาร คือความขัดแย้งทางชนชั้น แต่ทุกวันนี้ศัตรูของเราคือใครกันแน่ ท่ามกลางประเด็นที่มากมาย ทั้งเรื่องเพศ ภูมิอากาศ หรือจักรวรรดินิยมซึ่งอาจยังอยู่เหมือนเดิมเลยด้วยซ้ำ

ไมเคิล: อันดับแรกเลยผมคิดว่าศัตรูของเราก็คือตัวเราเองนี่แหละ มันเริ่มจากความไม่มั่นคงภายในใจของตัวเองเสมอ การไม่รักตัวเอง ไม่เห็นคุณค่าของตัวเอง ฯลฯ คุณต้องเริ่มจากตรงนั้น วิเคราะห์ก่อนว่าตอนนี้ยืนอยู่ที่จุดไหน แล้วทำไมถึงกำลังทุกข์กับจุดที่คุณอยู่ หรือคิดว่าความปรารถนาของคุณคืออะไร — ผมคิดว่าคนส่วนใหญ่ไม่รู้ว่าตัวเองชอบอะไรเพราะพวกเขาไม่เคยมีโอกาสได้คิดถึงมันจริง ๆ ดังนั้น อันดับแรกก็คือ ตัวคุณเองคือศัตรูของตัวเอง และเราต้องเริ่มจากตรงนั้นก่อน

แต่แล้วหลังจากนั้นคืออะไร? ผมชอบแนวคิดของจอร์จ ออร์เวลล์ (George Orwell) นักเขียนเจ้าของ ‘1984’ และ ‘Animal Farm’ เขาเคยเขียนไว้ว่า แรงจูงใจในการเขียนหนังสือมีอยู่ 4 แบบด้วยกัน คือ

1) Sheer egoism: เขียนเพราะอยากมีชื่อเสียง เพื่อสนองอีโก้ตัวเอง
2) Aesthetic enthusiasm: เพื่อความงาม เป็นหนึ่งเดียวกับมัน เชื่อมต่อกับมัน สัมผัสมัน
3) Historical impulse: เพราะหลงไหลในประวัติศาสตร์ และปรารถนาจะเข้าใจมัน
4) Political purpose: เพราะอยากต่อสู้กับความอยุติธรรม นักเขียนการเมืองคือกลุ่มที่รู้สึกสะเทือนใจอย่างลึกซึ้งเมื่อพบความอยุติธรรม

สำหรับผม การเมืองคือแรงผลักดันที่รุนแรงที่สุด มันเป็นสิ่งที่ผมอธิบายไม่ได้เหมือนกัน อาจจะเพราะผมเล่นโยคะมากเกินไปมั้ง เลยอ่อนไหวง่าย (หัวเราะ) ผมมาจากครอบครัวชนชั้นกลาง ผมเห็นคุณตาคุณยาย เห็นแม่ของผมทำงานหนักมาก และผมคิดว่านี่คือสิ่งที่ผลักดันพวกเราทุกคนให้สร้างความเท่าเทียมขึ้นมา เพราะคุณมีคนที่คุณรัก มีครอบครัว และคุณเห็นพวกเขาทนทุกข์ ดิ้นรนหาเงินมาประทังชีวิต แต่ในขณะเดียวกันมหาเศรษฐีพันล้านกลับมีเงินมหาศาล

GROUNDCONTROL: ถ้าย้อนกลับมาที่ Underground Orange คุณอยากแนะนำหรือเล่าประวัติศาสตร์อะไรอีกไหมครับ ที่อาจจะช่วยให้ผู้ชมที่นี่เข้าถึงตัวหนังได้ง่ายขึ้น

