ถึงจะชื่อว่า “เมืองเก่า” แต่ย่านนี้ของสงขลาไม่ใช่เมืองโบราณภายในตู้กระจก มันคือโลกซึ่งอัดแน่นไปด้วยความหลากหลายทางภาษา วัฒนธรรม ความเชื่อ (และอาหาร!) ในขนาดเพียงสามถนนคนเดินเท้า ก้าวไม่กี่ก้าวก็พบเจอสิ่งน่าสนใจเต็มไปหมด
ในวาระครบรอบหนึ่งทศวรรษของโครงการศิลปะชุมชน “นครโอเค ชิงกอร่าเหนือกาลเวลา” ซึ่งเริ่มต้นมาตั้งแต่ปี 2559 นาวิน ลาวัลย์ชัยกุล และทีม studiOK จึงเดินทางกลับมาเยือนย่านเมืองเก่าแห่งนี้อีกครั้ง ท่ามกลางคาเฟ่กาแฟใหม่ ๆ ที่ผุดขึ้นทั่วเมือง ศิลปินช่างคุยคนนี้ยังคงตื่นเช้าเข้าร้านน้ำชาเหมือนเดิม และสร้างผลงานขนาดยักษ์ขึ้น ไม่ใช่เพื่ออนุรักษ์เมืองให้หยุดนิ่ง หากเพื่อทำหน้าที่เป็น “ตัวเชื่อม” ที่เชื้อเชิญให้ผู้คนกลับมาพูดคุย ทำความรู้จัก และมองเมืองแห่งนี้ในฐานะพื้นที่ที่ยังมีชีวิตอยู่เสมอ
นิทรรศการ “นครโอเค ซิงกอร่าเหนือกาลเวลา 2” เป็นส่วนหนึ่งของเทศกาล Singorama Art Fest ภายใต้ธีม Continuity (เชื่อมต่อ-ต่อเนื่อง) และบทสนทนานี้ คือการเปิดบทสนทนาว่าด้วย ‘พลวัตของเมือง’ ผ่านกระบวนการประวัติศาสตร์คำบอกเล่า (Oral History) และภาพวาดจิตรกรรมชุมชน (Community Portrait) ขนาดใหญ่ นาวินมองความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นในสงขลาด้วยสายตาของ ‘คนรุ่นกลาง’ ที่ไม่ได้ปฏิเสธการเติบโตของเมือง แต่ตั้งคำถามสำคัญว่า ศิลปะจะเข้าไปทำหน้าที่อย่างไรเพื่อช่วยให้คนในท้องถิ่นตระหนักถึงคุณค่าและตัวตนที่ตั้งมั่นอยู่ข้างใน ก่อนที่สิ่งเหล่านั้นจะเลือนหายไปตามกาลเวลา
สำหรับนาวิน ตัวตนของศิลปินในปฏิบัติการศิลปะชุมชนนี้ไม่ได้วางไว้ในฐานะ ‘ผู้กำกับ’ (Director) ที่คอยสั่งการหรือตัดสินคุณค่า (แม้ว่าหนึ่งในผลงานที่จัดแสดงจะเป็นภาพยนตร์แนวตั้งขนาดยาว) หากแต่ทำหน้าที่เป็น ‘ตัวเชื่อม’ ระหว่างอดีตกับปัจจุบัน ระหว่างคนรุ่นเก่ากับคนรุ่นใหม่ ระหว่างโลกศิลปะกับชีวิตจริงของผู้คน และที่น่าสนใจที่สุดสำหรับเราคือระหว่างคนกับเรื่องเล่าภายในตัวตนของเขาเอง ซึ่งอาจดู “ธรรมดา ๆ” จนกระทั่งเจอ “นักฟัง” กับคำถามของเขาขึ้นมา
