ในวันที่อุตสาหกรรมศิลปะไม่ (ควร) ได้ขับเคลื่อนด้วยเอกชนเพียงฝ่ายเดียว การมองเห็นทิศทางเชิงนโยบายของรัฐจึงเป็นเรื่องสำคัญ ดังนั้น ในช่วงโค้งสุดท้ายก่อนการเลือกตั้ง การได้เข้าใจนโยบายด้านศิลปวัฒนธรรมจากผู้ที่กำลังจะก้าวเข้ามาเป็นตัวแทนจากภาครัฐ จึงกลายเป็นโอกาสสำคัญที่ช่วยให้เรามองเห็นว่าอนาคตของวงการศิลปะไทยอาจถูกผลักดันไปในทิศทางใด ทั้งในแง่โครงสร้าง โอกาส และบทบาทของศิลปวัฒนธรรมต่อสังคม
เมื่อวันที่ 3 ก.พ. ที่ผ่านมา GROUNDCONTROL ได้เข้าร่วมฟังเวทีสนทนา [โค้งสุดท้าย] นโยบายศิลปวัฒนธรรม ที่จัดขึ้นโดย กลุ่มนักวัฒนธรรมปฏิบัติการจิตอาสา ซึ่งเปิดพื้นที่ให้คนทำงานศิลปะและประชาชนทั่วไปได้มารับฟัง แลกเปลี่ยน และทำความเข้าใจทิศทางความคิดของแต่ละพรรคการเมืองอย่างใกล้ชิด ว่านโยบายด้านศิลปวัฒนธรรมกำลังถูกมองผ่านมุมไหน และบทบาทของรัฐในโลกสร้างสรรค์ควรเป็นอย่างไรต่อไป
วงสนทนาในครั้งนี้ประกอบไปด้วย นายแพทย์สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี (อดีตประธานกรรมการพัฒนาซอฟต์พาวเวอร์แห่งชาติพรรคเพื่อไทย), ภูริวรรธก์ ใจสำราญ (ผู้สมัคร สส. กรุงเทพมหานคร เขต 12 พรรคประชาชน), ปริเยศ อังกูรกิตติ (โฆษกพรรคไทยสร้างไทย) และ ดร.ปิติพงศ์ เต็มเจริญ (หัวหน้าพรรคเป็นธรรม) โดยมี กษมาพร แสงสุระธรรม และ กฤตธี ตัณฑสิทธิ์ ร่วมชวนเปิดบทสนทนา
หลังจากที่ฟังแล้ว เราจึงขอสรุปภาพรวมนโยบายด้านศิลปวัฒนธรรมจาก 4 พรรคการเมืองที่ถูกเล่าขึ้นในวันนั้นมาให้ทุกคนได้อ่านกันแบบสังเขป เพื่อชวนมองเห็นทั้งทิศทาง ความท้าทาย และแนวคิดที่แตกต่างกัน ตั้งแต่ระบบสวัสดิการศิลปิน ซอฟต์พาวเวอร์ ไปจนถึงการกระจายอำนาจทางวัฒนธรรม เพื่อให้เข้าใจภาพรวมนโยบายศิลปวัฒนธรรมในช่วงเวลาสำคัญนี้ได้อย่างรอบด้านและชัดเจนมากขึ้น
📣 พรรคเป็นธรรม ศิลปินอยู่ได้ สวัสดิการทั่วถึง ส่งเสริมอัตลักษณ์ไทย - ดร.ปิติพงศ์ เต็มเจริญ หัวหน้าพรรคเป็นธรรม
พรรคเป็นธรรมเสนอระบบนิเวศศิลปะที่ยืนได้จริง ผ่านสามแกนหลัก ได้แก่ คน ระบบ และพื้นที่ เพื่อให้ศิลปินไทยทำงานได้อย่างมั่นคง
📌 ‘คน’ ศิลปินต้องอยู่ได้ตั้งแต่วันแรก
ศิลปินไม่ใช่งานอดิเรก แต่คือแรงงานสร้างสรรค์ที่ต้องมีรายได้และสวัสดิการ พรรคเป็นธรรมเสนอการตั้งกองทุนสวัสดิการศิลปินโดยตรง คุ้มครองสิทธิพื้นฐาน การรักษาพยาบาล และแรงงานทุกระดับ ไม่ต้องรอ “ดังแล้ว” ถึงจะได้รับการดูแล
