หากในช่วงนี้ใครได้เดินผ่านหรือก้าวเข้าไปภายใน MMAD MASS GALLERY อาจสังเกตเห็นผลงานชิ้นหนึ่งที่ถูกแขวนอยู่ตรงมุมห้อง ราวกับค่อย ๆ ส่งสีสันและเรื่องราวออกมาทักทายผู้ชม สีสันที่สดจัดและลวดลายที่คุ้นตา ทำให้ไม่ยากนักที่จะระบุว่าเป็นผลงานของ ‘จิ-จิรายุ คูอมรพัฒนะ’ หรือ ‘Jirayu Koo’ ศิลปินภาพประกอบซึ่งมีผลงานปรากฏให้เราเห็นอย่างชินตา ตั้งแต่ปกนิตยสาร งานออกแบบแพ็กเกจจิ้ง ไปจนถึง Installation Art ขนาดใหญ่ในห้างสรรพสินค้า
ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา สีสันสดใสและภาพที่แฝงพลังเชิงบวกคือหนึ่งในลักษณะสำคัญของงาน Jirayu Koo อย่างไรก็ดี ผลงานที่จัดแสดงอยู่ใน MMAD MASS GALLERY ครั้งนี้ กลับไม่ได้ทำหน้าที่เพียงถ่ายทอดความสดใสหรืออารมณ์เชิงบวกในแบบที่ผู้ชมคุ้นเคย หากแต่เป็นการหันกลับมาทบทวนและตั้งคำถามต่ออัตลักษณ์ของศิลปินเอง จนกลายมาเป็นนิทรรศการที่มีชื่อว่า ‘I AM • I AM NOT?’
คำถามว่า “ฉันเป็น… หรือฉันไม่ได้เป็น?” ปรากฏขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่าในฐานะประเด็นหลักของนิทรรศการ สภาวะดังกล่าวอาจไม่ใช่ประสบการณ์ใหม่ของมนุษย์ หากแต่เป็นภาวะที่หลายคนยังไม่อาจหาวิธีจัดการหรือทำความเข้าใจได้อย่างชัดเจน ว่าความคลุมเครือนี้ควรถูกนิยาม แก้ไข หรือยอมรับในรูปแบบใด
นิทรรศการ I AM • I AM NOT? จึงไม่ได้ตั้งอยู่บนความพยายามในการให้คำตอบที่ตายตัว หรือการประกาศตัวตนอย่างแน่ชัด หากแต่เป็นการเปิดพื้นที่ให้กับความไม่แน่นอน พื้นที่ระหว่างสองขั้ว ระหว่างความมั่นใจและความลังเล ระหว่างการยอมรับและการต่อต้าน ซึ่งสะท้อนกระบวนการตั้งคำถามภายในของ Jirayu Koo อย่างตรงไปตรงมา
และเนื่องจาก I AM • I AM NOT? เป็นนิทรรศการเดี่ยวในรอบ 6 ปีของ Jirayu Koo การกลับมาครั้งนี้จึงไม่ได้เป็นเพียงการนำเสนอผลงานชุดใหม่ หากแต่เป็นโอกาสในการทบทวนเส้นทางการทำงานและการดำรงอยู่ของตนเองในฐานะคนทำงานศิลปะ เราจึงอยากชวนเธอมาพูดคุยถึงเบื้องหลังของนิทรรศการ ตั้งแต่กระบวนการสร้างสรรค์ ไปจนถึงการเผชิญหน้ากับคำถามที่ว่า “ฉันเป็น… หรือฉันไม่ได้เป็น?” ซึ่งสำหรับ Jirayu Koo แล้ว คำตอบของคำถามนี้อาจไม่ใช่ข้อสรุป หากแต่เป็นกระบวนการที่ยังดำเนินต่อไป
จุดเริ่มต้นของนิทรรศการ I AM • I AM NOT?
