Dialogue with a Flower-Crowned Man of Thorns บันทึกบทเรียนการสร้างซีนกับ ‘มาสเตอร์’ ด้านการละคร คาเงะ – ธีระวัฒน์

Post on 24 June 2026

สำหรับคนที่ไม่เคย ‘สร้างซีน’ (เชิงละคร) มาก่อน การแสดงที่เต็มไปด้วยเรื่องของการแสดงโดยคาเงะ – ธีระวัฒน์ มุลวิไล นี้ เป็นเหมือนชั้นเรียนจากยอดฝีมือโดยแท้ สมกับที่เป็นส่วนหนึ่งของซีรีส์บทสนทนากับมาสเตอร์ (Dialogue with the Master) ของหอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร ท่ามกลางจุดเด่นของงานมากมาย ไม่ว่าจะเป็นการขุดค้นประวัติส่วนบุคคลรสขมขื่น หรือการระเบิดพลังงานเชิงกายภาพ สำหรับเราที่ไม่ค่อยสนิทกับร่างกายเท่ากับเสียงคำรามบนท้องถนน นี่คือความพยายามบันทึกบทเรียนระหว่างโลกหลาย ๆ ใบนั้น

‘ออร์เดอร์’ (Order) หรือคำสั่ง เป็นหนึ่งในเครื่องมือทางการละครที่ติดค้างอยู่ในใจเราตั้งแต่ช่วงต้นของการแสดงและสนทนากับธีระวัฒน์ชิ้นนี้ในชื่อ ‘Dialogue with a Flower-Crowned Man of Thorns’ แต่มันไม่ใช่คำสั่งที่บังคับให้ซ้ายหันขวาหันตามระเบียบวินัยทหาร (ซึ่งคงดูตลกร้ายพิลึกถ้าเป็นเช่นนั้น) แต่คำสั่งทำงานคล้ายระบบ วัฒนธรรม หรือกฎ/กรอบความสัมพันธ์ กำหนดให้แต่ละ ‘สิ่ง’ ในพื้นที่การแสดงใช้ปฏิสัมพันธ์ต่อกัน รวมกันเข้าเป็นฉากหรือซีน

หน่วยคำอย่าง ‘คำสั่ง’ ‘ฉาก’ และ ‘สิ่ง’ กลายเป็นจุดสังเกตุตลอดเรื่องราวของธีระวัฒน์ ซึ่งคราวนี้ตั้งใจทำงานร่วมกับสิ่งต่าง ๆ รอบตัว ‘สิ่ง’ ซึ่งหมายถึงตั้งแต่มนุษย์ เหล่าผู้คนที่เคยร่วมงานกับเขาทั้งหน้าฉากและหลังฉาก ซึ่งทยอยออกมากล่าวคำอำลาอาลัย ไปจนถึงวัตถุหรืออดีตตัวประกอบทั้งหลาย ตั้งแต่คลื่นเสียง แสงไฟ ตลอดจนภาพเคลื่อนไหวบนผนัง เมื่อเวลาดำเนินไป ‘สิ่ง’ ที่เคยอยู่นิ่ง ๆ คล้ายฉากหลัง ก็ค่อย ๆ ออกมาขยับขับเคลื่อนแสดงศักยภาพของตัวมันเอง ทั้งม้วนบับเบิลกันกระแทกแผ่นหนา จานพลาสติกสีขาวจำนวนมาก แบริเออร์กั้นถนนพลาสติกสีส้มสด ถังแดง และเสื้อคลุม

ในช่วงหนึ่ง นักแสดงร่วมสร้างสรรค์ทั้งสามท่าน (ดุจดาว วัฒนปกรณ์, ศรุต โกมลิทธิพงศ์ และ กวิน พิชิตกุล) ร่วมกับนักออกแบบเสียง (กมลภัทร พิมสาร) และผู้ออกแบบงานมัลติมีเดีย (นนทวัฒน์ นำเบญจพล) ในการสร้างซีนสดขึ้นมาตรงหน้าตามคำสั่งที่ถูกป้อนจากธีระวัฒน์ เช่นในซีนขณะนั้นจะมีสิ่งขยับเคลื่อนไหวเพียงหนึ่ง สอง สาม หรือมากกว่านั้น มองจากเก้าอี้ชม พวกเขาทั้งหมดดูต้องใช้พลังงานและสมาธิมหาศาลในการสื่อสารระหว่างกัน ประสาทสัมผัสของพวกเขาจะต้องแหลมคมแค่ไหนในการประมวลผลทุกปัจจัยในฉากนั้นกัน ทุกสิ่งสามารถปรับตัวแก้ไขสถานการณ์ทันทีได้อย่างไรเมื่อพบว่าฉากกำลังความคลาดเคลื่อนไปจากเสียงคำสั่งจากลำโพง

