​​Ackerlady ‘ดีเจซ้ายจัด’ กับบ้านสามหลังที่หล่อหลอมดนตรีแห่งการโอบอุ้มของเธอ

Post on 28 April 2026

ลึกเข้าไปในซอยเล็ก ๆ ย่านสะพานพุทธ มีคลังลับของหนังสือปรัชญา โปสเตอร์หนังไซไฟ ดนตรีเสียงประกอบภาพยนตร์ และแมวอีกสองตัวอยู่ แต่เราเคยเห็นวิวหน้าบ้านหลังนี้มาก่อน ในคลิปยูทูบเซ็ตดีเจเทคโน ‘3 village boss women go brutal on you with hard techno’ ที่สาวชุดดำสามคนสนุกกันอยู่ใต้วิวหลังคาวัด

นั่นคือที่พักของ Ackerlady เธอยังดูไม่ค่อยมั่นใจที่จะเรียกตัวเองว่าดีเจนัก แม้กระทั่งตอนที่เราไปสัมภาษณ์เธอตามนัดในฐานะดีเจคนหนึ่งแล้ว และนั่นไม่ใช่ที่ที่แปลกที่สุดที่เธอเคยไปเปิดเพลง ในเซ็ตซ้ายจัดที่ประกอบไปด้วยดนตรีหมอลำและเฮาส์ เธอเข้าร่วมชุมนุมรณรงค์เพื่อรัฐธรรมนูญใหม่ที่ลานคนเมือง หน้าศาลาว่าการกรุงเทพมหานคร ในอีกเซ็ตหมอลำ เธออยู่กับกลุ่มลูกจ้างยานภัณฑ์ ที่ปักหลักชุมนุมข้างทำเนียบรัฐบาล

อาจไม่ถูกต้องนัก ถ้าจะนิยามเธอว่าเป็นดีเจหมอลำ เพราะดนตรีที่เธอเลือกกว้างขวางออกไปหลากหลายมาก แต่อาจถูกต้องตรงประเด็นเลย ถ้านิยามเธอว่าเป็นดีเจการเมือง “เรามองเซ็ตเราเป็นพลังงานลึกลับที่เชื่อมไวบ์ที่อธิบายไม่ได้ของผู้คนและสถานที่เข้าด้วยกัน” เธอกล่าว “และดึงเอาความรู้สึกโหยหา แฟนตาซี ลึก ๆ ซึ่งผู้คนมักจะหลงลืมไป ขณะพยายามเอาตัวรอดจากทุนนิยมไปวัน ๆ”

ช่วงหนึ่งของบทสนทนา เธอประกาศออกมาว่าอาสาเป็นประธานาธิบดีโลก วันนี้เราเลยอยากล้วงลึกประวัติของเธอมาให้ดูกัน ว่าดีเจคนนี้มีวิสัยทัศน์อย่างไร และผ่านชีวิตกับบ้านกลางป่า บ้านกลางเมือง มาจนถึงบ้านริมน้ำ อย่างไร

ฟังความเงียบกลางป่าลึก

อำเภอบ่อไร่ จังหวัดตราด เมื่อหลายสิบปีก่อน ธุรกิจพลอยและไม้เจริญรุ่งเรือง พ่อของดีเจสาว ผู้ที่เธออธิบายด้วยคำว่า ‘อัลฟ่า’ และ ‘คาวบอย’ สร้างบ้านไม้หลังใหญ่โตอยู่กลางหุบเขา และกลายเป็นสถานที่ทำให้เธอเรียนรู้ ว่าดนตรีที่ฟังข้ามเสียงร้อง มีพลังทางบรรยากาศอย่างไร

เพราะอยู่ลึกเข้าไปในป่าปราศจากเพื่อนบ้าน ความบันเทิงที่หาได้จึงมีแต่โทรทัศน์ “ตอนบ่ายพ่อจะเปิดเพลงแจ๊สทางทีวีทุกวัน เราสัมผัสกับดนตรีบรรเลงมาตั้งแต่เด็ก เพลงที่ทำให้เราจินตนาการต่อได้ก็มักจะเป็นเพลงที่ไม่มีเสียงร้อง” สุนทรียะของเธอในการฝันกลางวัน หรือ “สร้างโลกในหัว” จากดนตรี อาจประกอบขึ้นมาตั้งแต่จุดนั้น

