หนังผีส่วนใหญ่อาจมีปมที่ความตายของใครสักคน แต่ในตระกูลหนังสยองขวัญที่เรียกกันว่า 'Folk Horror' คำถามของมันคล้ายจะเปลี่ยนไปเป็น: ใครกันแน่ที่ปกติ ใครกันแน่ที่ประหลาด พื้นที่นี้มีความสัมพันธ์กับมนุษย์อย่างไร หรือใครคือผู้นิยามความก้าวหน้าและการพัฒนา
หนังเรื่องหนึ่งพูดถึงตำรวจชาวคริสต์ผู้เคร่งศาสนา เดินทางมายังเกาะห่างไกลเพื่อตามหาเด็กหญิงผู้หายตัว เขาพกเหตุผลและกฎหมายติดไปในความคิด แต่เครื่องมือเหล่านั้นดูเหมือนจะไม่ช่วยคลี่คลายปัญหาอะไรของเขาเลย นั่นคือ The Wicker Man (1973) หนังอังกฤษที่ไม่มีผีสักตัว ไม่มีฆาตกรโรคจิต ไม่มีอสุรกาย แต่กลับถูกนับว่าเป็นหนึ่งในหนังสยองขวัญที่ขนลุกที่สุดเรื่องหนึ่งตลอดกาล เพราะสิ่งที่น่ากลัวในเรื่องคือ "คนธรรมดา" บนเกาะ ผู้เชื่ออะไรบางอย่างอย่างจนหมดใจ
มันเป็นหนึ่งในหนังสามเรื่องที่กลายเป็นหมุดหมายคำนิยามหนังแนว Folk Horror คำที่ได้รับความนิยมอีกครั้งผ่าน Midsommar, The Witch และงานอีกมากมาย ในคอลัมน์ 'Artเทอม' นี้ GROUNDCONTROL อยากชวนมาสำรวจลึกลงไปใต้พื้นผิวของหนังเหล่านี้ดูสักที ว่า "หนังสยองขวัญบรรยากาศชนบท" มีรูปแบบการเล่าเรื่องอย่างไร และมีการเมืองฝังอยู่ในนั้นลึกกว่าที่เห็นอย่างไร
และมีสิ่งหนึ่งที่เราอยากชวนสังเกตตลอดทาง คือทั้งพิธีกรรมในหนัง ความเชื่อของชุมชน และแม้แต่ชื่อของแนวนี้เอง ล้วนเป็นสิ่งที่ถูก "สร้างขึ้นทีหลัง" ทั้งสิ้น ซึ่งทำให้คำถามสุดท้ายยิ่งน่าสนใจ: คำนิยามนี้มีความหมายแค่ไหนต่อหนังผีจากภูมิภาคของเรา…
The Wicker Man (1973)
Folk Horror มาจากไหน
ครั้งแรกที่คำว่า "folk horror" โผล่ขึ้นมาในบทวิจารณ์หนังสือพิมพ์เกี่ยวกับหนังคือในปี 1970 โดย Rod Cooper ในนิตยสารภาพยนตร์ Kine Weekly แต่ก็ยังไม่มีใครมองมันเป็นแนวภาพยนตร์จริงจัง จนกระทั่ง BBC Four มีสารคดี A History of Horror ในปี 2010 และ Mark Gatiss ทำให้คำนี้เป็นที่นิยมจริง ๆ
เขาจับหนังสามเรื่อง คือ Witchfinder General (1968), The Blood on Satan's Claw (1971) และ The Wicker Man (1973) มารวมกันเป็น "Unholy Trinity" ทั้งที่สามเรื่องนี้สร้างห่างกันหลายปีและไม่มีใครตั้งใจให้เป็นชุดเดียวกัน Gatiss บอกว่าทั้งหมดมี "ความหลงใหลร่วมกันในภูมิทัศน์ของประเทศอังกฤษ คติชาวบ้าน และความเชื่อทางไสยศาสตร์" ซึ่งกลายเป็นนิยามตั้งต้นให้หลายคนต่อมาใช้ศึกษา Folk Horror
