‘Little Nguboy’ ศิลปินผู้เปิดโลกทั้งใบไว้ในภาพดูเดิลตลกร้าย

Post on 22 July 2026

“เลา” = ตัวเรา งูบอย, “เรา” = พวกเรา มนุษย์ทั่วไป” (หมายเหตุ: GROUNDCONTROL ตกลงปลงใจว่า จะไม่แก้ไขข้อความของงูบอย (นอกจากคำผิดหรือเพิ่มคำอธิบายความหมาย) เพื่ออรรถรส)

นับเป็นหนึ่งในประโยคขึ้นต้นบทสนทนาที่ชวนค้นหามาก ๆ สำหรับเรา เมื่อได้อ่านข้อความแรกจาก ‘Little Nguboy’ หรือ ‘งูบอย’ อีกหนึ่งศิลปินที่เราอยากพามาแนะนำให้ทุกคนได้รู้จักในคอลัมน์ Artist on Our Radar ของ GROUNDCONTROL ในวันนี้ และสำหรับภาษาที่ทุกคนจะได้อ่านในลำดับต่อไป ถือว่ามีความแปลกใหม่แตกต่างจากบทความทุกฉบับ เพราะเราได้ดำรงคงไว้ซึ่งน้ำเสียงของงูบอยแบบเต็มเปี่ยม เหมือนกับที่งูบอยได้เขียน Disclaimerไว้ในตอนท้ายว่า “บทสัมภาษณ์ทั้งหมดนี้เป็นการทำทรง ณ 2026 โปรดใช้จักรยานก่อนการง้าง จะนอน ไม่สู้คน และ fiction ไม่จัดเป็นการนำเข้าข้อมูลเท็จสู่ระบบคอมพิวเตอร์ #เปิดการมองเห็น #ติ๊กต่อกเก้อมือใหม่”

ตามมารู้จักงูบอยกันได้เลย!

“หวัดดีเลา ‘งูบอย’ เรียกนามปากกากันไปเลย ชื่อนี้มีที่มาจากงูเขียวหลังบ้านที่แม่ขับไล่มันแต่เลาแอบเก็บไว้เล่นตอนเด็ก ๆ เลาถ่ายรูปหน้ามันมาตั้งเป็นรูปโปรไฟล์แอปนกฟ้าตั้งแต่สมัยยังไม่มียอดชายนาย Elon แล้วก็ตั้งชื่อแอคฯ ตามรูปโปรไฟล์ว่า ‘งูบอย’ อยู่ ๆ มันลามมาเป็นนามปากกาตอนวาดรูปเสย (ปัจจุบันเลิกเล่น X เพื่อการโพสต์) ถ้าชื่ออังกฤษจะใช้ ‘Little Nguboy’ คำว่า ‘Little’ ในที่นี้ไม่ได้สื่อถึงความน่ารักคิ้วทึอะไร มันคือความรู้สึกว่าตัวเองเล็กจิ๋วหลิวในโลกใบนี้ และใช้ชีวิตแบบ little by little”

งูบอยไม่เปิดเผยชื่อจริงกับเรา หรืออย่างน้อยก็ในบทความนี้ แต่งูบอยเปิดเผยเรื่องการศึกษาและนิยามอาชีพให้เรารับรู้ว่า หลังจากเรียนจบจาก สาขาวิชาวิทยาการข้อมูล (Data Science) คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น นอกเหนือจากอาชีพศิลปิน งูบอยยังทำงานหลากหลาย ทั้ง Creative Strategy, Copywriting, Marketing ชอบ Tech, AI และ Finance

“จบ Data Sciences มอดินแดง ทำใบปริญญาหายไปตั้งแต่เดือนแรกหลังจาก EMS มาส่ง (เบียว) เล่าขึ้นมาเพราะอยากฉวยโอกาสบอกทุกคนว่า มข. มันเวรี่กู๊ดมาก มันเป็นประเทศไม่ใช่มหา’ลัย ที่นั่นมีที่จอดพญานาค คุณสามารถเจองัว งู ลิง เสือ เมียแคท ยีราฟ ลาบูน ได้ในวันปกติตามท้องถนนหรือแม้แต่หลังระเบียงหอพักชั้น 8 — ผู้คนน่ารักปนกาว กับข้าวไม่ overprice แจ่มใสไปกับธรรมชาติงามตา — เลาว่าความยำมั่วนี้มีส่วนหล่อหลอมมุมมองที่สะท้อนออกมาในงานศิลปะเลานิด ๆ เหมือนกัน I’m not INTJ, I’m ESAN

