ถอด 6 บทเรียนหนังและชีวิต จาก ‘คริสโตเฟอร์ ดอยล์’ ผู้กำกับภาพหว่อง, เอ็ดเวิร์ด หยาง และเป็นเอก

Post on 27 July 2026

"เขาบอกว่ามีบาร์ใหม่เปิดข้างๆ ที่ผมอยู่ อยากมาแฮงเอาต์กันไหม" คริสโตเฟอร์ ดอยล์ (Christopher Doyle) ผู้กำกับภาพเบื้องหลังความหว่องใน In the Mood For Love และ Chungking Express กับความเป็นเอกใน เรื่องรัก น้อยนิด มหาศาล (Last Life in the Universe) และ คำพิพากษาของมหาสมุทร (Invisible Waves) เล่าถึงจุดเริ่มต้นของการร่วมงานกันใน ‘ครัวสาว’ (Morte Cucina) หนังล่าสุดของผู้กำกับเป็นเอก รัตนเรือง

เมื่อคืนวันที่ 10 กรกฎาคม คริสโตเฟอร์ ดอยล์ หนึ่งเดียวคนนี้ เดินเข้าโรงภาพยนตร์ที่ House Samyan มาสนทนาหลัง ‘ครัวสาว’ จบ เขาพูดขำ ๆ ว่าโชคดีนะนี่ที่มี The one and only Doyle แค่คนเดียว… เขารู้ตัวเองดีว่าเขายิงมุขตลกกวนความคิดผู้คนปนเสียงฮาได้มากแค่ไหน แต่เรื่องตลกร้ายคือชายคนนี้ไม่ได้มีแค่หนึ่งตัวตนในร่างนี้ แต่ยังมี “ตู้เข่อเฟิง” ชายชาวจีนซึ่งดูเหมือนจะเป็นเจ้าของตัวจริงของงานกำกับภาพเหล่านั้นที่ฝากตำนานบทแล้วบทเล่าไว้ในประวัติศาสตร์หนังจีน ชายผู้โด่งดังจากผลงานมายาวนานจนแฟนคลับจีนจำนวนมาก “โตมากับหนังของเขา” แต่อาจต้องช็อคเมื่อรู้ภายหลังว่านายตู้เข่อเฟิงคือชายผิวขาวคนนี้ ที่มีนามสกุลดั้งเดิมว่าดอยล์

"ผมชอบเขียนบทสนทนาระหว่างคริสโตเฟอร์ ดอยล์ กับตู้เข่อเฟิง เพราะผมว่าคริสโตเฟอร์ ดอยล์ อยู่ได้ด้วยการกินแรงตู้เข่อเฟิงนั่นแหละ" เขาเผยในส่วนหนึ่งของค่ำคืน "เขาเป็นเหมือนคนที่แอบเกาะกิน ตู้เข่อเฟิงทำงานหนักทั้งหมด ส่วนคริสโตเฟอร์ ดอยล์ เอาแต่รับคำชื่นชม"

GROUNDCONTROL บันทึกบทเรียนมา 6 ข้อ ตลอดเส้นทางชีวิตเขา (แม้เราอาจไม่สามารถเก็บความฮาของแกได้เท่าตัวจริง) ไม่ว่าจะเป็นไมน์เซ็ตการทำหนังแบบ ‘มีกันอยู่สามคน’ ทั้งกองของเขา การรักษาความเป็นเด็ก ตัวอย่างการ “ใช้ชีวิต” แบบผจญภัยสุด ๆ ของเขา การทำหนังแบบ “ห่างออกไปจากคำ” และแน่นอน เรื่องของนายตู้เข่อเฟิง ชายที่เขาเปรียบเทียบการร่วมงานด้วย ดังกับการทำงานแบบมีเกลันเจโล…

รักษาความเป็นเด็กไว้ แม้ในวันที่ทุกคน “โตมากับหนังของคุณ”

บรรยากาศที่วนเวียนอยู่ในบทสนทนาตลอดทั้งคืนนั้นคือ ‘ความเป็นเด็ก’ ซึ่งอยู่ในเสียงหัวเราะ ในมุขเล่นคำ หรือการหยอกล้อทุกคนอย่างเป็นกันเองของดอยล์ และนั่นอาจเป็นเคล็ดลับหนึ่งเหมือนกัน สำหรับการทำงานศิลปะแบบเขา