“I AM • I AM NOT? หรือว่า Self-Doubt มันอยู่กับเรามานานแล้ว แค่เราอาจจะไม่ได้โฟกัสมันมากนัก แต่ทุกครั้งที่เรากลับมาทำงานเนี่ย มันก็จะมีความรู้สึกที่มันไม่มั่นคงหรือว่าความรู้สึกสงสัยในตัวเองเกิดขึ้นเสมอ”
“ความรู้สึกเหล่านั้นดำเนินต่อเนื่องมาเรื่อย ๆ จนกระทั่งมาถึงช่วงเวลาสำคัญ ช่วงเวลาที่เธอตั้งใจไว้อย่างชัดเจนว่าจะกลับมาทำนิทรรศการเดี่ยวของตัวเองอีกครั้ง หลังจากห่างหายไปนานถึง 6 ปี การกลับมาครั้งนี้ทำให้เธอเริ่มทบทวนว่า มีเรื่องใดบ้างที่อยากเล่า มีประเด็นใดที่อยากพูดถึงจริง ๆ จนกระทั่งพบว่า หนึ่งในความรู้สึกที่ชัดเจนที่สุด และเป็นสิ่งที่เธอรู้สึกกับมันมากที่สุด ก็คือเรื่องของ Self-Doubt
สำหรับเธอ ความไม่มั่นใจไม่ใช่เรื่องที่เพิ่งเกิดขึ้นในช่วงหลัง หากแต่เป็นสิ่งที่อยู่กับเธอมาตั้งแต่วัยเด็ก ความรู้สึกนี้ฝังรากลึกจนกลายเป็นคำถามที่เธอเริ่มตั้งกับตัวเองว่า แท้จริงแล้วควรอยู่ร่วมกับมันอย่างไร
“เราไม่ใช่คนมั่นใจตั้งแต่เด็กแล้ว ไม่ว่าจะเรื่องอะไรก็ตาม ความรู้สึกนี้มันอยู่กับเรามาตลอด จนเราเริ่มสงสัยว่า เราควรอยู่กับมันแบบไหน มันควรจะอยู่กับเราหรือเราควรจะกำจัดมันทิ้งไป หรือเราควรจะทำงานร่วมกับมันดี”
“พอเราคิดได้ว่าอยากจะทำงานร่วมกับมัน เราก็เอามันมาตีความในแง่ที่ว่า เวลาเรารู้สึกแบบนี้มันเป็นความรู้สึกอะไรในใจ มันมีความรู้สึกอะไรที่เกิดขึ้นบ้าง มันมีความรู้สึกที่เป็นเหมือนจุดเล็ก ๆ เกิดขึ้น จนมันเริ่มมีการปะทุออกมา ทำให้เรารู้สึกมากขึ้น ทำให้เรารู้สึกว่าเราสั่นไหว ก็เลยนำมาวาดเป็นภาพที่สื่อความรู้สึกเหล่านั้นออกมา”
ความรู้สึกเล็ก ๆ ที่ค่อย ๆ ก่อตัว ก่อนจะปะทุและสั่นไหวภายใน จึงไม่ถูกปฏิเสธหรือหลีกหนีอีกต่อไป หากแต่ถูกแปรเปลี่ยนให้กลายเป็นภาษาในงานศิลปะ เป็นผลงานที่ทำหน้าที่ถ่ายทอดสภาวะภายในใจอย่างซื่อสัตย์ และกลายมาเป็นหัวใจสำคัญของนิทรรศการ I AM • I AM NOT? ในที่สุด
ฉันเป็น… หรือฉันไม่ได้เป็น?