“มีอาชีพเป็นสุนัขรับใช้นายทุน (ฮา) มีแหล่งเงินทุนหนุนหลังจากเจ้าคุณปู่กรมพระยาอูอิอิอ้า อาร์ตเลามันเลยบ่ใช่ bread and butter (แต่จ้างได้คัฟ พร้อมเริ่มงานวินาทีนี้) เลาทำและสนใจหลายอย่างในอุตสาหกรรมปั๊มเงินแห่งยุคสมัย พวก Creative Strategy, Copywriting, Marketing ชอบ Tech, AI และ Finance ด้วยนิดหน่อย ซึ่งชอบมันเองตามสัญชาตญาณ – ทุกอย่างปั่นรวมกันแล้วเทออกมาเป็นเลาที่เละ ๆ

“ผลงานที่สร้างชื่อเสียงอาจจะยังบ่มี แต่ผลกรรม (อันได้ทำบ้างไม่ได้ทำบ้าง) ที่สร้างชื่อเสียมีแล้ว (ฮา) ปัจจุบันเป็นผี วาร์ปไปโผล่หลายที่ พรุ่งนี้อาจจะไปเลี้ยงงัว แต่ส่วนใหญ่จะชอบใช้แต้มบัตรไปนั่งแอคอาร์ตอยู่ตามคาเฟ่แถวทองหล่อ เป็น Gen Z เทสห่วย ใช้ชีวิตอ่อม ๆ แบบสุขใจวัยเก๋าบนสมการบาร์ต่ำว่าแค่ พยายามไม่ไปทำให้ใครเดือดร้อน + เลาไม่ฝืนตัวเองเกินไปจนตัวแตก นอกเหนือจากนั้นจะทิ้ง ๆ ไปเยอะ”

ดังนั้น 'งูบอย' หรือ Little Nguboy ก็เลยเป็นทั้งศิลปินและครีเอทีฟที่สนใจทั้งศิลปะ ผู้ใช้ชีวิตเรียบง่ายโดยยึดหลักว่า “ไม่ทำให้ใครเดือดร้อน และไม่ฝืนตัวเองจนเกินไป” และเมื่อรู้จักตัวตนผู้สร้างมากขึ้นแล้ว เราก็อยากรู้จักผลงานของงูบอยให้มากขึ้น ซึ่งงูบอยก็ได้อธิบายถึงจุดเริ่มต้นการทำงาน และยกตัวอย่างผลงานของตัวเองให้เราฟังว่า

“จบ Data Sciences มอดินแดง ทำใบปริญญาหายไปตั้งแต่เดือนแรกหลังจาก EMS มาส่ง (เบียว) เล่าขึ้นมาเพราะอยากฉวยโอกาสบอกทุกคนว่า มข. มันเวรี่กู๊ดมาก มันเป็นประเทศไม่ใช่มหา’ลัย ที่นั่นมีที่จอดพญานาค คุณสามารถเจองัว งู ลิง เสือ เมียแคท ยีราฟ ลาบูน ได้ในวันปกติตามท้องถนนหรือแม้แต่หลังระเบียงหอพักชั้น 8 — ผู้คนน่ารักปนกาว กับข้าวไม่ overprice แจ่มใสไปกับธรรมชาติงามตา — เลาว่าความยำมั่วนี้มีส่วนหล่อหลอมมุมมองที่สะท้อนออกมาในงานศิลปะเลานิด ๆ เหมือนกัน I’m not INTJ, I’m ESAN

“มีอาชีพเป็นสุนัขรับใช้นายทุน (ฮา) มีแหล่งเงินทุนหนุนหลังจากเจ้าคุณปู่กรมพระยาอูอิอิอ้า อาร์ตเลามันเลยบ่ใช่ bread and butter (แต่จ้างได้คัฟ พร้อมเริ่มงานวินาทีนี้) เลาทำและสนใจหลายอย่างในอุตสาหกรรมปั๊มเงินแห่งยุคสมัย พวก Creative Strategy, Copywriting, Marketing ชอบ Tech, AI และ Finance ด้วยนิดหน่อย ซึ่งชอบมันเองตามสัญชาตญาณ – ทุกอย่างปั่นรวมกันแล้วเทออกมาเป็นเลาที่เละ ๆ

