หากคุณชื่นชอบรองเท้าหนังทำมือ สนใจแฟชั่นแต่ไม่ได้อินกับเทรนด์ที่เปลี่ยนไปไวตามฤดูกาล และเชื่อว่าของที่ดี มีคุณภาพควรอยู่กับเราได้นาน copse (ค้อพซ์) อาจเป็นแบรนด์รองเท้าที่คุณกำลังตามหา
copse (ค้อพซ์) คือแบรนด์รองเท้าเครื่องหนังสัญชาติไทย ก่อตั้งโดย แป้ง–จิดาภา โฉมทองดี อดีตกราฟิกดีไซเนอร์และอาร์ตไดเรกเตอร์ และ หมู–พงศกร ทองประมูล อดีตสถาปนิก คู่รักที่ตัดสินใจลาออกจากงานประจำ มาสู่การเป็นเจ้าของธุรกิจ
พวกเขาสร้างแบรนด์จากความหลงใหล (ของแป้ง) ในรองเท้าและงานคราฟต์ และเชื่อว่ารองเท้าที่ดีไม่ได้จำเป็นต้องตามเทรนด์แฟชั่น หรือโดดเด่นแค่ในเรื่องงานดีไซน์ แต่ต้องเป็นรองเท้าใช้งานได้ยาวนานให้สมกับราคาที่เสียไป และนี่คือสิ่งที่ copse ยืนหยัดในการทำแบรนด์มาตลอด
ในบทความนี้ GROUNDCONTROL ชวนไปทำความรู้จักแป้งและหมู พูดคุยเกี่ยวกับจุดเริ่มต้น แนวคิดเบื้องหลังการทำแบรนด์ และตัวตนของ copse รวมไปถึงสิ่งที่พวกเขากำลังจะทำ
จุดเริ่มต้นของ copse
ย้อนไป 7-8 ปีก่อน ช่วงที่เทรนด์รองเท้าสนีกเกอร์ในไทยมาแรงพอ ๆ กับกระแสความนิยมของวัยรุ่นต่างประเทศ แป้งกลับสนใจรองเท้าประมงถักสานอย่าง Fisherman Sandals “ส่วนตัวเราเป็นคนชอบรองเท้าหนังอยู่แล้ว คือถ้าไปดูใน Pinterest ก็จะมีแต่พวกรูปรองเท้าที่เราเซฟไว้เยอะมาก จำได้ว่า ช่วงปี 2019 รองเท้า Fisheman Sandals ยังไม่ค่อยมีในไทย เราเลยรู้สึกว่า ถ้าลองทำขายมันน่าจะพอมีลู่ทางอยู่บ้าง แล้วก็โชคดีที่พ่อของเพื่อนหมูเขาเป็นเจ้าของโรงงานรองเท้าที่ผลิตพวกคัทชู แล้วก็ถนัดงานหนังประมาณนึง ก็เลยชวนกันไปปรึกษาพ่อของเพื่อน (ทั้งสองเรียกว่าคุณอา)
“ตอนเข้าไปคุยกับคุณอา เขาก็แนะนำเราว่า ให้ไปลองขายอย่างอื่น เพราะรองเท้ามันไม่ง่าย เรื่องวัสดุและไซส์รองเท้ามันมีรายละเอียดเยอะมาก คุยไปคุยมาสุดท้ายคุณอาก็ยอมทำให้ ซึ่งตอนนั้น เราสองคนก็ทำการบ้านประมาณนึง ไปเลือกซื้อหนัง ทำความรู้จักกับหนังประเภทต่าง ๆ พอได้หนังทำรองเท้ามาก็เอาไปให้คุณอาลองขึ้นตัวอย่างและผลิตออกมาขาย จำได้ว่าล็อตแรกคุณอาทำให้ 30-40 คู่เองมั้ง ซึ่งจริง ๆ ปกติโรงงานผลิตรองเท้าเขาจะไม่มาเสียเวลาผลิตจำนวนน้อยขนาดนี้หรอก แต่ด้วยความที่รู้จักกันด้วย เขาคงไม่อยากให้เราเอาเงินมาจมกับโปรเจกต์นี้
