“ผมเรียกมันว่า ‘ชิลเลอร์’ คือ Thriller ที่ชิล ๆ แก้แค้นแบบเย็นเยือก… เราจะไม่เห็นตัวละครหันมายิ้มสะใจให้กล้องว่า ‘เสร็จกูล่ะ” อะไรแบบนั้นเลย’ คือส่วนหนึ่งของคำนิยามที่ เป็นเอก รัตนเรือง ใช้อธิบายถึง ‘ครัวสาว’ หรือ Morte Cucina หนังยาวล่าสุดของเขา ซึ่งมีมีดเล่มโตบนโปสเตอร์โปรโมต แต่ความอันตรายกลับแอบแฝงอยู่ในสิ่งธรรมดาอย่างอาหารแทน
หลายคนอาจพอรู้กันแล้วว่าตอนจบของหนังเรื่องนี้พาผู้ชมไปสู่บทสรุปที่ชวนช็อกได้ขนาดไหน จากหญิงสาวผู้แบกปมแค้นที่ค่อย ๆ วางแผนสังหารชายคนหนึ่ง ก่อนที่เรื่องราวจะพลิกผันไปในทิศทางที่คาดไม่ถึง จนกระทั่ง… (ไปลุ้นหวาดเสียวกันเอาเองในโรงดีกว่า) เอาเป็นว่าบทสนทนาของเรากับเขาครั้งนี้ไม่มีการสปอยล์ แต่มีคำอธิบายบางอย่างที่อยากชวนให้เก็บไว้ พอดูหนังจบแล้วกลับมาอ่านอีกที อาจยิ่งขนลุกกว่าเดิม…
“เวลาเราทำกับข้าวให้คู่ชีวิตกิน มันมีความรู้สึกอบอุ่น มีความใส่ใจอยู่ในนั้น อารมณ์ของตัวละครมันเลยลื่นไหลและเปลี่ยนไปโดยไม่รู้ตัว ในตอนจบมันเลยเกิดจุดหักมุมที่ไม่ได้ตั้งใจขึ้นมา ถ้าใช้ยาพิษมันก็จบเร็วไปแล้ว แต่นี่ความแค้นมันถูกล้างด้วยความผูกพันและเวลาที่ใช้ร่วมกัน…”
ท่ามกลางกระแสการตระหนักรู้เรื่องภาวะอาณานิคม ‘ครัวสาว’ เปิดบทสนทนาว่าด้วยศาสตร์ของอาหาร ยา การแพทย์แผนไทย และสุนทรียะของ ‘ตำรับแก้แค้นแบบผู้หญิงเอเชีย’ ผ่านมุมมองของผู้กำกับคนนี้
“ผมก็ชอบกินฟ้าทะลายโจรเหมือนกัน แล้วก็ไม่ค่อยชอบไปหาหมอด้วย (หัวเราะ) นี่ก็เพิ่งไปเรียนศาสตร์ชี่กงมา คอร์สแพงมากแต่ดีสุด ๆ ซีฟู่ (อาจารย์) บอกว่า ‘ตัวเราเองนั่นแหละคือหมอที่ดีที่สุด’ แค่ต้องรู้จักสังเกตตัวเอง กฎเกณฑ์ของแพทย์แผนตะวันตก เช่นที่บอกว่าต้องนอนให้ครบ 8 ชั่วโมงมันใช้ไม่ได้กับทุกคนหรอก พระพุทธเจ้ายังนอนแค่ 3 ชั่วโมงเลย”
“ถ้าร่างกายแกยังรู้สึกโอเค แข็งแรงดี ก็ไม่มีความจำเป็นต้องไปตื่นตระหนกตามกรอบของแพทย์แผนตะวันตกมากเกินไป อุตสาหกรรมยาสมัยนี้มันเป็นธุรกิจมหาศาล เหมือนพวกปากกาลดความอ้วน (Ozempic) ที่ดาราฮอลลีวูดฮิตฉีดกัน จริง ๆ มันก็คือยาเบาหวานนั่นแหละ”