ขึ้นชื่อว่า ‘ปฏิสัมพันธ์’ แค่กับมนุษย์ด้วยกันมันก็ยากและซับซ้อนสุด ๆ แล้ว แต่ผลงานนี้มาชวนเราคิดเรื่องการสัมผัสร่างกายกับสิ่งต่าง ๆ ด้วย สติเราอยู่กับน้ำหนักและแรงกดที่มีต่อม้วนบับเบิลก้อนหนา เสียงปุ่มบับเบิลบอบบางที่แตกออกใต้ฝ่าเท้า หรือแผ่นบับเบิลยืดตึงที่ดึงรั้งและยึดโยงร่างกายของคนทั้งสามไว้ด้วยกัน คุณสมบัติเฉพาะตัวของสิ่งของแต่ละชิ้นทะยอยแสดงออกในซีนที่ค่อย ๆ เผยตัวออกมา

เสียง ‘ตึง!’ ดังสนั่นสะท้อนก้องห้องสตูดิโอเมื่อแบริเออร์พลาสติกสีส้มที่ซ้อนเป็นชั้น ๆ ถูกผลักให้ล้มลง วัตถุพลาสติกที่เคยยืนนิ่งเป็นฉาก สามารถส่งเสียงที่หนักแน่นและคุกคามได้จนใจสั่น ในอีกช่วงหนึ่งของการแสดง ผู้ชมถูกดึงเข้ามาร่วมเป็นส่วนหนึ่งด้วยการร่อนจานพลาสติกให้ลงไปในถังสีแดงที่เคลื่อนย้ายตำแหน่งมันไปมารอบห้องตามแรงของธีระวัฒน์ ในฐานะคนเลี้ยงหมาเรามีความรู้ในการร่อนจานน้อยจนอายตัวเอง ทำให้ปาอย่างไรก็ไม่ลงถังเสียที ท่ามกลางบรรยากาศที่ดูสนุกสนานและมีส่วนร่วม เราอดได้เบียร์รางวัล เพราะร่างกายของเราไม่เข้าใจคุณสมบัติการร่อนของจาน ทั้งที่มันคือวัตถุในชีวิตประจำวันที่ทุกคนพบเห็นอยู่ทุกวัน

หากเรื่องราวจบลงเพียงแค่นั้น เราอาจเป็นแค่คนคิดมากที่เที่ยวตีความสิ่งของทั่วไปเรื่อยเปื่อย จานก็อาจเป็นแค่จาน แต่แบริเออร์และถังสีแดงเหล่านั้นดูอย่างไรก็ไม่ใช่สิ่งของธรรมดา พวกมันคือ ‘สิ่ง’ ที่แบกรับบาดแผลและความทรงจำทางการเมืองร่วมของสังคมไทย หากใครเคยผ่านประสบการณ์การชุมนุมทางการเมืองมาบ้าง คงยากปฏิเสธว่าจะไม่สะดุ้งตื่นตระหนกยามที่ความทรงจำไหลบ่าเข้ามาพร้อมกับเสียงตึง ไม่ว่าจะนึกถึงเสียงกระสุนยาง หรือเสียงกลองประท้วงอันกังวานของคณะราษฎรัมส์ และหากเราลองค้นหาข้อมูลทางประวัติศาสตร์เพียงเล็กน้อย ก็จะพบความจริงอันน่าสยดสยองว่า ‘ถังแดง’ คือเครื่องมือในโศกนาฏกรรมสังหารผู้ที่ถูกกล่าวหาว่าเป็นคอมมิวนิสต์ในประวัติศาสตร์ไทย

