กนกวรรณ สุทธัง, 330 Eggs และ 10 Pellets, 2568. ผงข้าว และสีน้ำมันบนลินิน
55 x 158 ซม. ต่อชิ้น
อนุเคราะห์ภาพโดยศิลปิน และ วารินแล็บ คอนเท็มโพรารี
ผู้ใหญ่ชอบบอกให้ไปล้างจานบ่อย ๆ แล้วมือจะนุ่ม สะอาด ไม่ต้องทาครีมเลย แต่ที่จริงความเชื่อนั้นอาจมาจากตำนานเรื่องแม่บ้านชาวญี่ปุ่นที่มือนุ่มเพราะซาวข้าวบ่อยมากกว่า แต่ไม่ว่าจะเพราะอะไร กิจกรรมในครัวทั้งหลายนี้ล้วนมีความรัก หรืออย่างน้อยก็ความห่วงใยดูแล แฝงอยู่ด้วยเสมอ ให้เพื่อนร่วมโต๊ะทานข้าว ไม่ว่าจะเป็นสมาชิกครอบครัวหรือใครที่ใกล้ชิด แต่จะเป็นไปได้ไหม ถ้าเราจะแบ่งความเข้าใจ ความทะนุถนอม หรือความใกล้ชิดนั้น ให้กับผู้ถูกตราหน้าว่าเป็น “ศัตรู(พืช)” ของเราด้วย
แมลงมันน่ารัก ยิ่งถ้าอยู่เป็นตัวการ์ตูนหรือในงานศิลปะยิ่งน่ารัก แต่ถ้าอยู่ในอาหารมันคือ “สิ่งสกปรก” แล้วยิ่งทำให้สิ่งรอบตัวใด ๆ สกปรกตามไปด้วยเมื่อสัมผัสตัวมัน ในนิทรรศการเดี่ยว ‘มอด มอด’ ศิลปิน กนกวรรณ สุทธัง วาดภาพและถ่ายทอดชีวิตเล็ก ๆ ของเจ้าแมลงในข้าวที่ทุกครัว(ไทย)ต้องเคยเจอ ผลงานของเธอมักถ่ายทอดความงาม(หรือความน่ารัก)ของสิ่งเล็ก ๆ ที่อยู่รอบตัว แต่มักหลุดรอดสายตาคนเราไป งานชุดนี้ดูเหมือนจะกำลังบอกคล้ายกัน —ว่าแมลงก็น่ารักดี เห็นใจพวกเขากันหน่อยสิ— พร้อมสำรวจจักรวาลที่อาจกว้างกว่าจานข้าวของพวกเขา แต่พร้อมกันนั้นเธอก็ท้าทายพวกเราด้วยผลงานหยอกล้อสำเนียงวิทยาศาสตร์ — จัดวางระบบให้เราสัมผัสมิติเวลาในการรับรู้ของมอดได้ แปลงข้อมูลตัวเลขและคุณสมบัติทางกายภาพออกมาเป็นวัตถุศิลปะในแผนภาพ เธอย่อ(เรา)และขยาย(ข้าว) ให้เราเห็นภาพ อารมณ์ หรือสัมผัสอื่น ๆ ใหม่ แต่สิ่งที่สะเทือนใจยิ่งกว่า อาจเป็นช่วงขณะที่รู้สึกว่า เรากำลังจัดการกับสิ่งที่เราอาจไม่มีวันเข้าใจมิติใด ๆ สักอย่างของมันจริง ๆ เลยก็ได้
กนกวรรณ สุทธัง, มาแต่นา, 2569. แผ่นตะแกรงจากโรงสี แสตนเลส เรซิ่น ข้าว มอด กล่องไฟ ภาพวาดเส้น
61 x 41 x 7 ซม
อนุเคราะห์ภาพโดยศิลปิน และ วารินแล็บ คอนเท็มโพรารี
