รู้จักซีนอิเล็กทรอนิกส์ไทยใน 9 ข้อ กับทีมผู้ (อยาก) สร้างจังวะใหม่ของ THAIBEATS โน้ต Dudesweet, ตุล ไวฑูรเกียรติ และ Maft Sai

Post on 27 July 2026

เช้าวันหนึ่งในย่านทองหล่อ เรานัดพบกลุ่มคนที่คงหาตัวได้ง่ายกว่าในแดนซ์ฟลอร์ยามค่ำ กลุ่มคนผู้ส่งเสียงผ่านเซ็ตดนตรีที่เลือกเปิด ปาร์ตี้ที่ร่วมจัด หรือกิจกรรมสังสรรค์ที่พวกเขา “รันวงการ” มาอย่างโชกโชนกันทุกคน ไม่ว่าจะเป็น โน้ต — พงษ์สรวง คุณประสพ Project Director ผู้ก่อตั้ง Dudesweet, ตุล ไวฑูรเกียรติ นักดนตรี ดีเจ นักแต่งเพลงผู้ก่อตั้งวง Apartment Khunpa และ Maft Sai นักดนตรี ดีเจ และโปรดิวเซอร์ ผู้ก่อตั้งวง Paradise Bangkok และค่ายเพลง Zudrangma Records สถานที่ที่เรากำลังนั่งสนทนาด้วยกันวันนี้

พวกเขากำลังร่วมงานกันใน THAIBEATS โครงการที่ทั้งฝันใหญ่และแปลกใหม่ คือหวังจะ “สร้าง movement ใหม่ของดนตรีอิเล็กทรอนิกส์ไทยที่เติบโตจากวัฒนธรรมท้องถิ่นและสื่อสารกับผู้ฟังทั่วโลกได้ด้วยภาษาของตัวเอง พร้อมวางรากฐานให้เกิดซาวด์ร่วมสมัยที่ผู้ฟังสามารถจดจำได้ว่าเป็นเสียงจากประเทศไทย” ผ่านการทำอัลบั้ม Vinyl Compilation ในชื่อ THAIBEATS เพื่อส่งต่อไปยังเครือข่ายดีเจ คลับ ร้านแผ่นเสียง และคิวเรเตอร์ดนตรีในต่างประเทศ โดยมุ่งเน้นให้ผลงานถูกเล่นจริงในคลับ เทศกาลดนตรี และพื้นที่ทางวัฒนธรรมร่วมสมัยต่าง ๆ

ฝันของพวกเขาไม่ได้ลม ๆ แล้ง ๆ พวกเขาทุกคน และรวมกับผู้คนอีกจำนวนมากที่มาร่วมโครงการนี้ คือเครือข่ายขนาดใหญ่ที่โยงใยจนให้ภาพสายสัมพันธ์ในวัฒนธรรมดนตรีอิเล็กทรอนิกส์ไทย ซึ่งหมายถึงคลับ ดีเจ โปรดิวเซอร์ คิวเรเตอร์ ร้านแผ่นเสียง และรวมไปถึงบริษัทเครื่องดื่ม คนขับแท็กซี่ คนขายลูกชิ้นทอด ไปจนถึงตำรวจ อย่างที่คงจะเห็นภาพชัดขึ้นจากบันทึกบทสนทนานี้ กับความเคลื่อนไหวที่แนบชิดด้วยความเป็นเพื่อนไม่แพ้(หรืออาจจะมากกว่า)ความจริงแท้ของซาวด์ (อย่างที่คงจะเห็นภาพชัดขึ้นจากบันทึกบทสนทนานี้อีกเช่นกัน)

