บ่ายวันหนึ่งในห้องวิดีโอคอลแอป Zoom บรรยากาศตรงกันข้ามการประชุมออนไลน์ที่เราคุ้นเคย วงดนตรีอินดี้ป็อบ ‘Wasia Project’ มีสมาชิกเป็นสองพี่น้อง วิล เกา (Will Gao) มือคีย์บอร์ดผู้โด่งดังจากงานแสดงในซีรีส์ Heartstopper และ โอลิเวีย ฮาร์ดี้ (Olivia Hardy) นักร้องสาวเสียงนุ่มนวล พวกเขาหยอกล้อกันพอขำ ๆ ถึงสัญญาณอินเตอร์เน็ตสะดุด นี่คือเจ้าของฉายา “ร็อคสตาร์ลอนดอนรุ่นใหม่” ผู้กำลัง “เดินบนทางอันมืดมนและขัดแย้งในค่ำคืนอันโดดเดี่ยวของยุคดิจิทัล” ในอัลบั้มใหม่ของพวกเขา ดูน่าสนใจแล้วใช่ไหม สรุปพวกเขาเท่ขรึมหรือขี้เล่นกันแน่นะ?
“มันคือเรื่องของความฝันและการทำฝันนั้นให้สำเร็จ แม้ว่าจะต้องใช้ลูกโป่งเป็นหมื่นลูกเพื่อพาบ้านลอยฟ้าให้ได้ก็ตาม” วิลเล่าถึงหนัง ‘Up’ เรื่องโปรดของเขาพร้อมรอยยิ้มกว้าง… เป็นอีกช่วงหนึ่งในบทสนทนาของเรา ที่ภาพลักษณ์ตัวเอกหนังฝรั่งเศสในฟิล์มนัวร์ขาวดำของเขา มีภาพแบบเจนซีสดใสซ้อนทับขึ้นมา
Wasia Project กำลังจะปล่อยอัลบั้มใหม่ปลายปีนี้ ในชื่อ Nocturne ซิงเกิล ‘2515’ และ ‘Bleeding Gold’ ที่เพิ่งปล่อยมาของเขามีทั้งจังหวะย่ำแบบเพลงในคลับ และเวทีเสียงที่กว้างพอที่จะคลุมคอนเสิร์ตระดับใหญ่ ๆ ไหว พวกเขาปรากฏตัวในชุดขาวดำดังกำลังเดินทางไปร่วมงานบางอย่างตอนกลางคืน แต่มันก็มีความจริงใจ ความเปราะบาง และเคมีบางอย่างระหว่างพี่น้อง ที่ซ่อนอยู่ในยุคใหม่ของพวกเขาในอัลบั้มนี้ เหมือนที่ในความมืดหม่นก็มีแสงบางอย่างอยู่เหมือนกัน…
จากห้องนอนสู่สเตเดียม: ความอ้างว้างของวัยรุ่นเจนซีที่มืดหม่นกว่าทุกครั้ง
ย้อนกลับไปในปี 2019 สองพี่น้องลูกครึ่งอังกฤษ-จีน เริ่มทำเพลงด้วยกันในห้องนอนในบ้านเกิดของพวกเขาที่ตอนใต้ของลอนดอน พวกเขาตั้งชื่อวงว่า Wasia Project คำที่บ่งบอกถึงตัวตนลูกครึ่งระหว่าง White และ Asian ของพวกเขา ด้วยท่าทีเชิงติดตลก
แนวเพลงของพวกเขาในตอนนั้นเรียกกว้าง ๆ ได้ว่า Bedroom Pop / Jazz Pop สร้างขึ้นด้วยเสียงเปียโนจากสกิลคลาสสิกของวิล และเสียงร้องผ่านไมโครโฟนคาราโอเกะของโอลิเวีย เพลงอย่าง "ur so pretty" และ "Why Don't U Love Me" เป็นที่ติดหูของนักฟังสายนอกกระแส และยิ่งดังขึ้นไปอีกเมื่อผลงานของพวกเขาเข้าไปประกอบฉากสำคัญของซีรีส์ Heartstopper
พวกเขาผ่านการทัวร์คอนเสิร์ตมาแล้วมากมาย กับการเป็นวงเปิดให้ศิลปินแจ๊สสาว Wasian อีกคนอย่าง Laufey ในอเมริกา หรือเล่นในเวทีขนาดยักษ์ร่วมกับ Tom Odell ในยุโรป ประสบการณ์เหล่านี้คงเป็นส่วนสำคัญ ที่เปลี่ยนมุมมองของพวกเขาไปโดยสิ้นเชิง
“การเล่นสดในพื้นที่ขนาดใหญ่มันเปลี่ยนเรา” วิลอธิบายถึงที่มาของซาวด์ดนตรีที่ดู ‘ใหญ่ขึ้นและกว้างขึ้น’ ในซิงเกิลใหม่ของพวกเขา “ตอนที่เราเริ่มต้นทำเพลงในห้องนอน ดนตรีของเรามันค่อนข้างเก็บตัวอยู่ข้างใน แต่พอเราได้ออกไปเห็นสายตาของผู้คน ได้ยินเสียงพวกเขาร้องตาม มันทำให้เราอยากสำรวจซาวด์ดนตรีที่ดังขึ้น มีมิติมากขึ้น ดาร์กขึ้น และบางทีอาจจะมีกลิ่นอายของเพลงคลับเข้ามาผสมผสานด้วย”