เธอใช้เวลาบนรถระหว่างเดินทางยาวนานจากบ้านไปโรงเรียน ฟังดนตรีบรรเลงแล้ว ‘ฝันกลางวัน’ ไปกับมัน และสิ่งที่เชื่อมโยงโลกของเธอและเพื่อน ๆ ก็คือจินตนาการ แต่งเติมตัวตนสร้างพล็อตเรื่องราวของซูเปอร์ฮีโร่กับพลังวิเศษแบบในหนัง

ชีวิตในบ้านหลังนั้นของเธอไม่ได้มีแต่ฝันกลางวัน เธอก้าวเข้าสู่สนามการเมืองร่วมกับพ่อของเธอ ผู้ที่มีทั้งภาพลักษณ์แบบนายทุนและหัวก้าวหน้าพร้อม ๆ กัน “พ่อไม่ยืนเคารพคนง่าย ๆ เขาไม่นับถือศาสนา และปลูกฝังเราเรื่องสวัสดิการเสมอ”

“ตอนที่เศรษฐกิจบ้านเริ่มแย่ เราก็เริ่มพูดคุยกับคนงานที่บ้านบ่อย แล้วพ่อก็จะพูดตลอดว่าความเป็นอยู่ที่ดีของทุกคนต้องมาก่อน มันเป็นความรู้สึกว่าคนงานเขาก็ต้องมีวันหยุด ต้องได้ไปเที่ยว เขาเป็นคนทุนนิยมที่ลึก ๆ ก็คงมีจิตวิญญาณแบบคอมมิวนิสต์อยู่ แต่มาจากสำนึกข้างในว่ามันควรจะเป็นอย่างนั้นเอง”

ผลลัพธ์จากชีวิตในป่าและประสบการณ์ในการชุมนุม คือแนวคิดที่ตั้งใจเล่นดนตรี เพื่อโอบอุ้มผู้คน ทั้งในเชิงบรรยากาศและความบันเทิง “เราเล่นดนตรีเพื่อให้คนรากหญ้าฟังกันเอง เพื่อให้เขามีความสุขและมีแรงไปสู้ต่อ”

“สิ่งหนึ่งที่เพิ่งรู้ตอนมาดีเจ คือมนุษย์เราเวลาฟังเพลงจะมีคนสองแบบ คือฟังด้วยเนื้อร้องกับฟังด้วยเสียงดนตรี ซึ่งคนที่ฟังแต่ดนตรี บางทีฟังเพลงหนึ่งไปเป็นสิบรอบก็ยังร้องตามไม่ได้ เพราะสมองเขาเลือกฟังอย่างนั้น แต่กับบางคนเวลาเลือกฟังเพลง เวลาบอกว่าเพลงเพราะ เขาอาจอธิบายเหตุผลว่าเพราะเนื้อเพลงมีความหมายดี”

“เราชอบเพลงที่ค่อย ๆ ไต่ระดับขึ้นไปเรื่อย ๆ อย่างพวกซาวด์แทร็กหนัง Inception, Interstellar หรือ Dune ซึ่งจะค่อย ๆ ไล่อารมณ์ขึ้นมา”

“ดนตรีที่เน้นบรรยากาศมันช่วยสร้างเรื่องราวในหัวสำหรับเราตั้งแต่เด็กที่เป็นคนฝันกลางวันตลอดเวลา”

“พอโตมาถึงรู้สึกว่าตัวเองเริ่มสนใจทาง Ludwig Göransson [ผู้ทำดนตรีประกอบภาพยนตร์ Sinners, Tenet ฯลฯ] ซึ่งทำงาน ambient electronic”

“ถ้าให้นิยามตัวเองจริง ๆ รู้สึกว่าตัวเองดีเจแนว experimental มากกว่า เพราะเป็นคนชอบมิกซ์เสียงแปลก ๆ เข้าด้วยกัน ชอบรวม Aphex Twin กับหมอลำ เป็นต้น”

