“วันทองสองใจ” หรือ “ผู้หญิงหลายผัว” และอีกสารพัดตัวอย่างคำสอนที่มีวันทองเป็นอุทาหรณ์สอนใจ เชื่อว่าคงเป็นภาพจำที่หลายคนคุ้นเคย จากบทเรียนภาษาไทย ไปจนถึงภาพยนตร์และละคร ที่มีการหยิบยกวรรณกรรมเรื่อง ‘ขุนช้างขุนแผน’ มานำเสนอ
ในปี 2569 นี้ เรื่องราวของ ‘ขุนช้างขุนแผน’ ก็ได้ถูกหยิบมานำเสนออีกครั้งในภาพยนตร์เรื่อง ‘อัศจรรย์วันทอง’ โดยดัดแปลงมาจากนิยายเรื่อง ‘รติรสไม่นำพา’ ของ ลลนา ที่บอกได้เลยว่า เป็นเวอร์ชันที่แตกต่างจากต้นฉบับอย่างสิ้นเชิง เพราะการดัดแปลงนี้คนที่ได้รับบทนำก็คือ ‘วันทอง’ ซึ่งการเล่าเรื่องแบบนี้เป็นที่รู้จักในนาม ‘Feminist Retelling’ หรือ การหยิบเรื่องเล่าเดิมมาตีความผ่านสายตาของผู้หญิงอีกครั้ง เช่น ในหนังสือเรื่อง The Penelopiad โดย มาร์กาเร็ต แอตวูด (Margaret Atwood) หรือ Circe โดย มาเดลีน มิลเลอร์ (Madeline Miller) ที่พาผู้อ่านกลับไปมองมหากาพย์โอดิสซีผ่านมุมมองของตัวละครผู้หญิงบ้างนั่นเอง
และสำหรับ ‘วันทอง’ ในเวอร์ชันนี้ เรื่องราวไม่ได้ขยับมุมมองให้เสียงของผู้หญิงเด่นชัดขึ้นเท่านั้น แต่ยังผสมความแฟนตาซีแบบ ‘อิเซไก’ หรือการพาคนจากโลกปัจจุบันทะลุไปยังอีกโลกหนึ่งเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของเรื่องด้วย โดยมี ‘มุก - ปิยะกานต์ บุตรประเสริฐ’ ผู้กำกับที่ทำงานในวงการมานานกว่า 20 ปี และหนึ่งในทีมสร้างซิตคอมในดวงใจใครหลายคนอย่าง ‘เนื้อคู่ประตูถัดไป’ มารับหน้าที่กำกับภาพยนตร์เป็นครั้งที่สองในชีวิตของเธอ และเลือกปรับเปลี่ยนหลายส่วนจากต้นฉบับ เพื่อสอดแทรกลายเซ็นและความสนใจของตัวเอง โดยเฉพาะการให้น้ำหนักกับ ‘ความสัมพันธ์’ ของตัวละครเอกทั้งสาม
คำว่า ‘ความสัมพันธ์’ ชวนให้ย้อนกลับไปถึงผลงานกำกับเรื่องแรกอย่าง Long Live Love หนังที่สำรวจชีวิตคู่ ความรักที่แตกร้าว และความสัมพันธ์อันเป็นพิษของคนสองคน แม้ทั้งสองเรื่องจะอยู่คนละ Genre แต่สิ่งหนึ่งที่เชื่อมโยงกันคือการมี ‘ผู้หญิง’ เป็นศูนย์กลางของเรื่องราว ตั้งแต่ ‘เมตตา’ ใน ‘Long Live Love’ จนถึง ‘นางวันทอง’ ใน ‘อัศจรรย์วันทอง’
บทสัมภาษณ์ครั้งนี้ เราจึงไม่ได้เพียงชวนคุณมุกคุยถึงเบื้องหลังการทำงาน กระบวนการตีความ และการพา ‘วันทอง’ จากหน้ากระดาษมาสู่จอภาพยนตร์เท่านั้น แต่ยังอยากชวนเธอพูดคุยถึงมุมมองที่เธอมีต่อ ‘ผู้หญิง’ ผ่านตัวละครที่เธอเคยกำกับ และคำถามสำคัญว่า เมื่อผู้หญิงถูกกำหนดชะตากรรมเอาไว้แล้ว พวกเธอจะยังเลือก ‘พยศ’ กับมันได้มากแค่ไหนในคราวเดียว
มุก - ปิยะกานต์ บุตรประเสริฐ
กว่าสองทศวรรษในวงการภาพยนตร์ จุดเริ่มต้น การเติบโต และการเปลี่ยนแปลง ของ ‘มุก - ปิยะกานต์ บุตรประเสริฐ’
กว่าสองทศวรรษในวงการภาพยนตร์ เส้นทางของ ‘มุก - ปิยะกานต์ บุตรประเสริฐ’ ไม่ได้เริ่มต้นจากคำว่า ‘ผู้กำกับ’ หากค่อย ๆ เติบโตจากความชอบในการเล่าเรื่อง ผ่านทั้งภาพยนตร์ ละครเวที และซิตคอม ก่อนจะพามาถึงผลงานภาพยนตร์ที่หลายคนรู้จักในวันนี้
Q: นับตั้งแต่โปรเจกต์แรกที่เริ่มทำงานในกองถ่าย คุณมุกยังจำความรู้สึกของตัวเองในวันนั้นได้ไหม อะไรคือสิ่งที่ทำให้รู้ว่า ‘ภาพยนตร์’ คือสิ่งที่อยากทำในระยะยาว
มุก: ย้อนกลับไปก่อนที่จะทำงานเป็นผู้กำกับนี้ พี่คิดว่า ตัวเองไม่ได้เริ่มต้นจากคำว่า ‘ภาพยนตร์’ แต่มันเริ่มจากความรู้สึกว่าอยากเล่าเรื่องมากกว่า คือพี่เป็นเด็กที่ชอบคิดอะไรเป็นภาพ มีวิชวลในหัว อย่างเวลาฟังเพลงก็จะวาดรูปไปด้วย เราจะเห็นมันเป็นภาพ แล้วก็คิดเรื่องราวต่อจากภาพเหล่านั้นได้ ก็เลยรู้สึกว่าน่าจะเป็นคนที่ชอบเล่าเรื่องผ่านภาพมาตั้งแต่ตอนนั้น มาคิด ๆ ไปแล้วก็เหมือนเราทำสตอรี่บอร์ดเลย เพียงแต่ตอนนั้นยังไม่รู้ตัว
จนกระทั่งตอนจะเข้ามหาวิทยาลัยนี่แหละ พี่ถึงรู้ตัวแล้วว่า ไอ้สิ่งที่เราชอบ สิ่งที่เราอยากเล่าเนี่ย มันคือการทำ ‘ภาพยนตร์’ ตอนนั้นถ้าจำไม่ผิด พี่ได้ดู ‘Dancer in the Dark (2000)’ ซึ่งค่อนข้างดาร์ก แต่กลับทิ้งมวลความรู้สึกบางอย่างเอาไว้ในใจเราอยู่หลายวัน พี่จำได้ว่า ตัวเองงงมากว่า ทำไมดูหนังเรื่องหนึ่งแล้วถึงยังรู้สึกกับความเศร้าหรือความหดหู่ของมันไปอีกตั้งสามอาทิตย์ ทั้งที่ตอนนั้นเรายังเด็กมาก พี่เลยรู้สึกว่า เฮ้ย น่าสนใจนะ หนังมันสามารถทำอะไรกับความรู้สึกของคนได้ขนาดนี้ แล้วมันก็เป็นสื่อที่ท้าทายมาก ก็เลยตัดสินใจเข้า่ภาควิชาการภาพยนตร์และภาพนิ่ง คณะนิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
พอขึ้นปี 4 เราก็ได้เริ่มทำหนังสั้นเป็นธีสิสจบนั่นแหละ ตอนนั้นพี่เป็นทุกตำแหน่งเลยค่ะ เรียกว่า คนที่เป็นเหมือน คุณรุจ ป้ารุจ ในเรื่อง เนื้อคู่ประตูถัดไปตลอดเวลา ก็น่าจะมาจากตัวตนของพี่นี่แหละ (หัวเราะ) คือไม่ว่าจะเป็นช่างภาพ คนเขียนบท ผู้กำกับ และทุกตำแหน่งในการทำหนัง พี่เหมาหมดเลย ตอนนั้นก็รู้สึกว่าเราคงเป็นคนบ้าอยู่เหมือนกัน เพราะแทบไม่ได้แบ่งตำแหน่งให้เพื่อนเลย คือเราอยากทำเองทั้งหมด และการได้ลองทำทั้งหมดนี่แหละที่ทำให้พี่รู้ตัวว่า เราชอบภาพยนตร์จริง ๆ และอยากทำสิ่งนี้ต่อไปไม่เปลี่ยนใจ
