ลองเดินถนนยามค่ำ แล้วปล่อยให้ ‘จันท์ลวง’ โปรแกรมดูหนังเคลื่อนที่ใน microwave FILM FEASTival จันทบุรี เปลี่ยนพื้นที่ย่านริมน้ำให้กลายเป็นโรงภาพยนตร์

Post on 11 September 2026

ในจานมีกระวาน ในร้านพลอยมีถุงมือธานอส

จันทบุรีมีอะไรให้ตื่นเต้นได้เสมอ ไม่เว้นแม้แต่งานฉายหนังข้างถนนยามค่ำ หรือที่เป็นการเดินทัวร์ริมน้ำประกอบงานศิลปะด้วย ในเทศกาลหนังที่มาในนามเทศกาลแห่งการเลี้ยงฉลองพร้อมอาหาร ‘microwave FILM FEASTival’ ซึ่งจัดขึ้นเป็นครั้งที่สามแล้ว สำหรับงานรวมตัวของคนทำหนังตั้งแต่เล็ก-กลาง-ใหญ่ ทั้งกระแสหลักและนอกกระแส โดยตระเวนไปยังจังหวัดต่าง ๆ นอกประเทศกรุงเทพฯ (ก่อนหน้านี้คือสงขลาและศรีสะเกษ) และสำหรับการมาเยือนเมืองจันท์ครั้งนี้ ก็เป็นอีกหนึ่งก้าวที่เดินไปพร้อมกับความพยายามผลักดันเมืองแห่งนี้ในฐานะ ‘เมืองอาหาร’

แต่ถึงแม้เราจะอิ่มอร่อยกับที่นี่แค่ไหน วันนี้เราก็ยังอยากชวนสำรวจจันทบุรีในอีกมิติหนึ่ง เพราะถึงแม้จันทบุรีจะไม่ได้เป็นพื้นที่แห่งการต่อสู้ทางประวัติศาสตร์ที่โดดเด่นหรือรุนแรง แต่เมืองนี้ก็แสดงให้เห็นว่า เรื่องเล่าเล็ก ๆ สามารถค่อย ๆ ผุดขึ้นมาได้ และย้ำเตือนว่า แม้จะเป็นเพียงแม่น้ำสายเดียว ก็ยังมีมิติและเรื่องราวที่ซ้อนทับกันได้นับไม่ถ้วน

‘จันทร์ลวง’ (A FILM WALK WITH THE MOON) คือโปรแกรมดูหนังรูปแบบใหม่ที่ชวนผู้ชมเดินทัวร์ไปตามย่านชุมชนริมน้ำจันทบูรยามค่ำคืน เพื่อชมภาพยนตร์สั้นและวิดีโออาร์ตจากศิลปิน 6 คน พร้อมสำรวจร่องรอยความทรงจำของเมืองที่ค่อย ๆ พร่าเลือน ด้วยเหตุนี้ ในคืนนั้น (28 ส.ค.) ถนนสุขาภิบาล หน้าร้านเชิญ ริมน้ำจันทบูร จึงอัดแน่นไปด้วยผู้คนที่ไม่หวั่นกับคำเตือนเรื่องจันทรุปราคา แต่ใครเลยจะรู้ว่า ภายใต้แสงจันทร์และเรื่องเล่าที่กำลังถูกฉาย พลังงานของพวกเรากำลังเปลี่ยนไปมากแค่ไหนแล้ว…

จันท์ลวงให้ใบหน้ามนุษย์กลายเป็นประติมากรรมใหญ่ มีดวงตาส่องสว่างกลับมาได้ ข้างหนึ่งเป็นฉากจันทบุรีในแสงแดด และอีกข้างเป็นยามค่ำจากที่เดียวกัน ราวกับกำลังมีบุคคลปริศนาท้าเราว่า คนธรรมดาอาจไม่สามารถรับรู้เมืองหนึ่งเมืองได้ทั้งหมดในเวลาเดียวกัน ศราวุธ แก้วน้ำเย็น บอกว่าแท้จริงแล้วสถานที่ไม่ได้เปลี่ยนไป แต่สิ่งที่เปลี่ยนคือสายตาที่เราใช้มอง ดังชื่อของงานที่ชวนให้เรา ‘มอง’ จันทบุรีในมุมที่ต่างออกไป

