ศิลปะในโลกที่กำลังแตกสลาย รวมดราม่าและเรื่องฉาวที่ (กำลัง) เกิดขึ้นใน Venice Biennale 2026

Post on 13 May 2026

ในอดีต เวนิส เบียนนาเล่ มักถูกมองว่าเป็นหนึ่งในพื้นที่ศิลปะร่วมสมัยที่สำคัญที่สุดของโลก เป็นเวทีที่ศิลปิน ภัณฑารักษ์ และประเทศต่าง ๆ ใช้ศิลปะเพื่อสะท้อนความเปลี่ยนแปลงทางวัฒนธรรม ความคิด และจินตนาการของยุคสมัย แต่ในปี 2026 บรรยากาศของเบียนนาเล่กลับถูกปกคลุมด้วยข้อถกเถียงทางภูมิรัฐศาสตร์ วิกฤตภายในองค์กร และการประท้วงขนาดใหญ่ จนหลายฝ่ายมองว่างานครั้งนี้ไม่ได้เป็นเพียงเทศกาลศิลปะอีกต่อไป หากกลายเป็นสนามปะทะของอำนาจ การเมือง และศีลธรรมระดับโลก

หัวใจสำคัญของความขัดแย้งเริ่มต้นจากการตัดสินใจของเบียนนาเล่ที่ยังคงเปิดให้รัสเซียและอิสราเอลเข้าร่วมงาน แม้สงครามในยูเครนและกาซาจะยังดำเนินอยู่ ท่ามกลางภาพความสูญเสียและวิกฤตมนุษยธรรมที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง นักเคลื่อนไหว นักการเมือง และศิลปินจำนวนมากมองว่าการเปิดพื้นที่ให้ทั้งสองประเทศยังคงมีพาวิลเลียนในงานระดับโลก คือการปล่อยให้รัฐใช้ศิลปะเป็นเครื่องมือ “ฟอกขาว” และสร้างความชอบธรรมทางวัฒนธรรมบนเวทีนานาชาติ

หนึ่งในพาวิลเลียนที่ถูกจับตามองมากที่สุดคือพาวิลเลียนรัสเซีย กับนิทรรศการชื่อ The Tree is Rooted in the Sky ซึ่งผู้จัดอธิบายว่าเป็นโปรเจกต์ที่อุทิศให้กับ “พื้นที่ชายขอบและปฏิบัติการทางศิลปะนอกกระแส” โดยเน้นงานแสดงเพอร์ฟอร์แมนซ์ด้านเสียงและดนตรีทดลองเป็นแกนหลัก นิทรรศการรวบรวมศิลปินทั้งหมด 38 คน ไม่ได้มาจากรัสเซียเพียงประเทศเดียว แต่ยังรวมถึงศิลปินจาก อาร์เจนตินา บราซิล มาลี และ เม็กซิโก ด้วย

ในช่วงวันพรีวิว พาวิลเลียนแห่งนี้เต็มไปด้วยกิจกรรมการแสดงสด ตั้งแต่ดีเจเซ็ต การขับร้องคอแบบทูวา ไปจนถึงการแสดงของ Ensemble Toloka กลุ่มนักดนตรีพื้นบ้านรุ่นใหม่และนักวิจัยด้านดนตรีพื้นถิ่นรัสเซีย ที่ขึ้นแสดงพร้อมเครื่องดนตรีพื้นบ้านอย่างบาลาไลกา ภาพของผู้คนที่เต้นรำ เสียงดนตรีพื้นบ้าน และการเฉลิมฉลองวัฒนธรรมชาติพันธุ์ กลายเป็นหนึ่งในภาพจำของเบียนนาเล่ปีนี้

แต่ในสายตาของนักวิจารณ์จำนวนมาก สิ่งเหล่านี้กลับถูกมองว่าเป็น “โฆษณาชวนเชื่อแบบคลาสสิก” ที่พยายามเบี่ยงเบนความสนใจจากสงครามและการสูญเสียชีวิตพลเรือนในยูเครน ผ่านภาพของศิลปะ วัฒนธรรม และความหลากหลายทางชาติพันธุ์ที่ดูสวยงามและไร้พิษภัย

ด้าน เปียตรันเจโล บุตตาฟูโอโก ประธานของเบียนนาเล่ ยังคงปกป้องจุดยืนขององค์กร โดยยืนยันว่าเบียนนาเล่ควรเป็น “พื้นที่แห่งการพักรบ” และเป็น “สหประชาชาติของโลกศิลปะ” ที่ไม่ควรกีดกันประเทศใดออกจากการสนทนาทางวัฒนธรรม อย่างไรก็ตาม คำอธิบายดังกล่าวไม่ได้ช่วยลดแรงกดดันที่เกิดขึ้น ตรงกันข้าม หลายฝ่ายกลับมองว่าความเป็น “กลาง” ที่เบียนนาเล่พยายามประกาศ อาจเป็นเพียงฉากบังหน้าที่ทำให้สถาบันสามารถหลีกเลี่ยงการรับผิดชอบทางศีลธรรมต่อสงครามที่กำลังเกิดขึ้น