‘ครัวสาว’ มีจุดเริ่มต้นจากอะไร ใครบอกเป็นเอกถึงก้อนเนื้อในร่างกาย และประโยคที่ว่า “ผู้หญิงไทยน่ากลัว” มีที่มาอย่างไร ทุกคำตอบอยู่ในบทสนทนาระหว่างเรากับเขาในครั้งนี้
เปิดครัว
มนต์รักทรานซิสเตอร์, เรื่องตลก 69, เรื่องรัก น้อยนิด มหาศาล, ฝนตกขึ้นฟ้า, ฝัน บ้า คาราโอเกะ… ผู้กำกับคนนี้มีผลงานระดับตำนานของหนังไทยเต็มไปหมด และประมาณสามชื่อที่กล่าวไปนี้ มีปืนอยู่บนโปสเตอร์หนัง ความรุนแรงดูจะเป็นสิ่งที่เวียนวนอยู่รอบเป็นเอก กระทั่งทำเรื่องอาหาร ก็ยังวนเวียนอยู่กับการฆ่าล้างแค้น แต่อะไรคือแรงบันดาลใจที่แท้จริงกันแน่ เบื้องหลังผลงานของเขา
“‘ครัวสาว’ มาจากข่าวครับ ตั้งแต่สมัยผมยังเป็นวัยรุ่นอยู่เลย มีข่าวว่าผู้หญิงคนหนึ่งเดินเข้าไปที่สถานีตำรวจเพื่อสารภาพว่าตัวเองฆ่าสามี ผมจำไม่ได้แล้วว่าแรงจูงใจของผู้หญิงคนนั้นคืออะไร แต่จำได้ว่าเธอบอกตำรวจให้จับตัวเธอไปหน่อย เธอขอติดคุก เธอก็เล่าว่าไม่ได้ใช้ยาพิษอะไรฆ่าเธอเลย แต่เล่าว่าทำอาหารอะไรให้สามีกินบ้าง ตำรวจก็เลยบอกว่าจับไม่ได้ เพราะการทำกับข้าวให้สามีกินมันไม่ได้ผิดกฎหมาย” เป็นเอกเล่า
“เธอมาสารภาพเพราะตั้งแต่สามีตายไป เธอก็โดนผีหลอก ได้ยินเสียงฝีเท้าขึ้นบันไดเอี๊ยดอ๊าด ได้กลิ่นน้ำหอมของสามีลอยมา พูดง่าย ๆ คือสามีคงแค้นแล้วกลับมาหลอก แล้วตามประสาคนไทย พอเจอเรื่องแบบนี้เธอก็ไปหาพระ หาคนทรงมาก่อนแล้ว แล้วทุกคนก็ลงความเห็นว่าต้องไปติดคุก เพื่อชดใช้ ไม่อย่างนั้นวิญญาณของสามีจะตายตาไม่หลับและไม่เป็นสุข จึงเกิดเป็นแรงบันดาลใจให้เราแต่งเรื่องนี้ขึ้นมาใหม่ เพิ่มแรงจูงใจในการฆ่าซึ่งเดิมไม่ได้มีในข่าว”
แต่ถ้าอย่างนั้นมันเกิดเหตุการณ์อะไรขึ้นมาในชีวิตเขาหรือ ถึงได้หยิบเรื่องนี้ขึ้นมา… “มันมีหลายอย่างที่ติดอยู่ในใจเรานะ แต่เราไม่รู้ตัว” เขาตอบ “จนกระทั่งวันหนึ่งมาคิดว่าจะทำหนังเรื่องอะไรดี มันก็แสดงตัวออกมาอย่างนี้ อย่างตอนนั้นเรื่อง ‘ฝัน บ้า คาราโอเกะ’ ก็เป็นเรื่องที่รุ่นพี่เล่าให้ฟังก่อนจะมาทำหนังเป็นสิบ ๆ ปีเลย แล้วมานึกออกตอนจะทำหนังขึ้นมา”