ผลงานศิลปะเหล่านี้จึงเป็นเพียงบทสรุปทางกายภาพ ทว่าสาระสำคัญที่แท้จริงของงานกลับแฝงอยู่ในกระบวนการลงพื้นที่ การนั่งดื่มน้ำชา การลิ้มรสอาหารท้องถิ่นที่สะท้อนรากเหง้า และการรับฟังเรื่องเล่าของคนธรรมดาที่ไม่เคยคิดว่าตัวเองมีตัวตนในประวัติศาสตร์บาดแผลหรือความทรงจำของเมือง
วันนี้เราจึงอยากชวนนาวิน ลาวัลย์ชัยกุล มาร่วมเผยเบื้องหลัง เปิดสภาวะ ‘ตกรุ่น’ อย่างอารมณ์ดี ทบทวนรากเหง้าเชื้อสายอินเดียที่เชื่อมโยงเขากับสงขลา ตลอดจนสำรวจความหมายของการ ‘ตีความใหม่’ ที่กลายเป็น ‘ท่าศิลปะ’ ยอดฮิต เมื่อมีบทสนทนาเรื่องมรดก ความทรงจำ และวัฒนธรรมของชุมชน…
สงขลา: เมืองสากลที่เดินได้
สงขลาเคยเป็นเมืองท่าค้าขายรุ่งเรืองเมื่อ 200 ปีก่อน เต็มไปด้วยชีวิตชีวาจากชาวต่างชาติผู้มาตั้งถิ่นฐานมากมาย แต่นาวินสังเกตว่ามันไม่ได้เติบโตกลายเป็น "เมืองสากล" แบบเมืองหลวงทั่วไป กลับกลายเป็นเมืองท้องถิ่นที่รักษาความหลากหลายไว้ได้ในพื้นที่เล็ก ๆ คือเดินไม่กี่สิบเมตรจากชุมชนจีนก็เจอชุมชนมุสลิม แล้วเลี้ยวไปอีกทีก็เจอชุมชนชาวทะเล นั่นคือสิ่งที่ทำให้สงขลาต่างจากเมืองอย่างกรุงเทพฯ หรือกระทั่งนิวยอร์ก มันเป็นเมืองที่หลากหลาย แต่ในขนาดกายภาพที่ไม่ใหญ่มาก และลักษณะนั้นอาจไม่ใช่ทั้งข้อดีและข้อเสีย มากไปกว่าเพียงเป็นลักษณะเฉพาะที่ก่อให้เกิดสภาพแวดล้อมอย่างนี้ขึ้นมา
“ตัวผมเองมีรากเหง้าเป็นเชื้อสายอินเดีย บรรพบุรุษย้ายถิ่นฐานมาเพราะมีเหตุการณ์แยกดินแดน ซึ่งสมัยก่อนคนเหล่านี้ก็จะเดินทางมาหาดินแดนใหม่ พอมาสงขลาเราก็เจอคนอินเดียเหมือนกัน เขามาขายผ้าบ้าง ขายเครื่องเทศบ้าง พอเข้าไปคุย ก็เข้าใจกันได้ทันที หรือพอมาคุยกับคนอีกกลุ่มหนึ่ง อาจพบมุสลิมที่มาจากทางเปอร์เซีย หรือทางชวา ทางมาเลเซีย เขาก็มีเรื่องเล่าของการย้ายถิ่นฐานในแบบของเขา ชาวจีนเองก็มีหลายกลุ่มมาก มีทั้งไหหลำ ฮกเกี้ยน แต้จิ๋ว ซึ่งในเมืองจีนที่มีขนาดใหญ่ แต่ละวัฒนธรรมของเขาก็มีทั้งภาษา อาหาร และดินแดนของพวกเขาเอง แต่พอมาอยู่ที่นี่ เดินไปแค่สามถนนก็เจอศาลเจ้าเป็นสิบ มีวัดซิกข์ (ซึ่งตอนนี้ย้ายไปอยู่หาดใหญ่แล้ว) มีวัดมุสลิม” เมืองใหญ่ที่รักษาความหลากหลายไว้ได้มากอาจไม่ได้แปลกขนาดนั้น แต่สงขลาคือโลกใบเล็ก ๆ ที่มีชีวิตใกล้ชิดอยู่ด้วยกันจริง ๆ