กล่องไฟไม้รูปทรงเสาสองต้นแสดงภาพวาดเส้นบนกระดาษที่ด้านบน ใน ‘Weevil in Rice (มอดในข้าว)’ เมล็ดข้าวและเหล่ามอดล้อมตัวอยู่ด้วยกันเป็นวงกลม หากเพิ่มลูกศรมาเท่านั้นมันอาจพออยู่ในหนังสือชีววิทยาได้ สำหรับใช้อธิบายวงจรชีวิตของแมลงชนิดนี้ ขนาดของเมล็ดข้าวใหญ่พอจะนับจำนวนด้วยสายตาได้ และใสพอจะมองทะลุเข้าไป แต่ถ้าไม่ตั้งใจดู เราอาจไม่รู้เลยว่าจุดเล็ก ๆ ในนั้นคือไข่มอดในข้าว ก่อนที่ต่อมาพวกเขาจะโตอยู่ในนั้น แล้วเจาะออก เป็นแมลงโตเต็มวัย
มอดมีเวลาของเขา และเราเหมือนจะได้มองเห็นและเข้าใจมันสักที แต่จุดเล็ก ๆ นี้กลับเตือนเรากลับมาดัง ๆ ว่า จักรวาลบางอย่าง หาให้ตายอย่างไรวันนี้ก็อาจไม่เจอ เคี้ยวไปก็ไม่รู้ มองไปก็ไม่เห็น แล้ววัดไปก็อาจไม่ตรงหน่วย อธิบายด้วยทฤษฎีไปก็อาจฟังไม่สมเหตุผล เมื่อมอดเองก็คงไม่ได้เห็นชีวิตตัวเองไหลเป็นวงกลมอย่างวงจรนี้
คนเรามีวิธีจัดการเจ้าจุดดำกวนใจ —และวิญญาณหลอนที่อาจโผล่ขึ้นมาเมื่อไรก็ได้ของมัน— มากมายเหลือเกิน อย่างเช่น ก๊าซพิษจากเมล็ดยาอบมอด อะลูมิเนียม ฟอสไฟด์ ในงาน ‘In the Fumes (ในไอรม)’ ซึ่งแทรกซึมและอัดแน่นอยู่ทั่วจักรวาลเล็ก ๆ นั้น พลังทำลายล้างของมันเป็นพลังสร้างความมั่นใจในการบริโภคของเรา เหมือนเวลาน้ำยาล้างจานที่กัดทั้งคราบทั้งมือคน ทั้งหมดนี้เพราะเป็นศัตรูจึงต้องถูกทำลาย เพื่อสังคมขาวสะอาด สิ่งสกปรกต้องตายอย่างเป็นระบบ — ขนานกันกับการเมืองแบบขวา ๆ ที่พัฒนามาจัดการให้ถึงสิ่งที่มองไม่เห็น
หรือเรากำจัดศัตรูสกปรกด้วยวิธีนุ่มนวลกว่านี้ได้? ในภาพชุด ‘Rinsing Rice series’ (ซาวข้าว) กนกวรรณใช้สีไม้วาดขั้นตอนการซาวข้าวลงบนผ้าขาวบาง วัตถุแห่งการคัดกรองสิ่งสกปรกกลายมาเป็นพื้นที่รองรับเรื่องราวระหว่างมือกับมอด “ครัวเป็นพื้นที่ของความใกล้ชิด เพราะสิ่งที่ฉันสัมผัสด้วยมือ ก็คือสิ่งที่จะเข้าไปในปากของคุณ” “ฉันทำให้คุณเพราะฉันรักคุณ เพราะคุณต้องการมัน เพราะคุณอยากได้มัน” ถ้อยคำของนักเขียนด้านอาหาร Ella Risbridger ดังขึ้นมาในความคิด ระหว่างมองมือเนียนน้อยค่อย ๆ หมุนวนน้ำ “ประคอง” มอดขณะเทน้ำ และวัดระดับน้ำสำหรับหุงข้าวด้วยหนึ่งข้อนิ้ว