แม้ชื่อ I AM • I AM NOT? จะฟังดูเหมือนคำถาม แต่สำหรับ Jirayu Koo แล้ว มันไม่ได้เป็นคำถามในความหมายตรงไปตรงมาเสียทีเดียว หากเป็นการชวนย้อนกลับไปทบทวนความรู้สึกภายใน เป็นช่วงเวลาของการ Reconnect กับตัวเอง เพื่อทำความเข้าใจว่าแท้จริงแล้วเธอกำลังรู้สึกอะไร และควรรับมือกับความรู้สึกเหล่านั้นอย่างไร หรือบางทีอาจไม่จำเป็นต้องจัดการกับมันเลย แค่รับรู้ ยอมรับ และทำงานต่อไปก็เพียงพอ
“ฉันเป็น… หรือฉันไม่ได้เป็น มันฟังดูเป็นคำถามนะ แต่ว่ามันก็ไม่เชิงใช่คำถามซะทีเดียว มันเป็นเหมือนกับ พอมานั่งนึกถึงความรู้สึกที่เกิดขึ้น เลยรู้ได้ว่ามันเป็นเหมือนกับการได้มา Reconnect กับตัวเองว่าจริง ๆ แล้วเรารู้สึกอะไร แล้วที่เรารู้สึกกับมันเนี่ย เราจะจัดการกับมันยังไงหรือว่าเราไม่ต้องจัดการกับมัน เราแค่ยอมรับรับรู้แล้วเราก็ทำงานต่อไปมากกว่า”
การทำนิทรรศการครั้งนี้จึงไม่ได้เริ่มต้นจากความตั้งใจที่จะหาคำตอบ หากแต่เป็นการยอมรับความรู้สึกเหล่านั้นและทำให้มันปรากฏขึ้นอย่างเป็นรูปธรรม สำหรับเธอการคิดอยู่ภายในเพียงอย่างเดียวอาจไม่เพียงพอ การมองเห็นมันจริง ๆ จึงกลายเป็นส่วนสำคัญของกระบวนการทำงาน
“การทำนิทรรศการครั้งนี้ขึ้นมา ไม่ได้คิดว่าจะต้องหาคำตอบ แต่คิดแค่ว่าเราต้องยอมรับมัน ยอมรับมันในแง่ที่ทำให้มันเป็นเหมือน Physical ออกมา ด้วยความที่เราทำงาน Visual เราก็รู้สึกว่า บางทีเราคิดอยู่ข้างในอย่างเดียวมันไม่ได้ เหมือนเวลาที่เราทำงานเราก็ร่างภาพออกมา เลยคิดว่า ถ้าเราเห็นมันกับตา เราก็จะรับรู้ได้ว่ามันมีอยู่จริง และก็จะรู้ว่ามันมีหน้าตาแบบนี้นะ แล้วเราจะเป็นเพื่อนกับมันได้ไหม เราจะทำงานกับมันได้ไหม และเราจะอยู่ร่วมกันได้ไหมมากกว่า”
“พอมันเริ่มมี Concept ที่อยากจะพูดถึงขึ้นมา เราก็เริ่มคิดว่ามันมีอะไรเกิดขึ้นในช่วงไหนบ้าง ถึงมันจะไม่ได้เป็นไทม์ไลน์ที่แบบชัดเจน แต่เราก็รู้ว่า มันมีช่วงเวลาที่เรารู้สึกตัวเองไม่บาลานซ์เลย ไม่แน่ใจว่ามันเป็นเพราะเรื่องที่เรารับเข้ามาหรือเปล่าที่มันมากระทบเรา ทำให้เรารู้สึกว่าเราสงสัยในตัวเอง หรือว่าจริง ๆ แล้วเราคิดไปเองข้างใน จนมาถึงจุดที่มันรู้สึกว่า ฉันต้องทำแล้ว ต้องลงมือทำงานชิ้นนี้ มันเลยเป็นเหมือนมันการระเบิดออกมา”
นิทรรศการครั้งนี้จึงมีความเป็นส่วนตัวอย่างมาก เพราะเป็นการโฟกัสไปที่ความรู้สึกภายในของตัวเธอเองเป็นหลัก เพื่อให้ได้มองเห็นตัวเองและความรู้สึกเหล่านั้นอย่างชัดเจน ส่วนการเชื่อมต่อกับผู้ชม เป็นสิ่งที่เธอเปิดพื้นที่ไว้ แต่ไม่ได้คาดหวัง
