จาก 7 ศิลปินในโปรเจกต์ VESPAPALA สู่วงสนทนากับ 3 นักสร้างสรรค์ ว่าด้วยเชียงใหม่ Vespa และศิลปะ ณ ที่สร้าง

Post on 25 July 2026

เมื่อแรกพูดถึงเชียงใหม่ หลายคนอาจนึกถึงจังหวัดที่เต็มไปด้วยร้านอาหาร ร้านกาแฟ งานคราฟต์ หรืองานศิลปะที่ซ่อนตัวอยู่ตามย่านต่าง ๆ

แต่เมื่อใช้เวลาอยู่กับเมืองนี้นานพอ เชื่อว่าทุกคนจะสัมผัสได้ว่าเสน่ห์ของเชียงใหม่ไม่ได้อยู่ที่สถานที่เพียงอย่างเดียว หากแต่อยู่ที่ “ผู้คน” ผู้ประกอบสร้างเรื่องราวใหม่ ๆ ให้กับเมืองแห่งนี้ด้วยวิธีคิดและวิถีชีวิตอันหลากหลาย จนทำให้เชียงใหม่กลายเป็นเมืองที่มีเอกลักษณ์ไม่เหมือนใคร

เสน่ห์ดังกล่าวจึงกลายเป็นจุดตั้งต้นของโปรเจกต์ล่าสุดจาก Vespa ในชื่อ “เวสป้าปะล่ะ (VESPAPALA)” แคมเปญที่ชวนผู้คนออกไปใช้ชีวิตนอกเส้นทางเดิม ผ่านร้านอาหาร คาเฟ่ พื้นที่สร้างสรรค์ และสถานที่ที่มีคาแรกเตอร์เฉพาะตัวทั่วเชียงใหม่ โดยเฉพาะที่ HAAN Studio ย่านสันป่าข่อย ซึ่ง Vespa ได้ชวนศิลปินและนักสร้างสรรค์ท้องถิ่น 7 คน มาร่วมตีความ Vespa ผ่านมุมมองของตัวเอง ได้แก่ สุรเชษฐ์ สกุลมนทินท์ (HAAN STUDIO), ภราดล พรอำนวย (NORTH GATE JAZZ BAR), อาทิตย์ มิ่งเชื้อ (EARTH REPUBLIC STUDIO), สมบัติ แต้มพานิช (ผู้กำกับภาพยนตร์), Tomomi Sato (Writer & Editor, Tokyo), มณฑพร สตารกาญจน์ (GRAPH) และ พิชัย บุญคุ้มอยู่ หรือ KOBBY (Street Artist & Designer)

GROUNDCONTROL ได้พูดคุยกับตัวแทนศิลปิน 3 คน ได้แก่ สุรเชษฐ์ สกุลมนทินท์, ภราดล พรอำนวย และ Tomomi Sato เพื่อชวนย้อนกลับไปยังจุดเริ่มต้นของผลงาน ความคิดเบื้องหลังการตีความ Vespa และความสัมพันธ์ระหว่างศิลปะกับเมืองเชียงใหม่

แม้ทุกคนจะเริ่มต้นจากโจทย์เดียวกัน แต่แทบไม่มีใครเลือกเล่าเรื่องเดียวกันเลย แต่ละคนตีความ Vespa ผ่านภาษาและประสบการณ์ของตัวเอง จนเกิดเป็นผลงานที่พูดถึงความทรงจำ การเดินทาง ชุมชน เวลา และความสัมพันธ์ระหว่างผู้คนกับสิ่งของ มากกว่าจะพูดถึงตัวรถเพียงอย่างเดียว

เชียงใหม่ Vespa และศิลปะ ณ ที่สร้างของพวกเขามีเรื่องราวเป็นอย่างไร?

ฟังคำตอบของทั้ง 3 ศิลปินได้ในบรรทัดต่อจากนี้

ชื่อผลงาน: 重ねる色は毎日のようで (The layers of color are like days)
**แนวความคิด: **

Today's color quietly settles upon yesterday's
The colors of childhood
The colors of midnight in Tokyo
The deep blue of the sea I saw one day
The colors of a Chiang Mai evening, as if someone had spilled paint across the sky
A day that held a little happiness
A day filled with more sadness than I could carry
The day I fell in love
A day when nothing happened at all
The colors never disappear
They quietly accumulate,
holding countless layers within them,
even if they can no longer be seen from the surface
This work was created by layering the colors I felt each day, like keeping a diary.A Vespa is a vehicle for everyday life.It carries the accumulation of ordinary days—the ride to work,
the journey to meet someone,
rainy afternoons,
and small trips taken on a whim.
Onto its body, I layered color,
allowing time itself to accumulate..