จากหนังสั้นเราก็ได้ไปทำละครเวทีต่อ เพราะที่จุฬาฯ เขาจะมีการทำละครเวทีรุ่น ซึ่งเพื่อน ๆ ก็โหวตให้เราเป็นผู้กำกับในปีนั้น ชื่อเรื่อง ‘ลำซิ่งซิงเกอร์’ พอทำไปทำมา มันดันเลยเถิด (หัวเราะ) เพราะพี่ ๆ จากทาง GTH ในตอนนั้นเขามาดูพอดีแล้วถูกใจ จากละครเวทีประจำรุ่นเลยถูกดึงมาทำใหม่อีกครั้งเป็นละครเวทีเรื่องแรกของค่ายในชื่อเดียวกัน แสดงที่เมืองไทยรัชดาลัย เธียเตอร์ ซึ่งในตอนนั้นพี่ได้กำกับทั้งสองเวอร์ชันเลย
และเพราะว่า ทุกคนชอบลำซิ่งซิงเกอร์กันมาก ๆ หลังจากนั้นก็เลยเป็นที่มาที่ได้ชวนเพื่อน ๆ อย่าง พี่เต๋อ พี่โอปอล์ พี่ปุ๊กกี้ และพี่เติ้ล มาปั้นโปรเจกต์ ‘เนื้อคู่ประตูถัดไป’ ไปด้วยกัน แต่มันก็มีช่วงรอยต่ออยู่เหมือนกันค่ะ แบบไม่ได้ทำทันที ต้องใช้เวลากันพอสมควร ระหว่างนั้นเลยมีโอกาสไปเป็น Acting Coach แล้วก็เคยเป็นผู้ช่วยพี่สิน เป็นผู้ช่วยแบบเด็ก ๆ ไปทำอะไรหลายอย่างเล็ก ๆ น้อย ๆ พอถึงเวลา ก็ได้กลับมาทำงานในฐานะผู้กำกับกับเนื้อคู่ประตูถัดไป เพราะฉะนั้นตอนนั้นพี่เลยรู้สึกว่า เออ เดี๋ยวก่อนละกัน สำหรับการทำภาพยนตร์เต็มตัว ขอเก็บเกี่ยวประสบการณ์ตรงนี้ก่อน การทำซิทคอมก็เป็นอีกพื้นที่หนึ่งที่พี่ได้เรียนรู้เรื่องการเล่าเรื่อง และจริง ๆ พี่ก็เป็นคนชอบดูซิทคอมอยู่แล้วด้วยค่ะ
จะว่าไปแล้ว จริง ๆ พี่ไม่เคยคิดจะย้ายไปทำอาชีพอื่นเลย มีอาชีพเดียวในใจมาตั้งแต่เด็ก (หัวเราะ) ตั้งแต่ตอนเลือกคณะก็รู้สึกว่าอยากทำสิ่งนี้มาตั้งแต่ต้น เพียงแต่ว่า พี่ไม่ได้ปิดกั้นตัวเองเรื่องสื่อที่จะทำว่าจะต้องเป็นภาพยนตร์อย่างเดียว เพราะจะเป็นละครเวที ซิทคอม หรืออะไรก็ได้ ตอนนั้นรู้สึกแค่ว่า “เออ อยากเล่าอะ มีเรื่องที่อยากเล่า”
อย่างตอนทำซิทคอม พี่ก็ไม่ได้รู้สึกว่าตัวเองพร้อมจะเป็นผู้กำกับภาพยนตร์ขนาดนั้น เพราะตอนนั้นเรายังเด็กอยู่ แล้วก็รู้สึกว่าสิ่งที่เราอยากเล่ายังมีอะไรให้เรียนรู้อีกเยอะ พี่รู้ตัวด้วยว่าในภาพของพี่มันมีความแฟนตาซีอยู่ เพราะความแฟนตาซีเป็นสิ่งที่อยู่กับพี่มาตลอด
Q: จังหวะไหนที่คุณมุกคิดว่า ค้นพบลายเซ็น หรือ เอกลักษณ์ของตัวเองแล้ว
คุณมุก: พี่รู้สึกว่า ตั้งแต่เริ่มทำหนังมา สิ่งหนึ่งที่พี่สนใจชัดมาก ๆ คือพี่อยากให้คนดูตลกกับวิกฤต พี่รู้สึกว่า ตัวเองมีความชอบในการเล่าเรื่อง หรือมี Sense of Comedy กับปัญหา คือชอบเอาสถานการณ์ที่แบบ “ฉิบหายแล้ว” หรือ “อะไรก็เกิดกับกูได้” มาพลิกมุมให้มันกลายเป็นเรื่องตลก ถ้าสังเกตดูความคอเมดี้ในหนังของพี่ มันมักจะเริ่มจากโจทย์ที่ตัวละครเจอปัญหาใหญ่ ๆ แล้วเราก็เล่นกับปัญหานั้น
อย่างหนังที่พี่ชอบตั้งแต่เด็กก็อย่าง Jumanji หรือ Jurassic Park หนังที่มีความแฟนตาซี มีการผจญภัย มีโลกที่เราไม่เคยเห็น คือโตมาก็ดูหนัง Art House นะ แต่พี่ไม่ได้เป็นสาย Art House จ๋า ถ้ามองรากของตัวเองเลย พี่ว่า จริง ๆ แล้วเราจอยกับหนังอย่าง Jumanji หรือ Jurassic Park มาก ๆ เลยล่ะ
แต่พอโตขึ้น ความสนใจของพี่ก็เปลี่ยนไปอีกอย่างหนึ่ง เพราะอย่างที่บอกตั้งแต่แรกว่า พี่เป็นคนที่รู้สึกว่าหนังสามารถทำหน้าที่บางอย่างอยู่ในใจคนได้ มันสามารถทิ้งความรู้สึกบางอย่างไว้กับเราได้นาน พี่ก็เลยอยากให้หนังของตัวเองมีความรู้สึกแบบนั้นเหมือนกัน คนดูอาจจะออกจากโรงมาแล้วไม่ได้แค่รู้สึกว่าได้รับความบันเทิง แฮปปี้ หรือรีแลกซ์ แต่อาจจะกลับออกมาแล้วเครียดกว่าเดิมก็ได้ พี่แค่อยากให้มันมี “มวล” บางอย่างติดกลับไปด้วย อาจจะเป็นการกลับไปคิดทบทวน หรือถ้าใครมีประสบการณ์บางอย่างที่ตรงกับ Message ที่เราอยากพูด พี่ก็อยากให้สิ่งนั้นมันประทับอยู่ในใจเขา
ดังนั้น สำหรับพี่ Genre มันเป็นเหมือนเปลือกนอกมากกว่าค่ะ สิ่งที่สำคัญกว่าคือความสนใจของเราในแต่ละช่วงเวลาที่เราเติบโต พี่ไม่ได้ยึดติดว่าถ้าทำหนังแบบนี้แล้ว เราจะต้องเป็นผู้กำกับแนวนี้ไปตลอด แต่ถ้าถามถึงลายเซ็นพี่คิดว่ามันน่าจะมาจากข้อความที่เราอยากพูด หรือความรู้สึกที่เราอยากให้คนดูเก็ทฟีลไปกับเรามากกว่า พี่เลยรู้สึกว่า มันน่าจะเป็นการพยายามเอาสองสิ่งนี้มาอยู่ในเรื่องเดียวกัน คือความตลกกับความดราม่า หรือพูดง่าย ๆ ว่าเป็นความตลกที่อยู่บนเส้นที่ค่อนข้างไบโพลาร์ คือในเรื่องเดียวกันมันสามารถพาเราไปหัวเราะ แล้วก็พาเราไปเจอกับความรู้สึกที่หนักมากได้
Q: ได้ยินว่า มีอีเมลจากคนอินเดียส่งเข้ามาชม Long Live Love ด้วย
มุก: ใช่ค่ะ (หัวเราะ) ตอนที่พี่ทำ Long Live Love เสร็จ แล้วหนังออกฉายทางสตรีมมิ่ง พี่ได้รับอีเมลจากคนอินเดียประมาณสี่ฉบับ แล้วเซอร์ไพรส์มาก เพราะเขาชอบตัวละครที่แสดงโดย ป๋อมแป๋ม นิติ ชัยชิตาทร มาก เขาเล่าว่า เขาเองมีเรื่องบางอย่างในชีวิตคล้ายกับตัวละคร คือเขาแต่งงานกับภรรยามานานประมาณสามสิบปี แล้ว และเขามีเรื่องบางอย่างที่ไม่สามารถเปิดเผยกับคนรอบตัวได้ นั่นก็คือการเป็น LGBTQ+
