ในโลกแฟชั่น กระเป๋าหนึ่งใบมักถูกออกแบบมาให้อย่างสมบูรณ์ตั้งแต่โรงงาน สีที่ถูกเลือกไว้แล้ว รูปทรงถูกกำหนดแล้ว วิธีถือก็ถูกนิยามไว้เรียบร้อย หน้าที่ของผู้ซื้อคือเลือกว่าจะรับแบบไหนกลับบ้าน
.
แต่สำหรับ Topologie กระเป๋าแบบใดแบบหนึ่งอาจไม่ใช่คำตอบสุดท้าย หากเป็นจุดเริ่มต้นของการเลือกผลิตภัณฑ์ที่ใช่ที่สุดสำหรับตัวคุณ เปิดให้ผู้ใช้เข้ามามีบทบาท ตั้งแต่การเลือกสาย ไปจนถึงการปรับฟังก์ชันให้เหมาะกับชีวิตของตัวเอง แนวคิด co-creation จึงไม่ใช่เพียงคำสวย ๆ ทางการตลาด แต่คือโครงสร้างความคิดที่ทำให้แบรนด์นี้แตกต่างในตลาดแอ็กเซสซอรี
เบื้องหลังระบบที่เปิดให้คนมิกซ์แอนด์แมตช์ได้กว่าพันรูปแบบ คือ Carlos Granon ชายผู้เริ่มต้นจากการปีนผา และเคยทำหน้าที่พาแบรนด์ยุโรปเข้ามาเติบโตในเอเชียมากว่าสองทศวรรษ ก่อนจะตัดสินใจหยุดทุกอย่าง เพื่อสร้างแบรนด์ที่สะท้อนความหลงใหลของตัวเองอย่างแท้จริง Topologie จึงไม่ได้เกิดจากการวิเคราะห์ตลาดเพียงอย่างเดียว แต่เกิดจากแรงขับภายใน ความเชื่อใน “functional beauty” ที่ฟังก์ชันและความงามต้องเดินไปด้วยกัน
จากร้านแรกที่ฮาราจูกุ สู่เครือข่ายร้านกว่า 30 แห่งทั่วโลก และล่าสุดกับการเติบโตในประเทศไทย ที่ผู้คนกล้าเล่นสี กล้าทดลอง และใช้พื้นที่ร้านเป็นเวทีแห่งความสนุกสนาน Topologie ค่อย ๆ เปลี่ยนจากแบรนด์แอ็กเซสซอรี ไปสู่คอมมูนิตี้ของคนที่ต้องการแสดงตัวตนผ่านการเลือกและการประกอบ
และเพื่อเข้าใจว่าระบบนี้เริ่มต้นอย่างไร เราจึงชวน Carlos Granon มาย้อนเล่าตั้งแต่จุดเริ่มต้นของเขา ก่อนที่เชือกปีนผาเส้นหนึ่งจะกลายเป็นแบรนด์ที่มีสาขาทั่วโลกในวันนี้
ก่อนที่ Topologie จะกลายเป็นแบรนด์แอ็กเซสซอรีที่เติบโตในหลายเมืองทั่วโลก เส้นทางของ Carlos Granon ไม่ได้เริ่มต้นจากโลกแฟชั่นโดยตรง หากแต่เริ่มจากประสบการณ์ยาวนานในธุรกิจนำเข้าแบรนด์ยุโรปเข้าสู่ตลาดเอเชีย
“ผมย้ายมาเอเชียเมื่อประมาณ 20 ปีก่อน งานแรกของผมคือการนำแบรนด์ยุโรปเข้ามาทำตลาดในเอเชีย ทั้งในญี่ปุ่น จีน และฮ่องกง หนึ่งในแบรนด์ที่หลายคนน่าจะรู้จักก็คือ Moleskine สมุดโน้ตชื่อดัง รวมถึง Lomography แบรนด์กล้องฟิล์มแนวทอยคาเมร่า และผมยังพัฒนาแบรนด์ Rains ซึ่งเป็นแบรนด์แฟชั่นด้วย นั่นคือสิ่งที่ผมทำก่อนจะก่อตั้ง Topologie