Tomomi Sato
ศิลปิน นักเขียน และบรรณาธิการด้านวัฒนธรรม

“พื้นเพฉันเป็นคนโตเกียว แต่ฉันย้ายมาอยู่เชียงใหม่กับลูกชายทั้งสองคนได้หนึ่งปีครึ่งแล้วค่ะ ฉันชอบเชียงใหม่มาก ชอบมากกว่าโตเกียวเป็นไหน ๆ

“ผลงานชิ้นนี้ของฉันเกิดจากความประทับใจเพราะได้อยู่อาศัยในจังหวัดเชียงใหม่นั่นเอง สำหรับฉันแล้ว เชียงใหม่ไม่ใช่แค่อาคารหรือสถานที่ แต่คือวิถีชีวิตของผู้คนที่เต็มไปด้วยสีสัน โดยเป็นสีสันทั้งในแง่ของความรู้สึก และสีสันที่หมายถึงสีจริง ๆ ไม่ว่าจะเป็นสีของท้องฟ้ายามเย็น สีสดใสของดอกเฟื่องฟ้า หรือสีเขียวเข้มของพืชพรรณเขตร้อน

“ที่เชียงใหม่ ฉันมีโอกาสได้วาดภาพอยู่บ่อยครั้งค่ะ โดยในแต่ละวัน ฉันจะใช้สีแตกต่างกัน ตามแต่สิ่งที่เห็นและรู้สึกในเวลานั้น โดยแต่ละวันล้วนมีสีสันในตนเอง จุดนี้เองที่ฉันนำมาเป็นแรงบันดาลใจในการสร้างผลงาน โดยเอามารวมกับอีกหนึ่งข้อสังเกตุจากฉันที่พบว่า Vespa เป็นพาหนะที่อยู่เคียงข้างชีวิตประจำวันของคนเชียงใหม่เป็นจำนวนมาก ฉันจึงอยากสร้างงานชิ้นนี้ขึ้นมาผ่านสีในแต่ละวันที่ทาทับลงไปบน Vespa มากขึ้นเรื่อย ๆ เพื่อถ่ายทอดและสื่อสารถึงกาลเวลา ชีวิตประจำวัน และความรู้สึกที่ฉันได้ใช้ชีวิตอยู่ในเมืองแห่งนี้ เมืองที่กาลเวลาสร้างคุณค่าให้กับสิ่งต่างๆ เมืองแห่งการซ้อนทับกันของสี

“และเมืองที่ลูกชายทั้งสองคนของฉันต่างเห็นตรงกันว่ามันให้อิสระภาพกับครอบครัวเรามากมายเหลือเกิน” (ยิ้มกว้าง)

ชื่อผลงาน: Dreams Must Never Be Allowed to Die
แนวความคิด:

"ผลงานชิ้นนี้เริ่มต้นจากความทรงจำส่วนตัว — เครื่องยนต์ของ Vespa 90cc คันที่ผู้สร้างงานใช้ขับในช่วงปีมหาวิทยาลัย กลายมาเป็นองค์ประกอบหลักของภาพที่ซ้อนทับกับผังเมืองของย่านสันป่าข่อย เชียงใหม่แนวคิดหลักตั้งอยู่บนคำถามที่ว่า 'อะไรคือสิ่งที่ขับเคลื่อนชุมชนให้ดำรงอยู่?' ภายนอกของ Vespa คือรูปทรงที่งดงามและเป็นที่จดจำ แต่สิ่งที่ทำให้มันเคลื่อนที่ได้จริงคือเหล็ก ฟันเฟือง น้ำมัน และกลไกที่มองไม่เห็นจากภายนอก ย่านเมืองก็เช่นกัน — ชุมชนไม่ได้ถูกสร้างขึ้นโดยมนุษย์เพียงอย่างเดียว แต่ยังมีวัตถุ โครงสร้าง และสิ่งที่ไม่มีชีวิตซึ่งแสดงบทบาทของตัวเองในการขับเคลื่อนชีวิตของเราไปข้างหน้า