โอลิเวียเสริมว่า ดนตรีในอัลบั้มเดบิวต์ Nocturne นี้ คือการก้าวข้ามขีดจำกัดเดิม ที่พวกเขาเคยสร้างไว้ใน EP Isotope เมื่อปี 2024
“สำหรับเพลง Bleeding Gold ที่เพิ่งปล่อยไป เราเขียนมันขึ้นมาโดยมีภาพการแสดงสดอยู่ในหัวเลยหละ ท่อนฮุกที่ติดหู… ในฐานะคนฟังเพลงคนหนึ่ง การได้อยู่ในพื้นที่ขนาดใหญ่ที่ทุกคนร้องเพลงเดียวกัน เชื่อมโยงกันผ่านดนตรี มันคือความรู้สึกที่ดีที่สุดในโลกอย่างหนึ่งเลย และนั่นคือเหตุผลทั้งหมดที่ทำให้เราอยากเล่นดนตรี”
ความรู้สึกโหยหาและแปลกแยก เป็นความรู้สึกที่แฝงอยู่ไม่น้อยในดนตรีของพวกเขา “การเป็นลูกครึ่งมันเหมือนกับคุณไม่ได้อยู่ในวัฒนธรรมใดอย่างเต็มตัวเลย” โอลิเวียเคยพูดถึงประสบการณ์ ‘Wasia’ เอาไว้ ในบทสัมภาษณ์กับนิตยาสาร DIY
ในซิงเกิล ‘2515’ ที่ปล่อยออกมาก่อนหน้านี้ พวกเขาได้หยิบยกประเด็นเรื่องความเหงาและการเชื่อมต่อที่ขาดลงในยุคดิจิทัล มาเล่าผ่านซาวด์ดนตรีที่ผสมผสานเครื่องสายคลาสสิกเข้ากับบีทอิเล็กทรอนิกส์ยามค่ำคืน เสียงร้องของโอลิเวียถูกปรับแต่งผ่านเอฟเฟกต์จนเหมือนเสียงสะท้อนจากวิทยุติดรถยนต์ รถที่แล่นไปอย่างไร้จุดหมายท่ามกลางแสงไฟนีออนของเมืองใหญ่
“2515 คือบทใหม่ในการเขียนเพลงของเรา มันทั้งเย็นชาและมืดมนกว่าทุกอย่างที่เราเคยทำ” วิลและโอลิเวียเคยเขียนไว้ในแถลงการณ์เปิดตัวซิงเกิล “มันขับเคลื่อนด้วยความโกรธและความคิดที่วิ่งวุ่นในหัวเมื่อเผชิญกับความรู้สึกอ้างว้างในยุคหลังโควิดที่วัยรุ่นเจนซีต้องติดอยู่ในโลกเสมือนจริง (Digital Landscape) มากกว่าโลกแห่งความเป็นจริง”
Wasia Project ภาพโดย Claryn Chong
จากโชแปง สู่ Perks of Being a Wallflower: การเดินทางผ่านค่ำคืนอันซับซ้อนใน ‘Nocturne’
ข้อดีของการทำวงกับพี่น้องคือความจริงใจ และความเข้าใจที่ไม่ต้องอธิบายอะไรมาก
“เวลาอยู่ในสตูดิโอ เราคุยกันด้วยรหัสลับเฉพาะตัวที่เราเข้าใจกันแค่สองคน” โอลิเวียหัวเราะ “มันยากมากที่จะอธิบายเสียงดนตรีที่คุณได้ยินในหัวออกมาเป็นคำพูด แต่เพราะเราเติบโตมาในบ้านเดียวกัน เรียนดนตรีคลาสสิกมาเหมือนกัน เราเลยสามารถส่งผ่านไอเดียแปลกๆ หรือคำเปรียบเทียบตลกๆ แล้วอีกคนก็เข้าใจได้ทันที”
ก่อนหน้านี้โอลิเวียมักจะยุ่งอยู่กับการเรียน ส่วนวิลก็หมดเวลาไปกับซีรีส์ กระบวนการทำงานของพวกเขาจึงมักเริ่มจากวัตถุดิบในมุมของตัวเอง แล้วมารวมกันในสตูดิโอ แต่อัลบั้ม Nocturne เป็นครั้งแรกที่พวกเขาทุ่มเทพลังงานร่วมกันในสตูดิโอแบบร้อยเปอร์เซ็นต์
