หากพูดถึงภาพของโลกอนาคต เราอาจคุ้นเคยกับเมืองที่เต็มไปด้วยตึกระฟ้า รถยนต์บินได้ หุ่นยนต์ที่ทำงานแทนมนุษย์ หรือเทคโนโลยีบางอย่างที่ในวันนี้ยังเป็นเพียงจินตนาการ แต่ในโลกแบบ Cyberpunk อนาคตกลับไม่เคยถูกสร้างขึ้นมาเพื่อให้มนุษย์ทุกคนมีชีวิตที่ดีขึ้นเท่าเทียมกัน เพราะยิ่งเทคโนโลยีก้าวหน้า โลกก็ยิ่งเผยให้เห็นว่าคนที่ได้ประโยชน์จากความก้าวหน้านั้นอาจมีเพียงบางกลุ่ม ขณะที่คนอีกจำนวนมากยังต้องดิ้นรนอยู่กับปัญหาเดิม ๆ ทั้งเรื่องเงิน หนี้สิน การทำงาน และการเอาชีวิตรอด เพียงแต่ปัญหาเหล่านั้นถูกห่อหุ้มด้วยเทคโนโลยีที่ซับซ้อนกว่าเดิม นี่คือภาพที่ทำให้ God Skin น่าสนใจเป็นพิเศษ เพราะภายใต้เรื่องราวของการต่อสู้ในสังเวียนใต้ดิน หนังกลับกำลังพูดถึงโลกที่เทคโนโลยีระดับสูง การพนัน และความเปราะบางของมนุษย์ถูกนำมาวางไว้ในพื้นที่เดียวกันอย่างไม่อ้อมค้อม
God Skin ภาพยนตร์โดย กอล์ฟ-ปวีณ ภูริจิตปัญญา ที่จะพาเราไปติดตามเรื่องราวของวิน ไรเดอร์ส่งอาหารที่ต้องหาเงินจำนวนมากเพื่อรักษาแม่ที่ป่วย เมื่อรายได้จากการทำงานไม่เพียงพอ และชีวิตกำลังถูกผลักให้เข้าใกล้ทางตันมากขึ้นเรื่อย ๆ วินจึงตัดสินใจเดินเข้าสู่สังเวียนต่อสู้ใต้ดินที่ชื่อว่ามิราจ (Mirage) ที่นั่นนักสู้ทุกคนจะต้องฝังสิ่งที่เรียกว่ายันต์เทวาเข้าไปในร่างกาย ซึ่งสิ่งที่ดูเหมือนรอยสักศักดิ์สิทธิ์กลับเป็นนาโนบอทที่ไหลเวียนอยู่ในกระแสเลือดและสามารถปลดล็อกพลังเหนือมนุษย์ได้ จากจุดนี้เอง เรื่องราวของนักสู้คนหนึ่งจึงค่อย ๆ เปลี่ยนเป็นเรื่องของร่างกาย เทคโนโลยี เงิน และระบบที่ทำให้มนุษย์สามารถนำแม้กระทั่งร่างกายของตัวเองมาแลกกับโอกาสที่จะมีชีวิตรอด ทำให้ God Skin เข้าใกล้กับความเป็น Cyberpunk มากขึ้น
และแน่นอนว่าไม่ใช่เพียงแค่การมีนาโนบอทหรือเทคโนโลยีล้ำสมัย แต่คือท่าทีที่หนังมีต่อเทคโนโลยีเหล่านั้น เพราะ Cyberpunk ไม่ได้สนใจอนาคตในฐานะสถานที่ที่มนุษย์สามารถหนีออกจากปัญหาของโลกปัจจุบันได้ หากสนใจว่าเมื่อเทคโนโลยีเข้ามาอยู่ในชีวิตมากขึ้น ปัญหาเดิมของมนุษย์จะเปลี่ยนรูปร่างไปอย่างไร
แน่นอนว่าทั้งหมดนี้ ได้สอดคล้องกับแนวคิดที่สำคัญที่สุดคำหนึ่งของ Cyberpunk อย่าง High Tech, Low Life โดย Bruce Sterling ในบทนำของ Burning Chrome หนังสือรวมเรื่องสั้นของ William Gibson ในปี 1986
