ในวันที่หลายแบรนด์พยายามขยายตัวเองออกไปมากกว่าแค่ “แฟชั่น” Maison Kitsuné อาจเป็นหนึ่งในแบรนด์ที่ทำสิ่งนั้นมาตั้งแต่ต้น โดยไม่จำเป็นต้องนิยามตัวเองมากนัก เพราะสำหรับพวกเขา ทุกอย่างเริ่มจากการใช้ชีวิตจริง ความสนใจจริง และความสนุกที่อยากทำสิ่งต่าง ๆ ไปเรื่อย ๆ
ตลอดหลายปีที่ผ่านมา Maison Kitsuné ไม่เคยเป็นเพียงแบรนด์แฟชั่นในความหมายแบบเดิม แต่ค่อย ๆ เติบโตกลายเป็นโลกใบหนึ่งที่เชื่อมโยงดนตรี คาเฟ่ วัฒนธรรม การเดินทาง และวิธีใช้ชีวิตเข้าไว้ด้วยกันอย่างเป็นธรรมชาติ ภายใต้ภาพจำของ aesthetic แบบ French-Japanese ที่ทั้ง effortless และละเอียดอ่อน แบรนด์นี้ค่อย ๆ สร้างตัวตนผ่านสิ่งที่เป็นตัวเองอย่างแท้จริง
ระหว่างการพูดคุยกับ Gildas Loaëc และ Masaya Kuroki สองผู้ก่อตั้งของแบรนด์ เราพบว่าหัวใจสำคัญของ Maison Kitsuné อาจไม่ใช่เรื่องของไลฟ์สไตล์ ในฐานะคำทางการตลาด แต่คือความอยากรู้อยากเห็นต่อโลกอยู่เสมอ ตั้งแต่ดนตรี ผู้คนบนท้องถนน ไปจนถึงพลังงานของเมืองต่าง ๆ ที่พวกเขาเดินทางไปพบเจอ
และหนึ่งในเมืองที่ทั้งคู่พูดถึงด้วยความหลงใหลก็คือ “กรุงเทพฯ” เมืองที่เต็มไปด้วยความวุ่นวาย สีสัน พลังงาน และเสน่ห์บางอย่างที่อธิบายยาก ก่อนต่อยอดมาสู่การร่วมงานครั้งใหม่ในประเทศไทยกับ Mod Kaew Wine Bar พื้นที่ที่พวกเขามองว่าเต็มไปด้วยพลังสร้างสรรค์ บรรยากาศ และผู้คนที่น่าสนใจ ซึ่งอาจกลายเป็นอีกหนึ่งประสบการณ์บทใหม่ของ Maison Kitsuné ในกรุงเทพฯ
GC : Maison Kitsuné ไม่เคยรู้สึกเหมือนเป็นแค่แบรนด์แฟชั่น แต่เหมือนเป็นจักรวาลของไลฟ์สไตล์ที่รวมทั้งดนตรี แฟชั่น คาเฟ่ และวัฒนธรรมไว้ด้วยกัน ตั้งแต่แรกเริ่มคุณนิยามแบรนด์นี้ไว้อย่างไร?