“ล็อตแรกเราเอาไปวางขายที่งานบ้านและสวน เป็นบูธเล็ก ๆ เองนะ แต่เชื่อไหมว่า ขายดีจนเกือบหมด ได้ทุนกลับคืนมา ก็เลยมีกำลังใจที่จะทำต่อ คือตอนนั้นรายได้มันโอเคเลยแหละ เลี้ยงตัวเองได้” หมูเล่า แป้งเสริม “พอมันขายดีในช่วงแรก เราก็มีแรงไปต่อ ฟีลแบบคนไม่เคยขายของแล้วพอขายได้ มันก็มีแรงทำต่อ เพราะตลอดชีวิตที่ผ่านมาคือการเป็นพนักงานประจำ ก็แอบกังวลเพราะไม่รู้มันจะเป็นยังไง แต่ใจตอนนั้นคืออยากทำอะไรเป็นของตัวเองมาก การเป็นกราฟิกดีไซน์สำหรับเรามันค่อนข้างตัน เราวิ่งหาสิ่งที่อยากทำมาตลอดเลย หาอะไรทำดีไหม ขายอะไรดี แล้วช่วงนั้นมันก็ลงตัวทุกอย่างให้ได้ลองทำแบรนด์”
ช่วงแรกแป้งและหมูลงมือทำกันเองทุกอย่าง ตั้งแต่งานสกรีนกล่องรองเท้า สกรีนกระเป๋า รวมไปถึงงานถ่ายรูปลงโปรโมทในโซเชียล ยกเว้นส่วนของการผลิตที่ให้ทีมหลังบ้านของคุณอาทำ
จนในปี 2021 copse ก็ได้ฤกษ์จดบริษัทเพื่อให้ง่ายต่อการทำธุรกิจมากขึ้น แต่สมาชิกในทีมก็ยังคงมีแค่แป้ง-หมู แป้ง-หมู และแป้ง-หมู เช่นเดิม
ช่วงโควิดที่หลาย ๆ ธุรกิจกำลังอยู่ในช่วงขาลง โรงงานผลิตรองเท้าของคุณอาก็ดูเหมือนจะโดนผลกระทบไปด้วย ทำให้แป้งและหมูต้องตัดสินใจครั้งใหญ่ เพราะโรงงานของคุณอาจำเป็นจะต้องปิดตัวลง ในขณะ copse กำลังจะโตขึ้นเรื่อย ๆ “ช่วงที่โควิดซา ๆ ยอดขายของเราไปได้ดี เรากำลังวางแผนจะขยายทีม สร้างออฟฟิศกัน แต่โรงงานคุณอาไปไม่รอดแล้ว คุณอาเลยเสนอว่า ให้เราสองคนทำโรงงานกันเอง โดยใช้ทีมงานเดิมของคุณอาที่มีอยู่ประมาณ 4-5 คน”
“เราคิดว่า มันเป็นโอกาสที่ดีนะ เพราะความฝันของหมูคืออยากมีช็อปรองเท้าเล็ก ๆ ที่ด้านหน้าจะวางขายรองเท้า ส่วนด้านหลังร้านก็เป็นเหมือนโรงงานผลิตขนาดย่อมที่โชว์กระบวนการผลิต” แป้งเล่า หมูเสริม “ด้วยความที่เราเป็นสถาปนิก เราชินกับการที่ทำงานในสตูดิโอ มีห้องที่ทำเวิร์กช็อป ซึ่งถ้าเราทำแบรนด์รองเท้าของตัวเองแล้วมีพื้นที่แบบนั้นบ้าง ให้เราได้ลงลึกไปกับการทำรองเท้า ได้เห็นกระบวนการทำ ทดลองต่าง ๆ ก็คงดี”
ตัวตนของ copse
ถ้าใครเป็นแฟน copse หรือเคยเห็นรองเท้าหนังของแบรนด์ผ่านตามาบ้าง หนึ่งสิ่งที่เราอยากชวนสังเกตคือดีไซน์ความเรียบง่าย ธรรมดา แต่ไม่ตกยุค เพราะไม่ว่าคุณจะแต่งตัวสไตล์ไหน รองเท้าในแบบที่ copse ถ่ายทอดออกมาก็สามารถแมทช์ให้เข้ากับการแต่งตัวได้หมดทุกลุค
ความเรียบง่ายของ copse สะท้อนกลับไปสู่ตัวตนของแป้งและหมูได้เป็นอย่างดีเช่นกัน แป้งเล่าให้ฟังว่า เธอไม่ใช่คนที่อินกับแฟชั่นตามกระแสหลักเท่าไหร่ “เราเป็นคนที่ไม่แต่งตัวตามเทรนด์เลย ชอบอะไรที่ใช้งานได้นาน ๆ ไม่ว่าแฟชั่นจะเป็นยังไง จะเปลี่ยนไป หรือคนฮิตอะไร เราคิดว่า ตัวเองวิ่งตามไม่ทันและไม่รู้จะวิ่งไปทำไม ส่วนตัวก็ไม่ใช่คนที่ซื้อเสื้อผ้าใหม่ ๆ ทุกเดือนอยู่แล้วด้วย ดังนั้นสิ่งที่เราขายก็เลยมาจากตัวเรานี่แหละ ที่อยากจะทำให้สิ่ง ๆ นั้น ใช้งานได้นานและไม่ตกยุค