High Tech, Low Life ไม่ได้หมายความแค่ว่าเทคโนโลยีสูงแต่คุณภาพชีวิตต่ำ แต่หัวใจของมันอยู่ที่ความสัมพันธ์ระหว่างสองสิ่งนี้ต่างหาก เทคโนโลยีระดับสูงไม่ได้ดำรงอยู่แยกจากชีวิตของคนชายขอบ แต่กลับถูกนำเข้ามาอยู่ในชีวิตของพวกเขาโดยตรง และในบางครั้งเทคโนโลยีเหล่านั้นก็ไม่ได้เข้ามาเพื่อปลดปล่อยพวกเขา หากกลับทำให้ชีวิตมีความซับซ้อนและเปราะบางยิ่งขึ้น Cyberpunk จึงเป็นเหมือนจุดตัดอันวุ่นวายระหว่างเทคโนโลยีกับมนุษย์ โดยมีแนวคิดสำคัญอย่าง Body invasion และ Mind-invasion หรือการที่เทคโนโลยีรุกรานเข้าไปในร่างกายและจิตใจของมนุษย์ ขณะเดียวกัน Cyberpunk ยังเกิดจากการซ้อนทับกันของโลกที่ครั้งหนึ่งเคยถูกมองว่าแยกออกจากกัน ทั้งเทคโนโลยีระดับสูงและวัฒนธรรมใต้ดินร่วมสมัย
Burning Chrome by William Gibson (1982)
ตรงนี้เองที่ Cyberpunk แตกต่างจากนิยายวิทยาศาสตร์แบบยูโทเปียที่เคยจินตนาการถึง เพราะมันมักจะพาเราไปยังถนนสกปรก พื้นที่ใต้ดิน ตัวละครที่ไม่มีอำนาจ และสังคมที่เทคโนโลยีอาจก้าวหน้าไปไกลกว่าความสามารถของมนุษย์ในการรับมือกับมัน เพราะประเด็นของแนวนี้ไม่ใช่การบอกว่าเทคโนโลยีเป็นสิ่งชั่วร้าย แต่เป็นการตั้งคำถามถึงความฝันทางเทคโนโลยี เมื่อมันถูกวางอยู่ภายใต้ตรรกะของทุนนิยม กล่าวง่าย ๆ คือ ปัญหาอาจไม่ได้อยู่ที่เทคโนโลยี แต่อยู่ที่ว่าใครเป็นเจ้าของเทคโนโลยี และใครเป็นคนได้รับประโยชน์จากมัน
นี่เป็นเหตุผลว่าทำไมตัวละครชายขอบจึงกลายเป็นภาพจำสำคัญของ Cyberpunk เพราะตัวละครเหล่านี้มักเป็นคนที่อยู่ริมขอบของสังคมและได้รับผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีโดยตรง ขณะที่อำนาจกลับไปรวมอยู่กับบริษัทยักษ์ใหญ่ เครือข่ายข้อมูล หรือระบบที่ใหญ่เกินกว่าคนธรรมดาจะต่อรองได้ และในหลายเรื่องเทคโนโลยีจึงไม่ได้ทำหน้าที่เป็นเครื่องมือปลดปล่อยมนุษย์ หากทำหน้าที่เป็นตัวขยายลำดับชั้นที่มีอยู่แล้ว ไม่ว่าจะผ่านการเก็บข้อมูล การเฝ้าระวัง การควบคุม หรือการทำให้ร่างกายและความต้องการของมนุษย์กลายเป็นสินค้า Cyberpunk ว่าเป็นการแสดงออกทางวรรณกรรมที่สำคัญของทุนนิยมยุคปลาย เพราะโลกอนาคตที่แนวนี้สร้างขึ้นอาจไม่ได้กำลังพูดถึงอนาคตมากเท่ากับกำลังพูดถึงระบบเศรษฐกิจในปัจจุบันที่ถูกขยายจนเห็นผลลัพธ์ของมันชัดขึ้น