ตอนที่ผมนำแบรนด์ยุโรปเข้ามาในเอเชีย ผมเห็นว่าแบรนด์เหล่านั้นเติบโตและประสบความสำเร็จมาก ตัวอย่างเช่น Moleskine เริ่มต้นจากศูนย์ แต่วันนี้กลายเป็นแบรนด์ที่มีอยู่ทั่วเอเชีย
ประสบการณ์นั้นทำให้ผมมีความมั่นใจมากขึ้น ผมบอกตัวเองว่า สักวันหนึ่งผมจะสร้างแบรนด์ของตัวเอง และเมื่อแปดปีก่อน ผมก็เริ่มต้น Topologie
ผมมีความฝันอยากสร้างแบรนด์ของตัวเองจากความหลงใหลส่วนตัว ซึ่งก็คือการปีนผา เมื่อถึงจุดหนึ่ง ผมรู้สึกว่าพร้อมแล้ว ผมจึงหยุดทำธุรกิจจัดจำหน่ายทั้งหมด และเปลี่ยนมาสร้างแบรนด์ของตัวเองเต็มตัว แน่นอนว่าในช่วงแรกมันไม่ง่ายเลย เราเริ่มต้นจากเล็กมาก ๆ แค่ทำกำไลจากเชือกปีนผาแบบเรียบง่าย แต่ค่อย ๆ พัฒนามาเรื่อย ๆ จนกลายเป็น Topologie อย่างทุกวันนี้”
ชื่อของแบรนด์มักเป็นเพียงเครื่องหมายระบุตัวตน แต่สำหรับ Topologie ชื่อนั้นกลับซ่อนรากความคิดทั้งหมดของแบรนด์เอาไว้ภายใน จากการปีนผาสู่การออกแบบ จากแผนที่แนวตั้งบนหน้าผาสู่ระบบที่ผู้ใช้สามารถประกอบขึ้นเองในชีวิตประจำวัน
ความหมายของคำว่า “Topologie” ไม่ได้ถูกเลือกเพียงเพราะฟังดูร่วมสมัย หากเชื่อมโยงโดยตรงกับประสบการณ์ส่วนตัวของผู้ก่อตั้ง และสะท้อนแนวคิดเรื่องการนำทาง การเลือกเส้นทาง และการมีส่วนร่วมของผู้ใช้ในทุกกระบวนการออกแบบ
“จริง ๆ ในการปีนผา คำว่า “topo” คือหนังสือไกด์หรือแผนที่แนวตั้งที่แสดงเส้นทางการปีนทั้งหมดบนหน้าผา เวลาเราปีน มันง่ายมากที่จะหลงทางหรือเผลอไปอยู่ในเส้นทางที่ยากกว่าที่ตั้งใจไว้ ดังนั้น topo จึงสำคัญมาก เพราะมันทำหน้าที่เหมือนแผนที่ในเมือง คอยนำทางเรา
คำว่า “topology” ก็มีอยู่ในคณิตศาสตร์ ซึ่งผมคิดว่าฟังดูเท่มาก แต่จริง ๆ แล้วต้นกำเนิดมาจากคำว่า “topo” ในการปีนผา เป็นการเล่นคำเล็ก ๆ น้อย ๆ
สินค้าทุกชิ้นของเรา ไม่ใช่สินค้าที่ “เสร็จสมบูรณ์” ตั้งแต่แรก เช่น มันจะไม่ใช่กระเป๋าที่พร้อมใช้ทันที แต่มันคือกระเป๋าที่ไม่มีสาย เราเชิญชวนลูกค้าเข้ามามีส่วนร่วมในกระบวนการที่เราเรียกว่า co-creation
สำหรับแบรนด์แฟชั่นหรือแบรนด์ลักชัวรีทั่วไป คุณอาจถูกถามแค่ว่า “จะเอาสีเขียวหรือสีน้ำเงิน?” แล้วก็จบ คุณไม่ได้มีทางเลือกมากนัก ต้องเลือกจากสิ่งที่ถูกกำหนดไว้ แต่กับ Topologie ความเป็นตัวตนมีมากกว่านั้น ลูกค้าสามารถร่วมออกแบบและสร้างสรรค์สินค้าของตัวเองได้จริง ๆ