จันทร์ลวงทำให้อุดมคตินี้ดูสวยงาม แต่ขณะเดียวกัน เราก็จะเห็นว่าสถานที่เองสามารถเปลี่ยนดวงตาของเราได้ และประวัติศาสตร์อาจกำลังบอกอะไรที่มากไปกว่านั้นว่า แม้เราจะมองโลกกันคนละแบบ แต่ท้ายที่สุดแล้ว โลกใบนี้ก็ยังมีเพียงใบเดียวกัน

จันท์ลวงเห็นสายน้ำเป็นพื้นที่รองรับความหลากหลายทางวัฒนธรรม ภาษาและเชื้อชาติแม้แตกต่างกันก็อยู่ร่วมกันได้ เพราะต่างก็เป็นมนุษย์เหมือนเหมือนกัน ชาติชาย ไชยยนต์ ใช้เปลวเทียนเป็นเครื่องเชื่อมของภาษาชองของชาวชอง “ชาติพันธุ์แรกในพื้นที่จันทบุรี” และภาษามานิงคาคั่ง ของนักค้าอัญมณีชาวกีนี่ กลุ่มคนต่างชาติที่เข้ามาค้าขายในปัจจุบัน ผ่านแรงพริ้วไหวจากลมปาก ในภาพยนตร์สั้น ‘Breath in Breath Out’ เขาอธิบายว่า “ผมตระหนักถึงความต้องการพื้นฐานของมนุษย์ซึ่งเหมือนกันตลอดชั่วประวัติศาสตร์ ความจริงนี้ทำให้ผมรู้สึกสงบนิ่ง นำไปสู่การทบทวนความเข้าใจต่อชีวิตที่ผ่านมา รวมถึงภาพในอนาคต” ดังคำขวัญประจำใจฝ่ายซ้ายนักกิจกรรม ว่าแสวงจุดร่วมและสงวนจุดต่าง จันทบุรีอาจเป็นพื้นที่แห่งความกลมเกลียวที่ทุกคนแสวงหา ไม่ว่าเราจะมีสถานะ ภาษา อาชีพ อยู่แห่งหนไหน ในแม่น้ำสายนี้ ในเปลวเทียนนี้ เราก็คงพอมีสิ่ง “พื้นฐาน” รองรับเหมือน ๆ กัน ใช่ไหม?

จันท์ลวงจนแสงพลอยส่องสะท้อนขึ้นมาสว่างจ้า ท่ามกลางโลกแห่งการค้าและประวัติศาสตร์พลอยในประวัติศาสตร์เมือง ศิลปินช่างภาพ เล็ก เกียรติศิริขจร เขียนประวัติศาสตร์คน ‘Pigeon Blood’ เป็นภาพเคลื่อนไหวฉายบนผ้าบางแฝงประกายเล็ก ๆ และทะลุไปยังพื้นผิวไม้ด้านหลัง ชีวิตคนไทยจากจันท์ที่ไปกัมพูชาเพื่อหาพลอยใต้ระบอบเขมรแดงไม่ใช่เรื่องลี้ลับนักแล้วในวันนี้ แต่ก็ไม่ใช่เรื่องที่จะรู้ลึกได้ในการเดินทางมาค่ำคืนเดียว วิดีโอสั้น ๆ นี้ประกอบไปด้วยเรื่องเล่าของผู้ที่โดนระเบิดจนขาขาด แฝงประวัติศาสตร์ของชาวกุลาผู้พกพาความรู้เกี่ยวกับพลอยเข้ามาจันทบุรี จันท์ลวงให้เห็นว่านอกพื้นที่พิพิธภัณฑ์ก็มีพื้นผิวของท้องถนน และขึ้นไปจากบทสนทนาริมถนนก็ยังมีโครงเรื่องประวัติศาสตร์ขนาดใหญ่ตั้งมั่นอยู่ในประวัติศาสตร์ฉบับทางการ จันท์ลวงดังว่าเรื่องเล่าและใบหน้าของพวกเขาจะผุดขึ้นมากับการเปิดพื้นที่และให้เวลามากยิ่งขึ้น เราได้แต่จินตนาการว่า ถ้าพิพิธภัณฑ์มีขนาดใหญ่ไม่จำกัด หรือประสบการณ์ที่จันทบุรีมีได้ไม่จำกัดเวลา จะยังมีประวัติศาสตร์หน้าไหนอีกไหมนะ ที่แอบหลบซ่อนรอวันฉายขึ้นมา เพราะเนื้อหาหรือเพราะอะไรก็ตาม