และเมื่อมองกลับมาที่ God Skin เราจึงพบว่าการสร้างโลกอนาคตของหนัง ไม่ได้ห่างไกลจากชีวิตประจำวันของคนไทยในปัจจุบันมากนัก เพราะโลกที่หนังสร้างขึ้นเป็นอนาคตอันใกล้ที่ AI และหุ่นยนต์เข้ามาแทนที่แรงงานจำนวนมาก ส่งผลให้คนจำนวนหนึ่งต้องหันไปพึ่งพางานในระบบ Gig Economy เพื่อหาเลี้ยงชีพ วินจึงไม่ได้เป็นเพียงตัวละครที่ถูกโยนเข้ามาในสังเวียนเพื่อให้เกิดฉากต่อสู้ แต่เป็นภาพแทนของแรงงานที่ถูกทำให้เปราะบางขึ้นเรื่อย ๆ เมื่อเทคโนโลยีเข้ามาแทนที่งานเดิม ขณะที่งานรูปแบบใหม่กลับไม่มีความมั่นคงเพียงพอจะรองรับชีวิตของพวกเขา และเมื่อระบบปกติไม่สามารถให้คำตอบกับเขาได้ สังเวียนมิราจจึงปรากฏขึ้นในฐานะทางออกที่ดูเหมือนจะช่วยให้เขามีเงินได้อย่างรวดเร็ว
หนึ่งในประเด็นที่ทำให้เรื่องราวของวินมีน้ำหนักมากขึ้นคือหนี้ค่ารักษาพยาบาล เพราะความต้องการเงินของเขาไม่ได้เกิดจากความโลภหรือความต้องการอยากร่ำรวย แต่เกิดจากความจำเป็นพื้นฐานที่สุดอย่างการพยายามรักษาชีวิตของคนในครอบครัว หนังจึงวางเขาไว้ในสถานการณ์ที่เรียกได้ว่าเป็น Choiceless Choices หรือทางเลือกที่จริง ๆ แล้วไม่ใช่ทางเลือก เพราะเมื่อคนคนหนึ่งมีเงินไม่พอสำหรับสิ่งจำเป็น เขาอาจยังมีทางเลือกอยู่บนกระดาษ แต่ในชีวิตจริงทางเลือกเหล่านั้นแทบไม่มีความหมาย วินสามารถเลือกที่จะไม่เข้าสู่สังเวียนได้ แต่ถ้าการไม่เข้าสู่สังเวียนหมายถึงการไม่มีเงินรักษาแม่ การเลือกนั้นก็ไม่ได้เกิดขึ้นบนพื้นฐานของเสรีภาพอย่างแท้จริง หากเกิดขึ้นภายใต้แรงกดดันของโครงสร้างเศรษฐกิจที่ทำให้ชีวิตของเขามีราคาที่ต้องจ่ายอยู่ตลอดเวลา
ความน่าสนใจจึงอยู่ตรงที่ God Skin ไม่ได้สร้างวายร้ายที่เป็นคนคนเดียวแล้วบอกว่าเขาคือสาเหตุของความทุกข์ทั้งหมดของวิน แต่สร้างระบบที่ทำให้การตัดสินใจของวินค่อย ๆ ถูกบีบให้แคบลงทีละน้อย และยิ่งเขาพยายามแก้ปัญหาหนึ่ง ปัญหาอีกอย่างก็ยิ่งตามมา นี่เป็นวิธีคิดที่สอดคล้องกับ Cyberpunk อย่างมาก เพราะในโลกแบบนี้ สิ่งที่น่ากลัวที่สุดอาจไม่ใช่เครื่องจักรหรือ AI ที่ลุกขึ้นมาทำร้ายมนุษย์ แต่คือระบบที่ยังคงทำงานได้ตามปกติ ในขณะที่มนุษย์บางคนค่อย ๆ สูญเสียอำนาจในการกำหนดชีวิตของตัวเองไปทีละนิด
และแน่นอนว่าหากชีวิตประจำวันของวินคือพื้นที่ที่ทำให้เห็นความเปราะบางของแรงงาน สังเวียนมิราจก็คือพื้นที่ที่เปลี่ยนความเปราะบางนั้นให้กลายเป็นธุรกิจ และเป็นดั่งภาพจำลองของระบบทุนนิยมที่ทำงานผ่านความปรารถนาให้คนเชื่อว่าตัวเองมีโอกาสชนะ ทั้งที่กติกาของเกมถูกกำหนดโดยคนอีกกลุ่มหนึ่งตั้งแต่ต้น