นี่คือปรัชญาที่ทีมดีไซน์ของเรายึดถือมาตลอด และจะยังคงเป็นแบบนั้นต่อไป คือการเปิดพื้นที่ให้ลูกค้าเข้ามามีส่วนร่วมในกระบวนการสร้างสรรค์”
Topologie มักถูกมองว่าเป็นแบรนด์ที่อยู่ระหว่างโลกเอาต์ดอร์และโลกแฟชั่น แต่ในเชิงความคิดแล้ว โครงสร้างของแบรนด์ถูกหล่อหลอมจากวัฒนธรรมการออกแบบที่ชัดเจนสองฝั่ง ทั้งญี่ปุ่นและฝรั่งเศส
ด้านหนึ่งคือความมินิมัล ความชัดเจน และตรรกะของฟังก์ชัน อีกด้านคือความละเอียดอ่อนทางแฟชั่น ความสง่างาม และการเลือกวัสดุอย่างมีรสนิยม อิทธิพลทั้งสองนี้ไม่ได้แยกจากกัน หากซ้อนทับและทำงานร่วมกันในทุกชิ้นงานของ Topologie
“ผมสนใจงานออกแบบแบบญี่ปุ่นมาก ผมชอบความมินิมัล และการให้ความสำคัญกับฟังก์ชันอย่างชัดเจน
จริง ๆ แล้วการปีนผาก็ใช้ตรรกะการออกแบบแบบเดียวกัน ทุกชิ้นมีเหตุผลของมันเอง เช่น คาราบิเนอร์ (ห่วงนิรภัย) ไม่มีการตกแต่งใด ๆ มันมีอยู่เพื่อการใช้งานล้วน ๆ เราจึงออกแบบสินค้าแบบนั้น กระเป๋าของเรามักจะเรียบมาก บางครั้งก็เป็นแค่สี่เหลี่ยมสีดำ ไม่มีดีเทลตกแต่ง นี่คืออิทธิพลจากญี่ปุ่น มีความชัดเจน ความมินิมัล และการยึดฟังก์ชันเป็นหลัก
ส่วนอิทธิพลแบบฝรั่งเศสจะมาจากเรื่องความสง่างามและเซนส์ด้านแฟชั่น เช่น การเลือกผ้า การทำให้สินค้าดูประณีต หรือบางครั้งกล้าที่จะเล่นกับการจับคู่ที่โดดเด่น นี่คือสองอิทธิพลหลักที่หล่อหลอมแบรนด์ของเรา”
คำว่า “functional beauty” อาจถูกใช้บ่อยในโลกดีไซน์ แต่สำหรับ Topologie มันหมายถึงการออกแบบที่ตอบสนองไลฟ์สไตล์ที่เปลี่ยนไป เมื่อผู้คนเคลื่อนไหวมากขึ้น เดินทางบ่อยขึ้น และใช้ชีวิตนอกบ้านนานขึ้น ความงามจึงไม่ใช่แค่รูปลักษณ์ หากคือความคล่องตัว ความปลอดภัย และความพร้อมต่อสถานการณ์จริง
แนวคิดนี้ทำให้ Topologie มองกระเป๋าไม่ใช่เพียงวัตถุแฟชั่น แต่เป็นเครื่องมือที่ทำงานร่วมกับชีวิตประจำวัน
“ผมคิดว่าไลฟ์สไตล์ของผู้คนเปลี่ยนไปอย่างมาก ทุกวันนี้ผู้คนเคลื่อนไหวมากขึ้น อย่างในยุโรป หลายคนปั่นจักรยานทุกวัน ซึ่งเมื่อก่อนอาจไม่แพร่หลายขนาดนี้ ผู้คนยังเดินทางมากขึ้น และให้ความสำคัญกับประสบการณ์มากกว่าการครอบครองกระเป๋าหรู