“ผลงานที่สร้างชื่อเสียงอาจจะยังบ่มี แต่ผลกรรม (อันได้ทำบ้างไม่ได้ทำบ้าง) ที่สร้างชื่อเสียมีแล้ว (ฮา) ปัจจุบันเป็นผี วาร์ปไปโผล่หลายที่ พรุ่งนี้อาจจะไปเลี้ยงงัว แต่ส่วนใหญ่จะชอบใช้แต้มบัตรไปนั่งแอคอาร์ตอยู่ตามคาเฟ่แถวทองหล่อ เป็น Gen Z เทสห่วย ใช้ชีวิตอ่อม ๆ แบบสุขใจวัยเก๋าบนสมการบาร์ต่ำว่าแค่ พยายามไม่ไปทำให้ใครเดือดร้อน + เลาไม่ฝืนตัวเองเกินไปจนตัวแตก นอกเหนือจากนั้นจะทิ้ง ๆ ไปเยอะ”

ดังนั้น 'งูบอย' หรือ Little Nguboy ก็เลยเป็นทั้งศิลปินและครีเอทีฟที่สนใจทั้งศิลปะ ผู้ใช้ชีวิตเรียบง่ายโดยยึดหลักว่า “ไม่ทำให้ใครเดือดร้อน และไม่ฝืนตัวเองจนเกินไป” และเมื่อรู้จักตัวตนผู้สร้างมากขึ้นแล้ว เราก็อยากรู้จักผลงานของงูบอยให้มากขึ้น ซึ่งงูบอยก็ได้อธิบายถึงจุดเริ่มต้นการทำงาน และยกตัวอย่างผลงานของตัวเองให้เราฟังว่า

“ในชีวิตจริงของวัยทำงาน เลาก็เหมือนประชากรส่วนใหญ่ในประเทศสารขัณฑ์นี้ที่ต้องวิ่งวนอยู่บนลู่ทุนนิยมที่ไม่มีคำว่ามั่นคงอยู่จริง ในฐานะ self-made เลาโคตรเข้าใจพวกปากกัดเท้ายัน จึงจะไม่ค่อยไปบอกใครให้เลือกทำอะไรด้วยใจรัก ไม่บอกว่าพวกเราต้องต่อต้านทุนนิยม สิ่งที่เลา ในฐานะมนุษย์หนึ่งหน่วยผู้อยากจะวิ่งอยู่ตรงกลางระหว่างสิ่งที่รักกับปากท้อง พอจะทำได้ คือการออกแบบสัดส่วนทุก ๆ อย่างให้มันพอดีกับตัวเลา เลาย้อนกลับจริง ๆ ไม่ได้ หนีจากโลกโหด ๆ ของเลาไปก็ไม่ได้ แต่เลาออกแบบได้ ให้มันมีบางจังหวะเวลา บางสัดส่วนของชีวิตเพื่อบรรจุสิ่งที่รัก เรียกระลึกให้รู้ว่าเลาเป็นใคร เลารักในอะไร ในทุก ๆ นาทีที่เลาจรดปากกาวาดรูป ซึ่งสำหรับเลามันคือการวาดรูปในสไตล์นี้ แบบเดียวกันกับตอนที่เป็นเด็ก เพียงแค่เปลี่ยนมาวาดใน iPad เพราะเบียว Steve Jobs

“ที่พล่ามมาเป็นแค่วิธีการส่วนตัวของคนที่รักในเงินตรา อยากมีเงินไว้ซับน้ำตา (ฮา) เลารู้ว่าในโลกนี้มีศิลปินมากมายที่ all-in กับศิลปะโดยไม่ได้แบ่งสัดส่วนชีวิตให้อื่นใด แล้วประสบความสำเร็จ (ในความหมายว่าทำเงินได้ต่อเนื่องและมากพอ) ไม่ว่าอาชีพอะไรก็ตาม การทำสิ่งที่รักเป็นอาชีพอย่างมั่นคงได้นั้นน่ายินดีเสมอ เพียงแต่สัดส่วนของคนที่ทำได้มันน้อยกว่า เป็นที่มาของคำถามเชิงว่า “ถ้าไม่คิดเรื่องเงินอยากทำอาชีพอะไร” ที่เอามา deep talk กันอยู่ร่ำไป (อยากทำได้เหมือนกันคุณน้า ทำได้ก็ดี แต่ตอนนี้ไม่ได้ก็ไม่แย่ มันผ่านช่วงที่นอยด์จนไม่นอยด์อะไรอีกแล้ว)

“อยากให้ทุกคนที่อุตส่าห์อ่านถึงตรงนี้ขอบคุณสิ่งที่มีอยู่ในปัจจุบันของตัวเองเยอะ ๆ ไม่เจ็บปวดจนเกินไปจากความคาดหวังในสิ่งที่รัก – ขอบคุณที่ยังมีแรงวาดรูป ยังนอนตาหลับ(?) บ้านมีแอร์เย็นฉ่ำ มีเกมให้เล่น มีนิยายวายให้ฟิน มีแมวให้น้วย มีแฟนน่ารัก มีเพื่อนสปอยล์ มีพ่อแม่พร้อมซัพฯ หรืออะไรก็ตามที่คุณ “มี” อยู่แล้วตั้งหลายอย่างตอนนี้ อย่ารอให้ความสุขมาหาเฉพาะตอนที่ได้รางวัลหรือมีเรื่องให้คนอื่นมาคอมเมนต์ Congratuations จ้า!”