เขาเขียนมาบอกว่า อยากให้พี่เขียนเรื่องแบบนี้อีก อยากให้เอาไปฉายที่อินเดียด้วย ตอนนั้นพี่รู้สึกเลยว่า หนังเรื่องหนึ่งที่เราทำขึ้นมาในบริบทของประเทศไทย มันสามารถไปแตะประสบการณ์ของคนที่อยู่อีกประเทศหนึ่งได้เหมือนกัน หลังจากนั้นมันก็กลายเป็นแรงบันดาลใจให้พี่รู้สึกว่า เราสามารถส่งต่อบางอย่างผ่านหนังได้ ไม่ใช่แค่เรื่องราว แต่รวมถึงวัฒนธรรม วิธีคิด หรือมุมมองบางอย่างของเราไปให้คนที่อยู่อีกที่หนึ่งได้ด้วย เพราะเวลาคนจากอีกประเทศหนึ่งดูหนังของเรา เขาก็ได้เห็นชีวิต วิธีคิด ความสัมพันธ์ หรือบรรยากาศบางอย่างที่มาจากสังคมของเราไปพร้อม ๆ กัน เพราะฉะนั้น พี่รู้สึกว่า ถ้ามีโอกาสทำหนังต่อไป ก็อยากให้หนังของเรายังมีส่วนในการส่งต่ออะไรบางอย่างแบบนี้ค่ะ
Q: คิดว่า สิ่งที่ยากที่สุดของการทำงานในวงการภาพยนตร์สำหรับคุณมุกคืออะไร แล้วตอนนี้สามารถจัดการ หรือก้าวข้ามความท้าทายนั้นได้หรือยัง
มุก: สำหรับพี่นะ มันอาจจะเป็นเรื่องของการเปิดกว้างของคอนเทนต์ พี่ยังรู้สึกว่ายังต้องต่อสู้กับสิ่งนี้อยู่ เหมือนเราอาจจะอยู่ในตลาดที่มีความเสี่ยงสูง ใช้คำนี้แล้วกัน คืออุตสาหกรรมภาพยนตร์เป็นอุตสาหกรรมที่มันสวิงมาก ๆ ไม่มีใครสามารถคาดการณ์ได้ หรือบางทีหนังดี ๆ ก็ไม่ได้ประสบความสำเร็จ ซึ่งความสำเร็จในที่นี้พี่ขอพูดแบบง่าย ๆ ในเชิงรายได้นะ มันก็เลยจะเกิดกรอบอะไรบางอย่างที่บางทีพอเราเขียน หรือเราต้องการสื่อสารอะไรที่มันสดใหม่ขึ้น ยากขึ้น หรือพลิกแพลงขึ้น ก็รู้สึกว่ายังเป็นสิ่งที่พี่ต้องฝ่าฟันอยู่ตลอด
นอกจากนี้ก็มีทั้งเรื่องการศึกษา เรื่องสังคม สิ่งแวดล้อม หรือเรียกว่าสังคมและบริบทที่มันไม่เอื้อกับคนทำงานเท่าที่ควร อย่างตอนทำ ‘Long Live Love’ หนังเรื่องแรก ก็เป็นช่วงโควิด - 19 พอดี ซึ่งเป็นปัจจัยที่เราคุมไม่ได้ แต่ส่วนใหญ่ก็เป็นเรื่องของการสื่อสารยังไงดีนั่นแหละ เหมือนเราก็อยากสื่อสารกับผู้คน คืออย่างที่บอกว่าโดยธรรมชาติของพี่ พี่อาจจะไม่ได้โตมาแบบอินดี้จัดมาก เพราะพี่ชอบการสื่อสาร พี่ชอบทำงานที่มันสื่อสารกับผู้คน ก็จะรู้สึกว่า ถ้าเราอยากพูดกับตลาดหรือกลุ่มผู้ชมที่เป็นกลุ่มใหญ่ บางครั้งมันต้องย่อยจนเรารู้สึกว่า เราต้องบาลานซ์กับตัวเองว่ามันยังเป็นสิ่งที่เราชอบอยู่ไหม
การเปิดกว้างของคอนเทนต์เลยเป็นสิ่งที่เป็นปัญหาของพี่มาตลอด แล้วก็ยังเป็นอยู่ เพราะว่า เราเองก็อยากทำในสิ่งที่เราชอบ รสนิยมที่เราชอบ ชุดความรู้ หนังสือที่เราอ่านอะไรอย่างเงี้ย แต่บางครั้งสิ่งที่เราทำมันก็ไม่ใช่สิ่งที่ทุกคนมองแบบเดียวกัน เราก็ต้องเบาลง ในขณะที่ความซับซ้อนในตัวพี่ก็ยังมี สิ่งนี้พี่ว่าเป็นสิ่งที่พี่ยังต้องต่อสู้กับมันอยู่ ก็คือยังต้องศึกษากันต่อไปว่า เราจะสื่อสารกับผู้คนยังไง โดยที่ยังรักษาความชอบของเรา หรือรักษาสไตล์เอาไว้ได้
แล้วถ้าถามต่อว่า พี่มีวิธีจัดการกับมันยังไง พี่ก็พยายามที่จะหาจุดสมดุลมันเนี่ยแหละ แต่สุดท้ายมันก็ไม่ได้ง่ายขนาดนั้น เพราะการทำภาพยนตร์ต้องมีทีมงานหลายฝ่าย หลายความคิดเห็น ซึ่งในหลาย ๆ ครั้ง มันไม่มีสิ่งที่เรียกว่า ถูกหรือผิดอยู่ในสมการเลย ดังนั้นอีกหนึ่งทางออกที่พี่จัดการ คือการลองเลือกที่จะทำในสิ่งที่เราเชื่อ ด้วยการไปเจอกับคนที่เรามองแล้วว่าน่าจะเชื่อเหมือนเราดู มันอาจจะเวิร์คก็ได้
Q: ถ้ามองย้อนกลับไป จากจุดเริ่มต้นถึงตอนนี้ คุณมุกคิดว่า สิ่งที่ตัวเองเปลี่ยนไปมากที่สุดคือเรื่องอะไร ทั้งในฐานะคนทำหนังและในฐานะคนคนหนึ่ง
มุก: มันคงเป็นการที่พี่ไม่กลัวที่จะ ‘ไม่คูล’ อีกแล้ว (หัวเราะ) หมายถึงถ้าเทียบกับสมัยก่อนหน้านี้นะ ช่วงแรก ๆ ชีวิตเรามักผูกติดกับการทำงาน เหมือนว่า เวลาเราทำงานหรือเราทำอะไร เราจะมีมันเป็นมาตรวัดชีวิตติดตัวไปด้วย เราเลยจะต้องทำงานนี้ให้ดีและสำเร็จ เพราะถ้าไม่สำเร็จ เราก็จะเจ็บปวดเพราะคิดว่ามันสะท้อนมาถึงตัวเรา
แต่พอมาถึงวัยนี้ พี่คิดว่ามันเกิดจากการที่ประสบการณ์ข้างในเรามันแข็งแรงขึ้นแล้ว และด้วยความที่โตขึ้น แก่ขึ้น เรารู้สึกว่าเราเพียงพอแล้ว ข้างในเรามันเต็มมาก ๆ จนไม่ต้องใช้อย่างอื่น เช่น งาน มาเป็นหนึ่งในเครื่องมือพิสูจน์ตัวเองแล้ว ประมาณว่า ลำพังแค่การใช้ชีวิตกูตอนนี้ก็เท่มากแล้วป่ะ อะไรแบบนี้ (หัวเราะ) ซึ่งความคูล ความเท่ ในความหมายของพี่ คือการที่เรามีวินัยกับตัวเอง จัดการตัวเองได้
เพราะฉะนั้น พอเรารู้สึกว่า ข้างในเราเต็มแล้ว นอกจากตัวตนเรา ในฐานะผู้กำกับ เวลาเราทำงานออกไป เราเลยไม่ได้พะวงกับความแบบ คูลเท่ต้องอย่างงั้นอย่างงี้อีกต่อไปเลยอะ แต่ว่าการทำงานมันคือฟังก์ชันแล้วอะค่ะ มันเหมือนกับได้เอาประสบการณ์ในตัวเราออกมาเท่านั้นเลย แล้วก็ใช้มันเรียนรู้ใหม่ จะผิดพลาดจะอะไรไม่เป็นไรอะไร และทั้ง ๆ ที่พี่ยังรู้สึกว่า งานที่ทำมันยากขึ้นนะ แต่ข้างในเรากลับรีแลกซ์กว่าสมัยก่อนมาก ดังนั้น แม้วันนี้งานจะยากกว่าเดิม โจทย์ยากกว่าเดิม แต่รู้สึกดี