เมื่อไลฟ์สไตล์เปลี่ยน เครื่องมือที่เราใช้ก็ต้องเปลี่ยนตาม Topologie จึงสร้างแอ็กเซสซอรีที่ช่วยให้ผู้คนเคลื่อนไหวได้อย่างอิสระมากขึ้น เช่น นักวิ่งเทรลใช้กระเป๋าของเรา หรือในปารีส ผู้คนชอบใช้เพราะสามารถปั่นจักรยานได้สะดวก กระเป๋ากันน้ำได้ ดังนั้นแม้ฝนตก ของข้างในก็ยังปลอดภัย
แบรนด์จำเป็นต้องพัฒนาไปพร้อมกับไลฟ์สไตล์ที่เปลี่ยนแปลง ในกรุงเทพฯ ที่อากาศร้อนมาก กระเป๋าของเราทำให้คุณพกขวดน้ำได้สะดวก ดื่มน้ำได้ตลอดวัน และเคลื่อนไหวได้สบาย นี่คือวิธีที่เราตอบสนองต่อไลฟ์สไตล์ยุคใหม่ ออกแบบเครื่องมือที่ใช้งานได้จริงและกลมกลืนกับชีวิตประจำวัน
อย่างเวลาเดินทาง การทำพาสปอร์ตหรือโทรศัพท์หายอาจเป็นเรื่องแย่ที่สุด นั่นจึงเป็นเหตุผลที่ Topologie ให้ความสำคัญกับความปลอดภัยระหว่างการเดินทางด้วย การเดินทางไม่ได้มีแค่เรื่องความสวยงามหรือความรู้สึกเท่านั้น แต่มันเกี่ยวกับความปลอดภัยด้วย ไม่ว่าคุณจะเดินบนถนน ใกล้น้ำ หรือท่ามกลางฝนตก ของสำคัญของคุณควรได้รับการปกป้องอย่างเหมาะสม”
หากหัวใจของ Topologie คือการออกแบบแบบ “ระบบ” คอลเลกชันล่าสุดคือจุดที่แนวคิดนี้ชัดเจนที่สุด แบรนด์ไม่ได้มองสินค้าเป็นชิ้นแยก หากมองทุกองค์ประกอบให้ทำงานร่วมกันได้ในระยะยาว ตั้งแต่สายไปจนถึงโครงสร้างของกระเป๋า
“ตั้งแต่เดือนกันยายนนี้ เราจะเข้าสู่หมวดกระเป๋าเป้ ซึ่งก่อนหน้านี้เรายังไม่ได้ทำอย่างจริงจัง เราจะเปิดตัวสายรุ่นใหม่ที่ออกแบบมาเพื่อใช้กับกระเป๋าเป้โดยเฉพาะ แนวคิดคือ กระเป๋าทุกใบของเราควรสามารถใช้งานในรูปแบบกระเป๋าเป้ได้
การเปลี่ยนแปลงเหล่านี้ละเอียดมาก แต่สำคัญมาก เพราะมันทำให้ระบบทั้งหมดทำงานได้อย่างสมบูรณ์
ส่วนคอลเลกชันใหม่ล่าสุดของเรา ในช่วงที่ผ่านมาเราทำแค่กระเป๋าใบเล็กแบบ crossbody ซึ่งเป็นสิ่งที่ทำให้คนรู้จัก Topologie ตอนนี้เราอยากลองสำรวจรูปทรงใหม่ ๆ และกระเป๋าขนาดใหญ่ขึ้น แต่เราไม่ได้อยากทำเหมือนแบรนด์อื่น เราคิดเรื่อง “การปรับให้เป็นของตัวเอง” (personalization) เยอะมาก
กระเป๋าใบใหม่นี้มีความจุค่อนข้างมาก ใช้ไปยิมหรือใช้ในชีวิตประจำวันก็ได้ แต่รูปทรงมีความเฉพาะตัวมาก คุณสามารถถือด้วยมือ สะพายข้าง หรือใช้งานได้หลายรูปแบบ ผมเองชอบสะพายแบบ crossbody และเมื่อคุณไม่ต้องการบางส่วน ก็สามารถถอดหรือปรับโครงสร้างมันออกได้อย่างเรียบร้อยและดูดี