"ความสุขที่แท้จริงของสิ่งที่เราทำคือการเป็นเหมือนเด็ก อย่างที่พระคริสต์บอกว่าเราทุกคนควรเป็นเหมือนเด็ก ไม่ใช่ความเด็กที่ไร้เดียงสาแบบเด็ก ๆ นะ มันคือความรู้สึกมหัศจรรย์ใจมากกว่า" เขาอธิบาย "จนถึงตอนนี้ เวลาเห็นภาพบนจอ ผมยังพูดได้เต็มปากว่า มันมหัศจรรย์จริงๆ"

แต่ภาพของดอยล์ที่เราเห็นคือผู้ใหญ่ที่มากด้วยประสบการณ์ มากพอจะถูกผู้ชมทักครั้งแล้วครั้งเล่าว่าพวกเขา ‘โตมากับหนังดอยล์’ แต่เขากลับบอกว่ามันไม่ยากเลย ที่จะรักษาความเป็นเด็กไว้ในวัยที่เพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ "เพราะผมเด็กมากอยู่แล้ว" เขาว่า "ความไร้เดียงสาในเรื่องอย่างการเงินอาจไม่ใช่ความคิดที่ดีนัก แต่ความไร้เดียงสาเกี่ยวกับสิ่งที่เป็นไปได้ ผมว่านั่นสำคัญมากสำหรับศิลปินเหมือนกัน คุณต้องกล้าฝันถึงสิ่งที่เป็นไปไม่ได้"

ใช้ชีวิตบ้าง จะได้ไม่ทำแต่หนังแฟรนไชส์เห่ย ๆ

ช่วงหนึ่งของการสนทนา น้ำเสียงของดอยล์แม้จะยังดูติดตลกแต่ก็จริงจังขึ้นอย่างเห็นได้ชัด เมื่อพูดถึงผู้ช่วยวัย 20-30 ที่เขาทำงานด้วย "ในเชิงเทคนิค พวกเขาเก่งกว่าผมมาก ผมต้องการพวกเขาจริงๆ" เขาบอก แต่สิ่งที่เขาสังเกตเห็นคือคนรุ่นใหม่จำนวนมากที่จบจากโรงเรียนภาพยนตร์ รู้จักหนังของเขาดี แต่กลับไม่มีอะไรเป็นของตัวเองมาเล่า

"ทำไมถึงไม่ทำงานของตัวเองล่ะ ถ้าไม่มีอะไรจะพูด คุณก็แค่พูดซ้ำสิ่งที่คนอื่นเคยพูดไปแล้ว นั่นแหละคือที่มาของหนังแฟรนไชส์ นั่นแหละคือที่มาของหนังมาร์เวลพวกนั้น เพราะมันง่าย คุณแค่ทำซ้ำกระบวนการเดิม ทำซ้ำพิมพ์เขียวเดิม" เขาว่า

สิ่งที่ขาดหายไปในคนรุ่นใหม่หลายคน ตามความเห็นของดอยล์ คือ "การมีชีวิต" จริงๆ ไม่ใช่แค่ผ่านโลกของหนังที่เห็นผ่านเลนส์เชิงเทคนิค แต่ผ่านประสบการณ์ตรงของการใช้ชีวิตตรงๆ "พวกเขาไม่เคยหิวโหยอยู่บนถนนในอินเดีย ไม่เคยหลงอยู่กลางพายุไต้ฝุ่นในมหาสมุทรอินเดียเหมือนผม ผมไม่ได้บอกว่านั่นคือสิ่งที่จำเป็นสำหรับการเติบโตเป็นศิลปินเสมอไป แต่อย่างน้อยคุณต้องมีชีวิตอยู่บ้าง หรืออย่างน้อยก็ผ่านคนอื่น หรืออย่างน้อยก็เอาจากหนัง ไม่ใช่แค่เทคนิค แต่คือแง่มุมของความเป็นมนุษย์ที่หนังบางเรื่องพยายามพูดถึง"