“เราเป็นเหมือนพลังหยินกับหยาง” วิลเคยเปรียบเปรยความสัมพันธ์พวกเขากับปรัชญาจีนเอาไว้ในบทสัมภาษณ์กับ NME และเขาอธิบายว่าในอัลบั้มนี้พลังงานนั้นมันชัดเจนยิ่งขึ้นไปอีก “ผมเป็นพวกชอบสาดสีลงบนผ้าใบ โยนอะไรใหม่ ๆ เข้าไปอย่างรวดเร็วด้วยสัญชาติญาณ ส่วนโอลิเวียเป็นนักคัดสรรที่พิถีพิถันมาก เธอดูรายละเอียดเล็ก ๆ น้อย ๆ ปรับแต่ง และจบงานให้มันสมบูรณ์ แต่บางทีผมก็ช่วยจัดระเบียบไอเดียของเธอด้วย มันขึ้นอยู่กับเพลงเลยสำหรับอัลบั้มนี้ แนวทางดนตรีของพวกเรามันผสมผสานกันลึกซึ้งและกลมกล่อมขึ้นกว่าทุกที”
คำว่า ‘Nocturne’ ในชื่ออัลบั้ม มีความหมายอีกทางในโลกดนตรีคลาสสิก หมายถึง บทเพลงที่ได้รับแรงบันดาลใจจากยามค่ำคืน โดยมีคีตกวีผู้ยิ่งใหญ่อย่าง เฟรเดริก โชแปง (Frédéric Chopin) เป็นหนึ่งในนักประพันธ์ผลงานประเภทนี้จนโด่งดัง วิลยอมรับว่าเขารู้สึกตื่นเต้นและได้รับแรงบันดาลใจจากบทเพลง Nocturnes ของโชแปงอย่างมากในการทำอัลบั้มนี้
“ดนตรีของโชแปงสามารถเข้าถึงความมืดมิดและความโอ่อ่าอลังการ (Darkness and Grandeur) ในเวลาเดียวกัน ซึ่งนั่นคือสิ่งที่เราหวังว่าจะส่งผ่านพลังงานแบบนั้นออกมาในแบบของเราในอัลบั้ม ‘Nocturne’ นี้ครับ” วิลกล่าว และนอกไปจากนั้น เขายังพูดถึงวงอัลเตอร์เนทีฟอย่าง Radiohead และ Massive Attack ว่าเป็นหนึ่งในแรงบันดาลใจของอัลบั้มนี้ด้วย
ในอีกมุมหนึ่ง โอลิเวียกลับอธิบายแนวคิดของอัลบั้มผ่านมุมมองแบบภาพยนตร์ Coming-of-Age อย่าง ‘The Perks of Being a Wallflower’
“มันคือภาพยนตร์เรื่องโปรดตลอดกาลของฉันเลย” โอลิเวียเล่า “ในแง่หนึ่งมันก็เป็นเรื่องของความมืดมน แต่ในขณะเดียวกันก็เป็นเรื่องของการค้นพบกลุ่มเพื่อนที่ใช่ คนที่คุณรู้สึกชื่นชมและรู้สึกเป็นส่วนหนึ่งด้วย สำหรับฉัน ‘Nocturne’ ไม่ใช่แค่อัลบั้มเพลงเศร้า แต่มันคือตัวแทนของการเปลี่ยนผ่านทางตัวตน (Identity Evolution) มันเหมือนกับนกฟีนิกซ์ที่ต้องเผชิญกับความตายก่อนจะฟื้นคืนชีพขึ้นมาใหม่”
“ค่ำคืนเป็นช่วงเวลาที่น่าสนใจมาก เพราะมีเรื่องราวเกิดขึ้นมากมายเหลือเกินในหนึ่งคืน คุณอาจจะออกไปปาร์ตี้เต้นรำอย่างสนุกสนานกับผู้คน หรือคุณอาจจะนอนร้องไห้อยู่คนเดียวในห้องนอนเงียบ ๆ ก็ได้ ทั้งหมดนี้คือการเดินทาง (Journey) และความรู้สึกที่หลากหลาย และคำว่า Nocturne ก็เป็นสิ่งเดียวที่รวบรวมทุกมิตินั้นไว้ด้วยกันอย่างเหมาะสมที่สุด”
บทสนทนาสั้น ๆ ของพวกเราจบลง โดยที่งานศิลปะของสองพี่น้อง ยิ่งดูเข้มข้นขึ้นไปอีก แต่ในขณะเดียวกันบุคลิกแบบวัยรุ่นสองคนที่รักดนตรีจริงจังก็เด่นชัดขึ้นมาพร้อมกัน
ถึงที่สุดแล้ว มันอาจไม่ซับซ้อนอะไรมากไปกว่าสิ่งที่โอลิเวียพูดทิ้งท้าย “ฉันคิดว่าทุกวันนี้สังคมมีความกดดันอย่างมากต่อตัวศิลปินที่จะต้อง ‘มีอะไรบางอย่างจะพูด’ หรือต้องเป็นตัวแทนของกระบอกเสียงบางอย่าง ทั้ง ๆ ที่จริง ๆ แล้วพวกเขาเป็นเพียงนักดนตรี สุดท้ายแล้ว ดนตรีที่เราสร้างขึ้นมาก็จะทำหน้าที่ส่งเสียง และมันจะทำงานของมันเองเมื่อคนฟังกดปุ่ม Play”