เครดิตภาพ: ภาพยนตร์เรื่องอัศจรรย์วันทอง
ทำไมต้อง ‘วันทอง’ ว่าด้วยการเล่าเรื่อง ‘วันทอง’ ใหม่ ในศตวรรษที่ 21
เมื่อ ‘มุก - ปิยะกานต์ บุตรประเสริฐ’ กลับมาอ่านเรื่อง ‘วันทอง’ อีกครั้งในฐานะผู้กำกับ เรื่องราวที่คุ้นเคยกลับชวนให้ตั้งคำถามใหม่ ตั้งแต่เหตุผลที่หยิบเรื่องเก่ามาเล่าอีกครั้ง ไปจนถึงการสร้างโลก ตัวละคร และความสัมพันธ์ของคนสามคนให้ร่วมสมัยขึ้น การกลับมาครั้งนี้จึงไม่ใช่เพียงการพา ‘วันทอง’ กลับมาเจอคนดู แต่เป็นการชวนมองเรื่องเดิมผ่านสายตาที่เปลี่ยนไป
Q: คุณมุกรู้จัก ‘วันทอง’ ครั้งแรกตอนไหน ความรู้สึกแรกที่มีต่อตัวละครนี้ในช่วงวัยนั้นเป็นอย่างไร
มุก: รู้จักสมัยเรียน แต่พอเรียนจบก็หายไปเลย คือรู้จัก แต่เหมือนหายไปจากความทรงจำเลย (หัวเราะ) แต่ถ้าถามว่า ความรู้สึกแรกตอนรู้จักเรื่องราวนี้เป็นยังไง รวมถึงความรู้สึกที่มองวันทอง ตอนนั้นพี่มองว่า วันทองน่าจะรักทั้งคู่ ฟีลเกรงใจ และอีกอย่างเลย คือมันทำให้พี่รู้สึกว่า ผู้หญิงมีสองผัวไม่ได้นะ หรือพูดง่าย ๆ ว่า เมื่อมีสองคนเมื่อไร เธอจะกลายเป็นคนไม่ดี พี่เข้าใจเรื่องนี้ในมุมนั้นมากกว่า
Q: จุดเริ่มต้นที่ทำให้คุณมุกอยากหยิบ ‘วันทอง’ จากนิยายเรื่อง ‘รติรสไม่นำพา’ มาเล่าเป็นภาพยนตร์คืออะไร คุณไปเจอเรื่องนี้อีกครั้งในจังหวะไหนของชีวิต
มุก: จริง ๆ แล้วโปรเจกต์นี้ไม่ได้เริ่มต้นจากความสนใจของพี่เอง แต่มีต้นทางมาจากทาง Black Dragon Entertainment คือเขาไปซื้อลิขสิทธิ์นิยายเรื่อง ‘รติรสไม่นำพา’ ตอนนั้นคุณจูเลี่ยน จอง (Julian Jeong) เขาสนใจเรื่องนี้ในแง่ที่ว่า ทำไมผู้หญิงถึงไม่สามารถเลือกเองได้ แล้วถ้าไม่เลือกก็ต้องโดนตัดหัวเลยหรอ เหมือนทุกอย่างต้องบังคับให้เลือกใครคนใดคนหนึ่ง จากนั้นเขาก็จับคู่เรากับประเด็นนี้และอยากให้มาทำ เพราะเขาเคยไปดูเรื่อง ‘Long Live Love’ แล้วรู้สึกว่า เราน่าจะพูดเรื่องนี้ได้ ก็เลยเป็นที่มาที่เราได้มาเจอกันและพูดคุยเรื่องโปรเจกต์นี้
พี่สารภาพเลยว่า ตอนที่ได้คุยกัน ใจพี่อยากทำไปแล้วครึ่งหนึ่งเพราะคุณจูเลี่ยน จำได้เลยว่า ตอนที่กำลังจะเข้าไปในห้อง พี่ยังเสิร์ชกูเกิลอยู่เลย เพราะกลัวโดนหลอก เพราะเรารู้ว่าเขาเคยเป็น Executive Producer ที่ CJ Major ตั้งแต่สมัยหนังเรื่อง ‘Parasite’ แล้วเขาก็เคยทำหนังเรื่องที่เราชอบมากอย่าง ‘The Handmaiden’ แล้วพอคุยกัน พี่ก็รู้สึกว่า เขาน่าจะเข้าใจเซนส์เราแน่เลย เขาน่าจะเข้าใจกลิ่นที่เราอยากจะทำ
หลังจากนั้นพี่เลยกลับไปอ่านนิยายและขุนช้างขุนแผนฉบับดั้งเดิมใหม่อีกครั้ง จำได้ว่าอ่านถึงสี่เวอร์ชันเลย ทั้งฉบับหอพระสมุดวชิรญาณ (กลอนเสภา) ฉบับราษฎร์/ครูเสภาบางสำนวน ฉบับนวนิยาย ป. อินทรปาลิต และฉบับเล่าเรื่องโดย รื่นฤทัย สัจจพันธุ์ พออ่านครบทั้งสี่เวอร์ชัน พี่ก็รู้สึกว่า มันมีมุมของผู้หญิงอยู่ แล้วก็ยังมีสิ่งที่เราอยากพูดต่อ จริง ๆ ก็ไม่เชิงว่าอยากพูดแค่เรื่องความเป็นผู้หญิง แต่พูดต่อเรื่องความสัมพันธ์มากกว่า รู้สึกว่าสนใจเรื่องความสัมพันธ์ที่เป็นพิษ เพราะในเรื่องมันมีความสัมพันธ์ที่โคตรจะเป็นพิษอยู่ อย่างขุนแผนนี่คือเบอร์หนึ่ง รุ่นหนึ่งเลย อ่านแล้วรู้สึกอย่างนั้น
เครดิตภาพ: ภาพยนตร์เรื่องอัศจรรย์วันทอง
Q: ตอนกลับไปอ่านวันทองอีกครั้ง คุณมุกรู้สึกว่ามีมุมมองไหนที่เปลี่ยนไปบ้าง
มุก: มันคือคำว่า โอ้มายก้อด นี่คือสิ่งที่เราเคยเรียนหรือเนี่ย เดชะบุญที่เรื่องนี้ไม่เคยอยู่ในหัว (หัวเราะ) แบบเราจำไม่ได้ขนาดนั้น อย่างที่เล่าว่า ตอนสมัยเรียนพี่เคยเรียนก็จริง แต่เราจำได้แค่เรื่องที่วันทองตายเพราะอะไร แต่รายละเอียดอื่น ๆ มันเบาบางมาก แล้วพอกลับมาอ่านอีกครั้ง โห มันรุนแรงมาก ตั้งแต่ต้นเรื่องเลย แบบปีนบ้านมาหาวันทองแล้วไปได้กับพี่เลี้ยงก่อน พีคสุดคือถึงขั้นผ่าท้องเมีย เอาลูกมาทำกุมารทอง แต่นอกเหนือจากความรุนแรงทั้งหมดนี้ แก่นหลักอีกอย่างคือความแฟนตาซี ที่ทำให้เราเติมจินตนาการลงไปเพิ่มได้
Q: การรีเทลลิ่งวรรณกรรมที่คนรู้จักกันดี มีความท้าทายแบบไหนบ้างที่ต้องจัดการ
มุก: จริง ๆ พี่ไม่ได้รู้สึกกดดันในเชิงว่า เรากำลังเอาวรรณกรรมเก่ามาทำใหม่ เพราะพี่ค่อนข้างมั่นใจแล้วว่า เราอยากพูดอะไร อยากตีความแบบไหน และอยากดัดแปลงอะไร ตั้งแต่วันที่พี่ได้อ่านนิยายและย้อนกลับไปอ่านขุนช้างขุนแผนฉบับดั้งเดิมแล้ว
แต่สิ่งที่เป็นโจทย์ใหญ่จริง ๆ ของพี่คือ ตอนที่โปรเจกต์นี้ถูกเลือกมาทำครั้งแรก ตอนนั้นเรารู้สึกว่า มันไกลตัวเรามาก แล้วก็คิดว่า มันน่าจะไกลจากความสนใจของคนยุคนี้ด้วยหรือเปล่า นี่ต่างหากที่เป็นปัญหาของเรา เราจะทำยังไงให้คนยุคนี้สนุกกับเรื่องนี้ แล้วทำยังไงให้มันสนุกพอที่จะทำให้คนรู้สึกอยากเข้ามาดู