“เราคิดว่า คนที่จ่ายเงินให้ copse น่าจะเป็นคนที่ไม่ใช่สายแฟชั่นจ๋า แต่ต้องหลงในอะไรบางอย่างในแบรนด์ เช่น ดีไซน์ ความคุ้มค่า และที่สำคัญเขาเหล่านั้นน่าจะมีคาแรกเตอร์อะไรบางอย่างที่เชื่อมเขากับความเป็น copse
“ซึ่งมันตรงกับชื่อแบรนด์เลย เพราะ copse หมายถึง กลุ่มต้นไม้เล็ก ๆ ที่ขึ้นอยู่รวมกันตามทุ่งหญ้า เกาะกันเป็นกลุ่มก้อน เหมือนเป็นกลุ่มที่อยู่ท่ามกลางกระแสสังคมที่มีหลายสิ่งมาหมุนเวียนอยู่รอบ ๆ ต้นเหล่านั้น แต่กลุ่มก้อนนี้มันก็ยังคงไม่ไปไหน มันยังอยู่ด้วยกัน มันแข็งแรงในตัวมันเอง”
ในความแข็งแรงของกลุ่มต้นไม้เล็ก ๆ นี้ ที่ต่อให้จะมีกระแสลมจากทิศไหนพัดมา copse ก็ยังคงยืนและยึดเกาะกันได้ด้วยพลังของตัวเอง “เราว่า การทำ copse มันคือความเนิบ ๆ ความเรื่อย ๆ ไม่เร็วไป ไม่ช้าไป นั่นเลยทำให้แบรนด์เราอยู่มาได้ถึงวันนี้ สิ่งหนึ่งที่เรารู้สึกดีใจและขอบคุณมาก ๆ คือ ลูกค้าที่เคยซื้อรองเท้าของเรา เขากลับมาซื้อซ้ำ บางคนกลับมาแล้วก็เลือกซื้อรุ่นเดิมที่เคยซื้อ มันโคตรจะแฮปปี้เลย”
“จนถึงวันนี้ เราพยายามที่จะค้นหาตัวตน มองหาความแตกต่างของ copse อยู่ตลอด เพราะเราอยากให้ copse ต่างจากแบรนด์อื่น ๆ อยากให้คนเห็นแล้วรู้เลยว่านี่คือ copse อย่างรองเท้าแตะ Everyday Sandals เรามั่นใจเลยว่า ในช่วงแรก ๆ ที่เราออกรุ่นนี้มา ไม่มีใครกล้าเอาหนังกลับ (Suede) มาทำรองเท้าแตะ แต่เรามองเห็นว่า มันจะต้องมีคนชอบอะไรแบบนี้แน่นอน แล้วสุดท้ายมันก็มาจริง ๆ
วิธีการทำงานแบบ copse
ในชีวิตจริงและชีวิตการทำงาน การเป็นคนแบบเดียวกัน ตัดสินใจเหมือนกัน หรือมองเห็นทางเดียวกันไปซะทุกเรื่อง อาจไม่ได้ทำให้ผลลัพธ์ที่ดีที่สุด กลับกันถ้ามีใครสักคนเห็นต่างหรือมองต่างบ้างก็อาจทำให้ได้เห็นมุมมองอีกด้านที่อีกคนมองข้ามไป เช่นเดียวกันแป้งและหมู ที่ดูจะเป็นขั้วตรงข้าม (ในบางเรื่อง) แป้งคือคนที่มีไอเดียฟุ้งกระจายไปกับสิ่งที่เธอชอบ ขณะที่หมูจะเป็นคนคอยหยิบจับไอเดียของแป้งแล้วช่วยจัดระเบียบให้เข้าที่ เพื่อทำให้เกิดขึ้นจริง
“เวลาทำงานเราจะเป็นสายฟุ้ง ไอเดียเยอะ ออกแนวเพ้อเจ้อหน่อย ๆ ส่วนหมูจะเป็นสายดีเทล แล้วก็เป็นคนที่คอยสร้างกรอบและตบสิ่งที่เราคิดว่าจะทำให้มันเกิดขึ้นได้ยังไงต่อ เขาจะเอาสิ่งที่เราคิดมาช่วยคลี่ให้เห็นภาพ อย่างพวกการทดลองวัสดุในการทำกระเป๋า หมูก็จะเป็นคนเสนอว่ามีอะไรน่าสนใจ อะไรที่เอามาทำได้อีกบ้าง ซึ่งเรื่องพวกนี้เราไม่ถนัดเลย เรารู้สึกว่า ตัวเองจะดูภาพรวมมากกว่าว่าสิ่งนั้นมันสวย มันโอเค และตอบโจทย์ความต้องการของคนในช่วงนี้