"ชื่อผลงานมาจากประโยคที่ Corradino D’Ascanio วิศวกรผู้ออกแบบ Vespa เขียนถึงลูกๆ ของเขาไว้ว่า “Dreams must never be allowed to die” — ความฝันต้องไม่ถูกปล่อยให้ตาย ประโยคนี้ไม่ได้พูดถึงรถ แต่พูดถึงความเป็นมนุษย์ และนั่นคือสิ่งที่ผลงานชิ้นนี้ต้องการสะท้อนผ่าน Vespa ชุมชน และเมืองของเรา"

ภราดล พรอำนวย
ศิลปิน นักแซกโซโฟน และผู้ก่อตั้ง North Gate Jazz Co-Op

“ในช่วงหนึ่งของชีวิตวัยรุ่น ผมอยากเล่นแซกโซโฟนมาก แต่ ณ เวลานั้นผมไม่มีเงิน ผมเลยขายมอเตอร์ไซค์เพื่อเอาเงินไปซื้อแซกฯ แต่ทีนี้พอไม่มีรถ ผมเลยต้องเดินไปเรียนและเดินไปทำงานพิเศษ เจ้านายผมเขาเลยสงสาร วันหนึ่งเขาเลยเสนอมาว่า ‘ไอ้ปอ คิงเอาเวสป้าฮาไปใช้เถ๊อะ’ ความทรงจำของผมกับเวสป้าเกิดขึ้นตอนนั้นนั่นเองครับ

“Vespa 90cc คันนั้นอยู่กับชีวิตผมประมาณ 2 ปีครึ่งครับ มันพาผมไปทุกที่เลย ไม่ว่าจะเรียน ทำงาน หรือไปเล่นดนตรี เวสป้าพาผมไปตามหาความฝัน ภาพที่จำได้แม่นคือผมจะเอากล่องแซกโซโฟนไว้ตรงที่ว่างหน้าคนขับ และขับเวสป้าไปไหนต่อไหน ถึงต่อให้หลังจากนั้นผมจะคืนเวสป้าให้กับเจ้านายและเดินทางไปอเมริกา แต่วันเวลาตรงนั้นผมก็ยังจำได้ ถึงวันนี้ผมก็ยังไม่ลืม อย่างเมื่อไม่กี่วันก่อนระหว่างผมทำงานชิ้นนี้ ผมเขียนเล่าเรื่องที่กำลังเล่าให้ฟังลงในโซเชียลมีเดียส่วนตัว เจ้านายผมยังทักมาหาอยู่เลยนะ ว่าเขาดีใจ ที่ผมยังจำได้และยังนึกถึงเขาอยู่

“ซึ่งความทรงจำ ณ ช่วงเวลาหนึ่งตรงนี้เองครับ ที่ผมหยิบมาสร้างงาน ‘Dreams Must Never Be Allowed to Die‘ โดยประโยคนี้มาจากสิ่งที่วิศวกรผู้ออกแบบเวสป้ากล่าวกับลูก โดยตอนผมค้นคว้าและอ่านเจอครั้งแรก ผมรู้สึกว่าประโยคนี้นี่มันใช่เลย มันสอดคล้องกับเรื่องราวของผม ยิ่งเมื่อคิดทบทวน ผมยิ่งพบว่ามันน่าอัศจรรย์เหมือนกัน ที่สิ่งที่ทำส่งเสริมให้ความฝันของมนุษย์นั้นสำเร็จ มันอาจจะไม่ใช่สิ่งมีชีวิตก็ได้ โดยมันอาจเป็นเพียงรถสักคันหนึ่ง ที่เข้ามาในวันเวลาที่เหมาะสมกับเรา