เพื่อตอบโต้การเปิดรับรัสเซีย สหภาพยุโรปได้ถอนเงินสนับสนุนมูลค่า 2 ล้านยูโรออกจากงาน ขณะที่อิหร่านก็ถอนพาวิลเลียนของตนออกจากเบียนนาเล่อย่างกะทันหันเพียงไม่กี่วันก่อนเปิดงาน โดยไม่ให้คำอธิบายอย่างเป็นทางการ

ความตึงเครียดยิ่งรุนแรงขึ้นเมื่อโครงสร้างภายในของเบียนนาเล่เริ่มแตกร้าว คณะกรรมการตัดสินรางวัลทั้งห้าคนประกาศลาออกพร้อมกันเมื่อวันที่ 30 เมษายน หลังจากก่อนหน้านั้นคณะกรรมการระบุว่าจะไม่พิจารณาพาวิลเลียนจากประเทศที่ผู้นำกำลังเผชิญหมายจับของศาลอาญาระหว่างประเทศในข้อหาอาชญากรรมต่อมนุษยชาติ ซึ่งถูกมองว่าเป็นการพาดพิงถึงรัสเซียและอิสราเอลโดยตรง

หลังคำประกาศดังกล่าว เบลู-ซิมิออน ไฟนารู ศิลปินตัวแทนของอิสราเอล ได้ยื่นคำเตือนทางกฎหมาย กล่าวหาเบียนนาเล่ว่ามีการเลือกปฏิบัติและต่อต้านยิว ภายหลังฝ่ายกฎหมายของเบียนนาเล่แจ้งว่าคณะกรรมการอาจต้องรับผิดเป็นการส่วนตัวหากเกิดข้อพิพาท คณะกรรมการทั้งหมดจึงตัดสินใจลาออกทันที เหตุการณ์นี้ทำให้ระบบรางวัลที่เคยเป็นหนึ่งในสัญลักษณ์สำคัญของเบียนนาเล่เข้าสู่ภาวะวิกฤต

เพื่อแก้ปัญหาเฉพาะหน้า เบียนนาเล่จึงเปิดตัวระบบรางวัลใหม่ในชื่อ “Visitors’ Lion” เพื่อแทนที่ Golden Lion และ Silver Lion ที่ปกติจะตัดสินโดยคณะกรรมการนานาชาติ ระบบใหม่นี้เปิดให้ผู้ชมเป็นผู้ลงคะแนนโดยตรง จำกัดสิทธิ์เฉพาะผู้ถือบัตรเข้าชมที่ได้เข้าชมทั้งสองพื้นที่หลักของงาน และเปิดให้โหวตตลอดช่วงการจัดงานตั้งแต่เดือนพฤษภาคมถึงพฤศจิกายน

แต่การเปลี่ยนระบบดังกล่าวกลับสร้างแรงต้านมากขึ้น เพราะหลายฝ่ายมองว่าการโยนอำนาจตัดสินให้ “สาธารณะ” เท่ากับเป็นการเปิดทางให้พาวิลเลียนของรัสเซียและอิสราเอลกลับมามีสิทธิ์เข้าชิงรางวัลอีกครั้ง เพื่อเป็นการตอบโต้ ศิลปินมากกว่า 70 คนจากนิทรรศการหลัก และพาวิลเลียนจาก 22 ประเทศ จึงประกาศถอนตัวจากการพิจารณารางวัลเพื่อแสดงจุดยืนสนับสนุนคณะกรรมการที่ลาออก รายชื่อผู้ถอนตัวรวมถึงศิลปินสำคัญอย่าง วาลิด ราอัด, ลอรี แอนเดอร์สัน และ อัลเฟรโด จาร์

ขณะเดียวกัน สัปดาห์พรีวิวของเบียนนาเล่ก็เต็มไปด้วยการประท้วงและการแสดงเชิงสัญลักษณ์จากศิลปินและนักเคลื่อนไหว กลุ่ม Art Not Genocide Alliance จัดการประท้วงครั้งใหญ่หน้าพาวิลเลียนอิสราเอล พร้อมตะโกนคำว่า “silence is complicity” จนพาวิลเลียนต้องปิดชั่วคราวภายใต้มาตรการรักษาความปลอดภัย นอกจากนี้ ANGA ยังร่วมกับสหภาพแรงงานอิตาลีจัดการนัดหยุดงาน 24 ชั่วโมง ส่งผลให้พาวิลเลียนของกว่า 15 ประเทศต้องปิดชั่วคราว

