กรุงเทพฯ ไม่ได้ไร้วัฒนธรรม ถึงฉายามันจะสะท้อนว่า ‘ก.ท.malls.’ นี้มีห้างเยอะแค่ไหน ถึง ‘วิถีชีวิต’ ที่นี่จะมีอีกชื่อว่า ‘ไลฟ์สไตล์’ และสนับสนุนโดยแบรนด์ใหญ่ หรือการกิน อยู่ พูด และทำ จะถูกกำกับด้วยอัลกอริทึม… กรุงเทพฯ มีวัฒนธรรม(ก็ได้) แต่สายใยระหว่างสมาชิกในชุมชนนี้ดูเบาบาง และเหลวจนไหลไปได้เรื่อย ท่ามกลางฟีดไอจีที่รุ่มรวยด้วยวัฒนธรรมเหล่านั้น สลับกับคำบ่นด่าในฟีดทวิตเตอร์ (ที่อีลอนอยากให้เรียกว่าเอ็กซ์) ภาพรายการหนังหนึ่งปรากฏขึ้น ประกอบด้วย Amores perros (2000) มนต์รักทรานซิสเตอร์ (2001) และ หอแต๋วแตก (2007) จากบัญชีของโรงหนัง ไวน์บาร์ และห้องสมุดอย่าง ‘ศาลาเสน่หา’ (Sala Saneha) ทำให้ที่นี่ดูจะมาสร้างอีกวัฒนธรรม ซึ่งกรุงเทพฯ อาจมองหาอยู่ หรืออย่างน้อย ก็มาหยอดความเป็นไปได้ใหม่ ๆ ในคลื่นวัฒนธรรมอันหลากหลายสุด ๆ ของเมืองนี้
ที่ถนนเดโช ไม่ไกลนักจากความคึกคักของย่านสีลม ศาลาเสน่หาเกิดขึ้นมาใหม่บนตึกอายุกว่า 70 ปี โครงสร้างนี้เคยรองรับธุรกิจเพชรพลอยและของเก่า จากห้องที่เคยเก็บทรัพย์สินล้ำค่า แปลงมาเป็นที่อยู่ของขวดไวน์
ศาลาเสน่หามีบุคลิกเหมือนเพื่อนผู้รุ่มรวยวัฒนธรรม ประเภทที่พูดเรื่องหนึ่งแล้วเชื่อมโยงไปยังสิ่งต่าง ๆ ได้ไม่หยุด ประเภทที่มีรสนิยมเลือกเสพสิ่งต่าง ๆ ในใจอย่างชัดเจน ซึ่งอาจดูน่าหยอกไม่น้อยในความหลากเรื่องเหล่านี้ แต่ก็น่าชื่นชมในใจไปหมดจริง ๆ
จิตวิญญาณของเขาอยู่ในต้นไม้น่ารัก ๆ ยืนต้อนรับอยู่เต็มทั้งพื้นที่ กับสีไม้น้ำตาลเข้มที่เห็นได้ทุกมุม โชคดีที่เขาคือชาวโมเดิร์นเทสต์ดีผู้มีปากเสียงเรื่องการเมืองอยู่ด้วย (คลังความคิดของเขาคือห้องสมุดที่เต็มไปด้วยหนังสือศิลปะ อย่างกับเราย่อส่วนไปอยู่ใต้กระจกใสของโต๊ะกาแฟ มีรวมบทกวีไทยที่ไร้ฉันทลักษณ์ และมี “หนังสือปกแดงต้องห้าม” สมัยใหม่ ซึ่งเราก็ไม่แน่ใจสถานะ “วัตถุต้องห้าม” ของมันเหมือนกัน รวมทั้งหนังสือสำเนียงวิพากษ์จำนวนมากของ Illuminations Editions)
จากห้องสมุด ไปสู่ไวน์บาร์และร้านอาหาร ไปสู่โรงหนัง เส้นทางเดินของพวกเขาร้อยเรียงประสบการณ์เข้าด้วยกัน โดยไม่ตัดขาดจากโลกภายนอก
“เราอยากนำเสนอองค์ความรู้ของประเทศไทย” ณัฐชนน วะนา คนทำหนัง หนึ่งในผู้ก่อตั้งศาลาสเน่หา ตอบข้อสงสัยของเรา ต่อรายการหนังสือที่น่าประทับใจตั้งแต่ในพื้นที่ส่วนแรก “อย่าง Bookshop —ซึ่งขณะนี้เป็น Library อยู่— เราจะสนใจเรื่องศิลปะ วัฒนธรรม และการเมือง ของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เป็นหลัก แต่ก็จะมีหนังสืออย่างอื่นด้วย”
พวกเขามองตัวเองในฐานะพื้นที่ทางวัฒนธรรม (cultural space) ที่ตั้งคำถามว่าทำอย่างไรภาพยนตร์ถึงจะโรแมนติกได้อีกครั้ง โดยมีทีมผู้ก่อตั้งนำโดยกลุ่มคนทำหนังอย่างณัฐชนน วะนา, ภัคพล ศรีรองเมือง และดิตถ์ ธนะเศรษฐ์วิไล