สำหรับงูบอย ศิลปะจึงเหมือนกับพื้นที่ที่ช่วยย้ำเตือนว่าตัวเองเป็นใคร ท่ามกลางชีวิตวัยทำงานที่ต้องบาลานซ์ระหว่างปากท้องกับสิ่งที่รัก โดยเรายังขอให้เขาช่วยขยายความมุมมองเกี่ยวกับการทำงานศิลปะของตัวเองให้มากขึ้น ด้วยการถามถึงเอกลักษณ์ในการทำงาน

“อยากหนีจากโลกที่บังคับให้เลาต้องพุ่งไปข้างหน้า ด้วยการย้อนกลับหลัง การเลือกใช้บรัชสีไม้ คาแรคเตอร์เด็กหน้าตาย กับลายเส้นง่าย ๆ และการลงสีแบบ hatching (ลงสีแรเงาแบบสานเส้น) ทุกอย่างมันคือวิธีการที่เลา (และหลาย ๆ คน) ทำตอนที่วาดรูปบนกระดาษในสมัยเด็ก นั่นล่ะ ความหมายของคำว่า ‘ย้อนกลับ’

“คาแรกเตอร์เด็กขนรักแร้ยาวและใต้ตาดำ แมวส้ม และโดยเฉพาะลายเส้น ถ้าจะตอบแบบมั่นๆ เอาให้คนหมั่นไส้ (เพิ่ม) คือเลาว่าในโลกที่หมุนเร็วแรงทะลุนรกแบบนี้มันจะมีมนุษย์ไม่มากที่อยากมานั่งทำไรช้าๆ แบบ ขีด-ที-ละ-เส้น เพื่อการลงสีแบบนั้น แม่งช้า ปวดมือ ไม่ทันกิน ไม่ friendly ต่อการขาย อย่าหาทำ

“จริง ๆ เลามี easter egg เป็นจิ้งจกกับขี้จิ้งจกด้วย ชอบวาดขี้จิ้งจกมากๆ โดยไม่ทราบที่มา เลยแอบแทรกมันไว้ในทุกๆ ภาพ มีสติ๊กเกอร์กับธีมไลน์เซ็ตขี้จิ้งจก มีสติ๊กเกอร์ที่เอาไว้แปะกับสิ่งของให้ดูเหมือนมีขี้จิ้งจกติดอยู่ด้วย (ยังมี สั่งได้)”

แล้วเมื่อเราถามต่ออีกว่า ทำไมต้องทำงานด้วยวิธีแบบนั้นด้วย งูบอยก็ตอบว่า “มันช้าดี”

“ถ้าไม่ใช่งาน commercial ที่มีลูกค้าเป็น my god เลาละเมียดละมัยและใช้เวลากับแต่ละชิ้นนาน เป็นเหตุผลว่าเลาไม่ได้โพสต์ผลงานบ่อยนัก แม้จะวาดรูปอยู่ตลอด ความช้าตรงนี้ช่วยชีวิตเลาไว้หลายครั้งแล้วในตอนที่รู้สึกว่า ‘กูจะไม่ไหวกับมึงแล้วนะโลก’ เลาชอบที่จะอยู่กับอะไรเนิบ ๆ เบา ๆ มากกว่าอะไรเร็ว ๆ ดัง ๆ กระแทก ๆ ตะโกน ๆ (เป็นเหตุผลที่ไม่เล่น TikTok เลย และไม่มีผลงานเผยแพร่บนช่องทางนั้น) การวาดสไตล์นี้ช่วยให้ครองสติไว้ได้เยอะ มีสมาธิ ไม่เป็นบ้ากับ algolithm เกินไป (ฮา)