"ถ้าถามผมว่าอยากทำอะไรในชีวิตจริงๆ ผมอยากเป็นกะลาสีมากกว่าสิ่งที่กำลังทำอยู่ตอนนี้ พูดจริงๆ นะ มันเป็นสวรรค์ เป็นนิพพานสำหรับผม" เขากล่าว หลังเล่าย้อนว่าเดิมที เขาใช้ช่วงวัย 18 ปี ออกจากออสเตรเลียไปเป็นลูกเรือพาณิชย์ และได้ผ่านน่านน้ำสำคัญอันร้อนแรงในปัจจุบันอย่างช่องแคบฮอร์มุซเสียด้วย

เริ่มต้นจาก “ความผิดพลาด” ไปเลย

หลังชีวิตในเรือ ดอยล์เดินทางไปอินเดียอยู่สามปี ก่อนจะพบว่าคนต่างชาติที่อยู่อินเดียนานๆ ส่วนใหญ่มักจบลงด้วยการถูกส่งกลับบ้านด้วยเฮลิคอปเตอร์การแพทย์เพราะอาหารเป็นพิษ/ตับพัง หรือไม่ก็อยู่ที่นั่นไปตลอดชีวิตโดยไม่ได้อะไร เขาจึงตัดสินใจไปฮ่องกงเพื่อเรียนภาษาจีน ในช่วงที่จีนแผ่นดินใหญ่อยู่ในการปฏิวัติวัฒนธรรม

ที่ฮ่องกงนั่นเขาได้พบกับเอ็ดเวิร์ด หยาง และกลุ่มคนรุ่นใหม่ที่ต้องการสรัางน้ำเสียงของตัวเอง วันหนึ่งหยางถามเขาว่าจะช่วยถ่ายหนังให้ไหม ทั้งที่ดอยล์ไม่เคยถ่ายหนังจริงจังมาก่อนเลย เคยแค่ถ่ายหนัง 8 มม. เล่นๆ (หรือที่เรียกกันว่าหนังทดลอง) ทำให้มันไม่ง่ายเลยในการจะเข้าไปถ่ายหนังใหญ่ ‘That Day, on the Beach’ เรื่องแรงของทั้งหยางและเขา

“เอ็ดเวิร์ดเป็นคนที่ดื้อมากและมั่นคงมาก เราก็เลยพยายามผลักดันมันด้วยกันจนผมได้ถ่าย” เขาเล่า “แล้วผมก็ได้รางวัล Best Cinematography ที่ Asia-Pacific Film Festival”

“ผมคิดว่ามันแปลกมาก เพราะผมไม่เคยทำอะไรมาก่อนเลย ผมเลยคิดว่าเอาหละ ต้องเริ่มเรียนรู้จากความผิดพลาดกันแล้ว และตั้งแต่นั้นผมคิดว่าความผิดพลาดทั้งหลายที่ผมทำมันสำคัญกับผมมากในเส้นทางการเรียนรู้ ผมคิดว่าหลายอย่างที่คุณคิดว่าผมตั้งใจสร้างสรรค์มันขึ้นมาจริง ๆ แล้วคือข้อผิดพลาด แต่จะเกิดอะไรขึ้นถ้าเราสร้างข้อผิดพลาดเหล่า

เขาอธิบายว่าในหนังแบบที่เขาทำ มักไม่มีเงินหรือเวลาพอจะย้อนกลับไปแก้ บางทีก็ไม่มีนักแสดงคนเดิมให้ถ่ายซ้ำด้วยซ้ำ ความรู้สึกมหัศจรรย์ใจ ความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกับคนที่ทำงานด้วย และการเรียนรู้จากความผิดพลาดโดยไม่ถูกไล่ออก ทั้งหมดนี้ต่างหากที่เขามองว่าสำคัญ

"มันคือการทำงานกับคนที่ใส่ใจ และทำผิดพลาด แล้วเรียนรู้จากมัน"