📌 ‘ระบบ’ เสรีภาพ ความคิด และทรัพย์สินทางปัญญา
ยุติการเซนเซอร์ที่ปิดกั้นจินตนาการ ออกแบบระบบรัฐที่ปลอดภัยต่อการวิพากษ์ และคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญาอย่างจริงจัง โดยเฉพาะในยุคดิจิทัล เพื่อให้ศิลปินเป็นเจ้าของผลงานและแรงงานของตัวเอง
📌 ‘พื้นที่’ โอกาสต้องกระจาย บนฐานอัตลักษณ์ไทยเป็นหลัก
ศิลปะต้องมีพื้นที่ให้ปรากฏ รัฐต้องลดอุปสรรคด้านกฎระเบียบ เปิดพื้นที่สร้างสรรค์ทั่วประเทศ พร้อมสนับสนุนศิลปะท้องถิ่นและวัฒนธรรมมีชีวิต ตั้งแต่โนรา ฟ้อนรำ ไปจนถึงศิลปินชาติพันธุ์ ให้เติบโตได้อย่างเท่าเทียม
📣พรรคเพื่อไทย เอกชนนำ รัฐหนุน ระเบิดพลังซอฟต์พาวเวอร์ทุกครัวเรือน - นายแพทย์สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี อดีตประธานกรรมการพัฒนาซอฟต์พาวเวอร์แห่งชาติพรรคเพื่อไทย
พรรคเพื่อไทยมองว่าวัฒนธรรมสร้างสรรค์คือ ‘พลังเศรษฐกิจใหม่’ ที่ต้องขับเคลื่อนด้วยนโยบายรัฐเชิงรุก เพื่อเปลี่ยนทุนทางวัฒนธรรมของไทยให้กลายเป็นรายได้ งาน และอาชีพในระดับประเทศ
📌ตั้ง THACCA เป็น super agency เอกชนนำ รัฐสนับสนุน
เสนอการจัดตั้ง THACCA (Thailand Creative Culture Agency) เป็นหน่วยงานกลางที่มีอำนาจเต็มในการกำหนดยุทธศาสตร์ ประสานทุกกระทรวง และแก้ปัญหารัฐทำงานแบบแยกส่วน ดูแลอุตสาหกรรมวัฒนธรรมสร้างสรรค์ครบวงจร ตั้งแต่ต้นน้ำ–กลางน้ำ–ปลายน้ำ พร้อมจัดตั้งสภา/สถาบันเฉพาะทาง เช่น ภาพยนตร์ ดนตรี ศิลปะ เกม หนังสือ ฯลฯ โดยให้เอกชนนำ รัฐสนับสนุน เพื่อ เปิดพื้นที่ให้ภาคอุตสาหกรรมกำกับดูแลกันเอง ลดการตีกรอบทั้งทางกฎหมายและวัฒนธรรม ช่วยให้การผลิตงานสร้างสรรค์ทำได้จริงและแข่งขันได้
📌1 ครอบครัว 1 ซอฟต์พาวเวอร์
หัวใจของซอฟต์พาวเวอร์เริ่มต้นจากการพัฒนาคน พรรคเพื่อไทยออกแบบนโยบาย OFOS ยกระดับทักษะคนไทยกว่า 20 ล้านคน ให้ทุกครอบครัวมีอย่างน้อยหนึ่งความสามารถที่ต่อยอดเป็นอาชีพได้ โดยเปิดโอกาสเรียนรู้ฟรี ต่อเนื่อง ตั้งแต่พื้นฐานถึงมืออาชีพ
📌ยกเครื่องอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ทั้งระบบ
ผลักดันอุตสาหกรรมสร้างสรรค์หลากหลายแขนง ทั้งภาพยนตร์ ละคร ซีรีส์ แอนิเมชัน ดนตรี อาหาร กีฬา เกม หนังสือ ศิลปะ ศิลปะการแสดง ออกแบบ เฟสติวัล ท่องเที่ยว และเวลเนส พร้อมสร้างแรงจูงใจให้เอกชนลงทุนผ่านมาตรการภาษีและการสนับสนุนเชิงนโยบาย ใช้การทูตวัฒนธรรมผลักดันซอฟต์พาวเวอร์ไทยสู่เวทีโลก ตั้งแต่เทศกาล อาหารไทย มวยไทย นวดไทย ไปจนถึงการสนับสนุนสินเชื่อสำหรับคนไทยในต่างแดน เพื่อขยายตลาดและการรับรู้ในระดับนานาชาติ
