ลึกเข้าไปในซอยเล็ก ๆ ย่านสะพานพุทธ มีคลังลับของหนังสือปรัชญา โปสเตอร์หนังไซไฟ ดนตรีเสียงประกอบภาพยนตร์ และแมวอีกสองตัวอยู่ แต่เราเคยเห็นวิวหน้าบ้านหลังนี้มาก่อน ในคลิปยูทูบเซ็ตดีเจเทคโน ‘3 village boss women go brutal on you with hard techno’ ที่สาวชุดดำสามคนสนุกกันอยู่ใต้วิวหลังคาวัด
นั่นคือที่พักของ Ackerlady เธอยังดูไม่ค่อยมั่นใจที่จะเรียกตัวเองว่าดีเจนัก แม้กระทั่งตอนที่เราไปสัมภาษณ์เธอตามนัดในฐานะดีเจคนหนึ่งแล้ว และนั่นไม่ใช่ที่ที่แปลกที่สุดที่เธอเคยไปเปิดเพลง ในเซ็ตซ้ายจัดที่ประกอบไปด้วยดนตรีหมอลำและเฮาส์ เธอเข้าร่วมชุมนุมรณรงค์เพื่อรัฐธรรมนูญใหม่ที่ลานคนเมือง หน้าศาลาว่าการกรุงเทพมหานคร ในอีกเซ็ตหมอลำ เธออยู่กับกลุ่มลูกจ้างยานภัณฑ์ ที่ปักหลักชุมนุมข้างทำเนียบรัฐบาล
อาจไม่ถูกต้องนัก ถ้าจะนิยามเธอว่าเป็นดีเจหมอลำ เพราะดนตรีที่เธอเลือกกว้างขวางออกไปหลากหลายมาก แต่อาจถูกต้องตรงประเด็นเลย ถ้านิยามเธอว่าเป็นดีเจการเมือง “เรามองเซ็ตเราเป็นพลังงานลึกลับที่เชื่อมไวบ์ที่อธิบายไม่ได้ของผู้คนและสถานที่เข้าด้วยกัน” เธอกล่าว “และดึงเอาความรู้สึกโหยหา แฟนตาซี ลึก ๆ ซึ่งผู้คนมักจะหลงลืมไป ขณะพยายามเอาตัวรอดจากทุนนิยมไปวัน ๆ”
ช่วงหนึ่งของบทสนทนา เธอประกาศออกมาว่าอาสาเป็นประธานาธิบดีโลก วันนี้เราเลยอยากล้วงลึกประวัติของเธอมาให้ดูกัน ว่าดีเจคนนี้มีวิสัยทัศน์อย่างไร และผ่านชีวิตกับบ้านกลางป่า บ้านกลางเมือง มาจนถึงบ้านริมน้ำ อย่างไร
ฟังความเงียบกลางป่าลึก
อำเภอบ่อไร่ จังหวัดตราด เมื่อหลายสิบปีก่อน ธุรกิจพลอยและไม้เจริญรุ่งเรือง พ่อของดีเจสาว ผู้ที่เธออธิบายด้วยคำว่า ‘อัลฟ่า’ และ ‘คาวบอย’ สร้างบ้านไม้หลังใหญ่โตอยู่กลางหุบเขา และกลายเป็นสถานที่ทำให้เธอเรียนรู้ ว่าดนตรีที่ฟังข้ามเสียงร้อง มีพลังทางบรรยากาศอย่างไร
เพราะอยู่ลึกเข้าไปในป่าปราศจากเพื่อนบ้าน ความบันเทิงที่หาได้จึงมีแต่โทรทัศน์ “ตอนบ่ายพ่อจะเปิดเพลงแจ๊สทางทีวีทุกวัน เราสัมผัสกับดนตรีบรรเลงมาตั้งแต่เด็ก เพลงที่ทำให้เราจินตนาการต่อได้ก็มักจะเป็นเพลงที่ไม่มีเสียงร้อง” สุนทรียะของเธอในการฝันกลางวัน หรือ “สร้างโลกในหัว” จากดนตรี อาจประกอบขึ้นมาตั้งแต่จุดนั้น