“เราดีเจเพื่อสร้างบรรยากาศขึ้นมา ตอนแรกเราเรียกตัวเองว่าเป็น ‘vibe creator’ มากกว่า เพราะยังไม่กล้าเรียกตัวเองว่าเป็นดีเจ”

“ตั้งแต่เด็ก ๆ เวลาพ่อพาไปม็อบ เราพบว่าม็อบที่คนอยู่กันได้เป็นเดือน ๆ มันเพราะมีคอนเสิร์ตเล่นกันตอนกลางคืน มีคนเล่นกีตาร์ คนทำอาหาร ได้ผ่อนคลายกัน ได้ร้องคาราโอเกะ” เธอนึกย้อนไปในช่วงเวลานั้น “ดนตรีจึงสำคัญมาก —เราเอาความบันเทิงออกจากชีวิตคนไม่ได้— ถ้าดูประวัติศาสตร์โลกการปฏิวัติที่สำเร็จได้ส่วนหนึ่งก็มีดนตรีประกอบด้วย เพื่อให้คนมีพลังสู้ต่อ ต่อให้เราเศร้า สิ้นหวัง เรายังต้องหาความสุขเล็ก ๆ ที่ทำให้ตื่นมาแล้วไปสู้อีกได้”

“นั่นเป็นจุดท่ีเราสามารถมอบให้กับการเคลื่อนไหวได้ เราล้ากับการจัดตั้งแบบระบบโครงสร้าง เลยรู้สึกว่ามาทำฝั่งดนตรีดีกว่า มาสร้างความสุขความผ่อนคลายให้กับเขา”

“บางคนอาจมองได้ว่าเราดีเจให้ฝั่งผู้กดขี่ได้ยินเสียงเราไหม แต่เรารู้สึกว่าเราเล่นให้คนในขบวนฟังมากกว่า ไม่ได้ตั้งใจจะมาเป็นกระบอกเสียง เราแค่สร้างความสุข เขาก็อาจมีแรงไปส่งเสียงของตัวเองได้”

“อาวุธลับของเราคือ เรารู้ว่าเราอยากฟังอะไร และเราจะเล่นสิ่งที่เราพอใจจะฟัง” เธอกล่าวอย่างแน่วแน่ “การอ่านบรรยากาศในพื้นที่นั้นก็เป็นทักษะที่ดี แต่การรู้ว่าตัวเราเป็นใครจริง ๆ คือสิ่งที่ทำให้ดนตรีมันมีความหมายทางจิตวิญญาณ”

องค์กรคนขาวและชีวิตแบบชาวทองหล่อ

เธอจากบ้านในป่าหลังนั้นไปศึกษาด้านสังคมสงเคราะห์ และต่อด้วยด้านปรัชญาที่ SOAS ลอนดอน เธอกลับมาเมืองไทย ก่อนจะมาทำงานสุดท้ายของเธอ ก่อนมาใช้ชีวิตวันนี้ ใน “องค์กรระหว่างประเทศ (NGO) ของคนขาว”

บ้านหลังที่สองของเธอคือคอนโดหรูย่านทองหล่อ องค์กรที่ทำงานด้านสังคมของเธอให้เงินเดือนดี แต่ก็ยังไม่เท่ากับที่องค์กรนี้จ่ายให้คนขาวที่ทำงานด้วย

มันเป็นชีวิตที่กัดกินเธอทุกวัน “การทำงานกับคนขาวใน NGO มันคือประสบการณ์การเหยียดสีผิวที่อธิบายยากมาก บอสคนขาวเขามองเราต่ำกว่าจากใต้สำนึก เราเห็นความไร้สาระของระบบที่เอาเงินล้านมาทิ้งขว้าง และไม่แก้ปัญหาให้หมดไปได้จริง ในขณะที่พนักงานท้องถิ่นทำงานแทบตายแต่ได้เงินเพียงเศษเสี้ยว”

เธอเล่นบท “โรบินฮู้ด” ในที่ทำงาน เธอพูดกับตัวเองว่า “กูจะใช้สกิลตัวเอง 20% ทำงานให้มึง แล้วกูจะเอาเงินจากมึงให้มากที่สุดเพื่อไปซัพพอร์ตชีวิตส่วนตัวและชุมชน” ในช่วงเวลานั้นเองที่เธอเริ่มหันมาจับเครื่องคอนโทรลเลอร์ดีเจ แต่ก็ไม่ใช่ว่าชีวิตในองค์กรนี้จะไม่ให้อะไรเธอเลย