จันท์ลวงเราดำดิ่งลงไปหาร่องรอยกับโบราณคดีใต้น้ำที่ ดรีม – ฐานิกา เจนเจษฎา เทียบเคียง “ตำนาน” และ “ประวัติศาสตร์” แล้วเห็นว่ามันคล้ายกันมากกว่าที่เราคิด กรอบวงกลมซึ่งบีบให้เราเห็นเหมือนภาพจากไฟฉายจากในป่า น้ำเสียงติดเขินอายของเด็ก ๆ ผู้นำชมพิพิธภัณฑ์ และการดำน้ำลงไปหาประวัติศาสตร์จากวัตถุ ในภาพยนตร์ที่เนื้อเรื่องแตกกระจายอย่าง ‘Catching Sound of a Fallen Tree’ คือภาพขนานที่ก่อกวนความหนักแน่นของระเบียบวิธีการสร้างและหาความรู้ในแต่ละสาขา คืนนั้นเกิดคำถามว่า “พระนางกาไว” ในเรื่อง และในความทรงจำ (หรือไม่จำ) ของชาวจันทบุรี ผู้ใช้ชีวิตอยู่ในพื้นที่นี้เมื่อนานมาแล้ว มีตัวตนจริงหรือไม่ และเป็นอีกครั้งที่จันท์ลวงให้เสียงกระซิบดังขึ้นในหูเรา ว่าประวัติศาสตร์มีหน้าตาสืบเนื่องมาจากปัจจุบัน และการทำให้เมืองจันทบุรีเป็นพื้นที่ศิลปะ สร้างสรรค์ เมืองแห่งอาหาร และ/หรือแบรนด์อื่น ๆ ย่อมมีน้ำหนักต่อตัวตน สถานะการมีอยู่ และความหมาย ของหลาย ๆ “ชีวิต” ในเมืองนี้ อย่างน้อยก็ในงานนี้ที่ภาพยนตร์มาเป็นวาระเล่าเรื่องพระนางกาไว

‘จันทร์ลวง’ จึงเป็นเหมือนการร้อยเรียงเรื่องราวที่ดูห่างไกลกันอย่าง ‘เหมืองพลอย’ และ ‘ละครเท่งตุ๊ก’ ให้กลับมาเชื่อมต่อกันอีกครั้ง ใน ‘Dancing in a Gem Mine’ ที่เหมือนดาว กมลธรรม พาเรากลับเข้าไปสู่โลกของการทำเหมืองพลอยผ่านภาพสองจอที่เล่าถึงความฝันและความปรารถนา ‘ในความฝัน สิ่งที่กำลังสูญหายอาจกลับมารุ่งโรจน์อีกครั้ง และหากมันเป็นเรื่องที่เจ้าของความฝันปรารถนา เกิดขึ้นจริงก็คงจะดี’

ภาพของเหมืองพลอยในงานชิ้นนี้จึงไม่ได้มีเพียงมิติของการขุดค้นหาทรัพยากร หากยังเผยให้เห็นจิตวิญญาณของการทำเหมืองที่เต็มไปด้วยความไม่แน่นอน และหนึ่งในวิธีที่ผู้คนใช้รับมือกับความไม่แน่นอนนั้นก็คือการแก้บนด้วยละครเท่งตุ๊ก ขณะเดียวกัน งานก็ทำหน้าที่พาเราย้อนกลับไปมองละครเท่งตุ๊กในอีกบริบทหนึ่ง จากศิลปะการแสดงที่ทุกวันนี้สัมพันธ์กับวิถีชีวิตของชาวสวนทุเรียนมากขึ้น กลับเผยให้เห็นร่องรอยของประวัติศาสตร์เศรษฐกิจที่ครั้งหนึ่งเคยผูกพันอยู่กับเหมืองพลอยของเมืองจันท์