แต่อย่างที่เห็น คำนี้ไม่ได้เกิดจากความตั้งใจของคนทำหนัง แต่เป็นการมองย้อนหลังเพื่อทำความเข้าใจกลุ่มผลงาน กล่าวอีกอย่างคือ แนวนี้เองก็ถูก "ประกอบ" ขึ้นทีหลัง
ห่วงสี่ข้อของ Folk Horror
ในหนังสือ Folk Horror: Hours Dreadful and Things Strange นักเขียน Adam Scovell เสนอสูตรที่เรียกว่า Folk Horror Chain ห่วงโซ่สี่ข้อที่ต่อกันเป็นเหมือนโดมิโน่ที่สิ่งหนึ่งนำไปสู่อีกสิ่งเรื่อย ๆ คือ
- ภูมิทัศน์ (Landscape): ป่า ทุ่ง เกาะ ชายฝั่ง ที่ไม่ใช่แค่ฉากหลัง แต่กำหนดชีวิตและศีลธรรมของคนที่อยู่ในนั้น
- ความโดดเดี่ยว (Isolation): ภูมิทัศน์นั้นตัดขาดชุมชนจากโลกภายนอกและความก้าวหน้า
- ความเชื่อที่บิดเบี้ยว (Skewed Belief): เมื่อไม่มีใครมาทัดทาน ชุมชนก็สร้างคติ ไสยศาสตร์ และศีลธรรมของตัวเองขึ้นมา
- อุบัติการณ์ (Happening / Summoning): ความเชื่อนั้นปะทุเป็นพิธีสังเวย ความรุนแรง หรือการปลุกสิ่งที่หลับใหลขึ้นมา
The Blood on Satan's Claw (1971)
The Blood on Satan's Claw (1971)
ภูมิทัศน์แห่งความสะพรึง
ในห่วงโซ่นี้ ภูมิทัศน์ไม่ได้เป็นภาพสวยงามตั้งอยู่เงียบ ๆ เรียบเฉย แต่ส่งอิทธิพลต่อจิตใจคน เป็นผู้กระทำการ สร้างความกลัวแบบเฉพาะตัวของพื้นที่แห่งนั้น ทั้งที่บางครั้งมันก็ดูสงบและงดงาม แต่ก็ดูแปลกไปด้วยเหมือนกัน
ในแง่หนึ่ง การหลอกหลอนแบบเฉพาะถิ่นนี้ท้าทายฐานคิดแบบยุคเรืองปัญญา ทั้งระเบียบสากล ตรรกะแบบวิทยาศาสตร์ และการเข้าควบคุมพื้นที่ให้เบ็ดเสร็จด้วยการเข้าไปทำความเข้าใจ คนนอกที่เดินทางเข้าไปอาจถูกทำลายความมั่นใจด้วยเจตจำนงอันเร้นลับของผืนดิน อดีตโบราณอันหลับไหล หรือประวัติศาสตร์บาดแผลที่ถูกเก็บไว้ในพื้นที่นั้น
แต่อีกแง่ ภูมิทัศน์ชนบทห่างไกลอันน่าหวาดกลัวก็เป็นภาพสะท้อนของมานุษยวิทยาแบบจักรวรรดินิยมได้เช่นกัน เมื่อคนท้องถิ่นกลายเป็น "คนอื่น" ผู้ล้าหลัง ก็เท่ากับสร้างความชอบธรรมให้ "ความก้าวหน้า" เข้ามาพัฒนาได้ ไม่ว่าจะในนามศาสนาคริสต์ วิทยาศาสตร์ หรือสถาบันเศรษฐกิจและสังคม
และยังมีความเสี่ยงอื่นอีก ภาพนี้อาจเอื้ออุดมการณ์ชาตินิยมที่อ้างความบริสุทธิ์ของผืนดินและต่อต้านเชื้อชาติอื่น หรืออาจเป็นการฉกฉวยทางวัฒนธรรม นำสัญลักษณ์ของชนกลุ่มน้อยมาบริโภคและสร้างความเข้าใจผิดต่อพวกเขา
The Blood on Satan's Claw (1971)
Whistle and I'll Come to You (1968)