นาวินมองว่าน่าจะมีสองปัจจัยที่ทำให้เป็นแบบนี้มาจนถึงปัจจุบัน หนึ่งคือคนดั้งเดิมยังมีความภูมิใจในพื้นที่ของตัวเอง สองคือคนรุ่นใหม่ที่เข้ามาเปิดกิจการก็ดูเหมือนถูกเมือง "คัดเลือก" มาในแบบหนึ่ง "จะว่าไปเหมือนเมืองมันเลือกคน" เขาว่า คนที่มาทำร้านกาแฟหรือกิจการใหม่ในย่านนี้มักไม่ได้เข้ามาเพราะแค่เห็นวิวสวย แต่ยังให้เกียรติพื้นที่และรักษาความเป็นตัวตนของสถานที่ไว้ ทำให้ความเป็นท้องถิ่นกับความเป็นสากลอยู่ร่วมกันได้โดยไม่ทับกันจนแตกหัก
อย่างไรก็ตาม นาวินยอมรับว่ารู้สึกแอบเป็นห่วงอยู่บ้าง เมื่อนักท่องเที่ยวและร้านค้าสมัยใหม่เข้ามามากขึ้น คำถามคือสมดุลระหว่างความเป็นท้องถิ่นกับ “การเติบโต” จะมีลักษณะแบบไหน และตรงนี้เองที่ทำให้เขามองว่าหน้าที่หนึ่งของงานศิลปะคือช่วยให้ชุมชน "มองเห็นคุณค่าของตัวเอง" เห็นแก่น เห็นวัฒนธรรม เห็นสิ่งที่อาจอยู่ใกล้ตัวทุกวันจนเขาอาจไม่ทันสังเกตุเพราะเห็นว่าเป็นเรื่องธรรมดา มากกว่าจะเป็นเอกลักษณ์ของชุมชน
เมืองที่ “สร้างสรรค์” มาเป็นร้อยปี
“คนสงขลาเขามีความปราณีต อย่างป้ายหน้าบ้าน ป้ายตึกต่าง ๆ ที่เขาสร้าง ทุกอย่างปราณีตมาก เขามีความเป็นช่าง พอสืบไปสืบมาก็พบว่าย้อนไปสองร้อยปีที่แล้ว คนจีนที่เข้ามาที่นี่ส่วนใหญ่ก็เป็นช่างที่ถูกเกณฑ์มาสร้างเมือง” นาวินเล่าข้อค้นพบจากการค้นคว้าของเขา ถ้าย้อนถอยไปอีกเมื่อ 400 ปีก่อนหน้านั้น กลุ่มมุสลิมที่เข้ามาตั้งเมืองซิงกอร่าก็เป็นกลุ่มที่ตั้งใจรักษาวัฒนธรรมของตัวเองไว้อย่างเหนียวแน่น จนสร้างเป็นศูนย์กลางการค้าที่วัฒนธรรมยังแข็งแรงมาจนถึงทุกวันนี้ โดยสรุปก็คือ ความประณีตที่เห็นทุกวันนี้ไม่ใช่รสนิยมที่ถูกยกขึ้นมาใหม่แบบลอย ๆ แต่มีรากมาจากทักษะช่างที่สั่งสมและส่งต่อกันมาหลายชั่วอายุคน เป็นมรดกที่ฝังอยู่ในวิธีการทำสิ่งต่าง ๆ ของคนที่นี่โดยที่พวกเขาอาจไม่ทันสังเกตด้วยซ้ำ
ร้านน้ำชาที่หายไป และคาเฟ่ใหม่ ๆ ที่มาแทน
นาวินกลับมาสงขลาหลังจากห่างหายไป 10 ปี และสิ่งหนึ่งที่เขาสังเกตได้ชัดคือร้านโบราณหลายร้านปรับตัว บางร้านอยู่ไม่ได้ บางร้านเลิกทำเพราะลูกหลานไม่สานต่อ ขณะที่ร้านกาแฟสไตล์คาเฟ่เบเกอรี่ผุดขึ้นมาเป็นสิบ ๆ ร้านในย่านเดียว พร้อมร้านพิซซ่า อาหารตะวันตก และอาหารญี่ปุ่น
