การกลับมาของ Daredevil: Born Again ในเวอร์ชันซีรีส์ ทำให้ชื่อของ แมตต์ เมอร์ด็อก ถูกพูดถึงอีกครั้ง ในฐานะฮีโร่ที่ยืนอยู่นอกกรอบของคำว่า “ซูเปอร์ฮีโร่” แบบที่เราคุ้นเคย เขาไม่ใช่ตัวแทนของความสมบูรณ์แบบ แต่คือภาพสะท้อนของมนุษย์ที่เต็มไปด้วยความขัดแย้ง
เพราะสิ่งที่ทำให้ Daredevil แตกต่างจากฮีโร่คนอื่น ไม่ใช่เพียงพลังหรือทักษะการต่อสู้ แต่คือการตั้งคำถามกับตัวเองอยู่ตลอดเวลา ในฐานะทนายความ เขาเชื่อในกระบวนการยุติธรรม แต่ในฐานะศาลเตี้ย เขากลับต้องละเมิดมัน ในฐานะผู้ศรัทธา เขาเชื่อในพระเจ้า แต่กลับต้องมีชีวิตอยู่ในโลกที่พระเจ้าดูเหมือนจะเงียบงัน และในฐานะมนุษย์ เขาไม่เคยหลุดพ้นจากความรู้สึกผิดที่คอยกัดกินอยู่ภายใน
และไม่มีช่วงเวลาใดที่จะสะท้อนตัวตนของเขาได้ชัดเจนไปกว่า Born Again เรื่องราวที่ไม่ได้พยายามยกระดับฮีโร่ให้ยิ่งใหญ่ขึ้น แต่เลือกจะ “ทำลาย” เขาจนแทบสูญสิ้น ก่อนจะตั้งคำถามสำคัญว่า เมื่อทุกอย่างถูกพรากไปแล้ว มนุษย์ยังสามารถ “เกิดใหม่” ได้จริงหรือไม่
หากย้อนกลับไปในปี 1964 ท่ามกลางยุคที่โลกกำลังหลงใหลในฮีโร่ผู้ทรงพลังและไร้ที่ติ สแตน ลี และ บิล เอเวอเร็ตต์ กลับเลือกสร้างตัวละครที่เปราะบางและเป็นมนุษย์มากกว่า Daredevil จึงถือกำเนิดขึ้นในฐานะ แมตต์ เมอร์ด็อก ทนายความตาบอด ผู้ได้รับประสาทสัมผัสเหนือมนุษย์จากอุบัติเหตุสารกัมมันตรังสี
ในช่วงแรก Daredevil ถูกวางให้เป็นฮีโร่ในโทนสนุกสนาน เต็มไปด้วยสีสันและมุกตลกตามสไตล์ของ Marvel Comics ในยุคนั้น แม้ต่อมาจะมีความพยายามปรับให้เขาจริงจังขึ้น แต่ก็ยังคงเป็นเพียงฮีโร่ระดับรอง ที่ยังไม่ถูกขุดลึกในเชิงจิตวิทยาหรือศีลธรรมมากนัก
Daredevil (April 1964)
กระทั่งช่วงทศวรรษ 1980 การมาถึงของ แฟรงก์ มิลเลอร์ ได้เปลี่ยน Daredevil ไปตลอดกาล เขานำอิทธิพลของเรื่องเล่าอาชญากรรมและภาพยนตร์ฟิล์มนัวร์เข้ามาผสมผสาน สร้างโลกที่มืดหม่นและสมจริงมากขึ้น พร้อมทั้งแนะนำตัวละครสำคัญอย่างอีเล็คตราและองค์กรนินจา The Hand รวมถึงยกระดับศัตรูอย่าง Bullseye และ Kingpin ให้กลายเป็นแรงกดดันหลักของเรื่อง
จุดเปลี่ยนที่แท้จริงเกิดขึ้นในปี 1986 เมื่อมิลเลอร์เขียน Daredevil: Born Again เรื่องราวที่ไม่ได้เน้นการต่อสู้ แต่เป็นการรื้อถอนตัวตนของฮีโร่อย่างเป็นระบบ เมื่อ วิลสัน ฟิสค์ หรือ Kingpin ศัตรูตัวฉกาจของ Daredevil เจ้าพ่ออาชญากรรมผู้ทรงอิทธิพลแห่งนิวยอร์กในจักรวาล Marvel และเป็นผู้ควบคุมเครือข่ายอาชญากรรมขนาดใหญ่ภายใต้ภาพลักษณ์นักธุรกิจและผู้มีอำนาจทางสังคม ค้นพบตัวตนของ แมตต์ เมอร์ด็อก และเลือกจะไม่ฆ่าเขา แต่ทำลายชีวิตของเขาทีละชั้น ตั้งแต่อาชีพ ชื่อเสียง ไปจนถึงศักดิ์ศรี ความพินาศครั้งนี้ผลักเขาจากทนายผู้มีเกียรติ สู่ชายไร้บ้านที่แทบไม่เหลืออะไรให้ยึดเหนี่ยว
Daredevil: Born Again (1986)