สัมผัสของสีไม้บนผ้าเต็มไปด้วยความอบอุ่น ฟุ้ง นุ่มนวล ชวนฝัน เป็นมิตรต่อครอบครัว เหมือนการตื่นเช้ามาทำกิจวัตรเรียกสมาธิผ่อนคลาย พร้อมกับการผจญภัยของเจ้าตัวน้อยในสายน้ำเชี่ยวคู่ขนานกัน เมื่อขยับเข้าไปดูใกล้ ๆ น้ำในหม้อเล็กก็กลายเป็นคลื่นยักษ์และมหาสมุทรกว้าง ส่วนเมล็ดข้าวกลายเป็นก้อนหินที่แตกกระจายลงมาจากหุบเขา กิจกรรมการซาวข้าวกลายเป็นพื้นที่คู่ขนานที่บรรจุได้ทั้งความรุนแรงและความอ่อนโยน
ตะแกรงเหล็กใน ‘From the Field (มาแต่นา)’ เหมือนจะเป็นตรงกลางระหว่างพลังทำลายล้างของสารเคมีและความอ่อนโยนของมือคน แต่เมื่อมันอยู่ด้านหน้าภาพวาดทิวทัศน์ทางเดินท่ามกลางธรรมชาติเขียวสองข้างทาง มันกลับทำหน้าที่เป็นรั้วขั้นกลางระหว่างเรากับจุดหมายปลายทางข้างหน้ามากกว่า ในโลกแห่งนี้ มอด เศษหิน และข้าวหัก สามารถเดินทางลอดรูไปไหนมาไหนได้สะดวก แต่เป็นเราเสียเองที่ไม่สามารถผ่านด่านกรองนี้ไปได้
และบางที สิ่งที่ป้องกันมอดได้อาจไม่ได้อยู่ในโลกอุตสาหกรรมหรือสารเคมี แต่เป็น “คาถากันมอด” ในงานวิดีโอ ‘A Ballad of Rice Weevil (ลำมอด)’ กนกวรรณถ่ายทอดเสียงกลอนลำทางสั้นและลำทางยาว จากการร่วมมือกับ ภาณุพงศ์ ธงศรี ผู้ประพันธ์กลอนลำ และปพิชญา กุลพร ผู้ขับร้องหมอลำ โดยได้แรงบันดาลใจมาจากเช่น ‘มนต์กันศัตรูพืช’ โดย ปรีชา พิณทอง และ ‘โองการสู่ขวัญข้าว ชาวอุบล’ “ขอทุกท่านอย่าเพิ่งตื่นตกใจ มอดอยู่สาลีมีมาโดยนานล้ำ” ปพิชญาร้อง และพาเราไปหาประวัติศาสตร์ของมอดที่อยู่คู่กับคนและข้าวอยู่ยาวนาน มอดจึงมีทั้งเวลาที่เป็นวงจรตั้งแต่การวางไข่ไปจนโต และมีเวลาที่ลากมาจากอดีตกาลจนถึงปัจจุบัน
จุดที่กระจ่างชัดชวนให้เข้าใจที่สุดในนิทรรศการนี้ อยู่ที่ ‘Mind Map Mod (มายแมพมอด)’ และ ‘330 Eggs, 2025, and 10 Pellets’ สองผลงานศิลปะที่แฝงลักษณะภาษาของงานออกแบบสื่อสารข้อมูล ไม่ว่าจะเป็นการเชื่อมโยงเส้นทางจากนาข้าวสู่จานที่กินว่ามีที่มาอย่างไรในรูปแบบแผนผัง หรือการวาดรูปทรงวงรีซ้ำ ๆ แทนจำนวนเมล็ดข้าวหนึ่งเมล็ดที่แม่มอดสามารถเข้าไปวางไข่ได้ตลอดชีวิต ซึ่งนอกจากจะทำให้เห็นขนาดของตัวเลขนั้นจริง ๆ แล้ว ยังทำให้เห็นสีขาวหลากหลายแบบของข้าว พร้อมให้มองเปรียบเทียบ