หรือโปรเจกต์นี้มันเริ่มจากการชอบกินของเขาหรือเปล่า… “ผมเป็นคนชอบกินนะ ชอบแสวงหาของอร่อยไปเรื่อย บอกเลยว่ากินได้ทุกอย่าง ยกเว้นแต่ชีสที่กินไม่เป็น แฟนผมจะเป็นคนระวังเรื่องอาหารการกินแทนผมตลอด คอยห้ามไม่ให้กินนู่นกินนี่เพราะเป็นห่วงสุขภาพ แต่ผมก็ไม่ได้ระแวงอะไร”
“แต่เวลาคนเราป่วย หรือเรื่องสุขภาพดี ไม่ว่าจะเป็นสุขภาพกายหรือจิตใจ ผมว่ามันเป็นเรื่องของสิ่งที่กินเข้าไปด้วย เช่นคนบางราศีเขาก็เป็นคนอารมณ์ร้อน ตับก็เลยทำงานหนักมาก แล้วก็เลยจะอ่อนไหวกับอาหารบางประเภทเป็นพิเศษ”
มองอาหารตามศาสตร์ไทย ๆ
‘กินถูกกับธาตุ อาหารก็เป็นยาวิเศษ กินแสลงกับธาตุ อาหารก็เป็นยาพิษ’ อาหารไทยดูจะเป็นเรื่องใกล้ตัวมาก ๆ เพราะเราก็กินกันอยู่ทุกวัน แต่ในอีกแง่ จะมีคนสักแค่ไหนกันที่รู้เรื่องศาสตร์เหล่านี้?
“ความรู้ส่วนใหญ่ที่ปรากฏในหนัง ได้มาจากที่ปรึกษา (Consultant) ของหนัง คือเชฟโจ้ (วรวุฒิ ตริยเสนวรรธน์)” เป็นเอกให้เครดิตเชฟหนึ่งในเบื้องหลังอาหารสุดสร้างสรรค์ของร้าน Samuay & Sons “เขาศึกษามาเรื่องการกินให้เป็นยา หมายถึงว่า คนไทยโบราณไม่มียารักษาโรคแบบฝรั่ง เพราะอาหารที่กินเข้าไปนั่นแหละคือยา ไม่ว่าจะเป็นหวัด เป็นไข้ หรือเป็นอะไร แม่ครัวก็สามารถจัดแจงต้มน้ำสมุนไพรหรือใช้วัตถุดิบต่าง ๆ มาปรุงเพื่อรักษาได้”
“เขาบอกผมให้คิดดูสิ วัตถุดิบอะไรที่มันทานแล้วเป็นยาได้ ถ้าเราใช้มันในทางตรงกันข้าม มันก็คือยาพิษได้เหมือนกัน
“ช่วงก่อนจะติดต่อไปให้เขามาเป็นที่ปรึกษา ผมเคยไปเข้าเวิร์กช็อปสั้น ๆ ของเขา ในงานนั้นจะมีอาจารย์แม่ เป็นอาจารย์ของเขา เป็นคนอายุมากแล้วแต่ยังแข็งแรงมาก เขาก็ให้เขียนวันเดือนปีเกิดไว้ แล้วสุ่มหยิบดวงคนในงานมาวิเคราะห์