อิงจากตัวพี่ที่คิดว่าตัวเองเป็นคนสนใจประวัติศาสตร์ แต่พี่ยังรู้สึกว่า ประวัติศาสตร์ไทยมันยังมีระยะห่างกับผู้คนอยู่มาก ถ้าเทียบกับประวัติศาสตร์ฝั่งตะวันตก เช่น เวลาเราไปเดินพิพิธภัณฑ์ต่างประเทศ เราจะรู้สึกตื่นตาตื่นใจ แต่พอกลับมาดูเรื่องราวของบ้านเราเอง ทำไมมันรู้สึกไกลตัวขนาดนี้ ก็เลยอดคิดไม่ได้ว่า หรือเราอาจจะยังไม่ค่อยมีวิธีเล่าประวัติศาสตร์ให้มันสนุก หรือมีคนทำในมุมนี้ไม่เยอะพอ
โจทย์ของพี่เลยเป็นการทำยังไงก็ได้ให้เรื่องนี้สนุกและเชื่อมโยงกับคนยุคนี้ ผ่านเรื่องของวันทองและโลกแฟนตาซีที่เราสร้างขึ้นมา พี่เชื่อว่าสิ่งที่เราอยากพูดเป็นเรื่องร่วมสมัย แม้ตัวละครจะอยู่ในอดีต เพราะฉะนั้นความท้าทายของอัศจรรย์วันทอง คือการสร้างโลกที่มีความแฟนตาซี แต่ยังสามารถพาคนดูเข้าถึงเรื่องราวและความรู้สึกที่เราต้องการจะสื่อได้
เครดิตภาพ: ภาพยนตร์เรื่องอัศจรรย์วันทอง
Q: การออกแบบโลกแฟนตาซีในฉบับอัศจรรย์วันทองทำยังไง
มุก: ในส่วนของความแฟนตาซี เราคิดกันหลายรอบมากว่า โลกนี้ควรจริงแค่ไหน ไม่จริงแค่ไหน จนสุดท้ายพี่ก็ตัดสินใจชวน ‘นักรบ มูลมานัส’ มาช่วย เพราะพี่รู้สึกว่าเขาเป็นศิลปินที่ทำให้เราสนุกกับงานของเขาได้ แล้วในเมื่อเราอยากสร้างโลกที่สนุก เราก็อยากชวนคนที่ทำให้เรารู้สึกสนุกมาสร้างมันด้วยกัน อีกอย่างคือเขามีความร่วมสมัยอยู่ในงาน ซึ่งตรงกับสิ่งที่เราตามหา
จากตรงนั้นมันก็เลยเกิดการสร้างโลกขึ้นมา ทั้งเสื้อผ้าหรือองค์ประกอบต่าง ๆ อย่างสไบ เราก็เอามาตีความใหม่ให้กลายเป็นสไบที่มีลักษณะเหมือนชุดเกราะ หรือแม้แต่ช้างสามเศียร สัตว์ขี่ของวันทอง เราก็คิดจากเรื่องราวของตัวละครและบทเหมือนกันว่า ถ้าฝั่งขุนแผนมีของระดับนั้นแล้ว ขุนช้างต้องมีอะไรถึงจะสมน้ำสมเนื้อ (หัวเราะ)
หรือถ้ามองกลับไปที่ตัวเสภาเอง โลกของมันก็ประหลาดอยู่แล้ว เพราะเป็นเรื่องที่เล่าสืบต่อกันมายาวนาน แต่ตัวเสภาถูกเรียบเรียงขึ้นในสมัยรัตนโกสินทร์ ทำให้รายละเอียดบางอย่างในโลกของเรื่องไม่ได้ยึดติดกับอยุธยาแบบสมจริงเสียทีเดียว อย่างบ้านขุนช้างที่มีรายละเอียดทางศิลปะบางอย่าง ซึ่งให้ความรู้สึกเหมือนยุคฟื้นฟูศิลปวิทยาการของยุโรป หรือพระราชวังแวร์ซายส์
พี่เลยรู้สึกว่านี่อาจเป็นช่องให้เราเล่นได้ เพราะพี่เองก็สนุกกับศิลปะยุคเรเนสซองส์อยู่แล้ว แล้วมันก็เป็นสิ่งที่คนดูเข้าถึงได้ง่าย มีภาพจำที่ชัด อย่างยุคพระเจ้าหลุยส์หรือความหรูหราแบบยุโรป พอเราไปค้นคว้าเพิ่มก็พบว่า จริง ๆ ในช่วงเวลานั้นโปรตุเกสก็เข้ามาในสยามแล้ว เพราะฉะนั้นการที่เราจะใส่องค์ประกอบความเป็นยุโรปเข้าไปในโลกของขุนช้าง มันก็ไม่ได้หลุดจากความเป็นไปได้เสียทีเดียว
แต่สิ่งสำคัญคือ ทุกองค์ประกอบที่อยู่ในเรื่องต้องรับกับบริบทและตัวละครค่ะ จริงอยู่ที่เราต้องการความแฟนตาซี แต่เราไม่ได้อยากสร้างโลกให้ฟุ้งไปเรื่อย ๆ ทุกอย่างต้องเหมาะสมกับตัวบทภาพยนตร์ก่อน พอจับจุดนี้ได้ เราก็รู้สึกเจอเส้นทางที่จะเดินไปต่อแล้ว
ทั้งหมดนี้ก็เลยกลายเป็นวิธีที่เราพยายามทำให้โลกของเรื่องสนุกและเชื่อมโยงกับคนดูมากขึ้น โดยไม่ทิ้งแก่นของบทและตัวละคร โดยตอนแรกพี่ก็แอบกังวลนะคะ เพราะเราไม่ใช่คนที่อยู่ในสายวรรณกรรมขนาดนั้น แล้วพอยิ่งเป็นงานพีเรียด เราก็ยิ่งกลัวว่า สิ่งที่เราทำมันจะขี้เล่นเกินไปหรือเปล่า จะหลุดจากต้นฉบับไปไหม ก็เลยมีโอกาสไปปรึกษาอาจารย์สุจิตต์ วงษ์เทศ แล้วอาจารย์ก็บอกประมาณว่า “อยากเขียนอะไรก็เขียนไปเหอะ นี่มันเรื่องแต่ง นี่มันเรื่องแต่ง!” (หัวเราะ)
พี่ก็รู้สึกเหมือนตาสว่างเลยค่ะ เพราะเราสามารถเคารพต้นฉบับได้ โดยที่ไม่จำเป็นต้องกลัวการตีความใหม่ขนาดนั้น และมันทำให้พี่กล้าที่จะสร้างโลกของ ‘อัศจรรย์วันทอง’ ให้เป็นแบบที่เราอยากเล่ามากขึ้น
เครดิตภาพ: ภาพยนตร์เรื่องอัศจรรย์วันทอง
Q: แล้วนักแสดงล่ะ
เป็นอีกหนึ่งโจทย์ใหญ่ของเรื่องนี้เลย (หัวเราะ) คือวันทองถูกทำมาหลายเวอร์ชันมากแล้ว พี่เลยอยากเล่าอะไรที่ร่วมสมัยขึ้น ทั้งในแง่ของเรื่องและตัวละครในส่วนที่เป็นปัจจุบัน พี่ให้ความสำคัญกับส่วนนี้เหมือนกัน เพราะมีหลายฉากสำคัญที่เราต้องการพลังบางอย่างที่ดูจริงและเป็นธรรมชาติ แล้วพี่ก็อยากหาความสัมพันธ์ระหว่างนักแสดงที่แตกต่างจากภาพจำของละคร ไม่ได้หมายความว่าพี่ต่อต้านละครหรือไม่ชอบละครนะคะ แต่ในวิธีการเล่าแบบภาพยนตร์ พี่อยากให้คนดูรู้สึกว่าได้เห็นกลิ่นใหม่ ๆ รสชาติใหม่ ๆ เพราะฉะนั้น ตอนแรกเวลานึกถึงนักแสดงที่เป็นเบอร์ใหญ่มาก ๆ พี่ก็มีความกังวลว่า มันจะยังติดภาพความเป็นละครอยู่หรือเปล่า