ซีนแล้วซีนเล่าดำเนินต่อไป คล้ายนิมิตที่จับต้องได้ยากและคว้าไว้ได้ยาก (ธีระวัฒน์เอ่ยแซวตัวเองในรอบจัดแสดงรอบหนึ่งว่า “ละครอะไรไม่มีโมทีฟเลย”) แต่ความหมายของ ‘สิ่ง’ แต่ละอย่างกลับทับถมทวีคูณขึ้นโดยที่เราไม่ทันตั้งตัว เราร่อนจานไปเพียงไม่กี่ครั้ง ร่างกายเราคงจำคุณสมบัติของมันได้ไม่เท่านักแสดงหรอก แต่อย่างน้อย มันก็ทิ้งร่องรอยประสบการณ์ไว้ในร่างกายมากกว่าตอนที่เรายังไม่เคยร่อนจานพลาสติกสีขาวเหล่านี้เลยอย่างแน่นอน

หากจะมีบทเรียนสำคัญสักอย่างที่ได้จากงานนี้ นั่นคือเทคนิคการร่วมมือกันสร้างซีนของทุกคนใน Ensemble พวกเขาร่วมกันสร้างพื้นที่ตั้งแต่วินาทีแรก ทุกสรรพสิ่งปฏิสัมพันธ์กันด้วยความอยากรู้อยากเห็น อยากเปิดบทสนทนา และอยากทำความเข้าใจ และบทเรียนอีกประการคือ สัจธรรมที่ว่า "ไม่มีใครสามารถควบคุมซีนหรือจักรวาลนี้ได้อย่างเบ็ดเสร็จเด็ดขาด" เพราะทุกสรรพสิ่งต่างดำรงอยู่ในจักรวาลส่วนตนที่เท่าเทียมกัน

มนุษย์เราพัฒนาวิธีคิดและวิทยาการจนสามารถชั่ง ตวง วัด ทุกสิ่งรอบตัวได้ แต่หากธีระวัฒน์ออกคำสั่งให้นักแสดง ‘แสดงความสุข’ ในระดับห้า หรือไปจนถึงระดับสิบ มนุษย์สิบคนอาจแสดงความสุขได้ต่างกันเป็นสิบแบบ การแสดงนี้ชี้ให้เห็นช่องว่างระหว่างจักรวาลของคำสั่งต่าง ๆ จักรวาลในภาพจำของนักแสดง จักรวาลของวัตถุสิ่งของบนเวที และจักรวาลการรับรู้ของผู้ชม บทละครเรื่อง ‘โกดา การ์เดนเนอร์’ (Goda Gardener) ที่ธีระวัฒน์เขียนขึ้นและบรรยายภาพบรรยากาศสวนผ่านถ้อยคำ อาจถูกตีความแตกต่างกันไปคนละแบบ จากภาพในจักรวาลความคิดของนักแสดง หรือภาพสวนในจักรวาลซึ่งประกอบขึ้นจากคุณสมบัติของถังแดง ช่วงเวลาตลอดการแสดงนี้จึงมีความพิเศษอย่างยิ่ง ตรงที่เราได้ใช้ชีวิตอยู่ร่วมกันในจักรวาลที่ถูกแบ่งปันกัน โดยไม่มีจักรวาลของสิ่งใดเข้ามาเบียดเบียน บดบัง หรือด้อยค่าซึ่งกันและกัน

แต่เราก็รู้กันอยู่ว่ามันมี ‘คำสั่ง’ หรืออำนาจบางอย่างที่มองไม่เห็นคอยขีดเส้นจำกัดศักยภาพของทุกชีวิตในราชอาณาจักรนี้เอาไว้ พรมแดนที่ตีกรอบความสัมพันธ์ระหว่างเรากับสิ่งอื่น ๆ ภายใต้กฎหมาย ความรุนแรงเชิงโครงสร้าง หรือภาวะความเป็นปกติอันแปลกประหลาดที่ครอบงำเราอยู่ และสร้างซีนที่พิลึกพิลั่น จนจักรวาลทุกสิ่งก็รู้สึกน่าอึดอัดไปหมด