สิ่งที่ทำให้ Born Again ทรงพลัง คือการเปลี่ยนคำถามจาก “ฮีโร่จะชนะได้อย่างไร?” ไปเป็น “มนุษย์จะยังคงเป็นตัวเองได้อย่างไร เมื่อทุกอย่างพังทลาย?” และเมื่อเรื่องนี้ถูกตีความใหม่ในเวอร์ชันซีรีส์ คำถามดังกล่าวยิ่งถูกขยายไปสู่ระดับโครงสร้างทางอำนาจ เมื่อ Kingpin ก้าวขึ้นสู่บทบาทผู้นำ และใช้กฎหมายเป็นเครื่องมือในการควบคุมความจริง
Hell’s Kitchen ในยุคของเขาจึงไม่ใช่แค่ฉากหลัง แต่เป็นภาพแทนของเมืองที่เต็มไปด้วยความกลัว ความรุนแรง และความสิ้นหวัง โลกที่ใกล้เคียงกับความจริงมากขึ้น และกลายเป็นอัตลักษณ์ของ Daredevil มาจนถึงปัจจุบัน ในบริบทแบบนี้ การเป็นฮีโร่จึงไม่ใช่การเอาชนะศัตรู แต่คือการไม่ยอมกลายเป็นส่วนหนึ่งของระบบ
นอกเหนือจากมิติทางการเมืองแล้ว Daredevil: Born Again ยังเต็มไปด้วยการอ้างอิงสัญลักษณ์ของศาสนาคริสต์ โดยเฉพาะนิกายโรมันคาทอลิก ซึ่งเป็นรากฐานสำคัญของตัวละครแมตต์ เมอร์ด็อก และทำให้ศรัทธานี้กลายเป็นแกนกลางของความขัดแย้งภายในใจของเขา ในฐานะมนุษย์ผู้รู้สึกว่าตนเองเป็นคนบาปและพยายามแสวงหาการไถ่บาปอยู่เสมอ
นิกายโรมันคาทอลิกเป็นหนึ่งในนิกายหลักของศาสนาคริสต์ โดยเชื่อว่าพระเยซูคริสต์ทรงเป็นทั้งพระเจ้าและมนุษย์อย่างสมบูรณ์ และการประทับอยู่ของพระองค์ยังคงสืบทอดผ่านพระคัมภีร์ ธรรมประเพณี และศีลศักดิ์สิทธิ์อย่างศีลล้างบาป (Baptism) ศีลมหาสนิท หรือการรับศีล (Eucharist / Holy Communion) และศีลอภัยบาป (Confession / Reconciliation) ซึ่งชาวคาทอลิกเชื่อว่าศีลเหล่านี้เป็น “ช่องทางที่มองเห็นได้” ของพระหรรษทานจากพระเจ้า
ความเชื่อเหล่านี้ไม่ใช่เพียงฉากหลังของเรื่อง แต่เป็นกุญแจสำคัญในการทำความเข้าใจตัวละคร ตัวอย่างที่ชัดเจนคือคำว่า “Born Again” ที่ถูกนำมาใช้เป็นทั้งชื่อเรื่องหลักของทั้งคอมมิคและซีรีส์ ซึ่งนำมาจากคำสอนของพระเยซู ที่ตรัสกับนิโคเดมัสในยอห์นบทที่ 3 ว่า "ถ้าผู้ใดไม่ได้บังเกิดใหม่ ผู้นั้นจะเห็นแผ่นดินของพระเจ้าไม่ได้" ซึ่งหมายถึงการเกิดใหม่ทางจิตวิญญาณ ไม่ใช่การเกิดทางร่างกายครั้งที่สอง เป็นดั่งการที่มนุษย์ต้องสูญเสียตัวตนเดิมก่อน แล้วจึงฟื้นคืนในรูปแบบใหม่
เฉกเช่นเดียวกันกับเรื่องราวในเรื่อง ที่แสดงให้เห็นถึงการล่มสลายของตัวแมตต์เอง ก่อนจะนำไปสู่การเกิดใหม่ ผ่านการช่วยเหลือของแม่ชี (ซึ่งมีนัยว่าเป็นแม่ของเขาเอง) หรือแม้แต่การกลับมาในฐานะ Daredevil เองก็มีลักษณะที่คล้ายกันกับพิธีล้างบาป (Baptism) ซึ่งเป็นการเน้นย้ำธีมของความทุกข์ทรมานและพระคุณ (Grace) นั่นเอง
ขณะเดียวกัน ประเด็นเรื่องบาป การสารภาพ และการไถ่บาป ก็กลายเป็นแกนของความขัดแย้งภายในตัวละครแมตต์ยังคงแบกรับความรู้สึกผิดแบบคาทอลิก เขาตั้งคำถามกับตัวเองซ้ำแล้วซ้ำเล่าว่า ความรุนแรงที่เขาใช้นั้นชอบธรรมหรือไม่ แม้จะเป็นไปเพื่อหยุดยั้งอาชญากรรมก็ตาม