“ปรากฏเขาสุ่มได้วันเกิดผม อาจารย์แม่พูดขึ้นมาว่า เป็นมะเร็งลำไส้อยู่นะ แต่หายได้ ผมฟังแล้วเข่าอ่อนเลย เพราะไม่เคยส่องกล้องลำไส้มาก่อน เนื่องจากไม่มีอาการอะไร แล้วหลังจากนั้นก็ยุ่งกับการเตรียมเปิดกล้องหนังเรื่องนี้มาก ผ่านไปจนหนังจะเสร็จ ถึงได้มีเวลาไปส่องกล้องตรวจดู หมอบอกว่าเจอก้อนเนื้อเยอะมาก ผมตัดออกไปหมดแล้ว มีอันหนึ่งในกระเพาะอาหารก็ดูอันตราย แต่ตัดออกไปแล้วเหมือนกัน อีกสามปีค่อยไปตรวจติดตามผลอีกที แต่ตอนนี้ผมก็ใช้ชีวิตมาเยอะแล้ว โชกโชน ทั้งสูบบุหรี่ กินเหล้า นอนดึก ทำงานหนัก มันก็ไม่แปลกหรอกถ้าจะมีโรคบ้าง
“เชฟโจ้เขามี “ตัวรู้” ด้วยนะ มีวันหนึ่งผมนั่งกินข้าวกับเขาอยู่ แล้วพี่ทอง (ทองดี โสฬส สุขุม) เดินเข้ามาในร้าน เชฟโจ้ไม่เคยรู้จักเขามาก่อน แต่มองปราดเดียวแล้วถามว่านั่นโปรดิวเซอร์พี่หรือเปล่า พอเขามานั่งด้วย เชฟโจ้ทักจนพี่ทองขาอ่อนเลย ว่าเป็นโรคโน่นนี่เต็มไปหมด เขาบอกพี่ทองว่าตอนนี้พลังชีวิตคุณเหลือน้อย ไม่ได้แปลว่าจะตายนะ แต่ถ้าทำงานหนัก ๆ จะทำได้อีกแค่นี้ หลังจากนั้นพี่ทองเลิกบุหรี่เด็ดขาดเลย จากตอนแรกสูบบุหรี่หนักมาก”
ถ้านับตามราศีแบบตะวันตก เป็นเอกเป็นหนึ่งในชาวธาตุน้ำ เราจึงแอบถามว่าเขารู้สึกถึงมันบ้างไหม “ผมชอบกินน้ำครับ (หัวเราะ) น้ำเปล่า กาแฟ เบียร์ ไวน์ วิสกี้ ก๋วยเตี๋ยวน้ำ หรืออีกอย่างคือผมมไม่ค่อยอารมณ์เสียมั้ง”
“กองถ่ายของผมเป็นกองถ่ายที่ใคร ๆ ก็อยากมาร่วมงานด้วย เพราะมันชิลมาก เราทำงานกันเหมือนพนักงานออฟฟิศ เช้ามาตอกบัตรเข้างาน ถึงเวลาก็ตอกบัตรกลับบ้าน ไม่มีการดราม่า พี่ไม่ชอบกองถ่ายที่ผู้ช่วยผู้กำกับชอบแหกปากตะโกนเสียงดัง ๆ คนประเภทนั้นทำงานกับพี่ได้แค่ครั้งเดียวแล้วเลิกเลย เพราะมันทำให้พลังงานในกองถ่ายเสียหมด”
ที่จริงแล้วอาจไม่ใช่แค่แพทย์แผนไทย เพราะเขาไปถึงศาสตร์แบบจีนด้วย
“ผมเชื่อในแพทย์แผนไทยมากนะ อาจจะมากกว่าแผนฝรั่งด้วยซ้ำไป ของพวกนี้ถ้ามันไม่ดีจริงมันไม่อยู่มาเป็นพันปีหรอก แพทย์แผนจีนก็ด้วย ไม่ใช่แค่แผนไทย ลองนึกดูว่าถ้าไม่ได้มองแบบแพทย์ฝรั่ง ส่วนมากความเจ็บไข้ได้ป่วยของคน มันเกิดจากเลือดกับลม สองอย่างเลย สิ่งที่เขาเรียกว่าลมปราน ศาสตร์ชี่กง ก็คือการทำให้ลมมันสมดุลย์ แล้วพอลมดีเลือดมันก็ดี”