Gildas : จริง ๆ แล้วเราไม่ได้คิดอะไรซับซ้อนมากขนาดนั้น เราแค่ทำสิ่งที่เราชอบและสนใจตามธรรมชาติ มันเริ่มจากการอยากสร้างสิ่งที่ตัวเองชอบก่อน แล้วหลังจากนั้นมันก็ค่อย ๆ เปิดโอกาสให้เราได้ทำโปรเจกต์ในรูปแบบต่าง ๆ ทั้งแฟชั่น ดนตรี คาเฟ่ หรือกิจกรรมอื่น ๆ ภายใต้ชื่อเดียวกัน
เราเริ่มทำเสื้อผ้าเพราะชอบแฟชั่น ส่วนคาเฟ่ก็เกิดจากการที่เราอยากมีพื้นที่เล็ก ๆ ของตัวเองในปารีสไว้สำหรับนั่งเล่นหรือใช้ชีวิต และดนตรีก็เป็นอีกสิ่งที่เรารักมากอยู่แล้ว เพราะพื้นฐานเดิมของผมเองก็เป็นโปรดิวเซอร์เพลง มันเลยเป็นเรื่องธรรมชาติที่เราจะเริ่มทำเพลง ผลิตงานร่วมกับศิลปิน หรือทำงานกับคนมีความสามารถด้านต่าง ๆ
สุดท้ายทุกอย่างก็ค่อย ๆ รวมกันจนกลายเป็นวัฒนธรรมแบบ Maison Kitsuné ในวันนี้ แต่มันไม่ได้เกิดจากการวางแผนใหญ่โตหรือคิดคอนเซปต์ไว้ล่วงหน้าขนาดนั้น มันเกิดจากการคว้าโอกาส สนุกกับความคิดสร้างสรรค์ ได้เดินทาง และได้เจอผู้คนใหม่ ๆ อย่างการได้มาประเทศไทยเพื่อแนะนำแบรนด์ของเรา ทุกอย่างมันค่อย ๆ ต่อกันจนกลายเป็นสิ่งนี้ขึ้นมา
Masaya : เราทำสิ่งนี้กันมามากกว่า 20 ปีแล้ว และตั้งแต่แรกเราก็คิดไปในทิศทางเดียวกันมาตลอด ตอนที่เริ่มใช้คำว่า “lifestyle brand” คนยังไม่ค่อยเข้าใจนักว่ามันหมายถึงอะไร แต่พอเราทำต่อเนื่องไปเรื่อย ๆ ทำตามความรู้สึกของตัวเอง แล้วค่อย ๆ สร้างมันขึ้นมา ผู้คนก็เริ่มสัมผัสได้ถึงตัวตนของแบรนด์ และเริ่มสนุกไปกับมัน
สำหรับพวกเรา มันไม่ใช่สิ่งที่สร้างขึ้นมาเพื่อภาพลักษณ์ แต่มันคือวิธีใช้ชีวิตจริง ๆ ของเรา
GC : หมายความว่าทุกอย่างเริ่มต้นจากตัวตนและสิ่งที่คุณสนใจจริง ๆ ?
Masaya : ใช่ครับ ร้อยเปอร์เซ็นต์เลย มันก็คือ lifestyle ของพวกเรานั่นแหละ
Gildas : แน่นอนว่าทุกวันนี้เราก็มีทีมที่ยอดเยี่ยมมากช่วยกันขับเคลื่อนแบรนด์ ตอนนี้พวกเราอยู่ที่โตเกียว แต่สำนักงานใหญ่ยังอยู่ที่ปารีส ประเทศฝรั่งเศส หลายโปรเจกต์ในวันนี้ก็เริ่มต้นมาจากทีมงานเหมือนกัน มีไอเดียใหม่ ๆ เกิดขึ้นตลอด มันกลายเป็นแบรนด์ที่เติบโตในระดับ global ไปแล้ว แต่สุดท้ายแล้ว ทุกอย่างก็ยังเกิดขึ้นอย่างเป็นธรรมชาติอยู่ดี
GC : ก่อนหน้านี้คุณพูดถึงว่าทั้งหมดนี้เกิดขึ้นจากตัวตน ความเชื่อ และวิธีใช้ชีวิตของพวกคุณเอง จนกลายเป็นเหตุผลที่ Maison Kitsuné ถูกเรียกว่าเป็น “lifestyle brand” แต่ทุกวันนี้เราก็ได้ยินคำนี้บ่อยมาก หลายแบรนด์ก็ใช้คำนี้ในการนิยามตัวเองเหมือนกัน แล้วสำหรับ Maison Kitsuné คำว่า “lifestyle brand” จริง ๆ แล้วหมายความว่าอะไร?