ส่วน hobo bag จะเป็นกระเป๋าสำหรับการเดินทางในชีวิตประจำวันมากกว่า ตัวกระเป๋าแนบไปกับลำตัว และสร้างซิลูเอตที่สวยงาม อันนี้เป็นสิ่งที่เราตั้งใจออกแบบไว้ตั้งแต่แรก คุณสามารถปรับแต่งมันได้หลายวิธี ไม่ใช่แค่เปลี่ยนสาย แต่ยังเปลี่ยนรูปทรงได้ด้วย เช่น ถ้าปรับแบบนี้ หน้าตาก็จะเปลี่ยนไปเลย”
สำหรับแบรนด์ที่เปิดพื้นที่ให้ผู้คน “ประกอบตัวตน” ผ่านการเลือกสายและรูปทรง ความแตกต่างทางวัฒนธรรมจึงมีความสนุกกว่าที่คิด
ในมุมมองของ Carlos แล้ว ร้าน Topologie เหมือนเวทีเล็ก ๆ ที่เผยให้เห็นบุคลิกของแต่ละสังคม บางประเทศเลือกความกลมกลืน บางประเทศเดินตามกระแสหลัก มุมมองของเขาในฐานะคนนอกที่อาศัยอยู่ในไทยมาสามปี จึงไม่ได้เป็นเพียงการเปรียบเทียบตลาด แต่เป็นการรู้จักผู้คนผ่านสีสัน การมิกซ์แอนด์แมตช์ และเวลาที่ผู้คนใช้ในร้าน
“จากที่ผมเห็น ลูกค้าชาวญี่ปุ่นชอบสีที่เรียบมาก ๆ อย่างสีดำหรือสีเบจ ส่วนใหญ่จะซื้อเชือกหรือสายแค่ไม่กี่เส้น ประมาณ 50% ของสีที่ขายในญี่ปุ่นคือสีดำหรือดำแบบสะท้อนแสง และอีกประมาณ 20% คือสีเบจ มีคนเลือกสายสีสันสดใสน้อยมาก
แต่คนไทยแตกต่างมากครับ คนไทยชอบสีสัน ชอบการจับคู่ที่โดดเด่น บางครั้งก็กล้าเลือกแบบที่จัดจ้านหรือคาดไม่ถึงด้วยซ้ำ อาจเป็นเพราะประเทศไทยเป็นเมืองร้อน หลายคนใส่แค่เสื้อยืดตัวเดียว เลยต้องการอะไรบางอย่างมาเป็นจุดเด่น เชือกของ Topologie สามารถเป็นเอกลักษณ์ตัวตนที่ชัดมากได้เลย เช่น ใส่เสื้อยืดสีขาวธรรมดา พอมีสายสีสด ๆ ก็ทำให้ลุคดูเท่ขึ้นทันที
อีกอย่างหนึ่งคือ คนไทยมีความเป็นตัวของตัวเองสูงมาก เวลาเดินในกรุงเทพฯ ผมเห็นความหลากหลายของสไตล์เยอะมาก บางทีคุณอาจไม่รู้สึก เพราะคุณเป็นคนไทย แต่สำหรับผมในฐานะคนต่างชาติ มันโดดเด่นมาก
ในร้านแฟชั่นทั่วไป คนส่วนใหญ่เดินเข้าไป เลือกของ แล้วก็ออกมาเลย แต่ในร้านของเรา ลูกค้าใช้เวลาอยู่ในร้านเฉลี่ยมากกว่า 30 นาที
มีเคสที่ผมว่าน่าสนใจมาก อย่างล่าสุดที่ร้านในอัมสเตอร์ดัม มีลูกค้าคนหนึ่งใช้เวลาถึงสองชั่วโมงครึ่งเพื่อเลือกซื้อสายเส้นเดียว แต่เธอสนุกมาก และได้พูดคุยกับพนักงานเยอะมากด้วย
