The History of Sound ความรักแด่คีตกวี ผู้ฟังดนตรีแล้วได้ยินประวัติศาสตร์

Post on 26 January 2026

ชายคนหนึ่งเงี่ยหูฟังจนโลกทั้งใบเบาเสียงลง แต่ชายอีกคนตะโกนเพื่อสร้างความเงียบ ในฉากสั้น ๆ แต่สำคัญที่สองนักดนตรีหนุ่มพบและผูกสัมพันธ์กันอย่างรวดเร็ว… ‘The History of Sound’ เป็นหนังที่ผู้ชายสองคน แนบเนื้อติดกัน แต่ “ความใกล้ชิด” จริง ๆ กลับมีความหมายอยู่ที่พลังงานล่องหนทั้งหลาย ซึ่งถึงจะมองเห็นไม่ได้ แต่กระทบให้เจ็บได้แรง ๆ เหมือนกับเพลงที่เคยฟังเมื่อครั้งยังสดใส เหมือนกับ “เสียงที่เต็มไปด้วยประวัติศาสตร์”

ไลโอเนล (แสดงโดย พอส เมลคาล) เติบโตมาจากฟาร์ม และเข้าสู่เมืองผ่านการศึกษาซึ่งมาจากความสามารถทางดนตรี ทั้งการร้องและที่สำคัญกว่าคือการฟัง ตามฉบับของผู้มีภาวะซินเนสทีเซีย (Synesthesia) ซึ่งได้ยินเสียงแล้วเห็นสี ทำให้ “เสียงไม่เคยเป็นแค่เสียง” สำหรับเขา แต่มันเป็น (อย่างน้อยก็) ตัวกระตุ้นภาพ ประสบการณ์ หรือความเป็นจริงบางอย่าง หรือถึงที่สุดจริง ๆ แล้ว ‘เสียง’ อาจเป็นความเป็นจริงชนิดหนึ่ง ที่จริงเท่ากับความเป็นจริงจากสัมผัสอื่น ๆ เหมือนกัน

เดวิด (แสดงโดย จอช โอ’คอนเนอร์) คือชายผู้ร้องเพลงเล่าเรื่องด้วยน้ำเสียงนุ่มนวลในคลับ จนไลโอเนลลุกจากโต๊ะตัวเองไปหา แล้วเรื่องราวนำมาสู่การเดินทางวิจัยรวบรวมเพลงพื้นบ้านจากทั่วแดนชนบทในที่สุด แต่วิชาเอกของเดวิดจริง ๆ คือการประพันธ์ ไม่ใช่เอกขับร้องแบบไลโอเนล เป็นเรื่องแปลกนิดหน่อยพอนึกว่าคีตกวีคนนี้หลงไหลในเพลงพื้นบ้าน ซึ่งมักสร้างขึ้นจากทำนองหลักแค่เสียงเดียว และเสียงประสานอีกนิดหน่อย หรือมีเสียงคอร์ดคลอข้างหลังเท่านั้น แทนที่เขาจะอยากสร้างเสียงประสานแปดล้านไลน์ถักทอจนแน่นหูแบบในคอนเสิร์ตอัจฉริยะทางดนตรีในยุคของเรา

หนังเรื่องนี้เริ่มต้นด้วยปรากฏการณ์อาวองการ์ดเล็ก ๆ ให้เราเข้าสู่การฟังด้วยวิธีที่ต่างจากเดิม (และตั้งใจฟังยิ่งกว่าเดิม) ใน “ความเงียบ” ที่ยาวนาน ดังเสียงบันทึกเพลง 4′33″ ที่ “ไม่มีอะไร” เลย ก่อนที่ภาพสายน้ำแรกของหนังจะเริ่ม เราอยู่กับเสียงคนไอเคลียร์ช่องคอ เสียงเก้าอี้ขยับเอี๊ยดอ๊าดหาท่านั่งที่เหมาะสม และเสียงกระซิบบอกเลขตำแหน่งเก้าอี้ ความเงียบของหนังเปิดช่องให้บทประพันธ์ของเสียงปัจจุบันที่แท้จริงปรากฏขึ้น เหมือนหูฟังสมัยใหม่กับเทคโนโลยีตัดเสียงรบกวนได้ เหมือนโปรแกรมของดีเจสำหรับแยกเสียงร้องออกจากเสียงดนตรี เหมือนบทกวีแห่งการพรากสิ่งหนึ่งมาเพื่อชำแหละมัน