ก็เลยไปค้นคว้าต่อกันที่วัดป่าเลไลยก์ ไปดูภาพจิตรกรรมฝาผนัง แล้วหลายอย่างก็เริ่มมาพร้อม ๆ กันพี่รู้สึกว่าอยากเอาความรู้สึกจากภาพจิตรกรรมมาอยู่ในหนัง อยากให้การออกแบบภาพของเรื่องมีความเป็นภาพวาด เพราะที่วัดป่าเลไลยก์เองก็มีการเลือกเล่าฉากสำคัญ ๆ ผ่านภาพจิตรกรรม ซึ่งมันช่วยให้เราเห็นว่า ฉากหรือเหตุการณ์แบบไหนที่คนคุ้นเคยและคาดหวังว่าจะได้เห็นจากเรื่องนี้ เราก็เลยเอาสิ่งเหล่านั้นมาเป็นโครงในการสร้างภาพของหนัง
แล้วพอทำตรงนั้นเสร็จ ก็ไปเจอภาพวาดของวันทอง ตอนนั้นพี่ก็นึกถึงอิ้งค์ - วรันธร เปานิลขึ้นมาเลยค่ะ แล้วก็คิดถึงงานของอาจารย์จักรพันธุ์ โปษยกฤต ที่ผู้หญิงของอาจารย์จะมีใบหน้ากลม ๆ แก้มนวล ๆ ดูหมวย ๆ ซึ่งมันไม่ใช่ภาพจำของหญิงอยุธยาแบบที่เรามักจะคิดถึงเท่าไหร่ ซึ่งทั้งหมดทั้งมวล พี่รู้สึกว่า นึกถึงอิ้งค์น่ะ ก็เลยลองสร้างภาพนั้นขึ้นมา แล้วพอเอาไปคุยกับอิ้งค์ ก็รู้สึกว่ามันตรงกับสิ่งที่เรามองเห็นจริง ๆ
เครดิตภาพ: ภาพยนตร์เรื่องอัศจรรย์วันทอง
และระหว่างที่เลือกนักแสดงกัน ก็รู้สึกว่าขุนแผนเป็นตัวละครที่หาคนมาเล่นยากเหมือนกัน เพราะเราต้องการคนที่มีหน้าตาแบบไทย ๆ ซึ่งทุกวันนี้มีไม่เยอะแล้ว พอหมาก - ปริญ สุภารัตน์ เข้ามา เขาตรงหลายอย่าง ทั้งรูปลักษณ์ แล้วก็สามารถทำกิจกรรมต่าง ๆ ที่ตัวละครต้องทำได้ ทั้งขี่ม้าอะไรพวกนี้
เครดิตภาพ: ภาพยนตร์เรื่องอัศจรรย์วันทอง
ส่วน ‘กลัฟ - คณาวุฒิ ไตรพิพัฒนพงษ์’ เองก็เป็นการเลือกนักแสดงเหมือนกันค่ะ เราหาคนที่มีความแตกต่างจากภาพจำของขุนแผนอยู่เหมือนกัน แล้วกลัฟก็มีทั้งความหน้าไทย ผิวแทน และที่สำคัญคือพี่รู้สึกว่าเขามีบางอย่างที่ตรงกับขุนช้างในวัยเด็ก คือพี่รู้สึกว่า กลัฟมีทรงแบบคนที่ตอนเด็กเคยอ้วนจริง ๆ อธิบายยังไงดี แบบคนที่เคยอ้วน พอโตมาแล้ว ต่อให้หล่อแค่ไหน เรายังรู้สึกได้ว่าเขาจะถ่อมตัว หรือมีความเป็นคนง่าย ๆ ใสมาก ๆ จนบางทีก็เหมือนลืมไปว่าตัวเองหล่อ
บอกเลยว่า ถ้าลองได้กลัฟตัวจริง ทุกคนอาจลืมไปเลยว่ากลัฟเป็นคนหล่อมาก เพราะตัวจริงเขาเป็นคนง่ายมาก ไม่เก๊ก ไม่มีมาดอะไรเลย อยู่ในกองก็เอาแต่นอน คือรักการนอนมาก หลับตลอดเวลา ไม่มีลุคของความมีมาดเลย ซึ่งพี่ว่าน่ารักดี เข้าถึงง่ายมาก จนเราเชื่อได้ว่า คนแบบนี้สามารถเป็นเพื่อนสนิทกับผู้หญิงได้จริง ๆ
เครดิตภาพ: ภาพยนตร์เรื่องอัศจรรย์วันทอง
Q: เรื่องเล่าเกี่ยวกับวันทองในอดีตมักถูกใช้เป็น ‘บทเรียนสอนใจ’ แต่สำหรับ ‘อัศจรรย์วันทอง’ คุณมุกสร้างขึ้นมาด้วยความรู้สึกแบบไหนบ้าง
มุก: พี่รู้สึกว่าคนทำหนังที่เล่าเรื่องผู้หญิง มักจะเจอคำถามเรื่องความเป็นเฟมินิสต์อยู่บ่อย ๆ แล้วบางทีคำว่าเฟมินิสต์หรือการพูดถึงประเด็นผู้หญิงก็ถูกมองด้วยความระมัดระวัง หรือบางครั้งก็ถูกตีความไปในทางที่ค่อนข้างลบ พี่เองก็เคยรู้สึกเหมือนกันว่า แค่เราบอกว่าเราสนใจเรื่องผู้หญิง ก็อาจทำให้คนตั้งแง่กับสิ่งที่เรากำลังจะพูดแล้ว พี่เลยรู้สึกว่า ถ้าเราจะพูดเรื่องนี้ เราอาจไม่จำเป็นต้องพูดด้วยวิธีเดิม ๆ แต่ลองเปลี่ยนมุมมองดูว่า เราจะทำให้คนเข้าใจเรื่องนี้ผ่านมุมอื่นได้อย่างไร
โดยเฉพาะเวลาหนังพูดถึงโศกนาฏกรรมหรือคนที่ถูกกระทำ เรามักจะโฟกัสไปที่ความเจ็บปวดของเขา ว่าเขาถูกกระทำอย่างไร น่าสงสารแค่ไหน หรือทำไมถึงต้องเจอกับเรื่องแบบนั้น ซึ่งพี่คิดว่าการมองมุมนี้สำคัญนะคะ แต่ในขณะเดียวกัน พี่ก็สนใจอีกด้านหนึ่งว่า ถ้าเราไม่ได้มองแค่ผู้ถูกกระทำ แต่ลองทำความเข้าใจคนที่เป็นผู้กระทำด้วย เราจะเห็นอะไรเพิ่มขึ้นบ้าง
เพราะฉะนั้น สิ่งที่พี่สนใจมากกว่าการถามว่าวันทองจะเอาตัวรอดจากชะตากรรมของตัวเองยังไง คือการทำให้ขุนช้างกับขุนแผนมีความเป็นมนุษย์มากขึ้น ให้เราได้เห็นว่าพวกเขามีที่มาที่ไป มีแรงจูงใจ และมีเหตุผลอะไรที่ทำให้พวกเขากลายเป็นคนแบบนั้น พี่เลยรู้สึกว่า เราลองพูดถึงความสัมพันธ์ของคนสามคนนี้ดีกว่า แล้วมันก็กลายเป็นจุดตั้งต้นของการทำเรื่องนี้
จริง ๆ ในนิยายก็มีการสร้างตัวละครเพิ่มเข้ามา เป็นตัวละครที่เข้ามาช่วยวันทอง แต่พี่รู้สึกว่าเราอยากขยายความเป็นมนุษย์ของตัวละครหลักมากกว่า อยากทำให้เราได้รู้จักทั้งผู้ถูกกระทำและผู้กระทำในหลาย ๆ มุม เราเลยไม่ได้หยิบตัวละครส่วนนั้นมา แต่เลือกที่จะเจาะเข้าไปที่ขุนช้าง ขุนแผน และวันทองแทน
พอเปลี่ยนจุดโฟกัสแบบนี้ เรื่องราวของวันทองก็เลยมีเงื่อนไขที่ต่างจากในนิยาย โดยเฉพาะเรื่องการเอาตัวรอด เพราะเราอยากให้ความสัมพันธ์ของตัวละครทั้งสามคนเป็นแกนสำคัญของเรื่อง และใช้ความสัมพันธ์ตรงนี้พาเราไปสำรวจว่า จริง ๆ แล้วคนแต่ละคนมีเหตุผล มีบาดแผล และมีมุมที่ซับซ้อนกว่าภาพที่เราเคยเห็นอย่างไร
เครดิตภาพ: ภาพยนตร์เรื่องอัศจรรย์วันทอง
จาก ‘Long Live Love’ ถึง ‘อัศจรรย์วันทอง’ ชวนคุยถึง ‘ผู้หญิง’ ในหนังจากสายตาของมุก