“หน้าที่เราเลยจะดูเรื่องงานอาร์ตเป็นหลัก พวกวิชวล ภาพลักษณ์ของแบรนด์ ส่วนหมูจะเป็นฝ่ายจัดการหลังบ้าน มองภาพรวมของแบรนด์ แล้วก็ดูในพาร์ทโปรดักส์”
“ส่วนแผนการทำงานและการออกสินค้า เราจะวางกันเป็นรายปีว่า แต่ละปีจะมีอะไรบ้าง อย่างแรกเลยคือการหาโปรดักส์ฮีโร่ ส่วนระหว่างทางในหนึ่งปีก็จะมีแทรกสินค้าอื่น ๆ เข้ามาบ้าง อย่างพวกเสื้อยืด กระเป๋า แต่ทุกอย่างมันขึ้นอยู่กับความพร้อมของทีมทำงานด้วย เพราะด้วยความที่มันเป็นงานฝีมือที่ต้องใช้เวลาทำ มันก็อาจจะไม่เป็นไปตามแพลนทั้งหมด
“อย่างเวลาผลิตรองเท้าหนึ่งรุ่น เราใช้เวลากันประมาณ 3 เดือน เริ่มตั้งแต่ดีไซน์ ทดลองผลิตแบบออกมา ฟิตติ้ง ถ้ายังไม่ผ่านก็แก้กันใหม่ แล้วถึงจะไปพาร์ทโปรดักชัน” หมูเล่า
นอกจากแป้งและหมูจะต้องแท็กทีมทำงานร่วมกันแล้ว คนอีกกลุ่มหนึ่งที่พวกเขาต้องทำงานด้วยก็คือ ช่างทำรองเท้าที่เก๋าทั้งอายุและประสบการณ์ “การทำงานร่วมกับช่างทำรองเท้าก็เป็นความท้าทายของเราประมาณหนึ่ง โดยเฉพาะเรื่องวิธีการทำงาน บางครั้งก็มีเห็นต่างบ้าง เพราะอย่างเราก็จะถนัดเรื่องการคิด ดีไซน์ต่าง ๆ อยากได้แบบนั้น แบบนี้ แต่พอไปลองทำงานร่วมกันบางครั้งมันก็ไม่ได้ดั่งใจเราทั้งหมด คือถ้าเราเอาดีไซน์เข้าไปยัดอย่างเดียวมันก็ไม่รอด มันต้องคำนึงเรื่องความแข็งแรง ทนทานต่อการใช้งานด้วย เพราะหัวใจหลักของแบรนด์คือการที่เราอยากให้มันเป็นรองเท้าที่ใช้งานได้นาน ๆ
“สิ่งที่เราอยากจะชูความเป็น copse หลัก ๆ ก็คือเรื่องการทำงานคราฟต์นี่แหละ ทำยังไงถึงจะคราฟต์ได้ เราเลยเลือกที่จะชูเรื่องการผลิต การสร้างงานที่มีเอกลักษณ์เฉพาะของแบรนด์ โดยที่ใช้ช่างฝีมือที่เขาเชี่ยวชาญในเรื่องนี้มาเป็นจุดขายของเรา” หมูเล่า แป้งเสริม “คือความคราฟต์มันมีสองมุมนะสำหรับเรา ข้อเสียมันอาจจะช้า ใช้เวลาในการผลิตนาน แก้กันแล้วแก้กันอีกเพื่อให้ได้สิ่งที่ดีที่สุด เพราะมันเป็นงานที่ต้องละเอียด แต่ถ้ามองในอีกมุมงานพวกนี้มันมีเอกลักษณ์เฉพาะแบรนด์ มันคือลายเส้นของใครของมัน คนอื่นทำตามกันไม่ได้ นี่แหละเราว่ามันคือเสน่ห์ของงานคราฟต์”
copse ในอนาคต
นอกจาก copse กำลังวางแผนออกคอลเลกชันใหม่และเตรียมทำรองเท้าไซส์จิ๋วสำหรับเด็กแล้ว อีกหนึ่งเป้าหมายใหญ่ของทั้งแป้งและหมูก็คือการพา copse ไปโตในตลาดต่างประเทศ