เธอใช้เวลาบนรถระหว่างเดินทางยาวนานจากบ้านไปโรงเรียน ฟังดนตรีบรรเลงแล้ว ‘ฝันกลางวัน’ ไปกับมัน และสิ่งที่เชื่อมโยงโลกของเธอและเพื่อน ๆ ก็คือจินตนาการ แต่งเติมตัวตนสร้างพล็อตเรื่องราวของซูเปอร์ฮีโร่กับพลังวิเศษแบบในหนัง
ชีวิตในบ้านหลังนั้นของเธอไม่ได้มีแต่ฝันกลางวัน เธอก้าวเข้าสู่สนามการเมืองร่วมกับพ่อของเธอ ผู้ที่มีทั้งภาพลักษณ์แบบนายทุนและหัวก้าวหน้าพร้อม ๆ กัน “พ่อไม่ยืนเคารพคนง่าย ๆ เขาไม่นับถือศาสนา และปลูกฝังเราเรื่องสวัสดิการเสมอ”
“ตอนที่เศรษฐกิจบ้านเริ่มแย่ เราก็เริ่มพูดคุยกับคนงานที่บ้านบ่อย แล้วพ่อก็จะพูดตลอดว่าความเป็นอยู่ที่ดีของทุกคนต้องมาก่อน มันเป็นความรู้สึกว่าคนงานเขาก็ต้องมีวันหยุด ต้องได้ไปเที่ยว เขาเป็นคนทุนนิยมที่ลึก ๆ ก็คงมีจิตวิญญาณแบบคอมมิวนิสต์อยู่ แต่มาจากสำนึกข้างในว่ามันควรจะเป็นอย่างนั้นเอง”
ผลลัพธ์จากชีวิตในป่าและประสบการณ์ในการชุมนุม คือแนวคิดที่ตั้งใจเล่นดนตรี เพื่อโอบอุ้มผู้คน ทั้งในเชิงบรรยากาศและความบันเทิง “เราเล่นดนตรีเพื่อให้คนรากหญ้าฟังกันเอง เพื่อให้เขามีความสุขและมีแรงไปสู้ต่อ”
“สิ่งหนึ่งที่เพิ่งรู้ตอนมาดีเจ คือมนุษย์เราเวลาฟังเพลงจะมีคนสองแบบ คือฟังด้วยเนื้อร้องกับฟังด้วยเสียงดนตรี ซึ่งคนที่ฟังแต่ดนตรี บางทีฟังเพลงหนึ่งไปเป็นสิบรอบก็ยังร้องตามไม่ได้ เพราะสมองเขาเลือกฟังอย่างนั้น แต่กับบางคนเวลาเลือกฟังเพลง เวลาบอกว่าเพลงเพราะ เขาอาจอธิบายเหตุผลว่าเพราะเนื้อเพลงมีความหมายดี”
“เราชอบเพลงที่ค่อย ๆ ไต่ระดับขึ้นไปเรื่อย ๆ อย่างพวกซาวด์แทร็กหนัง Inception, Interstellar หรือ Dune ซึ่งจะค่อย ๆ ไล่อารมณ์ขึ้นมา”
“ดนตรีที่เน้นบรรยากาศมันช่วยสร้างเรื่องราวในหัวสำหรับเราตั้งแต่เด็กที่เป็นคนฝันกลางวันตลอดเวลา”
“พอโตมาถึงรู้สึกว่าตัวเองเริ่มสนใจทาง Ludwig Göransson [ผู้ทำดนตรีประกอบภาพยนตร์ Sinners, Tenet ฯลฯ] ซึ่งทำงาน ambient electronic”