จาก ‘เมตตา’ ใน Long Live Love สู่ ‘วันทอง’ ใน อัศจรรย์วันทอง ผู้หญิงในหนังของ ‘มุก - ปิยะกานต์ บุตรประเสริฐ’ ไม่ได้มีเพียงด้านที่น่าเห็นใจหรือคำตอบสำเร็จรูปให้คนดูตัดสิน หากเต็มไปด้วยความซับซ้อน ความสัมพันธ์ อำนาจ และพื้นที่ที่แต่ละคนพยายามต่อรองกับชีวิตของตัวเอง การเดินทางผ่านตัวละครผู้หญิงของพี่มุกจึงชวนมองต่อว่า เมื่อเรื่องราวของผู้หญิงถูกเล่าผ่านสายตาของเธอ สิ่งที่อยากทำความเข้าใจจริง ๆ คืออะไร และยังมีเรื่องไหนอีกบ้างที่เธออยากชวนเรากลับไปมองใหม่
Q: ในฐานะผู้หญิงที่เล่าเรื่องผ่านตัวละครผู้หญิงอย่าง ‘เมตตา’ ใน Long Live Love! และล่าสุดคือ ‘วันทอง’ คุณมุกเริ่มต้นความอยากเล่าเรื่องราวของผู้เหล่านี้จากความรู้สึกแบบไหน และทำไมถึงอยากเล่า
มุก: เราคิดว่าผู้หญิงเป็นกลุ่มคนที่ซับซ้อนมาก ๆ และตัวเราเองก็เป็นคนที่ซับซ้อนมาก ๆ เพราะฉะนั้นการเล่าผู้หญิงให้มีความซับซ้อน สำหรับพี่มันเหมือนกับว่า เรากำลังทำหนังให้ผู้ชายดูด้วยซ้ำ เพราะมันเป็นเรื่องที่ทุกคนต้องเรียนรู้ไปพร้อมกัน เราไม่ได้คิดว่าคนในความสัมพันธ์จะต้องสมบูรณ์แบบอยู่แล้ว ไม่มีใครเพอร์เฟกต์ แต่การที่เราจะเข้าใจใครสักคนได้ บางทีมันก็คือการที่เรายอมทำความรู้จักกับด้านมืดของเขาด้วย
ตัวละครอย่าง ‘เมตตา’ ก็มาจากการมองเห็นความซับซ้อนของผู้หญิงเหมือนกันค่ะ ทั้งเรื่องร่างกาย อารมณ์ ความรู้สึกสูญเสียความมั่นใจในตัวเอง หรือแม้แต่การที่เวลาเราไปคบกับใครสักคน แล้วเราเก่งมาก แต่กลับรู้สึกว่า ต้องทำตัวให้เล็กลงหรือแกล้งไม่เก่ง เพื่อรักษาความสัมพันธ์หรือไม่ทำให้อีกฝ่ายรู้สึกเสียหน้า
แต่เมตตาก็พาเราไปมองอีกทางหนึ่งว่า แล้วถ้าเราเลือกจะเป็นแบบที่ไม่ได้ต้องเก่งไปทุกอย่างล่ะ ถ้าเราเลือกเป็นแม่ เป็นแม่บ้าน หรือเป็นคนที่ดูแลครอบครัวเต็มตัว สิ่งที่เกิดขึ้นตามมาจะเป็นยังไง ซึ่งนั่นก็คือเมตตา ผู้หญิงที่ค่อย ๆ สูญเสียพื้นที่หรือความเป็นตัวของตัวเองไป เมื่อเธอไม่ได้ทำงาน ไม่มีสังคมของตัวเอง เพื่อนที่เคยมีก็หายไป และในขณะที่สามีออกไปทำงาน มีเพื่อน มีสังคม มีโอกาสได้เจอผู้คน เมตตากลับมีพื้นที่ทางสังคมอยู่แค่ในกลุ่มเพื่อนแม่บ้านที่คุยกันเรื่องชีวิตคู่ เรื่องสามี เรื่องในบ้าน สิ่งเหล่านี้มันส่งผลต่อกันหมดค่ะ และสำหรับพี่ นี่คือสิ่งที่เราอยากปกป้อง เพราะเราไม่อยากให้ผู้หญิงต้องสูญเสียตัวตนเพียงเพราะเลือกบทบาทหนึ่งในชีวิต
เครดิตภาพ: ภาพยนตร์เรื่องอัศจรรย์วันทอง
แต่ถ้าเป็น ‘วันทอง’ พี่รู้สึกว่าเราอยากพูดเรื่อง ‘อำนาจ’ เป็นหลักค่ะ มันอาจไม่ได้เป็นหนังที่เป็นเรื่องส่วนตัวหรืออยู่กับชีวิตของผู้หญิงคนหนึ่งแบบใกล้ชิดเท่า Long Live Love แต่เป็นการขยับออกมาพูดถึงผู้หญิงในประเด็นที่ใหญ่ขึ้น และเป็นเรื่องที่กระทบกับสังคมมากขึ้น เราเลยอยากพูดเรื่องอำนาจ
เพราะจริง ๆ แล้วอำนาจเล็ก ๆ ในชีวิตประจำวันเป็นสิ่งที่เราเจออยู่ตลอด ไม่ว่าจะเป็นสิทธิในการตัดสินใจ หรือการมีส่วนร่วมในพื้นที่ที่กำหนดทิศทางของสังคม อย่างการที่ผู้หญิงยังมีสัดส่วนในการเป็นผู้นำอยู่ไม่มาก หรือมีโอกาสน้อยกว่าในการเข้าไปมีส่วนร่วมกับการออกกฎหมายหรือการตัดสินใจในระดับต่าง ๆ ทั้งที่ในโลกนี้ผู้หญิงกับผู้ชายมีจำนวนใกล้เคียงกัน แต่โอกาสและการเข้าถึงการศึกษาหรือพื้นที่ในการใช้อำนาจกลับไม่ได้เท่ากัน
พี่รู้สึกว่า จริง ๆ เราเพิ่งเดินทางมาได้ไม่กี่ร้อยปีเอง ถ้ามองในสเกลของประวัติศาสตร์มนุษย์ เราก็ค่อย ๆ ตามทันกันมากขึ้นเรื่อย ๆ เพราะฉะนั้นพี่ไม่ได้อยากมาบอกว่าผู้หญิงดีกว่าผู้ชาย หรือใครควรมีอำนาจมากกว่าใคร พี่แค่อยากชวนมองว่า เราลองเปิดโอกาสให้ทุกคนได้ลองใช้โอกาสเหล่านั้นดูไหม สุดท้ายพี่คิดว่า ไม่ต้องตัดสินล่วงหน้าหรอกค่ะ ว่าใครจะทำได้ดีกว่าใคร ลองให้โอกาส ลองให้พื้นที่ แล้วพอได้ลองจริง ๆ เราก็จะรู้เองว่ามันเป็นยังไง
Q: ถ้ามองไปข้างหน้า คุณมุกยังสนใจเล่าเรื่องผู้หญิงแบบไหนอีก มีประเด็นอะไรที่รู้สึกว่ายังไม่ถูกพูดถึงมากพอในภาพยนตร์ไทย
มุก: อย่างที่ตอบไปก่อนหน้านี้ พี่รู้สึกว่าผู้หญิงซับซ้อนมาก แต่ความซับซ้อนนั้นกลับถูกมองว่าเป็นเรื่องยุ่งยาก เข้าใจยาก หรือบางทีก็ถูกลดทอนให้เป็นแค่เรื่องงี่เง่า ทั้งที่จริง ๆ แล้วมันมีมิติ รายละเอียด และชุดความคิดอีกหลายอย่างที่เรายังไม่เคยทำความเข้าใจอย่างจริงจัง
ถ้ามองในภาพใหญ่ของวงการ พี่รู้สึกว่าเรายังเห็นความไม่สมดุลอยู่ อย่างเวลาพูดถึงจำนวนผู้กำกับผู้หญิงหรือผู้หญิงในตำแหน่งต่าง ๆ ตัวเลขบางช่วงอาจเพิ่มขึ้น แต่บางช่วงก็ลดลง พี่เลยอดตั้งคำถามไม่ได้ว่า มันเป็นเพราะอะไร หรือในบางครั้ง พวกเรา (ผู้หญิง) เองก็อาจมีชุดความคิดบางอย่างที่ทำให้ผู้หญิงรู้สึกไม่สบายใจกับผู้หญิงด้วยกันอย่างไม่รู้ตัว
ตัวอย่างง่าย ๆ เลย เช่น เวลาเราบอกว่า เราจะทำหนังที่เล่าเรื่องผู้หญิง หรือใส่อะไรที่มีความเป็นหญิงจ๋า ๆ แค่คีย์เวิร์ดนี้ก็ทริกเกอร์ให้คนตั้งแง่ไปก่อนได้แล้ว พี่เลยคิดว่า อะไรก็ตามที่เราพยายามควบคุมหรือจำกัด อาจมีความกลัวบางอย่างซ่อนอยู่ข้างใต้ และคำถามที่น่าสนใจกว่าคือ เราจะอยู่กับสิ่งที่เรารู้สึกว่ายุ่งยากหรือซับซ้อนเหล่านั้นได้อย่างไร