“งานคอร์ปอเรทสอนให้เราจัดระเบียบเก่ง (Organize) แต่มันทำลายจิตวิญญาณ” เธอกล่าว “เราเริ่มเห็นว่าดนตรีมันสำคัญมากตอนเห็นคนเคลื่อนไหวทางการเมือง สิ่งที่ทำให้คนมีความหวังต่อไปได้คือความบันเทิง เราเอาความบันเทิงออกจากชีวิตคนไม่ได้”

“เราเห็นพนักงานฝรั่งคนหนึ่งมาทำงานที่ไทย ได้เงินเดือน 2-3 แสน ได้ค่าเช่าบ้าน ได้ค่าเทอมลูก ได้ประกันสุขภาพระดับสูงกว่าคนไทยทุกคน รวมแล้วเขาได้เป็นล้าน ๆ ต่อเดือน แต่เรารู้สึกว่างานที่องค์กรนี้ทำอยู่มันไม่มีประโยชน์ ปัญหาสังคมต่าง ๆ ที่เขาทำงานด้วยก็ยังอยู่ เงินพวกนั้นถ้าเอามาหมุนในไทยเองเราน่าจะเจริญไปแล้ว”

คอมมิวนิสต์สะพานพุทธ

“ชีวิตตอนนี้เหมือนเปลี่ยนจากทุนนิยมสุดขั้วมาเป็นคอมมิวนิสต์สุด ๆ เลย” เธอพูดพลางชี้ไปที่เหล็กดัดในห้อง ผลงานการติดตั้งจากเพื่อนบ้านของเธอ

เดือนเมษายน 2024 ฮานอยถูกเลย์ออฟจากองค์กร —ผลกระทบจากคลื่นระเบียบการเมืองโลกที่เปลี่ยนแปลง— คลิปดีเจของเธอเริ่มไวรัล และเธอเลือกออกจากระบบอย่างเต็มตัว

“ช่วงจะออกจาก NGO เรารู้จักกับ Bangkok Lefty Reading Group เป็นบุ๊คคลับที่จะแชร์ข้อมูลกันว่าวันไหนมีชุมนุมที่ไหนบ้าง มีขบวนการเคลื่อนไหวอะไร หรือมีนิทรรศการไหนบ้าง ซึ่งงานจะเป็นฝั่งซ้าย เราเลยได้รู้จักกับชุมชนในสังคมจริง ๆ ไม่ใช่ผ่านการทำงานกับองค์กรต่างชาติ แต่เข้าหาในฐานะประชาชนด้วยกัน”

บ้านหลังที่สามของเธออยู่บริเวณชุมชนกุฎีจีน ย่านที่เดินออกมาทักเพื่อนบ้านได้อย่างสบายใจ (ตามไปทำความรู้จักคุณป้าบ้านข้าง ๆ ของเธอได้ที่คลิปเซ็ต ‘auntie genuinely reaches flow state with this hyperfocus jazz mix’) ไม่กี่วันก่อนเราจะเข้าไปหา เธอเพิ่งเจออุบัติเหตุมาขณะขับมอเตอร์ไซค์ ทำให้พาหนะของเธอตอนนี้กลายเป็นของคู่ใจของน้องข้างบ้าน ในขณะที่คุณลุงก็แซวตอนเจอหน้าว่า “อย่าไปกลัว(มอเตอร์ไซค์)”

“ชีวิตตอนนี้คือการอาศัยกินข้าวกับป้าข้างบ้าน ค่าที่อยู่เพื่อนก็ช่วยซัพพอร์ต เวลาไปทำงานต่างประเทศเด็กข้างบ้านก็มาช่วยดูแมวให้”
“คอมมิวนิสต์ที่แท้จริงคือมีอะไรก็เราก็ช่วยเหลือกัน เราไม่เคยมีความสุขขนาดนี้มาก่อนเลย ขนาดไม่มีเงินนะ แต่ชีวิตมีความสุขมากเพราะได้มีปฏิสัมพันธ์กับคนด้วยกันจริง ๆ”