“ถ้าให้นิยามตัวเองจริง ๆ รู้สึกว่าตัวเองดีเจแนว experimental มากกว่า เพราะเป็นคนชอบมิกซ์เสียงแปลก ๆ เข้าด้วยกัน ชอบรวม Aphex Twin กับหมอลำ เป็นต้น”
“เราดีเจเพื่อสร้างบรรยากาศขึ้นมา ตอนแรกเราเรียกตัวเองว่าเป็น ‘vibe creator’ มากกว่า เพราะยังไม่กล้าเรียกตัวเองว่าเป็นดีเจ”
“ตั้งแต่เด็ก ๆ เวลาพ่อพาไปม็อบ เราพบว่าม็อบที่คนอยู่กันได้เป็นเดือน ๆ มันเพราะมีคอนเสิร์ตเล่นกันตอนกลางคืน มีคนเล่นกีตาร์ คนทำอาหาร ได้ผ่อนคลายกัน ได้ร้องคาราโอเกะ” เธอนึกย้อนไปในช่วงเวลานั้น “ดนตรีจึงสำคัญมาก —เราเอาความบันเทิงออกจากชีวิตคนไม่ได้— ถ้าดูประวัติศาสตร์โลกการปฏิวัติที่สำเร็จได้ส่วนหนึ่งก็มีดนตรีประกอบด้วย เพื่อให้คนมีพลังสู้ต่อ ต่อให้เราเศร้า สิ้นหวัง เรายังต้องหาความสุขเล็ก ๆ ที่ทำให้ตื่นมาแล้วไปสู้อีกได้”
“นั่นเป็นจุดท่ีเราสามารถมอบให้กับการเคลื่อนไหวได้ เราล้ากับการจัดตั้งแบบระบบโครงสร้าง เลยรู้สึกว่ามาทำฝั่งดนตรีดีกว่า มาสร้างความสุขความผ่อนคลายให้กับเขา”
“บางคนอาจมองได้ว่าเราดีเจให้ฝั่งผู้กดขี่ได้ยินเสียงเราไหม แต่เรารู้สึกว่าเราเล่นให้คนในขบวนฟังมากกว่า ไม่ได้ตั้งใจจะมาเป็นกระบอกเสียง เราแค่สร้างความสุข เขาก็อาจมีแรงไปส่งเสียงของตัวเองได้”
“อาวุธลับของเราคือ เรารู้ว่าเราอยากฟังอะไร และเราจะเล่นสิ่งที่เราพอใจจะฟัง” เธอกล่าวอย่างแน่วแน่ “การอ่านบรรยากาศในพื้นที่นั้นก็เป็นทักษะที่ดี แต่การรู้ว่าตัวเราเป็นใครจริง ๆ คือสิ่งที่ทำให้ดนตรีมันมีความหมายทางจิตวิญญาณ”
องค์กรคนขาวและชีวิตแบบชาวทองหล่อ
เธอจากบ้านในป่าหลังนั้นไปศึกษาด้านสังคมสงเคราะห์ และต่อด้วยด้านปรัชญาที่ SOAS ลอนดอน เธอกลับมาเมืองไทย ก่อนจะมาทำงานสุดท้ายของเธอ ก่อนมาใช้ชีวิตวันนี้ ใน “องค์กรระหว่างประเทศ (NGO) ของคนขาว”
บ้านหลังที่สองของเธอคือคอนโดหรูย่านทองหล่อ องค์กรที่ทำงานด้านสังคมของเธอให้เงินเดือนดี แต่ก็ยังไม่เท่ากับที่องค์กรนี้จ่ายให้คนขาวที่ทำงานด้วย
มันเป็นชีวิตที่กัดกินเธอทุกวัน “การทำงานกับคนขาวใน NGO มันคือประสบการณ์การเหยียดสีผิวที่อธิบายยากมาก บอสคนขาวเขามองเราต่ำกว่าจากใต้สำนึก เราเห็นความไร้สาระของระบบที่เอาเงินล้านมาทิ้งขว้าง และไม่แก้ปัญหาให้หมดไปได้จริง ในขณะที่พนักงานท้องถิ่นทำงานแทบตายแต่ได้เงินเพียงเศษเสี้ยว”