“เพราะเหตุนี้ ผมเลยหยิบเอาเรื่องราว สิ่งที่คิด และสิ่งที่สังเกต มาผสมรวมกันครับ โดยผมยังหยิบเอาเรื่องราวของพื้นที่เชียงใหม่เข้ามาด้วย ที่ตัวเมืองเองก็เป็นสิ่งไม่มีชีวิตที่เอื้อให้สิ่งมีชีวิตอย่างผู้อยู่อาศัย เกิดเป็นงานศิลปะแบบมิกซ์มีเดีย ที่มีฉากหลังเป็นแผนที่เมืองย่านสันป่าข่อย ก่อนพาดทับไปด้วยส่วนประกอบของ Vespa 90cc ทั้งหมดนี้เพื่อสื่อสารถึงความฝัน ความหวัง และความสัมพันธ์ของสิ่งไม่มีชีวิตต่อสิ่งที่มีชีวิต หลอมรวมกันเกิดเป็นวิญญาณ ที่ผมหวังว่ามันจะสื่อสารกับคุณไม่มากก็น้อยครับ”

ชื่อผลงาน: 53 Faro Basso
แนวความคิด:

"บางครั้งการเปรียบเปรย เชิงความคิด หรือสิ่งสะท้อนที่อยู่ตรงหน้า ไม่ต้องไกลเกินไปและอยู่ใกล้ๆ ก็เป็นความหมายที่แอบซ้อนแบบแยบยล “ ส่องสว่างเงียบๆ อยู่ใกล้ดิน ” ลึกซึ้งและสะเทือนในการตีความของการอยู่กับตัวเองและการได้ออกไปขับขี่กับ 53 ไฟต่ำทุกวัน กลับมองเห็นสิ่งเล็กๆ ที่มาจากการออกแบบที่เรียบง่ายหรืออาจเป็นเพราะเทคโนโลยีวันนั้นไม่ก้าวหน้าเท่าวันนี้ แต่ทุกสิ่งทุกอย่างกลับสร้างการฉุดคิด อย่างอ่อนน้อมถ่อมตน ความหมาย ความรู้สึก ที่เผยให้สังเกตในการมองตนเอง"

สุรเชษฐ์ สุกุมลนันทน์
ศิลปิน นักออกแบบ และเจ้าของ HAAN STUDIO

“เวสป้าคือรถที่ผมใช้ในชีวิตประจำวันอยู่แล้ว และก็เป็นรุ่นเดียวกับชื่อผลงานชิ้นนี้ สำหรับผม การใช้เวสป้ารุ่นนี้สอนอะไรหลายอย่าง เพราะไฟหน้าของมันเป็นไฟต่ำ มองเห็นทางข้างหน้าเพียงประมาณ 1–2 เมตร การขี่มันจึงทำให้ผมเรียนรู้ที่จะอยู่กับปัจจุบัน อยู่กับสิ่งที่อยู่ตรงหน้า และรับรู้สิ่งที่เกิดขึ้นในขณะนั้น ผมเลยหยิบเอาความทรงจำนี้มาเป็นจุดตั้งต้นของผลงาน โดยใช้ตัวละครห่านเพื่อสื่อว่า ‘คุณจะเป็นอะไรก็ได้ที่คุณอยากเป็น’ และมีเชียงใหม่เป็นฉากหลังของเรื่องราวทั้งหมด

“แต่เมื่อถอยออกมามองให้กว้างขึ้น ผมคิดว่าแคมเปญที่ได้ร่วมงานกับ Vespa ครั้งนี้มีความตั้งใจที่ไปไกลกว่าเรื่องราวส่วนตัวครับ นั่นคือการทำให้โปรเจกต์นี้สะท้อนตัวตนของเชียงใหม่ให้ครบที่สุด ศิลปินทั้งเจ็ดคนที่ผมชวนมาร่วมอยู่ในโปรเจกต์นี้จึงล้วนมีบทบาทแตกต่างกัน บางคนทำงานด้านดนตรี บางคนเชื่อมโยงกับวัฒนธรรมกาแฟ บางคนสะท้อนชีวิตของชาวต่างชาติที่เข้ามาอาศัยและทำงานในเชียงใหม่ บางคนย้ายเข้ามาใช้ชีวิตจนกลายเป็นส่วนหนึ่งของเมือง และบางคนทำงานคราฟต์หรือสตรีทอาร์ตที่เติบโตมาพร้อมกับพื้นที่แห่งนี้ สำหรับผม ทุกคนกำลังบอกเล่าเรื่องราวของตัวเอง เพื่อเป็นตัวแทนของมุมมอง วิถีชีวิต และองค์ประกอบที่หลากหลายของเชียงใหม่