ในช่วงหนึ่ง ถังสีแดงถูกจับวางนอนราบกับพื้นและหมุนกลิ้งไปมาทำหน้าที่คล้ายสายพานลำเลียงให้นักแสดงไถลตัวไปกับมัน อาวุธสังหารอันโหดร้ายในอดีตถูกแปรเปลี่ยนเป็นเครื่องมือแห่งความสนุกสนาน และท้ายที่สุดกลายเป็นเครื่องจักรที่ช่วยขนย้ายแบริเออร์อันหนักอึ้งออกไปนอกห้อง การบริหารจัดการความสัมพันธ์ไม่ใช่เรื่องง่าย แต่มันมีความเป็นไปได้อีกมากมายหากเราหันมาศึกษาและเปิดใจเรียนรู้ซึ่งกันและกัน วัตถุทุกชิ้นมีคุณสมบัติ มีประวัติศาสตร์ มีจักรวาลของตัวเอง และพวกมันสามารถอยู่ร่วมฉากเดียวกับเราได้โดยไม่ทำร้ายกัน และนั่นทำให้เสื้อยืดตัวหนึ่งที่สกรีนตัวเลข 112 แล้วขีดฆ่า กลายเป็นหนึ่งใน ‘สิ่ง’ ที่ทรงพลังและเปี่ยมด้วยความหมายที่สุดของงานชิ้นนี้ เพราะมันทั้งเสนอให้เรา และสิ่งต่าง ๆ สร้างซีนขึ้นมาร่วมกัน โดยเผยจักรวาลของตัวเองออกมา และสัมผัสภาวะความเป็นอยู่ของสิ่งอื่น โดยไม่ทิ้งการต่อต้าน อำนาจใหญ่ ๆ ที่ปิดกั้นจักรวาลเหล่านี้ ไม่ให้ขยายตัว

ในช่วงสุดท้ายของการแสดง หลังจากเสียงบอกเล่าเรื่องราวอันขมขื่นเกี่ยวกับชีวิตส่วนตัวของธีระวัฒน์เงียบลง ขดลวดที่ดูคล้ายสัญลักษณ์แห่งอำนาจและการพันธนาการ กลับทำหน้าที่ป้องกันตัวนักแสดงจากการพุ่งเข้ากระแทกของจานพลาสติก ที่อีกฝั่งหนึ่งของฉาก ขดลวดนี้กลับถูกดัดแปลงจนมีรูปร่างคล้ายหุ่นมนุษย์ขนาดเท่าเด็กโต แล้วไปยืนนิ่งอยู่เบื้องหน้าโต๊ะอาหารที่เต็มไปด้วยจานเปล่าสีขาว จัดวางราวกับมื้ออาหารธรรมดาในบ้านอันอบอุ่น ธีระวัฒน์ค่อย ๆ หยิบจานที่ยึดติดอยู่กับโครงลวดทีละใบมาซ้อนกันกับตัวจนเป็นตั้งสูง ก่อนที่มันจะพังครืนล้มกระจายลงบนร่างของเขา ร่างกายของเขาเคลื่อนไหวอย่างรุนแรง บ้าคลั่ง และอากาศในห้องก็สั่นสะเทือนไปด้วยความรู้สึกอันหนักอึ้งอีกครั้ง

ชายคนหนึ่งฝ่าฟันความรุนแรงทั้งในระดับส่วนตัวและในระดับโครงสร้างทางสังคมมาด้วยงานศิลปะ และในวันนี้ ศิลปะของเขาก็ถูกส่งต่อมาถึงผู้ชมจำนวนนับไม่ถ้วน นี่คือบทสนทนาอันลึกซึ้งกับ ‘ยอดฝีมือ’ ที่เปิดทิ้งคำถามปลายเปิดไว้ให้เราทุกคนได้คิดต่อ ว่าพวกเราในฐานะ ‘สิ่ง’ ทั้งหลายในสังคม แบกรับความทรงจำ บาดแผล ศักยภาพ และคุณสมบัติในตัวเองมาอย่างไร และเราจะร่วมมือกันรังสรรค์ศิลปะแห่งการ ‘สร้างซีน’ ของพวกเราในอนาคตร่วมกันอย่างไรดี

Dialogue with a Flower-Crowned Man of Thorns
จัดแสดงไปเมื่อวันที่: 20-21 มิถุนายน 2569 เวลา 14.00 น.
สถานที่: สตูดิโอ ชั้น 4 หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร (BACC)
โดย: ธีระวัฒน์ มุลวิไล
นักแสดงร่วมสร้างสรรค์ (Performers): ดุจดาว วัฒนปกรณ์, ศรุต โกมลิทธิพงศ์, กวิน พิชิตกุล
นักออกแบบเสียง (Sound Designer): กมลภัทร พิมสาร
ผู้ออกแบบงานมัลติมีเดีย (Multimedia Designer): นนทวัฒน์ นำเบญจพลฅ
Scenography & Costume Designer: ณิชา บูรณะสัมฤทธิ์
ดรามาเติร์ก (Dramaturg): จารุนันท์ พันธชาติ