กนกวรรณ สุทธัง, มอดในข้าว, 2568. วาดเส้นบนกระดาษ เรซิ่น กล่องไฟจากไม้ 100 x 16 x 16 ซม. อนุเคราะห์ภาพโดยศิลปิน และ วารินแล็บ คอนเท็มโพรารี
ข้าวและมอดในศิลปะของกนกวรรณ สามารถมองได้อย่างเป็นระบบ มองได้จากระยะใกล้และไกล และบางครั้งอาจมองทะลุผ่านเลยไปได้ด้วย แต่แทนที่มุมมองเหล่านี้จะเรียกร้องการจัดการทำความสะอาดอย่างเบ็ดเสร็จเด็ดขาด มันกลับตั้งคำถามถึงระเบียบที่ครอบคลุมอยู่ ว่ามาจากจุดยืนของใคร จุดยืนแบบใด และมันมีข้อควรระวังใดที่เราควรสังเกตด้วย ในระบบนั้น
นิทรรศการ ‘มอด มอด’ สำรวจ “การคัดกรอง” และสภาพแวดล้อมรอบ ๆ ที่กำหนดมัน — เพราะมีสิ่งสกปรกก็เลยต้องกำจัด เพราะสิ่งสกปรกเป็นศัตรูก็เลยคัดกรองด้วยวิธีการรุนแรงได้ — เพราะเป็นห่วงก็เลยต้องทะนุถนอม — แต่ถ้าความเป็นจริงไม่เหมือนกับสิ่งที่เห็น ที่เทียบ ที่วัด ที่จัดระเบียบ ถ้าสิ่งที่เป็นศัตรูมีสถานะอื่นที่น่าทะนุถนอมเหมือนกัน ถ้าระบบความเข้าใจที่มีไม่สมเหตุสมผลอีกต่อไป
งานศิลปะที่ “ไม่พูดแทนมอด” เสนอพื้นที่ว่างทางความคิดสำหรับสิ่งที่เราไม่มีทางเข้าใจ ไม่ว่าจะเป็นแมลง สัตว์ หรือแค่ใครคนอื่น ในสังคมที่ “การเมืองสะอาด” เป็นวาระหลักให้เรารีบตัดสิน ถึงจะไม่เข้าใจมอดเราก็อาจยังควรปฏิบัติ คัดกรองอย่างห่วงใยและเผื่อที่ให้ความเป็นไปได้ของพวกเขา เผื่อให้เขาเป็นอะไรที่เราคาดไม่ถึง ไม่ใช่ทั้งสิ่งสกปรกและสิ่งสะอาด แต่เป็นบางอย่างซึ่งยังอยู่ในเครือข่ายความห่วงใยของเราได้ สร้างการเมืองของความเห็นใจอย่างนุ่มนวล แทนที่การตัดสินด้วยเชื่อว่าเข้าใจแล้วทำลายล้างแบบไม่เลือกเครื่องมือ การเมืองที่ไม่ด่วนจัดการผ่านเกณฑ์วัดมาตราเดียว ถึงตอนนี้มอดต้องมอด —สิ้นชีวิตลง— เพื่อให้ข้าวยังทานได้ แต่อาจยังมีทางเลือกอื่นเป็นไปได้ ที่จะออกแบบความสัมพันธ์ระหว่างเราทั้งหลายในนี้ ในเครือข่ายของความใส่ใจและนุ่มนวล
กนกวรรณ สุทธัง, ประคอง, 2569. วาดเส้นบนผ้าขาวบางบนแผ่นไม้
13 x 20 ซม
อนุเคราะห์ภาพโดยศิลปิน และ วารินแล็บ คอนเท็มโพรารี
นิทรรศการ ‘มอด มอด’
ศิลปิน กนกวรรณ สุทธัง
ภัณฑารักษ์ พอใจ อัครธนกุล
จัดแสดงที่ วารินแล็บ คอนเท็มโพรารี
14 กุมภาพันธ์ - 11 เมษายน 2569