“การวาดเส้นแนว doodle ด้วยบรัชดินสอสีเข้ม แล้วลงสีแบบ hatching จะว่าง่ายก็ง่าย แต่จริงๆ เลาพัฒนาการลงสีมาตลอดเลย หมกมุ่นเรื่องสีมาก ภาพนึงมี layer เป็นแสนเพราะสีเยอะ สีมันจะซ้อนทับกันอยู่ระหว่างเส้นในแต่ละช่องว่าง (ไปซูม) บวกกับความพยายามจะใช้ contrast ด้านสียังไงให้มันออกมาไม่เละ ยังทดลองและฝึกอยู่เรื่อยๆ ปัจจุบันเสพติดเฉดแสงม่วงเหลือง ส่วนอนาคตน่าจะไหลไปยังสีคู่ตรงข้ามอื่น ๆ อีก

“ในแง่การพัฒนาคอนเซปต์ แน่นอน ด้วยความเป็นคิดซับซ้อนหลายชั้นเป็นปกติวิสัย เลาคอนเซปต์แน่นตลอด (ฮา) ทุกภาพมันจะมีเรื่องที่อยากเล่า อยากเสียดสีอยู่ข้างหลัง ชอบเล่าประเด็นหนัก ขม บางครั้งก็ออกปรัชญา แต่ชอบนำเสนอให้มันดูง่ายหรือไม่ก็อีหยังวะ บวกกับชอบใช้สีสดใส ให้มันดูไม่จริงจังไว้ก่อน impression ของภาพส่วนใหญ่เลยขัดแย้งในตัวมันเอง เป็น visual ที่สวนทางกับ story และ concept เหมือนเม็ด M&M อันสดใสที่ข้างในเป็นขี้ แล้วข้างในขี้มีเยลลี่ cororo ผสมอยู่”

เรายังชวนงูบอยเล่าถึงโปรเจกต์ที่กำลังทำอยู่ตอนนี้ด้วย ซึ่งงูบอยก็เล่าอย่างกระตือรือร้นว่า “งานที่คามืออยู่วาดตัวเองเป็น king ชื่อดังหลายคนในประวัติศาสตร์ สื่อถึงความอีโก้ (ฮา) เลามองว่าอีโก้มันจำเป็นนะ โดยเฉพาะในโลกที่พร้อมจะดึงเลาไปทางซ้ายทีขวาที อีโก้จะดีเมื่อเลาไม่ได้เอามันไปถมหัวใคร ไม่ใช่การไม่ฟังใคร แต่คือการเลือกฟัง feedback ไม่ใช่ฟัง noise ใช้อีโก้เป็นหลักยึดว่าเลาต้องการอะไรจริง ๆ เลาจะทำหรือไม่ทำอะไร โดยไม่ปล่อยให้คนอื่นมามีอิทธิพลในการตัดสินใจในชีวิตมากเกิน ใช้อีโก้บูสท์ ๆ เอเนอร์จี้ว่าตัวเลาทำได้ เป็นได้ ไอ้เลามันก็เก่งพอตัวนะโว้ย อารมณ์นั้น รวมถึงการไม่ยอมเป็นทาสที่ปล่อยให้คนอื่นมาลดทอนคุณค่าในตัวเลาด้วย – said by คนที่เคยใช้อีโก้ผิดวิธี

“พอนำเสนอผ่านความเป็น king แล้วน่าถีบมาก ชอบมาก วาดไปขำไป ได้ explore วาดพวกลายกนกยุโรป (?) ด้วย แต่คงอีกพักใหญ่กว่าจะเสร็จ บอกแล้วมันนาน”

แนวคิดของภาพนี้เกิดจากการตั้งคำถามเกี่ยวกับที่มาของ “ความเก่ง” ของมนุษย์ เลาคิดไว ๆ ว่า ความเก่งมันจะมาจากสองทาง คือ พรสวรรค์ กับ การฝึกฝน ซึ่งพรสวรรค์ที่ขาดการฝึกฝนก็จะทำให้ความเก่งมันค่อย ๆ ฝ่อลงไปอยู่ดี ดังนั้น ส่วนตัวเลาเลยให้น้ำหนักไปที่การฝึกฝนมากกว่าพรสวรรค์

ทีนี้ เลามาคิดต่อเกี่ยวกับคนที่พยายามฝึกฝนให้ตัวเองเก่งในเรื่องอะไรก็ตาม มันก็จะมีทั้งคนที่สนุกไปกับมัน enjoy process เพราะได้เลือกที่จะทำเอง กับพวกที่โดนสภาพแวดล้อมบังคับให้ต้องเก่ง เพื่อที่จะได้อยู่รอด มีที่ยืน ตัวอย่างที่คาตาที่สุดก็คือพวกทำงานออฟฟิศที่ต้องพัฒนาตัวเองแบบเลือดออกตา เพื่อให้ตัวเองยังคงถูกเลือกในโลกแห่งการทำงาน และโดยเฉพาะถ้าคุณเกิดมาติดลบในประเทศแบบนี้ นั่นคือพระเจ้ากดเลือก hard mode ตอน spawn คุณมาที่โลก และคุณจะต้องฝึกฝน พ ย า ย า ม มากกว่ามนุษย์ที่มาด้วย normal และ easy mode