“ผมคิดว่านี่ต่างหากครับคือสิ่งสำคัญของแคมเปญนี้ เพราะเมื่อเรื่องราวของทุกคนมารวมกัน มันจึงไม่ใช่แค่การสร้างงานศิลปะร่วมกับแบรนด์อีกต่อไป แต่แต่ละผลงานต่างทำหน้าที่เป็นภาพแทนของเชียงใหม่ในคนละด้าน และประกอบกันเป็นภาพของเมืองที่สมบูรณ์ยิ่งขึ้น ซึ่งก็สะท้อนความตั้งใจของ Vespa เช่นกัน ที่อยากทำความเข้าใจเชียงใหม่อย่างแท้จริง และชวนผู้คนออกไปสำรวจเสน่ห์ของเมืองผ่านระหว่างทาง ไม่ใช่เพียงปลายทาง โดยมีผลงานของศิลปินทั้ง 7 คนเป็นสื่อกลางในการเล่าเรื่อง

“เพราะเมื่อทุกมุมมองมารวมกัน เรื่องราวของเชียงใหม่ก็ครบรสมากขึ้น และทั้งหมดก็ถูกถ่ายทอดผ่านบริบทของศิลปะ นั่นคือสิ่งที่ผมอยากให้ทุกคนได้เห็นจากโปรเจกต์นี้ และหวังว่าจะได้พบทุกคนในงานนะครับ”

นอกจากผลงานจากสามศิลปินที่เราได้พูดคุยในวันนี้ ยังมีผลงานจากอีกสี่ศิลปินที่น่าสนใจไม่แพ้กัน เราเลยขอยกแนวคิดเบื้องหลังผลงานของพวกเขามาให้ชมกันด้วย

อาทิตย์ มิ่งเชื้อ
ศิลปิน และผู้ก่อตั้ง EARTH REPUBLIC STUDIO
ชื่อผลงาน: Republic of rider
แนวความคิด:

“'ในโลกใบนี้ ทุกเส้นทาง' คือบทเรียน ทุกการหลงทางคือโอกาสในการค้นพบสิ่งใหม่ และทุกการพบกันคือจุดเริ่มต้นของมิตรภาพ ไม่มีใครรีบ ไม่มีการแข่งขัน มีเพียงความสุขจากการออกเดินทาง การแบ่งปันประสบการณ์ และการเก็บสะสมความทรงจำที่ไม่สามารถซื้อหาได้

"แรงบันดาลใจจาก Vespa สะท้อนผ่านจิตวิญญาณแห่งอิสรภาพ ความเรียบง่าย และการออกเดินทางอย่างมีสไตล์ ไม่ใช่เพียงการขี่รถเพื่อไปถึงที่หมาย แต่คือการเปิดใจให้กับโลกใบกว้าง ชื่นชมความงดงามของสิ่งเล็ก ๆ ระหว่างทาง และเชื่อว่าการเดินทางที่ดีที่สุด คือการเดินทางที่ทำให้เราได้กลับมาพร้อมเรื่องราวใหม่ ๆ Republic of Rider จึงไม่ใช่เพียงกลุ่มนักขี่ แต่คือชุมชนของนักสะสมความทรงจำ ผู้ปลูกเมล็ดพันธุ์แห่งมิตรภาพ ความหวัง และอิสรภาพไว้ในทุกสถานที่ที่พวกเขาเดินทางผ่าน เพราะสำหรับพวกเขา โลกทั้งใบคือบ้าน และทุกเส้นทางคือการผจญภัยครั้งใหม่ที่รอการค้นพบเสมอ"

สันติ แต้พานิช
ผู้กำกับภาพยนตร์

**ชื่อผลงาน:**ตื่นขึ้น ตั้งอยู่ หลับใน (กูรู้จักกู น้อยเกินไป)
แนวความคิด:

ตื่นขึ้น ตั้งอยู่ เคลื่อนไป
( ขยับ เลื่อน ลัดเลาะ ดุ่ย ๆ ลุย หาทางไป เหมือนกับสายน้ำไหล )