“ในยุคหนึ่งเขาก็นิยมให้แต่งหน้าตามธาตุกัน เราก็ทำโฆษณาเครื่องสำอาง มันก็อาจเป็นหนึ่งในเรื่องที่เราเข้าไปปะทะกับมันในชีวิต แล้วก็เก็บ ๆ ไว้ในตัว”
“แต่เราก็ไม่ได้ไปตัดสินแพทย์แผนตะวันตกอะไรนะ เราคิดว่าแพทย์แผนไทยเขาก็ไม่ได้ต้องการให้คนไข้เลิกเชื่อแพทย์แผนตะวันตกไปหมดเหมือนกัน มันสามารถใช้รักษาไปด้วยกันได้ แพทย์แผนตะวันตกมันก็เป็นของขวัญจากพระเจ้าอยู่เหมือนกันนะ บางอย่างมันก็ระงับได้เร็วกว่า”
ซอฟต์พาวเวอร์ไทย ๆ ในหนังของเป็นเอก
‘ครัวสาว’ มีองค์ประกอบทางวัฒนธรรมต่าง ๆ ในไทยอยู่เต็มไปหมด ตั้งแต่ร้านอาหารสไตล์คนเมือง เชฟอีสานในร้านซูชิ ไปจนถึงเรื่องซ้อนเรื่องที่ดำเนินไปในชุมชนมุสลิม และยังทิ้งท้ายไว้เล็ก ๆ กับร้านอาหารในภาคเหนือ
“จริง ๆ ในหนังตัวละครมันพูดมั่วนะ ที่ว่าเชฟซูชิในกรุงเทพฯ มักเป็นคนอีสาน เพราะคนอีสานชอบกินของดิบเหมือนคนญี่ปุ่น” เขาชี้แจงก่อน “แต่เรื่องที่เชฟซูชิในกรุงเทพฯ เป็นคนอีสานเยอะประมาณ 80% นี่เรื่องจริง เป็นข้อมูลจาก TCDC (จากนิทรรศการ ‘กันดารคือสินทรัพย์: อีสาน’)”
“แต่ตัวละครที่มีความหลากหลายก็คงมาจากที่ผมมีเพื่อนเยอะ เจอคนเยอะ แล้วก็ได้รับอิทธิพลมาเยอะ หลากหลาย หนังเราหลาย ๆ เรื่องเป็นแบบนั้น อาจด้วยอาชีพที่ทำมันพาเราไปเดินทางเยอะ ไปเทศกาลหนัง ไปโปรโมท ฯลฯ เพื่อนเราก็เลยมีหลากหลายมาก”
มาถึงตรงนี้เราเริ่มคุยกันว่าทำไมหนังของเขาถึงมักถูกตั้งคำถามถึงความเป็นไทยอยู่เสมอ
“ที่ผ่านมาผมเลยมักจะถูกตั้งคำถามหรือโดนวิจารณ์อยู่สองเรื่องหลัก ๆ
“หนึ่งคือ “ต้อม เป็นเอก ทำหนังให้ฝรั่งดู ไม่ได้ทำให้คนไทยดู” ผมเบื่อคำนี้มาก พอหนังเราไปฉายเทศกาลต่างประเทศแล้วทำเงินในไทยได้ไม่ดี คนชอบบอกว่าผมทำหนังให้ฝรั่งดู หนังทำเสร็จก็ฉายอยู่ในโรง เราอยากให้คนมาดูจะตาย แต่จะให้ไปบังคับลากเขามาจากบ้าน หรือต้องซื้อตั๋วแจกเลยไหมล่ะ? บางคนบอกว่าหนังเราดูไม่รู้เรื่อง ผมมองว่าหนังอย่าง องค์บาก มีความซับซ้อนกว่าตั้งเยอะเขายังดูรู้เรื่องกันเลย หนังเราก็ไม่ได้ซับซ้อนอะไรขนาดนั้น มีทั้งรัก ผี ตลก ครบทุกรสชาติที่คนไทยชอบ