ประวัติศาสตร์ดนตรีเต้นรำ วัฒนธรรมกลางคืน และซาวด์พื้นถิ่นแบบไทย ๆ ทั้งมีขนาดใหญ่กว้างขวางหลากหลาย และมีเรื่องเล่าเล็ก ๆ ดังสะเก็ดไฟในแต่ละค่ำ ซึ่งต้องจับตาอย่างใกล้ชิด ถึงจะสัมผัสเหล่าความไม่คาดคิดของมัน เราคว้าไว้ได้ทันประมาณ 9 ประเด็น ในบทความนี้: "เพื่อน" (และอาหาร) ก็มาก่อนดนตรีได้, รากคลับคัลเจอร์ไทยถูกกฎหมายบีบมานานกว่าที่คิด, รากของดนตรีกระแสหลักก็มาจากโลกใต้ดิน, ซาวด์ไทย ๆ คือซาวด์ที่ “สะเดิด”, หูที่ดีมีค่าไม่แพ้ต้นทุนทำเพลง (แต่ต้นทุนก็ยังสำคัญ), การรับ-ส่งอิทธิพลวัฒนธรรมเป็นเรื่องปกติ เราแค่ต้องหาสมดุลให้เจอ, การรีเสิร์ชดนตรีไม่ได้มีอยู่แค่ในจอ, ความเป็นไทยไม่จำเป็นต้อง “สนุก” ตลอดเวลา, และท้ายที่สุด ซีนที่ดีไม่ต้องใหญ่มาก แต่ต้อง “ใหญ่พอ” ให้คนอยู่รอด

ตอนนี้โครงการ THAIBEATS ปิดรับสมัครผลงานเข้าร่วมโครงการเรียบร้อยแล้ว เตรียมติดตามผลงานที่ผ่านการคัดเลือก 12 แทร็กได้ในเดือนสิงหาคมนี้กันได้เลย กับอัลบั้ม THAIBEATS Vinyl Compilation เผยแพร่สู่เครือข่ายดีเจ คลับ และร้านแผ่นเสียงใน 6 ประเทศนำร่อง ได้แก่ ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ เยอรมนี ฝรั่งเศส สหราชอาณาจักร และสหรัฐอเมริกา โครงการดำเนินงานโดย Dudesweet ร่วมกับกรมส่งเสริมวัฒนธรรม กระทรวงวัฒนธรรม

ไปรู้จัก ‘จังหวะแบบไทย ๆ’ หรือ Thaibeats ได้ในบทความนี้

  1. "เพื่อน" ก็มาก่อนดนตรีได้

เมื่อให้อธิบายซีนคลับไทยให้ต่างชาติฟัง ตุลไม่ได้เริ่มอธิบายจากแนวเพลง เพราะคนไทยไม่ค่อยยึดติดกับอุดมการณ์ทางเสียงอะไรแบบตายตัว “มิตรภาพนำมาก่อน เสียงเป็นเรื่องอันดับ 2-3 ด้วยซ้ำ” เพื่อนกลุ่มเดียวกันอาจฟังฮิปฮอป ฮาร์ดคอร์ และป๊อปแบบกระแสหลักปะปนกันได้ในห้องห้องเดียว แล้วก็แห่กันไปคลับเดียวกันเพราะ “เพื่อนไปไหนเป็นหมู่ใหญ่กูก็ไปที่นั่นแหละ” มากกว่าเรื่องเสียงหรืออะไร

Maft Sai สรุปด้วยคำคำเดียวคือ compromise หรือความประนีประนอมที่ก็ฝังอยู่ในดีเอ็นเอวัฒนธรรมไทย ตุลเปรียบเทียบกับอาหารฟิวชันแบบไทย ๆ อย่างสปาเก็ตตี้แกงเขียวหวาน หรือซาลาเปากุ้งวาซาบิ ที่เกิดขึ้นได้ “เพราะประเทศนี้พร้อมจะดูดซึมวัฒนธรรม” โดยไม่ได้แยกตัวใครตัวมันไปอยู่และยึดกับ “เผ่าพันธุ์” ทางดนตรีของตัวเอง

  1. รากคลับคัลเจอร์ไทยถูกกฎหมายบีบมานานกว่าที่คิด

จุดเปลี่ยนสำคัญที่ทั้งสามคนคุยกันคือยุค “จัดระเบียบสังคม” ของอดีตรัฐมนตรีกระทรวงมหาดไทย ร.ต.อ.ปุระชัย เปี่ยมสมบูรณ์ ช่วงต้นยุค 2000 ที่ออกกฎห้ามเต้นทำลาย dance floor ทั่วประเทศ และคล้ายกับที่นิวยอร์กที่เคยห้ามเต้นเหมือนกัน แต่ล้มเลิกไปเร็วเพราะคนไม่ยอมรับ ขณะที่ในไทยกลับดูเป็นวิธีคิดที่ฝังรากลึกและเปลี่ยนรูปหน้าตาของธุรกิจนี้ไปถาวร (นโยบายนี้ประกอบไปด้วยทั้งการโซนนิ่งสถานบันเทิง, ห้ามสถานบริการเปิดเกินตีสอง, ตรวจเข้ม ห้ามเด็กอายุต่ำกว่า 20 ปีเข้าสถานบริการ, ห้ามขายแอลกอฮอล์หลังเที่ยงคืน, ห้ามเด็กอายุต่ำกว่า 18 ปีออกจากบ้านหลัง สี่ทุ่ม ฯลฯ)