เสียงไม่ได้เกิดจากความว่างเปล่า มีอะไรบางอย่างขยับสร้าง “พลังงาน” เสมอเพื่อให้กำเนิดมัน หยดน้ำที่เดินทางตามเส้นจนเป็นสาย สะเก็ดไฟที่ปลิวว่อนจากกองฟืน ท่วงทำนองจากกล้ามเนื้ออะไรสักอย่างในลำคอ หรือจากสายของซอฝรั่งซึ่งพ่อนั่งสีอยู่หน้าบ้านไม้เก่า ๆ และเสียงก็ไม่ได้มีความหมายขึ้นมาจากความว่างเปล่า เพลงที่บ้านอาจยิ่งเบาเมื่อเราอยู่ห่างไกลออกไป แต่เพลงซึ่งเคยได้ยินหน้าบ้านก็ฟังยิ่งแรงเมื่อเรายิ่งอยู่ไกลออกไปในเมือง เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นประกอบเสียงเล็ก ๆ น้อย ๆ ในหนังเรื่องนี้เป็นเครื่องพิสูจน์อย่างดี ว่าเสียงมีประวัติศาสตร์ และเราไม่ควรมองข้ามหรือตีความมันแบบแยกขาดจากบริบท

เสียงปืนสำหรับเรา มีความหมายไม่เท่าเสียงเดียวกันในหูทหารผ่านศึก บทเพลงสรรเสริญพระเจ้าจะเข้าหูผู้ไม่ศรัทธาได้อย่างไร ท่วงทำนองแห่งความโศกเศร้า ถ้อยคำสอนใจให้คิด ทั้งหมดนี้ไม่ได้เกิดจากความว่างเปล่า เราเองก็รู้ แต่แค่บางครั้งไม่ทันสังเกตมันจริง ๆ

สองหนุ่มนักบันทึกเพลงพื้นบ้านเองก็คงรู้ความจริงข้อนี้ดี พวกเขาแปลงกาย เล่น “โกหก” ตบตาผู้คนตามพื้นที่ต่าง ๆ เพื่อสร้างความไว้ใจ เพื่อจะได้ฟังท่วงทำนองของพวกเขา (แม้จะมีหนึ่งคนในนี้ที่ไม่พอใจการโกหกนี้นัก) การเดินทางในป่า (ฉากหลังคลาสสิกสำหรับความรักชั่วครู่ระหว่างชายหนุ่มในโลกภาพยนตร์) คือการโยนประวัติศาสตร์ส่วนตัวออกไป แล้วประกอบโลกใบใหม่ขึ้นมา เพื่อเรียกเสียงที่หา มาปรากฏตัวให้บันทึกในกระบอกเสียงขี้ผึ้ง บางครั้งเมื่อท่วงทำนองหนึ่งเงียบลง อีกท่วงทำนองก็ดังขึ้น แต่บางครั้งเมื่อเสียงหนึ่งเงียบ อีกเสียงก็เงียบหายไปด้วยเหมือนกัน ดนตรีทำงานอย่างนั้น ถ้าเราแค่ฟังมันผ่านประวัติศาสตร์ด้วย

เสียงต่าง ๆ ก็ไม่ได้ฟัง “กระด้างหู” ด้วยตัวเอง และไม่ได้มีคุณสมบัติสอดประสานไพเราะด้วยตัวเอง ถ้าเราตัดความสัมพันธ์ของมันกับเสียงอื่น หรือโลกความเป็นจริงอื่น ๆ

The History of Sound คือสมมุติฐานสำหรับการเรียบเรียงเสียงประสาน (ถึงแม้ตัวมันอาจจะไม่ได้พูดถึงสิ่งนั้นเลย) ว่าเสียงไม่ได้เป็นแค่เสียง แต่คือวัตถุที่จับต้องได้ และมีความหมายร่วมกับวัตถุอื่น ๆ ในประวัติศาสตร์ ไม่ใช่องค์ประกอบศิลป์ที่มีความหมายตายตัวอยู่ในทฤษฎีเสียง ทุกครั้งที่เสียงอะไรฟังเสียดหู เราอาจแค่ต้องดูว่ามันเกิดขึ้นจากอะไร ทุกครั้งที่โลกรอบตัวบิดเบี้ยวเปลี่ยนรูป เสียงก็ดังฟังแปลกไปด้วย

การเดินทางของพวกเขาคือการสร้างโลกใบใหม่ที่เริ่มต้นจากเสียง และโลกของเสียงก็เปลี่ยนแปลงชีวิตของพวกเขาตลอดกาล

ภาพยนตร์ THE HISTORY OF SOUND
กำกับโดย Oliver Hermanus
นำแสดงโดย Paul Mescal, Josh O’Connor, Chris Cooper
ฉายแล้ววันนี้ที่ House Samyan