“กับอีกเรื่อง ว่า “หนังเรื่องนี้มีความเป็นไทยไหม? อัตลักษณ์ไทยอยู่ตรงไหน?” คำจำกัดความ “ความเป็นไทย” ของแต่ละคนมันไม่ตรงกัน สำหรับบางคน ความเป็นไทยอาจต้องมีภาพวัด ภาพศาลพระภูมิ แต่สำหรับผม ในหนังเรื่อง Last Life in the Universe (เรื่องรัก น้อยนิด มหาศาล) เราใส่ “เสียงจิ้งจก” ลงไปด้วยระบบเซอร์ราวด์รอบทิศทาง เพราะเสียงจิ้งจกร้องเนี่ย ไปประเทศอื่นไม่มีนะ มันคือเสียงประจำชาติไทยที่แท้จริง
“อีกอย่างคือเราเป็นคนทำหนัง พี่ไม่ได้มีหน้าที่มาผดุงรักษาความเป็นไทย นั่นมันหน้าที่ของกระทรวงวัฒนธรรม ผมได้รับอิทธิพลมาจากหนังทั่วโลก ทั้งฮอลลีวูด ฝรั่งเศส รัสเซีย อินเดีย จีน ญี่ปุ่น สิ่งเหล่านั้นมันหล่อหลอมให้ผมเติบโตและเข้าใจโลกมากขึ้นจากการเจอผู้คนหลากหลายวัฒนธรรม ไม่ใช่เพราะไปเข้าวัดทุกวัน พอมันมากระทบในหัวอย่างไร เวลาเขียนบทมันก็เลยเผยตัวออกมาเองโดยที่ไม่ได้ไปควบคุมมัน”
แล้วเป็นเอกคิดอย่างไรกับอาหารฟิวชั่น เราถาม มันเป็นหนึ่งในศาสตร์ของการรวมร่างทั้งในเชิงวัตถุดิบและวิธีคิดของต่างวัฒนธรรมเข้าด้วยกันที่น่าพิศวงไม่น้อย
“ไม่มีปัญหาอะไรนะ ใครอยากทำก็ทำไป” เขาตอบ “มันเป็นเรื่องของเทรนด์และการตลาด (Commercialization) ก็เหมือนกับภาพยนตร์นั่นแหละ อะไรที่ทำแล้วขายได้เขาก็ทำกัน หรือหนังอาร์ตที่หยิบนู่นมาผสมนี่มันก็ทำได้ แต่เราไม่ดูนะหนังอาร์ตมาก ๆ กูก็ไม่ไหวเหมือนกัน นึกออกไหม บางเรื่องมันก็ไม่ได้ เหมือนจับมือกันไปเรื่อย ๆ แล้วตกลงจะไม่เอากันหรอวะเนี่ย (หัวเราะ) มันจะมีอยู่ยุคหนึ่งที่คนทำหนังอาร์ตแบบนั้นกัน แต่ก็จะมีเรื่องที่ดูแล้วสนุกมาก มันก็เอากูอยู่อย่างนั้น แต่บางเรื่องมันก็ไม่ใช่ มันก็เหมือนกับที่เราพูดถึงอาหาร มันไม่ใช่ว่าฟิวชั่นคือดีหรือไม่ดี แต่มันอยู่ที่ความสามารถของคนทำ ถ้าไม่มีความสามารถมันก็จะดูเสแสร้างมากไง ถ้าความคิดไม่ใช่อย่างนั้น ตัวตนไม่ใช่อย่างนั้น”
จาก Thriller สู่ Chiller: หนังแก้แค้นแบบไม่ตาต่อตา