แต่นาวินไม่ได้รู้สึกกังวลต่อปรากฏการณ์นี้ เขามองมันในฐานะ "พลวัตของเมือง" ที่เกิดขึ้นทุกที่ ไม่ใช่ปรากฏการณ์เฉพาะสงขลา แต่สิ่งที่เขาคิดว่าสงขลาต่างจากที่อื่น คือคนที่เลือกมาเปิดร้านในย่านเมืองเก่า ไม่ได้มาเพราะแค่อยากค้าขายหรือชอบตึกเก่าสวย ๆ แต่เขาก็สนใจว่ามันบ้านเมืองนี่เป็นมายังไงด้วย แม้จะไม่ได้แสดงออกชัดเจนผ่านสินค้าที่ขาย แต่วิถีชีวิตพวกเขายังคุยกับคนในพื้นที่ ยังรักษาความสัมพันธ์กับเพื่อนบ้านอยู่ นาวินมองตัวเองในฐานะ "คนรุ่นกลาง" ที่เห็นทั้งอดีตและปัจจุบัน และอยากส่งต่อสิ่งที่เห็นไปให้คนรุ่นใหม่ หากพวกเขานำไปผสมกับวิธีทำงานของตัวเองได้
ประวัติศาสตร์เมืองอยู่ในอาหาร
“อาหารเป็นสิ่งที่แสดงตัวตนได้อย่างชัดเจน สะท้อนถึงรากเหง้า และวิถีชีวิต เช่นเขาอยู่ริมทะเลก็จะมีอาหารที่มาจากทะเล บวกกับที่สงขลามีทะเลสาบด้วยก็จะมีทั้งน้ำจืด น้ำเค็ม น้ำกร่อย” เขาเล่า “บางทีเรากินขนมบางอย่างชื่ออาจเป็นของภาคกลาง หรือสูตร หรือแม้แต่ส่วนผสมเป็นของคนสงขลา”
เมื่อเดินทางไปที่ไหน สิ่งแรกที่นาวินพยายามเรียนรู้คืออาหาร เพราะเขามองว่าอาหารคือกระจกที่สะท้อนรากเหง้าของผู้คนได้ชัดที่สุด ซึ่งความพิเศษของสงขลาคือมีทั้งทะเลและทะเลสาบ มีทั้งน้ำจืด น้ำเค็ม และน้ำกร่อย และยังมีทั้งวัฒนธรรมจีน มุสลิม และไทยดั้งเดิมที่คลุกเคล้ากันมานาน และความสนุกก็คือ อาหารบางจานกินไปแล้วแยกไม่ออกด้วยซ้ำว่ามีที่มาจากสายไหน
ทุกเช้าเขาจะไปนั่งร้านน้ำชาแบบรถเข็นสไตล์คนใต้ ที่รวบรวมขนมจากร้านต่าง ๆ มาไว้ในที่เดียว ข้าวเหนียวไก่ทอด ข้าวยำ ขนมโบราณที่แม้แต่ชื่อก็ไม่เคยได้ยินมาก่อน นาวินบอกว่านี่แหละคือ “ศูนย์รวมชุมชน” ที่แท้จริง เขายังเสริมอีกด้วยว่าอาหารใต้ที่สงขลาไม่ได้เผ็ดจัดแบบที่คนคิดกัน แต่มีความกลมกล่อมแบบผสมภาคกลางเข้าไปด้วย
สำหรับนาวินเอง เรื่องนี้เกี่ยวข้องกับตัวตนของเขาด้วย เขามีเชื้อสายอินเดียที่อพยพมาจากเหตุการณ์แบ่งแยกดินแดน พอมาเจอพ่อค้าอินเดียที่ขายผ้าขายเครื่องเทศในตลาดสงขลา แค่คุยกันไม่กี่ประโยคก็เข้าใจกันทันที อาหารเอง ก็ทำหน้าที่เชื่อมโยงความรู้สึกที่ข้ามพรมแดนไปได้ด้วยอาหารและเรื่องเล่าของบรรพบุรุษ