Masaya : มันคือวิธีใช้ชีวิตของพวกเราจริง ๆ ครับ เราชอบเดินทาง ชอบดนตรี ชอบแฟชั่น และทั้งหมดนี้ก็เป็นส่วนหนึ่งของชีวิตเรา ซึ่งสุดท้ายมันก็กลายมาเป็นแบรนด์นี้ เพราะฉะนั้นมันไม่ใช่สิ่งที่เราสร้างขึ้นมาเพื่อภาพลักษณ์หรือพยายามแสดงให้คนเห็นว่าเราเป็นแบบนั้น แต่ Maison Kitsuné คือ lifestyle จริง ๆ ของเรา
มันสะท้อนออกมาจากการเดินทางในชีวิตประจำวันของเราเอง และสิ่งที่อาจแตกต่างจากหลายแบรนด์ก็คือ สำหรับเรา สิ่งสำคัญคือ “experience” หรือประสบการณ์ ซึ่งผมรู้สึกว่าหลายคนเริ่มลืมความสำคัญของมันไปแล้ว
เราสร้างทั้งอีเวนต์ ประสบการณ์ และความทรงจำ ที่ทำให้การใช้ชีวิตสนุกขึ้น น่าสนใจขึ้น และนั่นแหละคือ Maison Kitsuné
Gildas : มันอาจไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะทำให้เกิดขึ้นได้จริง แต่สุดท้ายแล้วมันก็คือสิ่งที่พวกเราเป็น
GC : ตอนนี้ Maison Kitsuné ก็มีทั้งไลน์สินค้าใหม่ ๆ โปรเจกต์ใหม่ รวมถึงคอลแลบอยู่ตลอด เลยอยากรู้ว่าพวกคุณกำลังเตรียมทำอะไรใหม่อีกไหม แล้วในอนาคตอันใกล้นี้เราจะได้เห็นอะไรจากแบรนด์อีกหรือเปล่า?
Gildas : จริง ๆ แล้วมันมีโอกาสใหม่ ๆ เข้ามาอยู่เสมอ ล่าสุดโปรเจกต์ที่เราเพิ่งทำคือไนต์คลับที่บาหลี อยู่ในย่าน Canggu ชื่อว่า Desa Kitsuné ซึ่งตอนนี้ก็ครบรอบ 2 ปีพอดี ที่นั่นเรามีทั้งไนต์คลับ ร้านอาหาร คาเฟ่แบบเปิดโล่ง แล้วก็ร้านของแบรนด์อยู่ในพื้นที่เดียวกัน
เพราะฉะนั้นสิ่งที่อาจยังขาดอยู่สำหรับเราก็คือเรื่อง hospitality ในรูปแบบที่ใหญ่ขึ้น อย่างเช่นโรงแรม ซึ่งก็มีความเป็นไปได้ว่าในอนาคตเราอาจพัฒนาไปในทิศทางนั้น หรือสร้างพื้นที่พักผ่อนบางอย่างภายใต้ Maison Kitsuné ก็ได้
แต่สุดท้ายแล้ว สำหรับเรา การสร้างแบรนด์ก็คือการได้ทำอะไรก็ตามที่เราอยากทำ ภายใต้ชื่อเดียวกันนี้
GC : Maison Kitsuné เป็นแบรนด์ที่คนมักพูดถึงในฐานะการผสมกันของสองวัฒนธรรมระหว่างฝรั่งเศสและญี่ปุ่น ถ้าไม่พูดถึงเรื่องแฟชั่น คุณจะอธิบาย aesthetic แบบ French-Japanese นี้อย่างไร?
Masaya : ก็มองพวกเราสองคนนี่แหละ (หัวเราะ)
Gildas : ผมคิดว่าฝั่งฝรั่งเศสมันมีบางอย่างที่เป็นเสน่ห์เฉพาะตัว หรือความ effortless แบบที่อธิบายยากเหมือนกันนะ ส่วนฝั่งญี่ปุ่น สำหรับผมมันคือความใส่ใจในรายละเอียด ทั้งเรื่องเนื้อผ้า คุณภาพ เท็กซ์เจอร์ การซัก การตัดเย็บ และงาน finishing ต่าง ๆ
สุดท้ายแล้วมันคือการเอาสองสิ่งนี้มาผสมกัน จนกลายเป็นรูปทรงและความรู้สึกบางอย่างในแบบ Maison Kitsuné
GC : ในฐานะที่ Maison Kitsuné เป็น lifestyle brand แล้วพวกคุณเติบโตไปพร้อมกับผู้คนหรือ audience ของตัวเองอย่างไร? เพราะสุดท้ายแล้วทุกคนก็อายุมากขึ้นเรื่อย ๆ แล้วพวกคุณรักษาความร่วมสมัย และทำให้แบรนด์ยังเชื่อมโยงกับผู้คนอยู่เสมอได้อย่างไร?