"ความเชื่อโบราณ" ที่เพิ่งสร้าง
ความแปลกประหลาดนี้ไม่ได้ต้องอยู่แค่ในป่า บางทีมันอยู่ในสิ่งที่ถูกขุดขึ้นมา ตัวอย่างเช่นเรื่องสั้นของ M.R. James ซึ่งมักเริ่มจากการ "ขุด" อะไรสักอย่างขึ้นมาจากผืนดิน แล้วตัวละคร ถึงแม้จะมีสถานะเป็นศาสตราจารย์อะไรก็ตาม ก็จะลองใช้มันเสียอย่างนั้น นักทฤษฎี Reza Negarestani (ในหนังสือปรัชญาของเขาเรื่อง Cyclonopedia: Complicity with Anonymous Materials) เรียกวัตถุแบบนี้ว่า inorganic demons หรือ xenolithic artifacts คือสิ่งประดิษฐ์ของมนุษย์ แต่ถูกผืนดินกลืนไว้ จนกลายเป็น "สิ่งแปลกปลอมจากอดีตที่ไม่ควรมีอยู่ในปัจจุบัน" มีเจตจำนงในตัวเอง เป็นอิสระจากมนุษย์ ดำรงอยู่ในสภาวะหลับใหลอันยาวนานใต้ผืนดิน (Immemorial slumber) และเมื่อถูกรบกวนจะปลดปล่อยพลังงานรบกวนความเป็นจริง
ตัวเอกในหนังตระกูลนี้มีตั้งแต่นักวิชาการ ตำรวจ ผู้พิพากษา หรือนักโบราณคดี พวกเขาเป็นตัวแทนของผู้แสวงหาความจริงหรือความรู้ด้วยระเบียบวิธีอันเป็นเหตุเป็นผล ซึ่งมักจะโดนพิสูจน์ว่าความรู้ที่พกมานั้นใช้ไม่ได้
ส่วนความกลัวของ folk horror ก็มักไม่ใช่ผีทั่วไป แต่คือชุมชนที่มีแบบแผนกิจกรรมซึ่งทำไปโดยบริสุทธิ์ใจ เช่นการสังเวยต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นวัตถุจากอดีตหรือชุมชนที่ยังมีชีวิต สิ่งที่สองอย่างนี้มีร่วมกันคือความรู้สึกว่าอดีตไม่เคยตาย
อย่างไรก็ตาม ความเชื่อที่พบในหนังพวกนี้จำนวนมากกลับไม่ใช่ของจริง นักคติชนวิทยาเรียกสิ่งนี้ว่า 'folkloresque' คือการปรุงแต่งสิ่งต่าง ๆ ให้มีกลิ่นอายพื้นบ้าน M.R. James บอกเองในบทนำ Collected Ghost Stories ของเขา ว่าเขาแค่เขียนเรื่องให้ "ไม่ขัดกับกฎของคติชาวบ้าน" มากกว่าจะ อ้างอิงงานของเขากับคติเรื่องใดเรื่องหนึ่ง ผู้กำกับ Ari Aster เปรียบวิธีทำของเขาในบทสนทนากับ Robert Eggers (ผู้กำกับ The VVitch) ว่าเขาเอาของพื้นบ้านจากหลายที่มาต้มรวมกัน “เป็นสตู” สิ่งที่ถูกยืมมาจึงไม่ใช่ข้อมูลประวัติศาสตร์ แต่คือความรู้สึกว่าอดีตไม่เคยตาย
Witchfinder General (1968)
ศาสนาเพกานที่ถูกฟื้นขึ้นมา
หมุดหมายของแนวนี้อย่าง The Wicker Man เองก็ทำงานด้วยตรรกะนี้ ในหนัง ศาสนาเพกานบนเกาะ Summerisle ไม่ได้สืบทอดมาไม่ขาดสาย ตัวละคร Lord Summerisle เล่าว่าปู่ของเขา นักเกษตรกรรมยุควิกตอเรีย เป็นผู้ซื้อเกาะ พัฒนาพันธุ์ผลไม้ และสนับสนุนให้ชาวเกาะกลับไปนับถือศาสนาเก่าเสียอย่างนั้น พูดอีกอย่างคือ "พิธีโบราณ" ที่ตำรวจคริสต์เผชิญ เป็นพิธีที่เพิ่งถูกสร้างขึ้นใหม่ในหนึ่งชั่วอายุคน