“เดิมเป้าหมายหลักของหนังเรื่องนี้ไม่ใช่การโปรโมตอาหารไทย แต่มันคือ “หนังแก้แค้น” (Revenge Movie) เพียงแต่อาวุธที่ตัวละครเลือกใช้ในการแก้แค้นมันประหลาดหน่อย ซึ่งก็คืออาหารไทย” เป็นเอกกล่าว
นั่นนำมาสู่นิยามหนังแนวใหม่ แบบที่ยังเต็มไปด้วยการแก้แค้นเอาคืนถึงชีวิต แต่เป็นการแก้แค้นซึ่งอิงจากความน่ากลัว “แบบฉบับหญิงเอเชีย”
“ในการแก้แค้นของหนังนี้มันมีเรื่องของการดูแลเอาใจใส่ผสมอยู่ด้วย เวลาเราทำกับข้าวให้คู่ชีวิตกิน มันมีความรู้สึกอบอุ่น มีความใส่ใจอยู่ในนั้น พออาวุธที่ใช้ดันอาศัยเวลาออกฤทธิ์ยาวนาน แล้วดันเกี่ยวกับการดูแลเอาใจใส่ อารมณ์ของตัวละครมันเลยลื่นไหลและเปลี่ยนไปโดยไม่รู้ตัว ในตอนจบมันเลยเกิดจุดหักมุมที่ไม่ได้ตั้งใจขึ้นมา ถ้าใช้ยาพิษมันก็จบเร็วไปแล้ว แต่นี่ความแค้นมันถูกล้างด้วยความผูกพันและเวลาที่ใช้ร่วมกัน
“มันชิลมาก ผมเรียกมันว่า “ชิลเลอร์” (Chiller) มันคือ Revenge Thriller ที่ชิล ๆ เป็นงานแก้แค้นแบบเย็นเยือก ไปเรื่อย ๆ ไม่กระโตกกระตาก เราจะไม่เห็นตัวละคร “สาว” หันมายิ้มสะใจให้กล้องว่า “เสร็จกูละ” อะไรแบบนั้นเลย
“ก่อนเปิดกล้อง ผมคุยกับ คริสโตเฟอร์ ดอยล์ (ผู้กำกับภาพ) ว่าพี่อยากทำหนังตามแนวทางของ มิโซกุจิ (Kenji Mizoguchi) ผู้กำกับชาวญี่ปุ่น หนังของเขา ตัวละครจะก้มหน้าก้มตาปฏิบัติหน้าที่ของตัวเองไปเรื่อย ๆ โดยที่คนดูจะไม่รู้เลยว่าจริง ๆ แล้วตัวละครคิดอะไรอยู่ เพราะไม่แสดงออกเลย
“นี่แหละคือความแยบยลของการแก้แค้นแบบผู้หญิงเอเชีย ซึ่งต่างจากผู้หญิงฝรั่ง ผู้หญิงตะวันตกเวลาต้องการเรียกร้องความเท่าเทียม เรียกร้องเงินเดือน หรือต่อต้านความรุนแรงในครอบครัว เธอจะใช้วิธีประท้วง เดินขบวน หรือล่ารายชื่อ แต่ผู้หญิงไทยหรือผู้หญิงเอเชียจะเงียบมาก เนียนมาก รู้ตัวอีกทีคือเธอได้ทุกอย่างไปหมดแล้ว
“มันอาจจะเป็นความลึกซึ้งของผู้หญิงเอเชียหรือผู้หญิงไทย ในแง่ที่เธอรู้ว่าโลกนี้มันถูกผู้ชายครองมาเป็นร้อยเป็นพันปีแล้ว ดังนั้นการจะไปเอาอะไรสักอย่างจากมัน จะไปจิกหัวมันมันก็ยาก เพราะโลกนี้มันสร้างขึ้นมาแล้ว แล้วมันเอาเปรียบกันมานานแล้ว ดังนั้นจะให้ขึ้นไปใส่นวมชกกันยังไงก็แพ้