Gildas : ผมคิดว่าสิ่งสำคัญคือ “ความอยากรู้อยากเห็น” และการสนใจอยู่เสมอว่าโลกตอนนี้กำลังเกิดอะไรขึ้น ไม่ว่าจะเป็นในวงการดนตรี ศิลปินหน้าใหม่ หรือแม้แต่วิธีการแต่งตัวของผู้คน ว่าตอนนี้คนกำลังใส่อะไร สนใจอะไร หรือกำลังมีพฤติกรรมและวิธีใช้ชีวิตแบบไหนเกิดขึ้นใหม่บ้าง
มันเหมือนกับการคอยสังเกตโลกอยู่ตลอดเวลา ซึ่งจริง ๆ คุณทำได้แค่เดินออกไปดูสิ่งที่เกิดขึ้นบนท้องถนนหรือรอบตัวคุณนี่แหละ แต่ในยุคนี้ ทุกอย่างมันเกิดขึ้นเร็วมาก มีทั้งภาพ ข้อมูล และสิ่งใหม่ ๆ เข้ามาตลอดเวลา จนบางครั้งมันก็ยากเหมือนกันที่จะหาจุดสมดุลว่าเราจะยังเชื่อมโยงกับคนได้อย่างไร และยังสามารถมอบสิ่งที่ผู้คนคาดหวังได้อยู่ แต่นั่นแหละคือสิ่งที่ทั้งน่าสนใจและท้าทาย
พวกเราอายุมากขึ้นก็จริง แต่ความ curious ยังอยู่
Masaya : แล้วมันก็ต้องอยู่ต่อไป เพราะสำหรับเรา “curiosity” คือพื้นฐานและเป็นเหมือนเครื่องยนต์ของแบรนด์ มันคือสิ่งที่ทำให้เรายังเดินหน้าต่อได้ แม้แต่ทีม creative ที่สำนักงานใหญ่ในปารีสเอง ทุกคนก็ยังต้องคอยมองโลกอยู่ตลอด ว่าตอนนี้มีอะไรใหม่เกิดขึ้นบ้าง
GC : อะไรคือสิ่งที่ทำให้ Maison Kitsuné สนใจประเทศไทย และกรุงเทพฯ?
Masaya : ผมรักกรุงเทพฯ มากนะ ผมชอบถนน ชอบบรรยากาศ ชอบสไตล์ของผู้คนที่นี่ ผมรู้สึกหลงใหลในความงามบางอย่างของกรุงเทพฯ มาตลอด เพราะมันเป็นเมืองที่มีความผสมผสานที่น่าสนใจมาก
กรุงเทพฯ อาจจะดูวุ่นวายและเต็มไปด้วยความเคลื่อนไหว แต่ในขณะเดียวกันมันก็ยังมีความสง่างาม มีลวดลาย สีสัน และพลังงานบางอย่างที่น่าสนใจมาก สีของเมืองนี้มันจัดจ้านมากเลยนะ แล้วพวกเราก็ชอบพลังชีวิตของกรุงเทพฯ มากจริง ๆ
Gildas : สำหรับผมก็คือพลังงานของกรุงเทพฯ เหมือนกัน รวมถึงผู้คนไทยที่เป็นมิตรและต้อนรับพวกเราอย่างดีมาก มันเป็นเหตุผลที่ทำให้เราอยากกลับมาที่นี่เรื่อย ๆ แล้วก็แน่นอน เรื่องอาหารด้วย
ยังไม่รวมถึงเวลาที่ได้ออกไปตามเกาะต่าง ๆ หรือชายหาดที่สวยมาก ประเทศไทยเป็นประเทศที่ยอดเยี่ยมจริง ๆ แล้วตอนนี้เราก็โชคดีที่มีสโตร์อยู่ในกรุงเทพฯ ด้วย มันเลยกลายเป็นอีกเหตุผลดี ๆ ที่ทำให้เรากลับมาได้บ่อยขึ้น
GC : แล้วการร่วมงานกับ Mod Kaew Wine Bar ล่ะ?
Masaya : พวกเขาดูเป็นคนที่เท่ที่สุดในเมืองนี้นะ แล้วพวกเราก็ชอบทำงานกับคนที่มีพลังแบบนั้นอยู่แล้ว เลยอยากมาดูว่าอะไรจะเกิดขึ้นจาก collaboration นี้บ้าง ทั้งคืนนี้และตลอดสองสัปดาห์ต่อจากนี้ ว่ามันจะสร้างประสบการณ์แบบไหนขึ้นมา