ฆฤพร สาตราภัย
เจ้าของร้านกาแฟในเครือ GRAPH coffee co

ชื่อผลงาน: สิ่งที่ยังหลงเหลือ | What Remains (Fragment of Object / Fragment of Memory)
แนวความคิด:

ไม่นานมานี้ ผมเห็นข่าวลูกชายคนหนึ่งขับรถลงสระน้ำ เพื่อประชดแม่ที่ไม่ยอมเช่าคอนโดราคาแพงให้ ภาพรถที่จมอยู่ในน้ำ เหลือเพียงครึ่งคันที่ยังลอยพ้นผิวน้ำ คล้ายเป็นประจักษ์พยานของความต้องการบางอย่างที่ถูกผลักไปถึงที่สุด ราวกับว่าวัตถุชิ้นนั้นได้กลายเป็นตัวแทนในการประกาศเจตจำนงของเจ้าของมัน

ภาพนั้นทำให้ผมนึกถึงความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์กับวัตถุ ว่าในหลายครั้ง วัตถุหนึ่งชิ้นไม่ได้มีสถานะเพียงเป็นสิ่งของสำหรับใช้สอย หากยังแบกรับความปรารถนา ความคาดหวัง และความขัดแย้งของผู้คนไว้ด้วย และเมื่อความยึดติดเหล่านั้นถึงจุดแตกหัก วัตถุก็อาจถูกทำลายลงไปพร้อมกัน

ไม่นานหลังจากนั้น ผมได้เห็นอีกเรื่องหนึ่งเกี่ยวกับรถยนต์ของครอบครัวหนึ่ง ที่แม่เคยใช้รับส่งลูกไปโรงเรียนในทุกเช้า รถคันเดิมเติบโตไปพร้อมกับชีวิตของเด็กๆ จนเมื่อพวกเขาเติบโตและออกเดินทางตามเส้นทางของตนเอง รถคันนั้นกลับถูกส่งต่อให้มูลนิธิแห่งหนึ่ง เพื่อไปทำหน้าที่เดิมอีกครั้ง รับส่งเด็กๆ ในพื้นที่ห่างไกล คราวนี้ไม่ใช่เพียงครอบครัวเดียว แต่เป็นเด็กอีกนับร้อยชีวิต เรื่องราวทั้งสองเผยให้เห็นชะตากรรมที่ต่างกันของวัตถุ วัตถุที่อาจถูกทำลายลงเพราะความต้องการ หรือมีชีวิตต่อผ่านการส่งต่อและการใช้งานของผู้อื่น ระหว่างเรื่องราวทั้งสองนั้น ผมมักย้อนกลับไปช่วงวัยหนึ่งที่เคยอยากได้ Vespa มันไม่ใช่เพียงพาหนะ แต่เป็นภาพแทนของอิสรภาพ เป็นสัญลักษณ์ของการเติบโต และเป็นรูปทรงของความฝันในช่วงเวลานั้น

ท้ายที่สุด ผมเก็บเงินจนได้มันมาครอบครอง และมันอยู่กับผมนานนับสิบปี พาผ่านช่วงเวลาสำคัญของชีวิต ก่อนที่วันหนึ่งเราจะต้องแยกจากกัน

เมื่อเวลาผ่านไป ผมเริ่มเข้าใจว่า ช่วงเวลาที่มันอยู่กับผม เป็นเพียงช่วงเวลาหนึ่งในวงจรชีวิตที่ยาวนานของวัตถุชิ้นหนึ่ง และความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์กับวัตถุอาจไม่ได้สิ้นสุดลงพร้อมการครอบครอง หากยังดำรงอยู่ผ่านการใช้งาน การส่งต่อ และความทรงจำที่ยังตกค้างอยู่

งานชิ้นนี้จึงนำ Vespa กลับมาอีกครั้ง ผ่านกระบวนการรีสโตร์ใหม่ทั้งหมด ราวกับไม่เคยผ่านการใช้งาน ไม่เคยผ่านกาลเวลา การทำให้มันกลับมาสมบูรณ์เช่นนี้ ไม่เพียงสะท้อนภาพของความทรงจำที่มักถูกขัดเกลาให้สมบูรณ์ยิ่งขึ้น ขณะเดียวกัน การตัดทอนให้เหลือเพียงครึ่งเดียว กลับทำให้ความสมบูรณ์นั้นไม่อาจดำรงอยู่ได้อย่างแท้จริง เศษเสี้ยวที่หลงเหลือจึงไม่ใช่เพียงภาพแทนของความฝันที่ขาดหายและบางที สิ่งที่ยังหลงเหลืออยู่ อาจไม่ใช่ตัววัตถุ หรือแม้แต่ความทรงจำของมัน แต่อาจเป็นร่องรอยของความสัมพันธ์ที่ครั้งหนึ่งเคยทำให้มันมีชีวิตอยู่ และยังคงตกค้างอยู่ภายในเรา