ความขัดแย้งสำคัญจึงเกิดขึ้นตรงนี้ ในเมื่อเขาคือชายผู้เชื่อในการไถ่บาป แต่เขากลับเป็นคนเลือกใช้ ความรุนแรงเป็นเครื่องมือเสียเอง ห้องสารภาพบาป (Confessional) ในเรื่องจึงไม่ใช่แค่พื้นที่ทางศาสนา แต่เป็นสนามรบทางจิตใจ ที่เขาต้องเผชิญหน้ากับความผิดของตัวเองอยู่ตลอดเวลา โดยไม่มีวันสารภาพได้ทั้งหมด เพราะความจริงของเขาอาจทำให้เขากลายเป็นอาชญากรเสียเอง
เช่นเดียวกันกับชุดสีแดงของ Daredevil เอง ที่ไม่ใช่เพียงแค่เครื่องแต่งกายเท่านั้น แต่มันยังสื่อถึง “เลือด” สัญลักษณ์ของการเสียสละ การชำระล้าง และการไถ่บาป ซึ่งฝังอยู่ในโครงสร้างของเรื่องทั้งหมด รวมถึงยังมีภาพลักษณ์แบบปีศาจ ที่สื่อว่าถึงแม้แมตต์จะเป็นชาวคาทอลิกที่เคร่งครัด แต่เขากลับรู้สึกผิด กังวลเรื่องการสารภาพบาป และคิดว่าตัวเองกำลังใช้ความรุนแรงเพื่อต่อสู้กับความชั่วร้าย การสวมชุดคล้ายปีศาจยิ่งตอกย้ำว่าเขากำลังก้าวข้ามเส้นแบ่งทางศีลธรรมที่เขาก็ยึดมั่นอยู่เช่นกัน
ในเวอร์ชันซีรีส์อย่าง Daredevil: Born Again ศรัทธาของเขาจึงทำหน้าที่เสมือนเข็มทิศทางศีลธรรม ในโลกที่สถาบันต่าง ๆ ล้มเหลว ไม่ว่าจะเป็นกฎหมาย การเมือง หรือแม้แต่ศาสนาเอง เขายังคงยึดมั่นในแนวคิดเรื่องความรับผิดชอบ บาป และการไถ่บาป แม้โลกจะไม่ได้ให้คุณค่ากับสิ่งเหล่านี้อีกต่อไป
การสารภาพบาป การสวดภาวนา และความตึงเครียดกับตัวละครอย่าง Father Lantom และ Sister Maggie ยิ่งแสดงให้เห็นถึงความขัดแย้งระหว่าง “ความยุติธรรม” กับ “ความเมตตา” โดยแมตต์กลายเป็นตัวแทนของความรู้สึกผิดแบบคาทอลิก (Catholic guilt) จากการใช้ความรุนแรง ขณะเดียวกันก็ยังคงยึดมั่นในแนวคิดเรื่องการไถ่บาป
สำหรับเราแล้ว Daredevil: Born Again อาจจะไม่ใช่ซีรีส์ที่บอกเล่าเรื่องราวของธรรมมะเอาชนะอธรรม แต่มันคือการเล่าเรื่องราวของการไม่ยอมสูญเสียตัวเอง โดยเฉพาะในโลกที่ทุกอย่างกำลังพังทลาย ซึ่งแน่นอนว่าเราจะได้เห็นสิ่งเหล่านี้ในซีรีส์ โดยเฉพาะใน Season 2 ที่นอกจากจะขยายความรู้สึกผิดชอบชั่วดีของตัวละครในเรื่องมากขึ้นแล้ว ในซีซั่นนี้ยังมีการเพิ่มแง่มุมทางการเมืองและอาชญกรรมที่ซับซ้อนมากขึ้น แต่ถึงอย่างนั้นก็ยังคงสามารถรักษาความเป็นตัวตนที่ดิบเถื่อนและฉากแอ็คชั่นสุดโหดที่แฟน ๆ ชื่นชอบเอาไว้ได้
นอกจากนั้นแล้ว Daredevil: Born Again ก็ยังคงเต็มไปด้วยความรู้สึกผิดบาปที่แฝงด้วยความเชื่อทางศาสนาคาทอลิกเอาไว้ การต่อสู้ทางศีลธรรม อาชญกรรมและบรรยากาศแบบฟิล์มนัวร์ ตัวซีรีส์เองก็ยังสามารถตอบโจทย์ในแง่มุมนี้ได้เป็นอย่างดี ถือเป็นอีกหนึ่งการสานต่อโทนและสไตล์ที่ดีที่สุดเรื่องหนึ่งเท่าที่ Marvel เคยทำมา และแน่นอนว่าแฟน ๆ Daredevil จะไม่ผิดหวังอย่างแน่นอน
Daredevil: Born Again ซีซัน 2 สตรีมได้แล้วบน Disney+ พร้อมพากย์ไทย ได้แล้ววันนี้บน Disney+
ตอนใหม่อัปเดตทุกวันพุธ เวลา 8.00 น. รวมทั้งหมด 8 ตอน