“งานนี้มันค่อนข้างส่วนตัวมาก ๆ นะ เพราะมันคือการพูดถึงความรู้สึกของเราที่อยากจะโฟกัสเพื่อที่เราจะได้เห็นตัวเองหรือเห็นความรู้สึกของตัวเอง ส่วนเรื่องของผู้ชมที่จะมาดูงานนี้ ถ้าเขารู้สึกว่ามัน Connect มีส่วนร่วมหรือเขาเองก็รู้สึกแบบนี้คล้ายกัน ก็คงเป็นประสบการณ์ของแต่ละคนที่ต่างกันไป”
“เราเชื่อว่าหลายคนมี Self-Doubt ในตัวเองเหมือนกัน ไม่ว่ามันจะเป็นเรื่องอะไรก็ตาม ทั้งเรื่องการทำงาน เรื่อง Relationship หรือเรื่องของความรู้สึกนึกคิดอะไรทั้งหลาย ทุกคนก็น่าจะมีความสงสัยบางอย่างในตัวเองและเขากำลังรู้สึกอะไรข้างใน ถ้าเขาดูงานของเราแล้วเขารู้สึก Connect หรือรู้สึกว่าเขาสามารถที่จะแบบมองเห็นตัวเองผ่านงานของเราได้เนี่ย เราว่ามันเป็นเรื่องที่ดีมากนะ มันเป็นเหมือนโบนัสจริง ๆ แต่เราไม่ได้คาดหวังว่าทุกคนจะต้องแบบ Connect ได้นะ แต่ถ้ามาดูแล้วแบบรู้สึกว่าเดินทางไปด้วยกันกับเราได้ด้วยก็น่าจะดี”
“ตอนแรกที่คิดว่าจะพูดเรื่องนี้ เรายังคิดอยู่เลยว่าการที่เราสงสัยในตัวเองและมีความไม่มั่นคงเกิดขึ้น งานมันจะออกมามืดหม่นไปไหมหรือมันจะออกมาเป็นแบบที่มันไม่เคยทำ พอสุดท้ายเมื่อเริ่มคลี่คลายกับตัวเองได้ว่าสิ่งที่เราอยากจะพูดถึงมันคือเรื่องอะไรกันแน่ หรือมันคือความรู้สึกแบบไหน ที่เหลือมันก็คือเรื่องของการทำงานที่มันเป็นธรรมชาติของตัวเอง”
“ซึ่งงานที่ออกมามันก็ยังเป็นงานที่มีสีสันสดใสอยู่นะ มันอาจจะเป็นความสดใสที่ดูรุนแรงขึ้น แต่โดยรวมของงานก็ยังเป็นสีที่เป็นเรามาก ๆ และมันก็ยังเป็นตัวเรามาก ๆ อยู่ดี”
นิทรรศการเดี่ยวในรอบ 6 ปีกับการทำงานศิลปะที่เปลี่ยนไป
การกลับมาทำนิทรรศการเดี่ยวครั้งนี้ ไม่ได้เกิดขึ้นอย่างฉับพลัน หากแต่เป็นความคิดที่วนเวียนอยู่กับ Jirayu Koo มานานหลายปี แม้จะไม่ได้ลงมือทำอย่างจริงจังเสียที ระยะเวลาราว 6 ปีที่เธอห่างหายจากนิทรรศการเดี่ยว เต็มไปด้วยการทำงานในบทบาทอื่น ๆ การร่วมงานกับแบรนด์ และการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญในชีวิต
“เราไม่ได้ทำนิทรรศการเดี่ยวแบบจริง ๆ จัง ๆ น่าจะประมาณ 6 ปีได้ แต่ระหว่างนั้นก็คิดตลอดว่าอยากทำ แค่ยังหาจังหวะที่ลงตัวไม่ได้ แต่ก็ยังคงทำงานตลอด Collaborate กับหลายแบรนด์ รวมทั้งแวะไปมีลูก เลี้ยงลูก สร้างบ้านด้วย”