Robin Hardy ผู้กำกับ เคยอธิบายว่าเขาตั้งใจจะสร้างสะพานเชื่อมลัทธิเพกานโบราณเข้ากับสังคมร่วมสมัย โดยเขามองว่าเพกานในเรื่องไม่ได้ถูกกดทับด้วยเรื่องเพศหรืออารมณ์รู้สึกผิดแบบในศาสนาคริสต์ ขณะเดียวกัน เขาก็เทียบการที่ผู้นำเกาะหยิบพิธีโบราณขึ้นมาควบคุมและปลุกระดมคน เข้ากับการเมืองแบบเผด็จการเบ็ดเสร็จ (เขาเชื่อมโยง ฉากจบของ The Wicker Man กับงานชุมนุมการเมือง Nuremberg Rallies ในเยอรมนี) ส่วนนักวิจารณ์อย่าง Rob Young เขียนใน Sight & Sound ว่าหนังเรื่องนี้เป็นการประกาศชัยชนะของฝ่ายเพกานเหนือศาสนาหลัก ด้วยการเปิด "หีบความทรงจำเผ่าพันธุ์แองโกล-แซกซอน"
The Last Wave (1977)
สิ่งตกค้างจากความป่าเถื่อน?
รากของแนวคิด "ชาวบ้านงมงายที่ยังถือพิธีโบราณ" ใน folk horror อาจย้อนไปได้ถึงศตวรรษที่ 19 กับทฤษฎี 'Doctrine of Survivals' ซึ่งใช้ศึกษากันในวงการมานุษยวิทยาอังกฤษ (เช่นในงานของ Edward Burnett Tylor) ทฤษฎีนี้มองว่าประเพณีพื้นบ้านต่าง ๆ คือ "ร่องรอยของความป่าเถื่อน" ที่ตกค้างมาจากอดีต แน่นอนว่ามุมมองแบบนี้เฟื่องฟูในอังกฤษยุคจักรวรรดิ มันตั้งอยู่บนแนวคิดเรื่องเวลาที่เดินเป็นเส้นตรง คือมีผู้ด้อยพัฒนา และอีกด้านคือคนเมืองที่เจริญแล้ว
แม้ปัจจุบันทฤษฎีนี้ถูกหักล้างไปแล้ว แต่กลิ่นอายของมันอาจยังซ่อนอยู่ในภาพความเป็นอื่นของชาวท้องถิ่นในภาพยนตร์ ถ้าหนังทำให้พวกเขากลายเป็น "ตัวประหลาด" (enfreakment คือการทำให้ผู้อื่นดูเป็นตัวประหลาด) ตรงกันข้ามกับเหล่าฮีโร่ผู้เจริญ
The Wicker Man (1973)
เมื่อนักท่องเที่ยวกลายเป็นวัตถุศึกษา
สำหรับนักวิชาการอย่าง Keith McDonald และ Wayne Johnson หนังเรื่อง Midsommar (Ari Aster, 2019) เป็น "หนังตลกแบบการปะทะทางวัฒนธรรม" (Clash of cultures comedy) เพราะมันเล่าเรื่อง "การล่าอาณานิคมทางวิชาการ" (Academic colonialism) ของกลุ่มนักศึกษาปริญญาโทชาวอเมริกัน ที่มองประเพณีท้องถิ่นเป็นเพียงวัตถุศึกษาทางมานุษยวิทยาเพื่อนำไปเขียนวิทยานิพนธ์และแข่งกันเก่ง ในขณะที่ชาวบ้านในชุมชน Hårga ของเรื่องเองก็มองกลุ่มชาวอเมริกันเป็นเพียงนักท่องเที่ยวไร้เดียงสา