ตัวกอล์ฟ-ปวีณเอง ก็ได้อธิบายว่าธีมการพนันเป็นสิ่งที่เขาตั้งใจสำรวจมาตั้งแต่ต้น โดยเฉพาะกลไกของเจ้ามือ ที่ทำให้ผู้เล่นรู้สึกว่าตัวเองสามารถเป็นฝ่ายชนะได้ จนเกิดความรู้สึกว่าตัวเองเป็นฮีโร่ที่เอาชนะเกม ทั้งที่คนที่ควบคุมกติกาและเก็บกำไรทั้งหมดกลับเป็นฝ่ายที่อยู่เบื้องหลัง การรักษาภาพลวงตาว่าผู้เล่นมีโอกาสชนะจึงกลายเป็นกลไกสำคัญของระบบ เพราะยิ่งคนเชื่อว่าตัวเองใกล้จะชนะมากเท่าไร พวกเขาก็ยิ่งพร้อมจะเล่นต่อและนำทรัพย์สินของตัวเองเข้าสู่ระบบมากขึ้น ซึ่งแนวคิดดังกล่าวก็ถูกนำไปใช้กับการออกแบบระบบนาโนบอทและไอเทมต่าง ๆ ในเรื่องด้วยเช่นกัน
หัวใจสำคัญอีกอย่างของ God Skin ก็คือยันต์เทวา เพราะสิ่งที่ดูเหมือนจะเชื่อมโยงกับความศักดิ์สิทธิ์ของสักยันต์ไทยกลับถูกอธิบายใหม่ผ่านเทคโนโลยีนาโนบอท เมื่อนาโนบอทถูกฝังเข้าไปในกระแสเลือดของนักสู้ ร่างกายจึงกลายเป็นพื้นที่ที่เทคโนโลยีสามารถเข้าไปเปลี่ยนแปลงได้โดยตรง และตรงนี้เองที่หนังเข้าใกล้แนวคิด Body Invasion ของ Cyberpunk อย่างชัดเจน เพราะร่างกายไม่ได้เป็นเพียงสิ่งที่มนุษย์อาศัยอยู่ แต่กลายเป็นพื้นที่สำหรับการทดลอง การเสริมพลัง และการซื้อขาย
ทำให้ God Skin สร้างภาพอนาคตที่ไม่ได้เกิดจากการลอกเลียน Cyberpunk ตะวันตกโดยตรง แต่พยายามเอาเทคโนโลยีร่วมสมัยมาชนกับวัฒนธรรมที่มีรากอยู่ในสังคมไทย สิ่งที่ครั้งหนึ่งเคยเป็นคาถา มนต์ หรือเครื่องรางสำหรับปกป้องร่างกายจึงถูกเปลี่ยนให้กลายเป็นเทคโนโลยีที่สามารถโปรแกรมและซื้อขายได้
แต่เมื่อเทคโนโลยีถูกฝังเข้าไปในร่างกาย มันก็ย่อมมีราคาที่ต้องจ่าย และราคานั้นไม่ได้ถูกชำระด้วยเงินเพียงอย่างเดียว เพราะยิ่งนักสู้ใช้นาโนบอทมากขึ้น ร่างกายก็ยิ่งได้รับผลกระทบมากขึ้น วินต้องเผชิญกับอาการอาเจียนและการขับนาโนบอทออกมาเป็นเลือด ร่างกายจึงกลายเป็นหลักฐานที่มองเห็นได้ว่าระบบนี้ไม่ได้มอบพลังให้กับมนุษย์โดยไม่มีเงื่อนไข ตรงกันข้าม พลังที่ได้รับอาจเกิดขึ้นพร้อมกับการสึกกร่อนของร่างกาย และรอยสักบนตัวนักสู้จึงสามารถถูกมองเป็นภาพแทนของระบบที่ทิ้งร่องรอยเอาไว้บนร่างกายของคนที่ต้องยอมรับมัน
สิ่งนี้จึงเป็นการพาย้อนไปดูแนวคิดเรื่องการแสวงหากำไรจากร่างกายไปอีกขั้น หากในอดีตแรงงานขายเวลาและกำลังของตัวเองเพื่อแลกกับค่าจ้าง ในโลกของ God Skin นักสู้ก็กำลังขายสิ่งที่อยู่ลึกกว่านั้น นั่นคือร่างกายของตัวเอง และเมื่อร่างกายถูกเปลี่ยนให้เป็นข้อมูล การทำงาน และความบันเทิงพร้อมกัน มันก็ยิ่งง่ายที่จะลืมไปว่าภายใต้ตัวเลข HP พลังชีวิต หรือยอดผู้ติดตามเหล่านั้น ยังมีมนุษย์จริง ๆ คนหนึ่งกำลังเจ็บปวดอยู่