หรืออีกตัวอย่างหนึ่ง เช่น การมีตัวละครซูเปอร์ฮีโร่สิบคนที่เป็นผู้ชายเก้าคน ผู้หญิงหนึ่งคน เราอาจไม่เคยตั้งคำถามว่าทำไมผู้ชายถึงมีเก้าคน แต่พอผู้หญิงเพิ่มขึ้นมาเป็นสองหรือสามคน กลับถูกตั้งคำถามทันทีว่า “ผู้หญิงมาอีกแล้ว” พี่เลยสงสัยว่า ทำไมเมื่อผู้หญิงก้าวเข้าไปอยู่ในพื้นที่ที่คนคุ้นเคยกับการเห็นผู้ชาย เราถึงต้องมีคำถามหรือความกังขาเพิ่มขึ้นมา ทั้งที่ถ้าเป็นผู้ชาย เราอาจไม่ได้มองแบบเดียวกัน
แน่นอนว่า พี่ไม่ได้คิดว่า ปัญหานี้เกิดจากผู้ชายอย่างเดียว เพราะบางครั้งผู้หญิงเองก็ส่งต่อชุดความคิดเหล่านี้ให้กันโดยไม่รู้ตัว พี่เองก็ต้องระวังเหมือนกัน เพราะเราโตมากับความคิดแบบเดียวกัน สิ่งที่พี่สนใจจึงไม่ใช่การบอกว่าผู้หญิงถูกหรือผู้ชายผิด แต่คือการทำความเข้าใจว่า ความซับซ้อนเหล่านี้มีที่มาอย่างไร และอะไรทำให้ผู้หญิงไม่ได้รับการยอมรับในบางพื้นที่เท่าที่ควร
ดังนั้น ในอนาคต สิ่งที่พี่อยากเล่าเลยไม่ใช่แค่เรื่องของผู้หญิง จริง ๆ พี่สนใจเรื่อง ‘ความสัมพันธ์’ มากกว่า เพราะพี่ไม่เคยคิดว่าเพศไหนดีกว่าเพศไหน เพียงแต่ถ้ามองย้อนกลับไปในประวัติศาสตร์ของความรู้ เราเพิ่งเริ่มศึกษาประสบการณ์ของผู้หญิงอย่างจริงจังได้ไม่นาน เมื่อเทียบกับองค์ความรู้ด้านอื่น ๆ ที่เราสะสมกันมาเป็นเวลานาน พี่เลยรู้สึกว่า เรายังมีเรื่องเกี่ยวกับผู้หญิงที่ต้องทำความเข้าใจอีกเยอะมาก ตั้งแต่ร่างกาย ชีววิทยา อารมณ์ ความสัมพันธ์ ไปจนถึงประสบการณ์ในชีวิตประจำวัน หลายเรื่องที่ผู้หญิงต้องเผชิญอยู่ทุกวันยังไม่ได้ถูกพูดถึงอย่างจริงจังด้วยซ้ำ
พี่คิดว่า การเปิดพื้นที่ให้ผู้หญิงได้พูดเรื่องเหล่านี้มากขึ้น ไม่ได้ช่วยแค่ผู้หญิง แต่อาจช่วยให้ผู้ชายเข้าใจตัวเองมากขึ้นด้วย เพราะบางอย่างที่ผู้ชายถูกสอนให้ควบคุมหรือกดไว้ เราก็อาจกลับมาคุยกันได้ว่า จะอยู่กับความรู้สึกเหล่านั้นอย่างไรโดยไม่ต้องใช้มันไปควบคุมคนอื่น สุดท้ายพี่ไม่ได้อยากให้ผู้หญิงชนะหรือผู้ชายแพ้ พี่แค่อยากให้ทุกคนมีพื้นที่ได้ลองคิด ลองพูด และลองใช้ชีวิตในแบบที่อาจไม่เคยมีโอกาสได้ลองมาก่อน เพราะถ้าเราไม่เปิดโอกาสให้ลอง เราก็ไม่มีทางรู้เลยว่าอะไรเป็นไปได้บ้าง
Q: โปรเจกต์ถัด ๆ ไปที่คุณมุกคิดจะทำ จะมีความเป็นตัวเองมากขึ้น มีอะไรอย่างนี้ คือโปรเจกต์นั้นจะเป็นยังไง สไตล์ไหน
มุก: จริง ๆ ต่อจาก อัศจรรย์วันทอง ก็น่าจะมีภาพยนตร์อีกหนึ่งเรื่องค่ะ เป็นภาพยนตร์เพลง แต่ไม่ใช่มิวสิคัลนะคะ น่าจะเรียกว่าเป็นภาพยนตร์ที่ใช้เพลงเป็นส่วนสำคัญในการเล่าเรื่องมากกว่า โดยได้แรงบันดาลใจจากเพลงของพี่บอย โกสิยพงษ์ แล้วจะมีบทเพลงของพี่บอยเพลงหนึ่งที่เป็นเหมือนหัวใจของเรื่อง ส่วนเป็นเพลงอะไรขออุบไว้ก่อนค่ะ (หัวเราะ)
พอเรารู้ว่า จะทำหนังที่มีเพลงนี้เป็นส่วนหนึ่งของเรื่อง มันก็รู้สึกว่าเพลงอื่นมาแทนไม่ได้ เพราะเพลงนี้มีพลังและมีความหมายกับเรื่องมาก เราเลยอยากสร้างเรื่องราวขึ้นมาผ่านเพลงนี้ แล้วก็ยังเป็นสิ่งที่พี่อยากลองทำต่อจาก อัศจรรย์วันทอง คืออยากพูดเรื่องที่หนักขึ้นและลึกขึ้น แต่ยังอยู่ในภาษาที่เราถนัด คือมีความสนุก มีความตลก มีวิกฤตที่ชวนหัวเราะ แล้วก็มีช่วงที่เป็นโศกนาฏกรรมหรือสะเทือนอารมณ์อยู่ด้วย
เรื่องนี้จริง ๆ ใกล้จะเปิดกล้องแล้วค่ะ เพราะ อัศจรรย์วันทอง ใช้เวลาหลังถ่ายทำค่อนข้างนาน วางแผนไว้ว่าน่าจะเป็นช่วงปลายปีหรือต้นปีหน้า และถ้าทุกอย่างเป็นไปตามแผน ก็น่าจะได้ดูกันช่วงปลายปีหน้า แต่ตอนนี้ก็เริ่มกดดันแล้ว เพราะการเขียนซีนให้สามารถเดินไปพร้อมกับเพลงและมีน้ำหนักเท่ากับเพลงที่เราเลือกไว้ มันยากมากจริง ๆ
Q: ปิดท้ายด้วยคำถามคลายเครียด ถ้าตัวละครที่คุณมุกเคยสร้าง (ตัวไหนก็ได้) มีตัวตนจริงขึ้นมาได้หนึ่งวัน คุณมุกอยากให้ใครมีตัวตนขึ้นมา อยากพูดกับพวกเขาว่าอะไร และอยากพาไปเที่ยวที่ไหนหรือเปล่า
มุก: โหยยยย คำถามนี้ยากมาก ยากสุดเลยตั้งแต่ให้สัมภาษณ์มา คือตอนนี้คิดภาพว่า ถ้าตอบว่าเป็นคุณรุจออกไปนะ โจต้องด่าแน่ ๆ เลยอ่ะ
งั้น…ขอเลือกคุณโฉมแล้วกัน (หัวเราะ) เพราะพี่คิดว่า ช่วงนี้พี่ต้องการความเผ็ดร้อนหน่อยค่ะ (หัวเราะ) อย่างอัศจรรย์วันทองก็กำลังใกล้จะเข้าฉายแล้ว ชีวิตก็เลยน่าจะต้องการใครสักคนมาดึงสติ ให้เรากลับมาเข้มแข็ง แต่ก็ยังมีความตลกอยู่ด้วย ถ้าให้ใช้เวลาหนึ่งวันกับคุณโฉม ก็คงไปทำอะไรที่ได้พักใจ อย่างการ Sound Bath แล้วก็ให้คุณโฉมด่าพี่สักสองสามประโยคในเรื่องที่พี่กำลังกังวล หรือเรื่องที่พี่คิดว่าเขาน่าจะช่วยดึงสติเราได้ พี่อยากได้คำพูดแบบตรง ๆ ถึงเครื่องหน่อย แบบที่ฟังแล้วรู้สึกว่า “ไม่ต้องกังวลแล้ว ไปต่อได้” (หัวเราะ)
สามารถรับชมภาพยนตร์เรื่อง 'อัศจรรย์วันทอง' ได้แล้ววันนี้ ในทุกโรงภาพยนตร์