เป็นนักวิจารณ์ของตัวเอง เป็นคนจีนอีกคนในร่างเลยก็ได้

คนคนหนึ่งซึ่งดอยล์อาจใช้ชีวิตอยู่ด้วยกันมากที่สุดเลยคือชายที่ชื่อ ‘ตู้เข่อเฟิง’ ผู้กำกับภาพในใจคอหนังจีนหลายคน ซึ่งมารู้ทีหลังว่าคือชายชาวออสเตรเลียคนนี้นี่เอง

ดอยล์เล่าว่าครูสอนภาษาจีนซึ่งเป็นกวีของเขาเป็นผู้ตั้งชื่อนี้ให้ โดยที่ "ตู้" มาจากตู้ ฝู่ หนึ่งในกวีที่สำคัญที่สุดในประวัติศาสตร์จีน ส่วน "เข่อเฟิง" แปลว่าสายลม ซึ่งบางครั้งแรง บางครั้งเปลี่ยนทิศ บางครั้งหายไปเลย บางครั้งกลายเป็นไต้ฝุ่น "ผมว่ามันเหมือนบุคลิกของผมมากเลย" เขาว่า
แทบไม่มีใครรู้เลยว่านายตู้เข่อเฟิงไม่ใช่คนจีน ดอยล์บอกว่านี่คือสิ่งที่ช่วยเปิดประตูให้เขาเข้าไปอยู่ในวงการภาพยนตร์จีนได้อย่างแนบเนียนตลอดหลายสิบปี

"คริสโตเฟอร์ ดอยล์" กับ "ตู้เคอฟง" มักมีบทสนทนาด้วยกันในสมุดของพวกเขาเอง เพราะเขารู้สึกว่าคริสโตเฟอร์ ดอยล์ เอาแต่ได้ หน้าจากงานที่ตู้เคอฟงทำจริง "ตู้เคอฟงทำงานดีๆ ทั้งหมด ส่วนคริสโตเฟอร์ ดอยล์ เอาแต่รับคำชม ประเภทขอบคุณมากครับ ผมชอบงานคุณนะ"

แต่ลึกลงไปกว่านั้น เขาบอกว่านี่คือสิ่งที่ศิลปินทุกคนต้องมี สองตัวตนที่อยู่คู่กัน เขาเปรียบเทียบกับการที่มีเกลันเจโลวาดเพดานโบสถ์ซิสทีน ต้องนอนหงายวาดใกล้ๆ จนมองไม่เห็นภาพรวม แต่ก็ต้องลงมาดูจากด้านล่างเพื่อประเมินสิ่งที่กำลังทำอยู่ "เขาต้องจมอยู่กับมันอย่างเต็มที่ เป็นการส่วนตัวสุดๆ และในขณะเดียวกันก็ต้องเป็นนักวิจารณ์ที่โหดที่สุดให้ตัวเองด้วย"

"ผมโชคดีที่มีคุณสมบัติทั้งสองอย่างนี้อยู่ในตัว" เขาว่า "ตู้เคอฟงอาจทำอะไรบางอย่างได้ ส่วนคริสโตเฟอร์ ดอยล์ ถอยออกมาดู หรือบางทีก็สลับกัน" เขาเสริมด้วยว่าถ้านับกันจริงๆ ตู้เคอฟงทำหนังมาแล้วราว 60 เรื่อง ส่วนคริสโตเฟอร์ ดอยล์ ทำมาได้แค่ 40 กว่าเรื่องเท่านั้น ราวกับสองคนนี้แข่งกันทำงานอยู่ในร่างเดียวกันมาตลอดชีวิต

ถอยห่างออกไปจาก ‘คำ’

เมื่อบทสนทนามาถึงเรื่องการถ่ายทำ "ครัวสาว" เขาพูดถึงแนวคิดเรื่อง "Away with Words" ซึ่งเป็นชื่อของหนังเรื่องแรกที่เขากำกับเอง ซึ่งเป็นการเล่นคำระหว่าง "วิธีใช้คำ" (‘a way’ with words) กับ "การถอยห่างออกจากคำ" (‘away’ with words)