ในด้านหนึ่ง Dani ตัวละครเอกชาวอเมริกัน ต้องกดทับบาดแผลและความรู้สึกโดดเดี่ยวที่บ้าน แต่ชุมชนที่ไปถึงกลับกลายเป็นพื้นที่ปลดปล่อยความรู้สึกร่วมหรือความเป็นอันหนึ่งเดียวกันได้ ด้วยวัฒนธรรมคนละแบบ ลองนึกถึงภาพกลุ่มหญิงสาวปล่อยน้ำตาร้องไห้ร่วมกัน หรือรอยยิ้มของตัวละครผู้หลุดพ้นจากความสัมพันธ์ที่เป็นพิษ ซึ่งในมาตรฐานคนเมืองถือว่า "ธรรมดา" ภาพเหล่านี้ให้เราต้องทบทวนว่า สังคมหรือความสัมพันธ์แบบไหนกันแน่ที่ประหลาดและทำลายล้าง และ "ความก้าวหน้า/พัฒนา" มีอยู่จริงไหม หมายความว่าอะไร
แต่ในขณะเดียวกัน หนังก็อาจตอกย้ำภาพโรแมนติกแบบ "คนป่าผู้บริสุทธิ์" ที่ถือว่าพิธีกรรมคือสัญลักษณ์ของโลกดั้งเดิมอันบริสุทธิ์ก็ได้
และถ้า The Wicker Man คือมุมของคนจากศูนย์กลางที่หลงเข้าไปในพื้นที่ของผู้อื่น The Last Wave (1977) โดย Peter Weir ก็พาไปอยู่ในอีกมุมหนึ่งของกฎหมายเดียวกัน หนังเล่าถึงทนายความผิวขาวในซิดนีย์ที่ว่าความให้ชายชนพื้นเมืองในคดีฆาตกรรม แล้วพบว่าชนพื้นเมืองมีกฎอยู่เหนือกรอบกฎหมายของเขา มีประวัติศาสตร์ที่ยาวนานกว่า และมีภาพมหาอุทกภัยเป็นเหมือนคำพิพากษาที่เหนือสถาบันใดของมนุษย์
The Last Wave (1977)
ผีท้องถิ่นไทย ใช่ Folk Horror หรือเปล่า
ตัวอย่างยอดฮิตที่ใกล้ตัวของ folk horror สำหรับคนไทยคือหนังอย่าง ร่างทรง (2021) ของไทย Satan's Slaves และ Impetigore ของอินโดนีเซีย Roh และ Munafik ของมาเลเซีย ทั้งหมดหมุนรอบชุมชน ความเชื่อ ผืนดิน และสิ่งที่ถูกฝังไว้
สำหรับเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ความสยองขวัญแบบ “folk” อาจไม่ใช่แนวย่อยที่นำเข้ามา แต่เป็นสไตล์เดิมของหนังผีท้องถิ่นอยู่แล้ว คล้ายกับญี่ปุ่น ที่ศาลเจ้ากับพิธีไล่ผีอยู่ข้างตึกสูง ตั้งแต่ Onibaba และ Kwaidan ไปจนถึงตอนที่ผีตามมาถึงเมืองใหญ่อย่าง Ringu และ Ju-On
แต่ถ้าถามว่าเราเรียกมันอย่างนั้นไหม ว่า "folk horror" คำตอบของเราคือหนังเหล่านี้ส่วนใหญ่เป็น "หนังผี" เฉย ๆ คนทำหนังบางทีอาจไม่ได้ตั้งต้นด้วยการวางห่วงโซ่สี่ข้อเรียงกันบนโต๊ะเขียนบท แต่คำนี้มาจากอีกฟากหนึ่งของโลก ถูกตั้งขึ้นในบริบทภาพยนตร์อังกฤษ และกลายเป็นกรอบที่ใช้อ่านหนังทั่วโลก เป็นหมวดหมู่ที่มาทำความเข้าใจหนังเราเสียอย่างนั้น