ใจความของวิธีการตีความ
การ "ตีความใหม่" เป็นคำตอบยอดฮิตสำหรับคำถามเรื่องการรักษาชีวิตของสิ่งเก่า เราหวาดกลัวว่า “ของดี” จะไม่มีที่ทางในคลื่นความเปลี่ยนแปลง หรือเพื่ออยู่ได้เราจำเป็นต้องเปลี่ยนไป? เมื่อถามความเห็นเขาในเรื่องนี้ นาวินเห็นว่าการตีความใหม่มันเกิดขึ้นทุกครั้งที่มีการทำอะไรบางอย่างอยู่แล้ว
“มันอาจต้องมองก่อนว่าเราจะคิดจากจุดยืนอะไร” นาวินกล่าว “เราเป็นพ่อค้า หรือนักวัฒนธรรม หรือสื่อมวลชน แต่ละคนก็มีหน้าที่บทบาทแตกต่างกันออกไป แต่การตีความใหม่มันก็เกิดขึ้นได้ตลอดเวลา เช่นเรากลับมาที่ที่เดิมที่เคยมาในสงขลา สิบปีผ่านไปมาเห็นมันอาจมีคำถามหรือความรู้สึกไม่ถูกใจได้ แต่ก็ต้องยอมรับว่ามันเป็นพลวัตรของสังคม ซึ่งมันมีการเดินทางของมัน”
สิ่งที่นาวินย้ำคือ การตีความทั้งหลายต่างก็ตั้งอยู่บนพื้นฐานของสิ่งที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน “บางอย่างเราก็ตามคนรุ่นใหม่ไม่ทัน มันเป็นโลกของเขา” การหยุดนิ่ง แต่ก็ไม่ได้ปล่อยให้เปลี่ยนแบบไร้จุดยืน คำถามสำคัญกว่าคือ สิ่งที่เราทำ มันจะสร้างความสัมพันธ์กับคนได้จริงไหม และด้วยวิธีการอะไร
งานจิตรกรรมชุมชนของนาวินเองอาจเป็นตัวอย่างวิธีการตีความแบบนี้ มันไม่ใช่แค่เอาภาพความทรงจำมาต่อกัน แต่เลือกว่าจะวางคนคนไหนไว้ข้างคนไหน เพื่อเล่าว่าทำไมใครสักคนถึงยังผูกพันกับอดีต หรือทำไมอีกคนถึงอยู่กับเมืองปัจจุบันมากกว่า
ผู้กำกับหนัง ❌ ตัวเชื่อม ✅
กระบวนการทำงานของนาวินแทบไม่มีการคิดเลยด้วยซ้ำ ว่ากำลังทำงานศิลปะอยู่ ระหว่างที่ลงพื้นที่เขาไปคุยกับคนในชุมชน กินกาแฟ กินขนม ฟังเรื่องราวชีวิต บรรพบุรุษ พ่อแม่ ลูกหลาน แล้วเก็บไว้ในความทรงจำ "ผลงานสุดท้ายหรืองานศิลปะมันแทบจะเป็นเหมือนรายงานส่ง แต่กระบวนการทั้งหมด การที่เราลงไปอยู่พื้นที่ เรารู้จักเขา แล้วความสัมพันธ์จริง ๆ แบบนั้นมากกว่า ที่เป็นสาระที่สำคัญสำหรับงานศิลปะมากกว่าตัววัตถุ"