ไมเคิล: ผมอยากเชื่อมโยงไปถึงหนังบล็อกบัสเตอร์ที่เกี่ยวข้องกับเมืองไทยอย่าง The Beach — เรื่องของแบ็กแพ็กเกอร์ชาวอเมริกันเดินทางมาไทย ผมบลอนด์ ตาสีฟ้า ซื่อบื้อมาก และหนังก็ประสบความสำเร็จมาก ผมคิดว่านั่นคล้ายกับตัวละครที่ผมจินตนาการไว้ใน Underground Orange มากเลย เราคิดกันว่าอะไรคือภาพจำเหมารวม (Stereotype) ของคนอเมริกันที่ดูโง่เง่าที่สุด แล้วผมก็พยายามสร้างมันขึ้นมาในแบบของผม —ไม่ได้ตั้งใจจะตัดสินเหมารวมนะ— แต่แน่นอนว่าภาพจำเหล่านั้นจะโผล่ขึ้นมาบ้างเวลาคุณออกแบบเสื้อผ้า ภาษา และรูปลักษณ์ของตัวละคร— สำหรับคนดูชาวไทย ผมว่ามันเปรียบเทียบที่ดีนะถ้าจะลองคิดดูว่า หากต้องเล่าเรื่องตัวละครแบบในหนังเรื่อง The Beach ในปี 2026 นี้ คุณจะเล่ามันออกมาแบบไหน? กรุงเทพฯ เป็นเมืองที่มีนักท่องเที่ยวมาเยือนมากที่สุดแห่งหนึ่งของโลก คุณน่าจะคุ้นเคยอยู่แล้วกับคำถามที่ว่า นักท่องเที่ยวอเมริกันในกรุงเทพฯ มีลักษณะแบบไหน และผมคิดว่าคุณคงจะรู้สึกสะใจหรือได้ปลดปล่อยอารมณ์กับสิ่งที่เกิดขึ้นกับตัวละครนี้ในเรื่อง นั่นคือการที่เขาโดนปล้นจนหมดตัวแล้วต้องไปนอนข้างถนน

มันเป็นการปลดปล่อยอารมณ์ความรู้สึกเลยหละ อารมณ์แบบ "พวกไอ้กันงี่เง่าเอ๊ย" แต่ถึงอย่างนั้นผมก็จะบอกว่า ในสหรัฐอเมริกา เรามีเสรีภาพในการแสดงออกในระดับที่ผมสามารถวิพากษ์วิจารณ์รัฐบาลตัวเองได้ และผมก็ซาบซึ้งในจุดนั้นนะ ผมเห็นคุณค่าของสภาวะที่ไม่มีการเซนเซอร์ในการวิจารณ์การเมืองของตัวเอง

แต่โดยเฉพาะเจาะจงแล้ว หนังเรื่องนี้พูดถึงการเมืองยุค 70s และผมคิดว่าสหรัฐฯ ก็มีความสัมพันธ์ที่สำคัญมากกับไทยในยุค 70s เช่นกัน โดยเฉพาะช่วงหลังสงครามเวียดนามในยุค 60s ทหารอเมริกันเริ่มเข้ามาใช้ชีวิตและใช้เวลาอยู่ที่นี่เยอะมาก โรงแรมต่าง ๆ เต็มไปด้วยทหาร ธุรกิจค้าประเวณีกลายเป็นสิ่งสำคัญต่อเศรษฐกิจไทยก็เพราะสงครามเวียดนาม รวมถึงความสัมพันธ์ทางภูมิรัฐศาสตร์ระหว่างไทย เวียดนาม จีน และสหรัฐฯ ด้วย ดังนั้นผมคิดว่าเวลาคนไทยดูหนังเรื่องนี้ ก็น่าจะเชื่อมโยงเข้ากับประเด็นเหล่านี้ได้เยอะ อีกอย่าง ผมคิดว่าถ้ามองประเทศไทยจากภายนอก เราดูจะเห็นสังคมที่สุขภาวะดีมาก แต่พอคุณศึกษาลึก ๆ ลงไป คุณจะพบกับด้านมืดหลายชั้น เหมือนกับที่เรามองเข้าไปในหนังเรื่องนี้

หนังเรื่องนี้เป็นรูปแบบหนึ่งของการปลดปล่อยพลังงานด้านมืด อารมณ์ และความปรารถนาส่วนลึกที่ถูกเก็บเอาไว้ ผมเข้าใจว่าอาจมีคนไทยที่ไม่นิยมในประชาธิปไตย แต่สำหรับคนที่ต้องการประชาธิปไตย ต้องการสถาบันและรากฐานทางประชาธิปไตยที่ดีขึ้น ผมคิดว่า Underground Orange จะสื่อสารกับพวกเขาถึงวิธีต่าง ๆ ในการต่อสู้กับความอยุติธรรม ผ่านงานศิลปะ หรือการทำลายทรัพย์สินสาธารณะ…

Underground Orange ฉายแล้ววันนี้ ทาง Apple TV