เธอเล่นบท “โรบินฮู้ด” ในที่ทำงาน เธอพูดกับตัวเองว่า “กูจะใช้สกิลตัวเอง 20% ทำงานให้มึง แล้วกูจะเอาเงินจากมึงให้มากที่สุดเพื่อไปซัพพอร์ตชีวิตส่วนตัวและชุมชน” ในช่วงเวลานั้นเองที่เธอเริ่มหันมาจับเครื่องคอนโทรลเลอร์ดีเจ แต่ก็ไม่ใช่ว่าชีวิตในองค์กรนี้จะไม่ให้อะไรเธอเลย
“งานคอร์ปอเรทสอนให้เราจัดระเบียบเก่ง (Organize) แต่มันทำลายจิตวิญญาณ” เธอกล่าว “เราเริ่มเห็นว่าดนตรีมันสำคัญมากตอนเห็นคนเคลื่อนไหวทางการเมือง สิ่งที่ทำให้คนมีความหวังต่อไปได้คือความบันเทิง เราเอาความบันเทิงออกจากชีวิตคนไม่ได้”
“เราเห็นพนักงานฝรั่งคนหนึ่งมาทำงานที่ไทย ได้เงินเดือน 2-3 แสน ได้ค่าเช่าบ้าน ได้ค่าเทอมลูก ได้ประกันสุขภาพระดับสูงกว่าคนไทยทุกคน รวมแล้วเขาได้เป็นล้าน ๆ ต่อเดือน แต่เรารู้สึกว่างานที่องค์กรนี้ทำอยู่มันไม่มีประโยชน์ ปัญหาสังคมต่าง ๆ ที่เขาทำงานด้วยก็ยังอยู่ เงินพวกนั้นถ้าเอามาหมุนในไทยเองเราน่าจะเจริญไปแล้ว”
คอมมิวนิสต์สะพานพุทธ
“ชีวิตตอนนี้เหมือนเปลี่ยนจากทุนนิยมสุดขั้วมาเป็นคอมมิวนิสต์สุด ๆ เลย” เธอพูดพลางชี้ไปที่เหล็กดัดในห้อง ผลงานการติดตั้งจากเพื่อนบ้านของเธอ
เดือนเมษายน 2024 ฮานอยถูกเลย์ออฟจากองค์กร —ผลกระทบจากคลื่นระเบียบการเมืองโลกที่เปลี่ยนแปลง— คลิปดีเจของเธอเริ่มไวรัล และเธอเลือกออกจากระบบอย่างเต็มตัว
“ช่วงจะออกจาก NGO เรารู้จักกับ Bangkok Lefty Reading Group เป็นบุ๊คคลับที่จะแชร์ข้อมูลกันว่าวันไหนมีชุมนุมที่ไหนบ้าง มีขบวนการเคลื่อนไหวอะไร หรือมีนิทรรศการไหนบ้าง ซึ่งงานจะเป็นฝั่งซ้าย เราเลยได้รู้จักกับชุมชนในสังคมจริง ๆ ไม่ใช่ผ่านการทำงานกับองค์กรต่างชาติ แต่เข้าหาในฐานะประชาชนด้วยกัน”
บ้านหลังที่สามของเธออยู่บริเวณชุมชนกุฎีจีน ย่านที่เดินออกมาทักเพื่อนบ้านได้อย่างสบายใจ (ตามไปทำความรู้จักคุณป้าบ้านข้าง ๆ ของเธอได้ที่คลิปเซ็ต ‘auntie genuinely reaches flow state with this hyperfocus jazz mix’) ไม่กี่วันก่อนเราจะเข้าไปหา เธอเพิ่งเจออุบัติเหตุมาขณะขับมอเตอร์ไซค์ ทำให้พาหนะของเธอตอนนี้กลายเป็นของคู่ใจของน้องข้างบ้าน ในขณะที่คุณลุงก็แซวตอนเจอหน้าว่า “อย่าไปกลัว(มอเตอร์ไซค์)”