“เราอยากสร้างแลนด์มาร์คทางวัฒนธรรมให้กรุงเทพฯ — คำว่าวัฒนธรรมมันเป็นคำใหญ่ แต่จริง ๆ มันก็เล็กได้ คือเริ่มจากวิถีชีวิตง่าย ๆ จากไลฟ์สไตล์ เหมือนเวลาคนกินกาแฟกันจนเกิดเป็นวัฒนธรรมกาแฟ สังคมกาแฟ โจทย์ของเราก็คงคล้าย ๆ กันคือทำอย่างไรให้คนอยากดูหนัง รู้สึกว่าการดูหนังมันโรแมนติก ซึ่งมันจะเกิดขึ้นได้ก็ต้องประกอบกับองค์ประกอบหลาย ๆ อย่างมาก เราเลยรวมตัวคนที่อยากสร้างวัฒนธรรมนี้ขึ้นมา ไม่ว่าจะมาจากพื้นหลังแบบไหน” วะนากล่าว นอกจากจะคลุกคลีอยู่ในวงการภาพยนตร์แล้ว เขายังมีอีกผลงานเป็นการก่อตั้ง No Bar Wine Bar หมุดหมายในกรุงเทพฯ ที่คนรักไวน์น่าจะรู้จักกันดี
“ผมมองว่าโรงหนังต้องเป็นมากกว่าโรงหนัง แน่นอนว่าหนังมันเป็นภาพและเสียงแล้ว แต่มันเป็นมากกว่านั้นได้ เช่นเราสามารถเสิร์ฟอาหารได้ และในทางกลับกันไวน์บาร์มันก็เป็นมากกว่าไวน์บาร์ได้ — สิ่งต่าง ๆ เหล่านี้มีข้อดีอยู่แล้ว แต่เราตั้งคำถามกับมันต่อไปอีก”
โรงหนังของพวกเขาได้แรงบันดาลใจมาจากบาร์แจ๊ส แต่แทนที่ผู้ชมจะนั่งกับโต๊ะเครื่องดื่มดี ๆ ของตัวเองเพื่อฟังเพลง เก้าอี้ที่ทำขึ้นใหม่หลากสีมีไว้ให้ดื่มด่ำไปกับภาพยนตร์บนจอ ส่วนเปลือกฟาซาดของโรง ก็ดีไซน์สะท้อนไปกับพื้นผิวของอาคารที่ด้านนอก ซึ่งเคยเป็นเลเยอร์ไม้ซ้อน ๆ กัน
“วัสดุที่ใช้ส่วนนอกโรงหนังตรงนี้จะเป็นสังกะสีชุบกัลวาไนซ์ ดูคล้ายหลังคาบ้าน ผมชอบความขุ่นของมัน เป็นความสวยที่ไม่ต้องใสกิ๊งก็ได้”
แต่ที่นี่ก็ไม่ได้มีแค่วัสดุสมัยใหม่กับรูปทรงเหลี่ยมแข็งเท่านั้น ในพื้นที่ไวน์บาร์เราจะพบอีกเสน่ห์ของดีไซน์ที่นี่ คือการผสมผสานธรรมชาติเข้าไปอย่างลงตัว ตั้งแต่ที่พรมด้านล่างจนถึงงานตกแต่งด้านบน “ดีไซน์ที่นี่จะเล่นกับแพทเทิร์นเยอะ อย่างเช่นดอกไม้ ซึ่งสอดคล้องไปกับโลโก้ที่เป็นว่านเสน่หา” วะนาเล่า
“ที่นี่เราก็จะพยายามจะฉายหนังประมาณเดือนละประมาณ 5–6 เรื่องครับ” เราถามเขาเกี่ยวกับรายการหนังที่จะฉาย ซึ่งเขาอธิบายว่ามีหลักการใหญ่ที่สุดคือการเสนอความหลากหลาย (diversity) ให้กับระบบนิเวศการฉายหนังในไทย “เราจะมีตั้งแต่หนังไทย หนังคลาสสิค หนังอินดี้ หนังนักศึกษา หรือแม้กระทั่งหนังแมส มันแล้วแต่เดือนเลยว่ามีอะไรน่าสนใจ เพราะเราเป็นโรงหนังขนาดเล็กซึ่งสามารถมีน้ำเสียงของตัวเองได้ว่าอยากเล่าเรื่องอะไรในช่วงไหน ต่างจากโรงใหญ่ซึ่งอาจต้องอิงกับ Release date ตามระบบจัดจำหน่ายภาพยนตร์”
ก่อนค่ำคืนของเราที่นั่นจะจบลงพร้อม ‘มนต์รักทรานซิสเตอร์’ ผลงานจากยุค “คลื่นลูกใหม่” ของหนังไทย พวกเขาเสิร์ฟอาหารที่เสริมความหมายไปอีกขั้นกับเนื้อเรื่องของหนัง ไวน์โรเซ่ไปจนถึงไข่เจียวเปรียบเปรยบุคลิกได้ดังตัวเอกของเรื่อง ‘ไอ้แผน’ นักร้องงานวัดผู้ฝันจะได้เด่นดังไปกับเสียงเพลงตามความลุ่มหลง แผนเป็นคน “เข้ากับคนง่าย” หรืออีกนัยหนึ่งคือเขาปรับเปลี่ยนบุคลิกลื่นไหลไปตามผู้อื่นเสมอ แต่กลับโดนสังคม วงการ หรือสิ่งต่าง ๆ มาทำร้ายเสมอ จนเขาสะบักสะบอมแม้จะ(เพราะว่า)เขารักทั้งรักในเสียงดนตรี
ศาลาเสน่หาในวันนี้ จะเป็นที่ฟูมฟักให้ความหลงไหลและไขว่คว้าศิลปะ-วัฒนธรรมที่รักไม่ยากเกินไปนักได้ไหม หรือเขาคือไอ้แผนคนหนึ่ง ซึ่งทุ่มชีวิตให้กับแรงเสน่หาจนแลกมาด้วยชะตากรรมขม ๆ ลองไปพิสูจน์ด้วยตัวเองกันได้วันนี้
ศาลาเสน่หา Sala Saneha
ตั้งอยู่ที่ถนนเดโช (Mrt สีลม)
ดูรายละเอียดหนังที่ฉายได้ที่เพจ @sala.saneha