“เราจะอยู่รอดเสมอถ้าไม่มีเงิน แต่เราจะไม่มีวันรอดถ้าไม่มีชุมชน” เธอกล่าว

“เราใช้ชีวิตแนบแน่นกับชุมชน เราอยู่ไม่ได้ถ้าไม่มีเพื่อนและเพื่อนบ้าน เราให้ความสำคัญกับความสัมพันธ์ระหว่างผู้คนในชีวิตด้วยความจริงใจ และการแบ่งปันทรัพยากรต่าง ๆ ด้วยกัน เราไม่ยอมให้เงินมาเป็นสิ่งสำคัญสิ่งแรกในการจัดการปัญหาต่าง ๆ เราขอความช่วยเหลือจากคนอื่นและช่วยเหลือพวกเขาเท่าที่เราทำได้ อย่างน้อยถ้าเราทำอะไรไม่ได้จริง ๆ เราก็สามารถอยู่ตรงนั้นกับพวกเขาได้”

“ส่วนตัวเราไม่คิดจะไปเปลี่ยนอะไรใครเวลาไปเล่นดีเจในการเคลื่อนไหวต่าง ๆ เราไปนั่งคุย ไปอยู่ด้วยกัน และแค่นั้นพวกเขาก็ดีใจมากแล้ว เขารู้สึกว่าตัวเองถูกได้ยิน งานไม่ได้มีแต่คนหน้าเดิม มีคนกรุงเทพฯ เข้ามา มีฝรั่งเข้ามา ส่วนตัวเราเชื่อว่าถึงทำอะไรไม่ได้ แต่ลองเสนอหน้าไปก่อนก็ช่วยได้บ้างแล้ว มันคือความเป็นมนุษย์ที่เหมือนเวลาอกหัก แค่มีเพื่อนมานั่งข้าง ๆ เราก็รู้สึกดีแล้ว เรื่องการจัดการจัดตั้งมันก็คงจำเป็น แต่สำหรับเราเราเบิร์นเอาต์กับการทำงานรูปแบบนั้นแล้ว”

“ถ้าเราอยากเห็นการเปลี่ยนแปลงมันก็ต้องมีเรื่องการจัดการเข้ามาเกี่ยว คือไม่ต้องออร์แกไนซ์เป็นบริษัทใหญ่ก็ได้ แต่มันคือทักษะการเมืองเหมือนกัน; การคุยให้เป็น คุยให้ได้ผลลัพธ์ ไม่ใช่แค่การสู้ การไม่ก้มหัวให้” เราถามเธอถึงบทเรียนการทำงานเกี่ยวกับการวางบทบาทตัวเองในชุมชนการเคลื่อนไหว

ติดตามเธอได้ที่
https://www.instagram.com/ackerlad6/
https://www.youtube.com/@ackerlad6

RELATED POSTS

“ทำงานนี้ ต้องอยากรู้เรื่องชาวบ้าน” คุยกับสองภัณฑารักษ์ Gen Z แห่ง ‘คลังกลาง’ กับภารกิจ 'ผีน้อยประจำคลัง' ที่เปลี่ยนเรื่องโบราณให้กลายเป็นคอนเทนต์สามแสนวิว
In Focus
Posted on Apr 22
รู้จัก Prem.artistic ศิลปินสิ่งทอ ผู้สร้างทิวทัศน์นามธรรมสีสดใส จากเส้นสายคล้ายพืชพรรณยามเบ่งบาน
Artist on Our Radar
Posted on Mar 30
สำรวจธรรมชาติ ในภาพประกอบสไตล์หนังสือวิทยาศาสตร์ยุคเก่า ที่เล่าเรื่องสะท้อนใจของ Anyahillus
Artist on Our Radar
Posted on Mar 18
เราคือผีที่ติดอยู่ในเรื่องเล่า? คุยกับ โอเมอร์ ฟาสต์ ศิลปินชาวอิสราเอลผู้ท้าทายความเชื่อเรื่อง ‘ปัจเจกบุคคล’ ในนิทรรศการเดี่ยวครั้งแรกของเขาที่ประเทศไทย
In Focus
Posted on Mar 16