📣 พรรคประชาชน สร้าง Spicy Thailand ทลายกรอบเดิม กระจายอำนาจศิลปะโดยเริ่มต้นจากระดับชุมชน - ภูริวรรธก์ ใจสำราญ ผู้สมัคร สส. กรุงเทพมหานคร เขต 12 พรรคประชาชน
พรรคประชาชนวางจุดยืนเชิงก้าวหน้าและกระจายอำนาจ โดยเชื่อว่าความหลากหลายคือพลังที่แท้จริงของสังคม วัฒนธรรมจึงไม่ควรถูกกำหนดจากศูนย์กลางเพียงฝ่ายเดียว แต่ควรเป็นพื้นที่เปิดที่ผู้คนสามารถร่วมกันนิยามและสร้างความหมายใหม่ ๆ ได้ รัฐจึงต้องเปลี่ยนบทบาทจาก ‘ผู้ชี้ถูกผิด’ มาเป็น ‘ผู้เอื้อให้เกิดการมีส่วนร่วม’ แนวคิดทั้งหมดนี้ถูกร้อยเข้ากับภาพใหญ่ของ Spicy Thailand สะท้อนภาพความเป็นไทยที่มีรสจัด กล้าคิด กล้าเล่า และมีคาแรกเตอร์ วัฒนธรรมไทยจึงไม่ใช่เพียงสิ่งให้ชม แต่เป็นประสบการณ์ที่ทั้งคนรุ่นใหม่และชาวต่างชาติอยากเข้ามามีส่วนร่วม
📌 ท้าทายค่านิยมเดิมของรัฐ
นโยบายศิลปวัฒนธรรมของพรรคตั้งคำถามต่อการนิยามความเป็นไทยแบบบนลงล่าง ที่รัฐใช้เป็นกรอบหลักของสังคมในแต่ละยุค ตั้งแต่การสร้างอัตลักษณ์ชาติหลัง พ.ศ. 2475 ไปจนถึงค่านิยม 12 ประการในยุครัฐบาลพลเอกประยุทธ์ จันโอชา พรรคเสนอให้ขยับจากการกำหนดคุณค่าแบบสั่งการ มาสู่การสร้างคุณค่าร่วมสมัยผ่านกลยุทธ์ 4R เพื่อให้วัฒนธรรมเคลื่อนไหวและตอบสนองต่อสังคมที่เปลี่ยนไปได้จริง
📌 กระจายพื้นที่สร้างสรรค์สู่ท้องถิ่น และปฏิรูปกระทรวงวัฒนธรรม
พรรคให้ความสำคัญกับการใช้ทรัพยากรที่มีอยู่แล้วในพื้นที่ เช่น ห้องสมุดและพิพิธภัณฑ์ ปรับบทบาทจากพื้นที่เก็บความรู้ให้เป็นแกนกลางของชุมชน เป็นพื้นที่เรียนรู้ ถกเถียง ทดลองความคิด และมีส่วนร่วมในชีวิตสาธารณะ ควบคู่กับการเสนอปฏิรูปกระทรวงวัฒนธรรม โดยแยกบทบาทงานอย่างชัดเจน เพื่อลดการผูกขาดงบประมาณและอำนาจการตัดสินใจ และเปิดทางให้งานร่วมสมัยเติบโตได้อย่างสมดุล
📌 ฟื้นอุตสาหกรรมหนังสือ ดันวงการเกมและดิจิทัลครีเอทีฟ
พรรคมองอุตสาหกรรมหนังสือเป็นโครงสร้างพื้นฐานทางปัญญา เสนอการปฏิรูปกฎหมายล้าสมัย สนับสนุนนักเขียนและสำนักพิมพ์อิสระ พร้อมกระจายหนังสือคุณภาพสู่ห้องสมุดทั่วประเทศ เพื่อให้การอ่านเป็นวัฒนธรรมร่วมของสังคม ขณะเดียวกัน พรรคประชาชนผลักดันอุตสาหกรรมเกมและดิจิทัลครีเอทีฟในฐานะพื้นที่ใหม่ของการเล่าเรื่องความเป็นไทยแบบร่วมสมัย มองเกมไม่ใช่ปัญหาศีลธรรม แต่เป็นอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ที่เปิดโอกาสให้คนรุ่นใหม่สร้าง IP ไทย แข่งขันได้ในตลาดโลก โดยไม่จำเป็นต้องยึดติดกับภาพความเป็นไทยแบบโบราณ