ถ้ามองในแง่ดี คำว่า folk horror อาจช่วยให้เรามีหน่วยวิเคราะห์สำหรับเปรียบเทียบความสะพรึงในแบบของเรากับต่างชาติ แต่อีกแง่หนึ่ง คำคำนี้ก็อาจทำให้ความแตกต่างหลากหลายระหว่างวัฒนธรรมหนังของเราเจือจางไป หนังผีไทย อินโดนีเซีย มาเลเซีย ญี่ปุ่น ต่างมีประวัติศาสตร์ ศาสนา และบาดแผลของตัวเอง ซึ่งรวมถึงประสบการณ์อาณานิคมที่ไม่เหมือนกันและไม่เหมือนฝั่งอังกฤษ การใช้ "ห่วงโซ่" เดียวกันอ่านทั้งหมด อาจทำให้สิ่งที่เฉพาะเจาะจงของแต่ละที่ถูกบีบให้เหลือเพียงโครงเรื่องเหมือน ๆ กัน เช่นทำให้มันเป็นเรื่องขององค์ประกอบหรือวัตถุจากอดีตที่เฉพาะถิ่นเท่านั้น
ทั้งที่สังคมไทยอาจมีวิธีให้ความหมายต่อโลกที่ต่างออกไปทั้งชุด ทั้งเรื่องอะไรคือสิ่งที่มีอยู่จริง ใครคือ "ผู้อาศัย" ของผืนดิน และเรารู้สิ่งเหล่านั้นได้อย่างไร (สิ่งที่นักวิชาการเรียกว่าภววิทยาและญาณวิทยา)
สำหรับการเริ่มต้นบทสนทนากับโลก เราก็อาจต้องพูดซ้ำคำแนะนำทั่วไปว่าหนัง Folk Horror ก็คือสามเรื่องที่ Mark Gatiss มัดรวมเอาไว้ (Witchfinder General, The Blood on Satan's Claw และ The Wicker Man) แล้วอาจข้ามไปดู The Last Wave เพื่อเทียบมุมมองจากอีกฟากของจักรวรรดิ หรือต่อด้วย The Witch, Midsommar และ ร่างทรง ลองไล่ห่วงโซ่สี่ข้อกับหนังดู หรือลองตั้งคำถามถึงปรัชญาการทำหนังของพวกเขาถึงราก
พิธีที่ทำงานได้ดีที่สุดอาจไม่ใช่พิธีที่เก่าที่สุด แต่คือพิธีที่เราเชื่อว่ามันเก่า เกาะ Summerisle เพิ่งมีศาสนาเก่าของตัวเองไม่กี่สิบปี Midsommar ของ Aster คือ "สตู" ของพื้นบ้านจากหลายที่ และชื่อ "folk horror" เองก็ถูกมัดรวมขึ้นทีหลังจากหนังสามเรื่องที่ไม่เคยนัดกัน
ดังนั้นก่อนจะถามว่าหนังผีของเราเป็น folk horror หรือเปล่า ลองถามอีกข้อหนึ่งด้วยว่ากรอบนี้ถูกสร้างมาเพื่ออะไร และใครได้ประโยชน์จากการที่เราเชื่อว่ามันเก่าแก่เท่ากับผืนดิน
อ้างอิง
- Edgar, Robert, and Wayne Johnson, editors. The Routledge Companion to Folk Horror. Routledge, 2023.
- "Folk Horror." Wikipedia: The Free Encyclopedia, Wikimedia Foundation.
- "10 Great Lesser-Known Folk Horror Films." BFI, British Film Institute.
- Scovell, Adam. Folk Horror: Hours Dreadful and Things Strange. Auteur Publishing, 2017.
- Wells, Paul. The Horror Genre: From Beelzebub to Blair Witch.
- "Where to Begin with Folk Horror." BFI, British Film Institute.