“ชีวิตตอนนี้คือการอาศัยกินข้าวกับป้าข้างบ้าน ค่าที่อยู่เพื่อนก็ช่วยซัพพอร์ต เวลาไปทำงานต่างประเทศเด็กข้างบ้านก็มาช่วยดูแมวให้”
“คอมมิวนิสต์ที่แท้จริงคือมีอะไรก็เราก็ช่วยเหลือกัน เราไม่เคยมีความสุขขนาดนี้มาก่อนเลย ขนาดไม่มีเงินนะ แต่ชีวิตมีความสุขมากเพราะได้มีปฏิสัมพันธ์กับคนด้วยกันจริง ๆ”
“เราจะอยู่รอดเสมอถ้าไม่มีเงิน แต่เราจะไม่มีวันรอดถ้าไม่มีชุมชน” เธอกล่าว
“เราใช้ชีวิตแนบแน่นกับชุมชน เราอยู่ไม่ได้ถ้าไม่มีเพื่อนและเพื่อนบ้าน เราให้ความสำคัญกับความสัมพันธ์ระหว่างผู้คนในชีวิตด้วยความจริงใจ และการแบ่งปันทรัพยากรต่าง ๆ ด้วยกัน เราไม่ยอมให้เงินมาเป็นสิ่งสำคัญสิ่งแรกในการจัดการปัญหาต่าง ๆ เราขอความช่วยเหลือจากคนอื่นและช่วยเหลือพวกเขาเท่าที่เราทำได้ อย่างน้อยถ้าเราทำอะไรไม่ได้จริง ๆ เราก็สามารถอยู่ตรงนั้นกับพวกเขาได้”
“ส่วนตัวเราไม่คิดจะไปเปลี่ยนอะไรใครเวลาไปเล่นดีเจในการเคลื่อนไหวต่าง ๆ เราไปนั่งคุย ไปอยู่ด้วยกัน และแค่นั้นพวกเขาก็ดีใจมากแล้ว เขารู้สึกว่าตัวเองถูกได้ยิน งานไม่ได้มีแต่คนหน้าเดิม มีคนกรุงเทพฯ เข้ามา มีฝรั่งเข้ามา ส่วนตัวเราเชื่อว่าถึงทำอะไรไม่ได้ แต่ลองเสนอหน้าไปก่อนก็ช่วยได้บ้างแล้ว มันคือความเป็นมนุษย์ที่เหมือนเวลาอกหัก แค่มีเพื่อนมานั่งข้าง ๆ เราก็รู้สึกดีแล้ว เรื่องการจัดการจัดตั้งมันก็คงจำเป็น แต่สำหรับเราเราเบิร์นเอาต์กับการทำงานรูปแบบนั้นแล้ว”
“ถ้าเราอยากเห็นการเปลี่ยนแปลงมันก็ต้องมีเรื่องการจัดการเข้ามาเกี่ยว คือไม่ต้องออร์แกไนซ์เป็นบริษัทใหญ่ก็ได้ แต่มันคือทักษะการเมืองเหมือนกัน; การคุยให้เป็น คุยให้ได้ผลลัพธ์ ไม่ใช่แค่การสู้ การไม่ก้มหัวให้” เราถามเธอถึงบทเรียนการทำงานเกี่ยวกับการวางบทบาทตัวเองในชุมชนการเคลื่อนไหว
ติดตามเธอได้ที่
https://www.instagram.com/ackerlad6/
https://www.youtube.com/@ackerlad6