งานของเขาในฐานะตากล้อง เขาบอกว่าคือการให้รูปทรง สี แสง การเคลื่อนไหว และโครงสร้างกับสิ่งที่เขียนอยู่บนหน้ากระดาษ แต่ในขณะเดียวกันก็ต้องหาทางหลุดออกจากคำพูดนั้นด้วย คือหาช่วงเวลาที่สื่อสารบางอย่างที่คำพูดบอกไม่ได้

"เหมือนม่านที่พลิ้วไหวตามลม" เขายกตัวอย่าง ก่อนจะพูดถึงงานที่เพิ่งทำร่วมกับเป็นเอกเรื่องนี้ "ภาพน้ำมันที่หมุนวนอยู่ก้นกระทะ หรือแสงที่สะท้อนหยดไขมันที่หยดลงในโหลแก้ว ภาพพวกนี้ไม่ได้เขียนไว้ในบท เราค้นพบมันระหว่างทำหนัง แล้วคิดว่า โอเค เราไม่ได้กำลังทำโฆษณาเบอร์เกอร์คิง เราไม่ได้กำลังทำโฆษณาอาหาร เรากำลังพยายามทำให้อาหารกลายเป็นตัวละครตัวหนึ่งของหนัง" เขาว่า "มันไม่มีคำพูด จริงอยู่ที่มันไม่พูด แต่มันบอกอะไรบางอย่าง สิ่งที่อยู่เหนือคำพูด เป็นประสบการณ์ทางสายตาที่เต็มไปด้วยอารมณ์"

ดอยล์ยังเล่าถึงความพิถีพิถันในรายละเอียดเล็กๆ ที่หลายคนมองข้าม เช่น สีของช้อนในฉากครัว หรือเสื้อผ้าที่ตัวละครสวมใส่ในแต่ละช่วงของเรื่อง "ทุกองค์ประกอบของฉากเป็นส่วนหนึ่งของเรื่องราวและประสบการณ์ทางสายตา" เขาว่า และนั่นคือสิ่งที่เขามักทำให้ทีมงานฝ่ายศิลป์หรือเครื่องแต่งกายประหลาดใจเสมอ เมื่อเขาใส่ใจกับสีเสื้อของตัวละครในแต่ละฉากมากถึงเพียงนั้น

การทำหนัง มีคนอยู่แค่สามคน

ช่วงท้ายของค่ำคืน เมื่อผู้ชมคนหนึ่งถามถึงการทำงานกับเป็นเอกเป็นการเฉพาะ ดอยล์อธิบายสิ่งที่เขาเรียกว่าปรัชญาพื้นฐานของภาพยนตร์

"ในหนังมีคนอยู่แค่สามคน" เขาว่า “คนที่อยู่หน้ากล้อง พวกเราตรงกลาง และพวกคุณ ผู้ชม”
"คนที่อยู่หน้ากล้อง กำลังพูดกับคนที่อยู่หลังกล้อง ซึ่งปกติก็คือผม แต่ในกรณีนี้คือเป็นเอกที่ยืนอยู่ข้างๆ ผม ซึ่งไม่ปกติเลย" เขาอธิบายว่าผู้กำกับส่วนใหญ่มักนั่งดูจอมอนิเตอร์อยู่ไกลๆ ในสิ่งที่เรียกว่า "Video Village" แต่เป็นเอกยืนอยู่ข้างกล้องเพื่อให้กำลังใจนักแสดง และเพราะพวกเขาทำงานกันหลายภาษา เป็นเอกจึงฟัง "จังหวะดนตรี" ของบทสนทนามากกว่าเนื้อหาคำพูด

"หน้าที่ของเราคือเตรียมทุกอย่างให้พร้อมจนกระทั่งพวกคุณลืมมันไปได้ แล้วให้พวกเขาพูดกับพวกคุณโดยตรง" เขากล่าว

"ครัวสาว (Morte Cucina)" กำกับโดย เป็นเอก รัตนเรือง กำกับภาพโดยคริสโตเฟอร์ ดอยล์ นำแสดงโดย เบลล่า บุญแสง, กฤษณ์ ศรีภูมิเศรษฐ์ และนพชัย ชัยนาม เข้าฉายในโรงภาพยนตร์ทั่วประเทศตั้งแต่วันที่ 2 กรกฎาคม 2569