งานนี้เลยจะสะท้อนว่า ไอ้ความเก่งที่ดูน่าชื่นชมที่เรา ๆ เห็น ๆ กัน จริง ๆ มันมีที่มาจากอะไร เขาและเรามีความสุขกับความเก่งนั้นไหม และพวกเราจะต้องเก่งไปถึงระดับไหน เพื่ออะไร ในบางสนามที่ราวกับว่ามันไม่อนุญาตให้เราไม่เก่ง โดยล้อเลียนกับตำนานความเก่งจากพรสวรรค์ของบุดด้า ที่เกิดมาแล้วก็เดินได้เลย แต่เป็นเบบี้บุดด้าในอวตารหนูงูบอย ที่แม่วัยใสเผลอทำหลุดออกมาในรถไฟฟ้าใต้ดินสถานีลุมพินี (ไม่ใช่สวนลุมพินีวันแบบท่านนั้น) เด็กน้อยผู้ไม่ถูกรักขนาดนั้นต้องดิ้นรนพยุงตัวเองท่ามกลางความโคลงเคลงไม่มั่นคงของขบวนรถ เกิดเป็นอภินิหารที่ผู้คน ณ ที่นั้นมองเข้ามาด้วยความว้าวซ่าสาธุที่ได้เห็นเด็กแรกเกิดเดินได้กับตาเนื้อ – เด็กน้อยไม่ได้เกิดมาพิเศษ แค่สภาพแวดล้อมบีบให้ต้องพยายามเป็นพิเศษ

ภาพนี้เลาประทับใจด้านเทคนิคด้วย มันเป็นภาพแรกที่เลาทดลองใช้แสงม่วงเหลือง ซึ่งออกมาถูกใจมาก รู้สึกว่าชิ้นนี้สีดี

The Meeting, 2024

ภาพสะท้อน personality ของคนในที่ทำงานที่เจอได้เกลื่อนกลาด ภาพนี้มีข้อเขียนสั้น ๆ ที่เลานิยามสัตว์แต่ละตัวที่ปรากฏในภาพด้วย เป็นแคปชั่นกวนตีนๆ แต่ถ้ากระทบใครเลาขอขมามา ณ ที่โน้น

ไอเดียหลักมาจากวันที่นั่งเพ้อว่า ออฟฟิศเนี่ย เหมือนคอกที่สัตว์นานามาอาศัยอยู่ร่วมกันชะมัด เราต่างรอรับอาหารที่เจ้าของคอกสัตว์จะเอามาป้อนให้เดือนละที อย่างไรก็ดี สัตว์ทุกชนิดมีความถนัด กายภาพ และสภาพจิตใจ ที่ต่างกัน ในระดับที่คุณจะไม่สามารถเคี่ยวเข็ญให้ปลา ปรับตัว อย่างหนักภายในเวลาที่ไม่เหลือเฟือเพื่อให้มันบินเก่งเท่านกได้ ทุกสปีชีส์จะมีจุดแข็งและข้อดีของมันอยู่

มันคือการมองผู้คนแบบเป็น “spectrum” ไม่ใช่ “rank”

Dodo, 2025
In memory of Dodo, 26 March 2014 – 13 July 2025

ผลงานนี้อุทิศให้ “โดโด้” (ชื่อไทยคือ “นกยูง”) แมวที่เลาทำคลอดมากับมือในสมัยที่ยังนอนในเล้าไก่ข้างถังขยะที่บ้านนอก อยู่ด้วยกันมาตั้งแต่วันที่เลาไม่มีอะไรเลย จนวันที่เลามีพอจะทำให้โดโด้เป็นแมวอีลีท แต่สิ่งเดียวที่เลาไม่ได้มีให้โดโด้เลยในหลายปีของบั้นปลายชีวิตของมันคือ “เวลา”

การสูญเสียโดโด้สั่นสะเทือนใจหลายริกเตอร์ ความรู้สึกหนักอึ้งมาพร้อมกับการตกตะกอนได้สองอย่างหลักๆ คือ หนึ่ง, มันมีไม่กี่สิ่งมีชีวิตที่รักเลาได้โดยไม่สนใจว่าเลาจะมีหรือเป็นอะไร อยู่ในสภาพคนคูลขี้โม้หรือหนูท่อขี้เรื้อน มันแค่รักเลาแบบโง่ๆ และสอง, เงินที่ต่อให้คิดว่ามีมากพอ ไม่สามารถซื้อ เวลา สิทธิ์ในการแก้ไขอดีต และ ชีวิต ได้

What is it?