ด้านพาวิลเลียนรัสเซีย กลุ่มนักเคลื่อนไหว Pussy Riot และ FEMEN ล้อมพื้นที่จัดแสดงโดยสวมบัลาคลาวาสีชมพูและจุดควันแฟลร์ พร้อมประกาศว่ายุโรปกำลังเปิดพื้นที่ให้โฆษณาชวนเชื่อของรัฐรัสเซีย ในขณะที่ศิลปินรัสเซียฝ่ายต่อต้านรัฐบาลจำนวนมากกลับถูกจำคุก ลี้ภัย หรือเสียชีวิต

อีกหนึ่งการแสดงออกสำคัญคือ The Solidarity Drone Chorus ที่ศิลปินราว 60 คนจากนิทรรศการหลักร่วมกันแสดงเพอร์ฟอร์แมนซ์​รายวัน ด้วยการเลียนเสียงหึ่งของโดรนทางทหาร เพื่อไว้อาลัยแก่เหยื่อสงครามและแสดงความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกับศิลปินในกาซา เสียงหึ่งที่ดังต่อเนื่องกลางเมืองเวนิส กลายเป็นเสียงเตือนว่าความรุนแรงในโลกภายนอกไม่เคยถูกทิ้งไว้หลังประตูของพิพิธภัณฑ์

อีกหนึ่งประเด็นที่สั่นสะเทือนวงการศิลปะคือกรณีของ กาเบรียล โกไลแอธ ศิลปินจากแอฟริกาใต้ที่ถูกสั่งห้ามไม่ให้เป็นตัวแทนพาวิลเลียนของประเทศ หลัง เกย์ตัน แม็กเคนซี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศิลปะและวัฒนธรรม ใช้อำนาจระงับผลงาน Elegy ของเธอ โดยอ้างว่าผลงานดังกล่าว “ขัดต่อความรู้สึกแบบสนับสนุนอิสราเอล” ของเขา

Elegy เป็นงานวิดีโอจัดวางหลายจอและเพอร์ฟอร์แมนซ์อาร์ตที่ทำหน้าที่เสมือนพิธีไว้อาลัยให้แก่ผู้หญิงและบุคคลเควียร์ที่ถูกผู้ชายสังหาร หนึ่งในบุคคลที่งานกล่าวถึงคือ เฮบา อาบู นาดา กวีชาวปาเลสไตน์ที่เสียชีวิตจากการโจมตีของกองทัพอิสราเอลในกาซา

Elegy

Elegy

แม้โกไลแอธจะพยายามยื่นคำร้องต่อศาลสูงเพื่อให้ผลงานกลับมาเป็นตัวแทนอย่างเป็นทางการ แต่ศาลตัดสินว่าเธอไม่มีสถานะทางกฎหมายเพียงพอ ส่งผลให้พาวิลเลียนของแอฟริกาใต้ในเบียนนาเล่ปีนี้ว่างเปล่าโดยไม่มีผลงานจัดแสดง อย่างไรก็ตาม เครือข่ายศิลปินและผู้สนับสนุนของเธอได้ระดมทุนเพื่อนำ Elegy ไปจัดแสดงแบบอิสระในโบสถ์แห่งหนึ่งใน เวนิส ซึ่งกลับได้รับความสนใจจากผู้ชมหลายพันคน

ทั้งหมดนี้ทำให้เวนิซเบียนนาเล่ปี 2026 ได้กลายเป็นภาพสะท้อนอันแตกร้าวของโลกปัจจุบันอย่างสมบูรณ์แบบ งานศิลปะระดับนานาชาตินี้กำลังดิ้นรนอย่างหนักเพื่อรักษาสมดุลระหว่างการเป็นพื้นที่ปลอดภัยทางวัฒนธรรม กับความจริงอันรุนแรงของสงครามและการเมืองโลก

นักวิจารณ์บางส่วนยังมอง ว่าความพยายามของเบียนนาเล่ในการรักษาความเป็น “กลาง” อาจไม่ได้เป็นการปกป้องเสรีภาพทางศิลปะเสมอไป แต่บางครั้งกลับกลายเป็นการสร้างพื้นที่ที่ช่วยให้รัฐสามารถใช้วัฒนธรรมเป็นฉากบังหน้าเพื่อกลบเกลื่อนการละเมิดสิทธิมนุษยชนได้อย่างแนบเนียน และบางที คำถามสำคัญที่สุดที่เวนิซเบียนนาเล่ปีนี้ทิ้งไว้ อาจไม่ใช่คำถามว่า “ศิลปะสามารถเปลี่ยนโลกได้หรือไม่” แต่คือ “ศิลปะสามารถเป็นกลางได้จริงหรือไม่ ในโลกที่กำลังแตกสลายอยู่ตรงหน้า?”