และ ‘จันทร์ลวง’ ก็จบค่ำคืนลงอย่างน่าตกตะลึงที่สุดกับ ‘WE WERE CUT OFF FROM THE WORLD, SURROUNDED BY ABSOLUTE SOLITUDE, AND TERRIBLY FAR FROM HOME.’ ผลงานวิดีโอแบบมีส่วนร่วมโดย พุทธิพงษ์ อรุณเพ็ง ที่หยิบชื่อมาจากบันทึกของทหารที่เคยเข้ามาอยู่ในเมืองซึ่งแทบไม่มีความขัดแย้ง (?) แห่งนี้ ภาพเสาสัญญาณสูงถูกฉายลงบนผนังอาคารขนาดใหญ่ ปลายยอดกะพริบด้วยแสงสีแดงราวกับกำลังส่งสัญญาณจากต้นทาง ขณะที่เสียงของประโยคดังกล่าวถูกส่งต่อออกไปในรูปแบบต่าง ๆ ก่อนจะเดินทางมาถึงโทรศัพท์มือถือของผู้เข้าร่วมแต่ละคน

สิ่งที่เกิดขึ้นตรงหน้าอาจดูคล้ายอุดมคติของการหลอมรวมวัฒนธรรมและประสบการณ์ที่แตกต่างหลากหลายเข้าไว้ภายใต้ ‘ความเป็นมนุษย์’ บางอย่าง แต่ในอีกด้านหนึ่ง มันก็อาจเป็นภาพของการรับรู้ที่กำลังกระจัดกระจาย ผู้คนต่างได้รับสัญญาณเดียวกัน แต่ไม่อาจรู้ได้ว่าแต่ละคนตีความมันไปในทิศทางเดียวกันมากน้อยเพียงใด เช่นเดียวกับตำนานที่เปลี่ยนแปลงไปตามผู้เล่าและผู้ฟัง พุทธิพงษ์จึงคิดถึงทั้งการตัดขาดและการเชื่อมต่อ ตั้งแต่ประสบการณ์ของ ‘คนไกลบ้าน’ ไปจนถึงดวงวิญญาณของผู้บัญชาการชาวตะวันตก ความโหยหาความเป็นหนึ่งเดียวกันจึงยังคงอยู่ แต่คำถามสำคัญคือ เราจะไปถึงมันได้อย่างไร และอะไรคือสิ่งที่หล่อเลี้ยงความโดดเดี่ยวเหล่านั้น

ในวันที่ภาพยนตร์กระแสหลักเคยถูกเชื่อว่าเป็นภาษากลางที่สามารถเชื่อมภาษา ประสบการณ์ ความเชื่อ และความรู้สึกของผู้คนจำนวนมากเข้าไว้ด้วยกัน วันนี้ภาพเดียวกันนั้นกลับถูกทุบแตกออกเป็นหน่วยย่อยนับไม่ถ้วน บางทีสิ่งที่เรากำลังตามหาอาจไม่ใช่เสาสัญญาณที่ส่งพลังงานได้แรงที่สุด แต่อาจเป็นเพียงบทสนทนา การเดินไปเดินมา และคำทักทายระหว่างจอเล็ก ๆ ที่อยู่ในมือของเรา เพื่อค่อย ๆ ร้อยเรียงสัญญาณเหล่านั้นเข้าหากันด้วยตัวของมันเอง

‘จันท์ลวง’
โปรแกรมเดินชมพื้นผิวเมืองจันท์ในยามหลับใหล

โดยศิลปิน:
เล็ก เกียรติศิริขจร
ฐานิกา เจนเจษฎา
พุทธิพงษ์ อรุณเพ็ง
เหมือนดาว กมลธรรม
ชาติชาย ไชยยนต์
ศราวุธ แก้วน้ำเย็น

คัดสรรโดย:
จักรวาล นิลธำรงค์
กษิดิ์เดช มาลีหอม

ส่วนหนึ่งของ เทศกาล “microWAVE FILM FEASTival เทศกาลรวมคลื่น~หนังเคลื่อน ภาค 3 จันทบุรี” (Microwave Film Fest) 25 - 30 สิงหาคม 2569