“ตอนนี้ copse ในไทยสำหรับเรายอดขายมันไปได้เรื่อย ๆ ในอนาคตเราเลยอยากพา copse ไปตลาดต่างประเทศ แต่มันก็มีเรื่องคุณภาพเรื่องการเลือกวัสดุพวกหนังต่าง ๆ เพราะลูกค้าต่างชาติบางคนเขาก็จะมีความชอบเรื่องหนังต่างกัน มันเลยต้องเป็นเรื่องที่เรายังต้องศึกษาอีกเยอะถ้าจะไปวางตลาดต่างประเทศแบบจริงจัง” แป้งเล่า หมูเสริม “เราว่าตลาดในไทยมันไปได้ดีแล้ว เพราะมันคือแหล่งรายได้หลักของเราเลย แต่เป้าของเราในอนาคตคือการพา copse ไปโตในตลาดต่างประเทศ อย่างล่าสุดเราก็เอาไปสิงคโปร์มา แล้วในอนาคตก็จะมีไปญี่ปุ่นด้วย
“คือการที่เราอยากพา copse ไปไกลกว่านั้นคือการทำให้เห็นว่า ถ้ามันไปได้ไกลแล้วไปได้ดีมาก ๆ การกลับมาจุดเดิมตรงนี้ (ตลาดในไทย) อาจจะดีขึ้นกว่าเดิม
“อีกอย่างเราอยากให้คนอื่นได้เห็นศักยภาพงานฝีมือของช่างไทยด้วย คือเขาเก่งนะ แต่บางทีมันไม่ได้ถูกเอาไปอยู่ในจุดที่คนอื่นเขาพูดถึงกัน ถ้าเราทำให้คนรู้จักแบรนด์เราได้ ได้รู้ว่า ฝีมือของช่างไทยก็ไม่ได้ด้อยไปกว่าใครเลย มันคงพิสูจน์และตอบสิ่งที่คาใจเราในเรื่องนี้ได้เหมือนกัน” หมูเล่า
copse x Re___coffee
ต้นเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา copse ได้จัดป๊อปอัปเล็ก ๆ ของตัวเองที่ Re___coffee คาเฟ่ไวบ์ดีย่านปากน้ำ นำคอลเลกชันต่าง ๆ ที่วางขายออนไลน์ มาจัดวางให้แฟน copse ได้สัมผัสของจริงในบรรยากาศที่ต่างจากอีเวนต์อื่น ๆ ที่พวกเขาเคยไปมา
“จุดเริ่มต้นของอีเวนต์นี้ จริง ๆ มันเริ่มจากที่เรากับเจ้าของ Re___coffee รู้จักกันอยู่แล้ว เป็นคนสมุทรปราการเหมือนกัน เลยรู้สึกว่าน่าจะลองทำอะไรด้วยกัน อยากทำอะไรที่คอนเน็กกับชุมชน ทำงานกับกลุ่มคนสร้างสรรค์ในพื้นที่ก็เลยคิดกันว่า เราจะทำอะไรด้วยกันบ้าง
“นอกจากพวกคอลเลกชันที่เราเอามาวางที่นี่แล้ว ก็มี RE—Copse Collection drop ที่สองแบรนด์ได้ออกแบบร่วมกัน อย่างกระเป๋า RE—Copse Joint เราหยิบสแตนเลส ซึ่งเป็นวัสดุที่ Re___coffee ในตกแต่งร้านมาทำเป็นกระเป๋าแทนการใช้วัสดุหนัง แล้วก็มี Tote Bag ที่เราเอากลับมาผลิตใหม่ มาสกรีนพิเศษสำหรับคอลเลกชันคอลแลบนี้ด้วย
“ส่วน Re___coffee เขาก็ทำเครื่องดื่มที่มีเฉพาะอีเวนต์นี้เท่านั้น คือเขาไปหาเมล็ดที่เหมาะกับคาแรกเตอร์ของเรามา เป็นเมล็ดกาแฟจากลำปางที่มีกลิ่นหนัง และใช้วิธีการรมควันด้วยไม้โอ๊ค ส่วนขนมในงานทาง Re___coffee เขาก็ตั้งใจทำกันขึ้นมาเอง ซึ่งมันมีกลิ่นอายความเป็นแบรนด์เครื่องหนังและแบรนด์กาแฟอยู่ในแต่ละเมนูที่เขาคิด มันเหมือนการนำเสนอความคราฟต์ออกมาในรูปแบบเมนูของหวานและเครื่องดื่ม” แป้งเล่า