พิชัย บุญคุ้มอยู่ (KOBBY)
STREET ART & DESIGNER
ชื่อผลงาน: Vespa Thailand x flō Coffee Brewers x Kobby!
แนวความคิด:

ORGANIC CAMOUFLAGE

จากป่าสู่เมือง จากเมืองสู่ผู้คน
ลายพรางในความหมายดั้งเดิม คือการซ่อนตัวให้กลมกลืนกับสภาพแวดล้อม แต่ Organic Camouflage ตีความแนวคิดนี้ขึ้นใหม่
นี่ไม่ใช่การซ่อนตัว หากแต่เป็น การหลอมรวม

ผลงานชิ้นนี้เชื่อมโยงโลกที่ดูแตกต่างให้กลายเป็นเรื่องเดียวกัน ตั้งแต่ธรรมชาติ แหล่งกำเนิดของเมล็ดกาแฟ สู่ร้านกาแฟที่เป็นพื้นที่ของการพบปะ จากศิลปะบนท้องถนนที่สะท้อนชีวิตผู้คน สู่ Vespa พาหนะเหนือกาลเวลาที่พาผู้คนเดินทางผ่านวัฒนธรรมและเมืองมาหลายยุคสมัย
ลวดลายทุกเส้นไม่ได้ถูกสร้างขึ้นเพื่อพรางรถให้หายไป แต่เพื่อถ่ายทอดความสัมพันธ์ระหว่าง Nature • Coffee • Street Art • Urban Culture • Community ให้หลอมรวมเป็นอัตลักษณ์เดียว

Vespa จึงไม่ได้เป็นเพียงยานพาหนะ แต่เป็นผืนผ้าใบที่เคลื่อนที่ ถ่ายทอดเรื่องราวของธรรมชาติ ศิลปะ ผู้คน และวัฒนธรรม ไปพร้อมกับทุกการเดินทาง
Organic Camouflage คือแนวคิดที่เชื่อว่า ความงดงามไม่ได้เกิดจากการโดดเด่นเหนือสิ่งรอบตัว แต่เกิดจากการอยู่ร่วมกันอย่างกลมกลืน โดยยังคงรักษาเอกลักษณ์ของแต่ละสิ่งไว้

From Forest to City. From City to People.
เพราะทุกการเดินทาง ล้วนเริ่มต้นจากธรรมชาติ และสมบูรณ์เมื่อได้เชื่อมโยงผู้คนเข้าหากัน

เวสป้าปะล่ะ เชียงใหม่

ได้เวลา Take Over เมืองเหนือ แล้วออกไปเช็กอินกับ City Map ที่รวบรวม 9 จุดหมายทั่วเชียงใหม่ ไม่ว่าจะสายอาร์ต สายคาเฟ่ หรือสายกิน ก็พร้อมให้คุณออกไปสำรวจความน่าหลงใหลและค้นพบเรื่องราวใหม่ ๆ ที่ซ่อนอยู่รอบเมือง ดังนี้

Zone 1 | หลัง มช. – นิมมาน ที่ Newtown Nimman, Basecamp Coffee Club และคิงคองนมสด
Zone 2 | ช้างม่อย – เจริญประเทศ ที่ JoyJoin Ice Cream และ Lyke&Lia
Zone 3 | สันป่าข่อย – เจริญเมือง ที่ Flo coffee brewers, Haanstudio, วิถีลาบ เจริญเมือง และขนมจีนสันป่าข่อย เชียงใหม่

แล้วออกไป เวสป้าปะล่ะ ค้นพบอีกมุมของเชียงใหม่ที่รอให้คุณออกไปสัมผัสตั้งแต่วันที่ 16 กรกฎาคม – 16 สิงหาคม 69