ผมชอบโมเมนต์แบบนี้มาก เพราะมันไม่ใช่แค่การซื้อขาย แต่มันคือการมีส่วนร่วมและการสร้างความสัมพันธ์กับลูกค้า ซึ่งเป็นสิ่งที่เรามองว่าสำคัญมากสำหรับแบรนด์ของเรา
ผมคิดว่าลูกค้าชาวไทยสนุกกับการแต่งตัวมาก เวลาเข้าร้าน โดยเฉพาะช่วงสุดสัปดาห์ที่คนเยอะ คุณจะเห็นได้เลยว่าพวกเขาสนุกจริง ๆ ลองจับคู่หลายแบบมาก และเราเปิดโอกาสให้ลูกค้าได้สัมผัส ลอง และปรับแต่งได้เต็มที่ ลูกค้าชาวไทยสนุกกับประสบการณ์นี้มาก พวกเขาชอบสร้างสไตล์ที่เป็นของตัวเอง”
สำหรับบางแบรนด์ ความสำเร็จอาจวัดจากจำนวนสาขาหรือยอดขาย แต่สำหรับ Topologie คำตอบอาจไม่ตรงไปตรงมาขนาดนั้น
เมื่อแบรนด์ถูกสร้างบนแนวคิดของระบบและการมีส่วนร่วม ความสำเร็จจึงหมายถึงการเติบโตของคอมมูนิตี้ ผู้คนที่กลับมา เปลี่ยนสาย ปรับลุค และรู้สึกเป็นส่วนหนึ่งของมัน
“พูดตามตรง ความฝันของผมคือการสร้างคอมมูนิตี้ระดับโลกของ Topologie และเรากำลังทำงานอย่างหนักเพื่อไปถึงจุดนั้น
เวลาคนซื้อสินค้าของเรา หลายคนจะกลับมาทุกซีซัน บางครั้งไม่ได้ซื้อกระเป๋าใบใหม่ แต่ซื้อสายใหม่เพื่อเปลี่ยนลุคไปเรื่อย ๆ สะสมไปทีละชิ้น ลูกค้ากลุ่มนี้มีความผูกพันกับแบรนด์มาก และบางครั้งยังจำกันได้บนท้องถนน โดยเฉพาะจากป้ายแดงเล็ก ๆ ของเรา
การได้เห็นคอมมูนิตี้ Topologie เติบโตทั่วโลก นั่นคือความฝันที่แท้จริงของผม”
ก่อนจะจบการสนทนา เราเลยถามคำถามหนึ่งที่คาใจมานาน นั่นก็คือ สำหรับคนที่กำลังเลือก Topologie ชิ้นแรก ควรเริ่มต้นจากอะไร ฟังก์ชัน สไตล์ หรือความเป็นตัวเอง?
“อย่างแรกเลย เป็นตัวของตัวเอง สำคัญที่สุด
เราแสดงตัวอย่างหลายแบบให้ลูกค้าดู บางครั้งลูกค้าจะบอกว่า “เอาแบบนี้เลย” แต่เรามักจะถามกลับว่า คุณชอบมันจริง ๆ ไหม เพราะมันเป็นแค่ตัวอย่างหนึ่งเท่านั้น
เราเชื่อว่าการจับคู่แบบไหนก็สวยได้ แม้สองสีจะดูเหมือนไม่เข้ากันเลย สำหรับบางคนมันอาจสวยมาก และเราก็เคารพความหลากหลายของมุมมองแบบนั้น
อย่างไรก็ตาม ฟังก์ชันก็สำคัญมาก กระเป๋าต้องใช้งานได้จริง คุณซื้อเพื่อเดินทาง เล่นกีฬา โยคะ หรือทำงาน แต่ละจุดประสงค์ต้องการฟังก์ชันที่ต่างกัน
เวลาที่เราแนะนำลูกค้า เราจะฟังก่อนเสมอ ถามว่าคุณจะใช้ทำอะไร แล็ปท็อปขนาดเท่าไร เพราะเรามีกระเป๋าหลายแบบสำหรับความต้องการที่ต่างกัน จากนั้นการมิกซ์แอนด์แมตช์ควรสะท้อนความเป็นตัวตนของแต่ละคนจริง ๆ”