📣พรรคไทยสร้างไทย ปลดล็อกธุรกิจศิลปะ แก้ปมงบประมาณ เชื่อมทุนระดับโลก ผ่าน Matching Fund - ปริเยศ อังกูรกิตติ โฆษกพรรคไทยสร้างไทย
พรรคไทยสร้างไทยมองว่าอุตสาหกรรมสร้างสรรค์เป็นธุรกิจที่มีมูลค่าสูง แต่ที่ผ่านมา ภาครัฐยังไม่มองศิลปะในฐานะอุตสาหกรรมจริงจัง ทำให้การสนับสนุนติดขัดทั้งด้านโครงสร้าง งบประมาณ และแรงงาน พรรคจึงเสนอการ ‘ปลดล็อกทั้งระบบ’ เพื่อให้ศิลปะเติบโตได้อย่างยั่งยืนและสร้างผลตอบแทนทางเศรษฐกิจ
📌 แก้ปัญหาระดับโครงสร้าง ปลดล็อกฟาซิลิตี้ จัดการข้อจำกัดเรื่องงบประมาณ และลดอุปสรรค์สำหรับคนทำงานสร้างสรรค์
อุตสาหกรรมศิลปะของไทยติดขัดจากปัญหาเชิงโครงสร้างทั้งสามด้านพร้อมกัน เริ่มจาก Facility ที่หอศิลป์ซึ่งเป็นโครงสร้างพื้นฐานสำคัญเกิดขึ้นได้ยาก เพราะงบประมาณจำกัด การบริหารซับซ้อน ค่าเช่าและประกันผลงานสูง และขาดการสนับสนุนจากรัฐ ต่อมาคือ Budget ที่งบด้านศิลปวัฒนธรรมมีอยู่อย่างจำกัด และส่วนใหญ่ถูกใช้ไปกับการบูรณะมากกว่าการสร้างพื้นที่ใหม่หรือพัฒนาศิลปินรุ่นใหม่ เนื่องจากรัฐยังไม่มองศิลปะในฐานะธุรกิจ และสุดท้ายคือ ศิลปิน ซึ่งส่วนใหญ่เป็นแรงงานฟรีแลนซ์ สวัสดิการต่ำ ข้อจำกัดสูง และยังไม่มีระบบดูแลศิลปินหน้าใหม่แบบประเทศที่อุตสาหกรรมศิลปะเข้มแข็ง
📌 ปลดล็อกด้วยกลไกตลาด ไม่ใช่งบรัฐล้วน เชื่อมโยงตลาดโลก ยกระดับมาตรฐานอุตสาหกรรม
พรรคไทยสร้างไทยเสนอให้รัฐทำหน้าที่เป็น ‘คนกลาง’ ใช้กลไก Matching Fund เชื่อมทุนเอกชนในและต่างประเทศกับศิลปินไทย ลดการพึ่งพางบรัฐ พร้อมปลดล็อกข้อจำกัดด้านกฎหมาย ภาษี ค่าเช่าที่ดิน และการจัดการ รวมถึงสนับสนุนการทำประกันภัยผลงานศิลปะ เพื่อยกระดับมาตรฐานอุตสาหกรรมไทยสู่สากล
📌 สนับสนุนพื้นที่สร้างสรรค์ทั่วประเทศ สร้างกองทุนและศิลปินหน้าใหม่
เสนอให้รัฐช่วยลดภาระภาษีและค่าเช่าที่ดินแก่หอศิลป์เอกชน เพื่อให้มีพื้นที่แสดงงานกระจายทั่วประเทศ พร้อมสนับสนุนกองทุนและเงินรายเดือนสำหรับศิลปินหน้าใหม่ ตามโมเดลเกาหลีและอินเดีย เพื่อให้สร้างผลงานได้ต่อเนื่องและยกระดับเป็นแรงงานสร้างสรรค์คุณภาพ