แน่นอนว่าต้องชอบรูปนี้เพราะมันไปติดงาน Busan Illustration Fair 2025 (ฮา) เป็นสุดยอดสิ่งที่ไม่คิดว่าจะเกิดแต่ก็เกิดประจำปีเลย

ธีมงานปีนี้คือ “Last Chance” ว่าด้วยเรื่องสัตว์ที่ใกล้สูญพันธุ์ โปสเตอร์ของเลามาจากไอเดียที่ว่าสัตว์ใกล้สูญพันธุ์เปรียบเสมือน “ปัจจุบัน” อันเปราะบาง เป็นสิ่งที่พวกเรายังช่วยกันดูแลได้ก่อนที่พวกมันจะเลือนหายไปในประวัติศาสตร์ เหลือทิ้งไว้เพียงเศษซากกระดูกที่ยากจะระบุตัวตน เลาจินตนาการถึงสถานการณ์ที่แย่ที่สุด เมื่อแม้แต่ชื่อของพวกมันก็ค่อยๆ จางหายไปจากความจดจำของมนุษย์ กลายเป็นคำศัพท์โบราณแปลกหู (คล้ายตอนที่ได้ยินชื่อปลาซาคาบัมบาสปิสตอนที่มีมมันดังใหม่ๆ) สัตว์พวกนั้นอาจเหลือเพียงซากที่ดูแปลกประหลาดเสียจนผู้คนในอนาคตต้องตั้งคำถามว่า “นี่มันตัวอะไร?”

ไอเดียทั้งหมดถูกสื่อสารผ่านภาพวาดสีสดใสที่แฝงอารมณ์ขันฝืดตามสไตล์ เลาตั้งใจผสมผสานระหว่างซากของสิ่งมีชีวิตที่กลายเป็นอดีต AI ซึ่งสื่อถึงอนาคต และความสลดหดหู่ที่มีดอก Snake's Head Fritillary เป็นตัวแทน ซึ่งเป็นดอกไม้ที่เป็นสัญลักษณ์ของความเศร้าโศก ความอ่อนน้อม และการคิดไตร่ตรอง

ในขณะที่มนุษยชาติลุ่มหลงอยู่กับ “อนาคต” สัตว์จำนวนนับไม่ถ้วนกลับถูกผลักให้กลายเป็น “อดีต” ด้วยน้ำมือของมนุษย์อย่างเงียบเชียบ “วันนี้” อาจเป็นโอกาสสุดท้าย (Last Chance) ที่เราจะได้ตระหนัก และลงมือทำบางสิ่งเพื่ออนุรักษ์เหล่าสัตว์ที่ใกล้สูญพันธุ์นี้ไว้

(ทริปปูซานที่เลาไปเดินวุ่นวายในงานนี้สนุกมากๆ ทีมงาน BIF และศิลปินที่นั่นหลายๆ คน เป็นมิตรสหายที่น่าประทับใจ เจอแต่งานเจ๋งๆ และศิลปินทุกคนจัดบูธเหมือนจัดอีเวนต์ห้างซีคอนฯ)

FWB - Friend with Buffalo, 2024

นกเอี้ยงกับควายมีความสัมพันธ์แบบ "ภาวะได้ประโยชน์ร่วมกัน" (Protocooperation: +,+) โดยต่างฝ่ายต่างได้รับประโยชน์จากการอยู่ร่วมกัน นกเอี้ยงจิกกินเห็บ ไรและแมลงบนหลังควาย ทำให้ควายสบายตัวและลดแมลงตอมตา ส่วนนกเอี้ยงได้รับอาหารจากควาย โดยความสัมพันธ์นี้แยกกันอยู่ได้ - by Gemini

จดหมายทิ้งท้ายถึงผู้อ่านจากงูบอยในเวอร์ชัน 2026

เอ็งจะรู้สึกกระจอกได้ง่าย ๆ เมื่อเปรียบเทียบกับคนในโซเชียลฯ พื้นที่แห่งคนมีแสง มีสไตล์ มีเงินเดือนหกหลัก บุคคลสำคัญของวงการ ศิลปินแมส ๆ ที่วน ๆ เวียน ๆ ให้เจอหลายอีเวนต์