“มันไม่ได้แปลว่าพวกเธอไม่ต้องการสิทธิ์ของตัวเองด้วยนะ แต่เธอเลือกที่จะหาทางเอาคืนในรูปแบบอื่น เลือกที่จะทำดีด้วย ปรนนิบัติจนในที่สุดผู้ชายยอมมอบทุกอย่างให้เอง มันอาจใช้เวลานานกว่าและเสียงไม่ดัง แต่บางทีมันเป็นภูมิปัญญาที่ฉลาดกว่ามาก”
ไม่ต้องไปตระหนกตามแพทย์ตะวันตกมาก
ก่อนบทสนทนาจะจบลง เราแอบอยากรู้ว่าเขาจะคิดอย่างไร กับกระแสความคลั่งไคล้ฟ้าทะลายโจรในหมู่ผู้ใหญ่ และชอบสมุนไพรไทยมากกว่ายาหมอตะวันตก เลยขอใช้โอกาสนี้ขอให้เขาฝากคำพูดถึงผู้ใหญ่ที่บ้านเสียหน่อย
“ผมก็ชอบกินฟ้าทะลายโจรเหมือนกัน แล้วก็ไม่ค่อยชอบไปหาหมอด้วย (หัวเราะ) นี่ก็เพิ่งไปเรียนศาสตร์ชี่กงมา คอร์สแพงมากแต่ดีสุด ๆ ซีฟู่ (อาจารย์) บอกว่า “ตัวเราเองนั่นแหละคือหมอที่ดีที่สุด” แค่ต้องรู้จักสังเกตตัวเอง กฎเกณฑ์ของแพทย์แผนตะวันตก เช่นที่บอกว่าต้องนอนให้ครบ 8 ชั่วโมงมันใช้ไม่ได้กับทุกคนหรอก พระพุทธเจ้ายังนอนแค่ 3 ชั่วโมงเลย”
“ผมไปวิปัสสนาปีละครั้ง (ครั้งละ 10 วัน) เวลาพ้นวันที่ 3 ไปผมจะนอนน้อยมาก หรือบางคืนไม่นอนเลย แต่แปลกมากที่รุ่งขึ้นไม่มีความเหนื่อยเลยสักนิด เพราะพอเรานั่งปฏิบัติทั้งวัน ร่างกายไม่ได้ใช้แรงงาน จิตใจมันนิ่งมาก พอจิตนิ่ง ร่างกายก็ไม่ต้องการการพักผ่อนเยอะ แค่เรานอนราบมองเพดานดูลมหายใจ ร่างกายก็ได้พักผ่อน 100% แล้ว ตอนนี้เวลาออกกองถ่ายแล้วนอนไม่หลับเพราะความตื่นเต้น ก็ใช้วิธีนี้แหละ ตื่นมาทำงานต่อได้สบาย ๆ ไม่เหนื่อยเลย”
“ดังนั้นถ้าร่างกายยังรู้สึกโอเค แข็งแรงดี ก็ไม่มีความจำเป็นต้องไปตื่นตระหนกตามกรอบของแพทย์แผนตะวันตกมากเกินไป จะหาหมออะไร สุดท้ายมันก็คือตัวเราต้องคอยสังเกตตัวเอง ว่ายังแข็งแรงดีอยู่ไหม หรือรู้สึกไม่ดีกับอะไร แล้วอุตสาหกรรมยาสมัยนี้มันเป็นธุรกิจมหาศาลซึ่งบอกให้เราต้องกินนั่นกินนี่ เหมือนพวกปากกาลดความอ้วน (Ozempic) ที่ดาราฮอลลีวูดฮิตฉีดกัน จริง ๆ มันก็คือยาเบาหวานนั่นแหละ”
คล้ายว่าเขาจะฝากถึงคนปักปากกา มากกว่าจะฝากถึงคนทานฟ้าทะลายโจร