สิ่งที่น่าคิดที่สุดจาก God Skin อาจไม่ใช่ว่านาโนบอทจะกลายเป็นเรื่องจริงเมื่อไร หรือมนุษย์จะสามารถเพิ่มพลังให้กับร่างกายได้มากเพียงใด แต่คือคำถามว่าถ้าวันหนึ่งเทคโนโลยีเหล่านั้นเกิดขึ้นจริง ใครจะเป็นคนได้ใช้มัน และใครจะเป็นคนที่ต้องนำร่างกายของตัวเองไปแลกกับมัน เพราะในโลกของหนัง คนที่มีเงินไม่ได้จำเป็นต้องเป็นคนที่ขึ้นไปต่อสู้ด้วยตัวเอง พวกเขาสามารถอยู่ด้านนอก ส่งทรัพยากรเข้าไป เพิ่มพลังให้คนอื่น และมีส่วนร่วมกับเกมโดยไม่ต้องรับความเจ็บปวดแบบเดียวกับนักสู้ ในทางกลับกัน คนที่อยู่บนสังเวียนกลับต้องแบกรับความเสียหายทั้งหมด ทั้งจากเทคโนโลยี จากคู่ต่อสู้ และจากระบบที่ทำให้เขาต้องกลับขึ้นไปต่อสู้ครั้งแล้วครั้งเล่า
ท้ายที่สุด God Skin จึงสามารถถูกอ่านได้ในฐานะภาพยนตร์ที่นำสูตร Cyberpunk แบบ High Tech, Low Life มาวางไว้ในบริบทไทย ผ่านแรงงานที่ถูก AI แทนที่ หนี้ค่ารักษาพยาบาล การพนัน การสักยันต์ และความเปราะบางของร่างกาย โดยสิ่งที่หนังทำให้เห็นไม่ใช่โลกที่เทคโนโลยีล้มเหลวในการทำให้มนุษย์มีชีวิตที่ดีขึ้นเพียงอย่างเดียว แต่เป็นโลกที่เทคโนโลยีสามารถทำงานได้อย่างยอดเยี่ยม และนั่นเองอาจเป็นปัญหา เพราะเมื่อเทคโนโลยีถูกควบคุมโดยคนที่มีอำนาจ มันก็สามารถกลายเป็นเครื่องมือสำหรับดูดทรัพย์สิน ควบคุมชีวิต และใช้ร่างกายของคนที่ไม่มีทางเลือกเป็นทั้งสินค้าและพื้นที่ทดลองได้อย่างมีประสิทธิภาพยิ่งกว่าเดิม
บางทีสิ่งที่ Cyberpunk พยายามบอกเรามาตลอดจึงไม่ใช่ว่าอนาคตจะเลวร้าย หากเป็นคำถามที่ง่ายกว่านั้นว่าเมื่ออนาคตมาถึง ใครจะเป็นคนได้ใช้ประโยชน์จากมัน และใครจะต้องจ่ายราคาให้กับมัน
เพราะในโลกที่เทคโนโลยีสามารถเข้าไปอยู่ในเลือด เปลี่ยนร่างกายให้เป็นอาวุธ และทำให้ความเจ็บปวดของมนุษย์กลายเป็นความบันเทิงได้ สิ่งที่น่ากลัวที่สุดอาจไม่ใช่การที่เครื่องจักรเข้ามาควบคุมมนุษย์ หากเป็นวันที่มนุษย์ยอมให้ระบบบางอย่างควบคุมตัวเอง เพราะไม่มีทางเลือกอื่นเหลืออยู่อีกแล้ว
และนั่นอาจเป็นเหตุผลว่า ทำไมเรื่องราวของ God Skin จึงไม่ได้ไกลจากชีวิตจริงอย่างที่มันดูเหมือนจะเป็น เพราะบางทีเราอาจไม่ได้กำลังรอให้อนาคตมาถึง เพราะเราอาจกำลังยืนอยู่หน้าประตูของมันอยู่แล้ว
God Skin (หมัดเทวา ท้าเดิมพัน) ฉายแล้ววันนี้ทุกโรงภาพยนตร์