ถ้าอย่างนั้นตัวตนของศิลปินมีที่ทางอย่างไรในกระบวนการนี้ นาวินอธิบายด้วยเรื่องเล่า “ถ้าเราไปคุยกับคนขายน้ำชา เขาอาจคิดว่าตัวเขาไม่มีตัวตนอะไรเลย ก็แค่ขายน้ำชา เราต้องถามเขา เปิดตัวเป็นผู้ฟัง แล้วเขาถึงจะเล่า สุดท้ายศิลปินก็ต้องมาประมวลสิ่งที่ได้ฟังมา แล้วรวมเป็นเรื่องเล่า” สำหรับเรา นั่นยังหมายความว่าเรื่องเล่ายังเป็นของผู้คนอยู่ แต่มันจะออกมาได้ก็ด้วยการพบกันของทั้งสองฝั่งกับศิลปินที่เป็นผู้ฟัง มากกว่าการมองตัวตนพวกเขาอย่างทั่วไปด้วยอาชีพที่เขาทำ
“และในการประมวลมาเป็นเรื่องเล่า มันก็ไม่ได้มีแค่ศิลปินคนเดียวที่ทำงาน ที่ studiOK ก็จะมีทีมงานซึ่งถนัดเรื่องวาดภาพ ถนัดเรื่องภาพยนตร์ หรือถนัดเรื่องงานดีไซน์ รวมไปถึงงานช่าง งานต่าง ๆ ซึ่งเราก็ต้องรู้จักวิธีการทำงานร่วมกัน เราเลยมองว่าศิลปินเป็นตัวเชื่อม ไม่อยากเรียกตัวเองว่าเป็นไดเรกเตอร์” คำนิยามสั้น ๆ ของเขาซึ่งสรุปใจความได้ครบถ้วนถึงตัวตนของศิลปินคนนี้
นอกและใน “โลกศิลปะ”
ช่วงท้ายของบทสนทนา นาวินยอมรับว่าเขา "กำลังจะตกรุ่น" แล้ว แต่ก็ไม่ได้ฝืนหรือพยายามวิ่งไล่ตามกระบวนการใหม่ ๆ ที่คนรุ่นถัดไปกำลังสร้างขึ้น "เรามีความสุขในการมองสิ่งใหม่ที่เกิดขึ้น เราจะไปวิ่งแข่งกับขบวนการที่มันเปลี่ยนไป มันก็อาจจะไม่ได้ประโยชน์อะไร" สิ่งที่เขาเลือกทำแทนคือทำงานในแบบที่ยังเป็นตัวเอง ขณะเดียวกันก็ยินดีที่เห็นคนรุ่นใหม่คิดค้นวิธีการใหม่ ๆ ขึ้นมา
สำหรับนาวิน ความพิเศษของการกลับมาสงขลาครั้งนี้ไม่ใช่แค่การได้แสดงงานในหอศิลป์หรือถูกพูดถึงในสื่อศิลปะ แต่คือการเห็นคนที่เขาเคยไปสัมภาษณ์เมื่อ 10 ปีก่อน จูงลูกจูงหลานกลับมาดูงานอีกครั้งในวันเปิดนิทรรศการ "สิ่งนี้มันพิเศษมากกว่าที่เราแสดงงานในหอศิลป์ แล้วมันไปลงในข่าวของนิทรรศการศิลปะ" เขาว่า แต่ต้องย้ำอีกทีว่า นี่ไม่ใช่การปฏิเสธคุณค่าของโลกศิลปะ แต่เป็นการยืนยันว่าสุดท้ายแล้วงานศิลปะต้องเชื่อมโยงกับคนจริง ๆ ให้ได้ ไม่ใช่แค่ในความเรียงประกอบนิทรรศการ
“Singorama Art Fest” เทศกาลศิลปะร่วมสมัยในชุมชนย่านเมืองเก่าสงขลา
จัดขึ้นเมื่อ 24-26 กรกฏาคม 2569 ณ ย่านเมืองเก่าสงขลา
นิทรรศการ นครโอเค ซิงกอร่า เหนือกาลเวลา 2
โดย นาวิน ลาวัลย์ชัยกุล และสตูดิโอเค (studiOK)
จัดแสดงถึง 1 พฤศจิกายน 2569