“แน่นอนว่าที่ผ่านมาเราเล่าแต่เรื่องคนอื่น พอถึงคราวทำนิทรรศการเดี่ยว เราอยากเล่าเรื่องของตัวเองบ้าง ก็เลยอยากให้มันเป็นธรรมชาติมากที่สุด โดยที่ไม่ได้ต้องไปเล่าแทนใคร การทำงานครั้งนี้มันก็อาจจะเรียกว่าเป็นการทำงานแบบใหม่ก็ได้ เพราะถ้าพูดถึงตัว Practice หรือการ Paint มันก็เป็นสิ่งที่เราเคยทำมาอยู่แล้ว มันอาจจะไม่ได้ใหม่ในแบบนั้น แต่มันเป็นการเหมือนกลับมาตั้งต้นใหม่อีกทีนึง ซึ่งมันก็เป็นเหมือนการเข้าไปคอนเฟิร์มเรื่องความรู้สึก Self Doubt ของเรานั่นแหละ”
ความรู้สึกไม่มั่นใจและคำถามต่าง ๆ เริ่มปรากฏขึ้น เมื่อเธอต้องกลับมาทำนิทรรศการเดี่ยวอีกครั้ง หลังจากเว้นช่วงไปเป็นเวลานาน ทั้งในแง่ของเนื้อหา รูปแบบ และวิธีการทำงานที่เธอกำลังจะเลือกใช้
“แน่นอนว่าพอเราไม่ได้ทำนิทรรศการเดี่ยวของตัวเองมาพักนึงแล้ว มันก็เลยมีความรู้สึกเหล่านี้เข้ามา ว่าเราจะทำนิทรรศการนี้จริง ๆ เราจะพูดเรื่องนี้จริง ๆ ใช่ไหม และเราจะทำแบบนี้ เราจะ Paint แบบนี้ เราจะมีการเอาไม้เข้ามาผสม หรือทำงานที่เป็นแบบโมบายเหล่านี้จริง ๆ ใช่ไหม”
อีกหนึ่งปัจจัยสำคัญที่ส่งผลต่อการทำงานในช่วงเวลานี้ คือการเปลี่ยนบทบาทมาเป็นแม่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการมีลูกในช่วงสถานการณ์โควิด ซึ่งทำให้ทั้งจังหวะการทำงานและการใช้ชีวิตค่อย ๆ ช้าลง พร้อมกับคำถามใหม่ ๆ ที่เกิดขึ้นภายในใจ
“จริง ๆ การทำงานศิลปะตอนที่มีลูกมันส่งผลกับเรามาก ๆ นะ ยิ่งเรามีลูกในช่วงที่เป็นโควิดด้วย มันก็เลยเหมือนมีหลาย ๆ อย่างถาโถมเข้ามา ทุกอย่างมันก็เริ่มช้าลงทั้งการทำงานหรือการใช้ชีวิตของตัวเองก็ตาม ถึงแม้ตอนนั้นอาจจะไม่ได้ทำงานมากนัก แต่มันก็จะเริ่มมีความคิดแล้วว่า เราจะทำอะไรดีนะ เราอยากจะทำแค่ Commercial ไปเรื่อย ๆ หรือว่าเราจะกลับมาลองทบทวนตัวเองอีกครั้งนึงว่าเราจะทำ Exhibition ดีไหม”
สำหรับนิทรรศการ I AM • I AM NOT? สิ่งที่เธอต้องการมากที่สุด คือการได้เห็นความรู้สึกภายในของตัวเองปรากฏขึ้นอย่างเป็นรูปธรรม เป็นสิ่งที่จับต้องได้ และเมื่อได้ลงมือทำจริง กระบวนการนั้นก็กลายเป็นประสบการณ์ที่เธอรู้สึกดีกับมันอย่างชัดเจน
“สำหรับนิทรรศการนี้ เราอยากเห็นความรู้สึกของตัวเราเองที่มันออกมาเป็นแบบ Physical และจับต้องได้ ซึ่งพอได้ลงมือทำจริง ๆ มันก็เหมือนเป็นกระบวนการที่เรารู้สึกเลยว่ามันดีมาก ๆ มันเป็นเหมือนการได้ระบายออกมา เหมือนเราได้กลับมา Connect กับตัวเองอีกครั้ง ได้รู้สึกว่าจริง ๆ แล้วเราชอบสิ่งนี้นะ ทำแล้วมันเป็นธรรมชาติของเราเหมือนกันนะ ซึ่งในอนาคตเราก็รู้สึกว่าอยากจะฟรีตัวเองให้มากกว่านี้ ทั้งความคิดหรือการทำงานเองก็ตาม”
นิทรรศการ I AM • I AM NOT? โดย Jirayu Koo กำลังจัดแสดงที่ MMAD MASS GALLERY ตั้งแต่วันนี้ - 18 มกราคม 2569