คิดว่าความนอยด์ self-doubt อิจฉา น้อยใจ ท้อใจ อะไรเทือกนั่นเป็นปกติมากสำหรับการเป็นศิลปินในสายธารที่ไหลไปตามความแมสแบบนี้ เลาเองก็ประสบมาอย่างลึกซึ้ง กระนั้นก็ยังไม่สามารถบอกได้ว่าหนทางหลุดพ้นจากความรู้สึกขม ๆ พวกนี้คืออะไร

เพียงแต่ว่า… ต่อให้โลกมันจะเป็นแบบไหน คิดว่าเลาก็จะยังซื่อสัตย์กับตัวเองและงานศิลปะของเลาอยู่ คือถ้าแพ้ก็จะบอกว่าแพ้ ถ้าพยายามสุด ๆ แล้วยังล้มเหลวก็จะยอมรับ ถ้ายังไม่เก่งก็จะมองตัวเองให้ชัด ๆ ว่า ยังไม่เก่งจุดไหน ใจความคือยังคง proudly present ที่จะเป็นเด๊กบ้าน ๆ เป๋นเด่กเหลียงวัว (เสียงเหน่อ) หมายถึงเป็นจุด little ๆ ที่ธรรมดาเหมือนคุณ ๆ ท่าน ๆ ทั้งตัวเลาและศิลปะของเลามันแค่ raw ไปตามเรื่องตามราวของมัน อาจไม่ได้ว้าวซ่าอะไร แต่ก็มีคุณค่าในตัวมันแบบที่เลามองเห็นอยู่ทุกวัน ความคิดแบบนี้ต่างจากเลาในตอนที่เด็กกว่านี้มากโข ที่เคยคิดว่าการได้สถาปนาตนเป็นศิลปิน ดีไซเนอร์ นักวาด นักเขียน มันสุดเท่ สุดจะสกิบิดิดู๊บ ๆ เพราะเป็นสถานะที่ถูกผู้คนมองเห็น ห้อมล้อม และยอมรับ

ประสบการณ์หายใจที่ยาวนานขึ้นทำให้รู้ว่าอันที่จริงมีคนหลังแสงแต่เท่โคตรๆ อยู่มากมาย เลาเจอพนักงานออฟฟิศที่ยอมวางฝันด้านศิลปะ เพื่อแบกภาระของคนข้างหน้าข้างหลัง มีคนที่หันไปรับราชการเพราะหวังเรื่องความมั่นคงให้ครอบครัว มีเด็กจบใหม่ที่ดิ้นรนยอมทำทุกงานแม้ไม่ใช่งานในฝัน ในยุคที่หางานยากกว่างมแมวในสะดือทะเล — อะไรแบบนี้คือความเก่งและเท่ที่ไม่มีกล้องไปจับ ไม่มีไมค์ไปจ่อ หวังใจอย่างยิ่งว่าผู้คนจะมองเห็นมิตินี้ทั้งของตัวเองและของคนอื่นได้เช่นกัน :) — อาจคล้ายๆ ที่อ.ศิลป์ พีระศรี บอกให้ “เรียนรู้ความเป็นมนุษย์ก่อน แล้วจึงเรียนศิลปะ”

บทสัมภาษณ์ทั้งหมดนี้เป็นการทำทรง ณ 2026 โปรดใช้จักรยานก่อนการง้าง จะนอน ไม่สู้คน และ fiction ไม่จัดเป็นการนำเข้าข้อมูลเท็จสู่ระบบคอมพิวเตอร์ #เปิดการมองเห็น #ติ๊กต่อกเก้อมือใหม่

แล้วพอชวนคุยถึงอนาคตบ้าง งูบอยก็ตอบกลับมาแบบเฮี้ยน ๆ ว่า “ลู้หมือไร่ว่า AI เรียนรู้ผ่าน information pattern ที่มีอยู่ หมายความว่า ถ้าคุณเป็นคนสุ่ม ๆ ที่ผู้คนบอกว่าคาดเดาคุณไม่ได้ AI มันจะงง พวกชิปมันจะแอบเกาหัวแกรก ๆ แล้วก็ซุบซิบ ๆ กันว่า อีหยังวะบักนี่ เพราะเรียนรู้อะไรจากคุณได้ยากมากเลย ใช่ เลาเป็นแบบนั้น – เป็นเบียว (เห้ย แต่ปีนี้มีงานที่ต่างประเทศๆๆๆ)

หากใครที่อ่านบทสัมภาษณ์ของงูบอยแล้วชอบในอรรถรสเฉพาะตัวของศิลปิน ก็สามารถไปติดตามกันต่อได้ที่: @little.nguboy