ร้านจำนวนมากเปลี่ยนเป็น "ร้านอาหาร" แทนที่จะเป็นคลับเต็มรูปแบบ เพื่อหลบกฎโซนนิ่งที่ไม่เป็นระบบ การลงทุนทำระบบเสียงดี ๆ กลายเป็นเรื่องเสี่ยงเมื่อเปิดบริการได้แค่ถึงตีหนึ่งตีสอง ตุลชี้ว่าโครงสร้างเศรษฐกิจของไนท์คลับหนึ่งแห่งไม่ได้เลี้ยงชีวิตแค่เจ้าของร้าน แต่รวมถึงบริษัทเครื่องดื่ม คนขับแท็กซี่ คนขายลูกชิ้นทอด ไปจนถึงตำรวจ และผลกระทบที่เห็นชัดที่สุดคือช่วงโควิดที่พรากทั้งระบบไปพร้อมกัน

  1. รากของดนตรีกระแสหลักก็มาจากโลกใต้ดิน

โน๊ตเล่าว่าเหตุผลที่ส่งข้อเสนอโครงการ THAIBEATS เข้ารับการสนับสนุนจากทางกรมส่งเสริมวัฒนธรรม กระทรวงวัฒนธรรม คือความเชื่อว่าดนตรีกระแสหลัก (commercial) ในไทยทุกวันนี้ ก็มีรากฐานมาจากคนกลุ่มเล็ก ๆ ในซีนใต้ดิน “ดีเจเมื่อก่อนก็เป็นโปรดิวเซอร์ให้วงหลายวงที่เราฟังกัน” ซึ่งเขาเห็นว่าโครงการรูปแบบต่าง ๆ อย่างการเชิญดีเจต่างชาติมาเล่นก็ทำให้ซีนดูหลากหลายและสนุกดี แต่การทำให้ซีนแข็งแรงจริงต้องมีโครงการที่ “สร้างจากข้างใน”

นี่จึงเป็นครั้งแรกที่หน่วยงานรัฐลงมาสนับสนุนซีนที่ไม่เคยถูกมองเห็นอย่างเป็นทางการ ทั้งสามคนหวังว่านี่จะเป็นจุดเริ่มต้นของความต่อเนื่อง ไม่ใช่โครงการเพียงรอบเดียวที่โผล่มาแล้วหายไป ซึ่งโน๊ตยอมรับตรง ๆ ว่าเป็นปัญหาที่เคยเกิดซ้ำมาแล้วในอดีต “เรามีโปรเจกต์ต่าง ๆ มาแล้วก็หยุด”
โน๊ตยกตัวอย่างซีนไทยในช่วงปี 2010 ว่าเป็นจุดเปลี่ยนหนึ่ง จากการทำเพลงโดยใช้กีตาร์เป็นหลัก มารับอิทธิพลจาก EDM และ K-pop คนรุ่นใหม่ก็เติบโตมากับซาวด์สังเคราะห์มากขึ้นเรื่อย ๆ จนไม่ใช่เรื่องแปลกอีกต่อไป ตุลเสริมว่าเพลงรักธรรมดา ๆ ที่ห่อหุ้มด้วยซาวด์อิเล็กทรอนิกส์ ก็ทำให้ซาวด์เหล่านี้ค่อย ๆ ซึมเข้าไปในซีนอินดี้ด้วย จนวงกีตาร์เริ่มใส่ซาวด์อิเล็กทรอนิกส์เข้าไป

  1. ซาวด์ไทย ๆ คือซาวด์ที่ “สะเดิด”

ตุลยกตัวอย่างเพลง Zombie ของวง The Cranberries ซึ่งเด็กไทย “เนเน่ รอยัล” นำไปใช้โชว์ฝีมือกีตาร์ในรายการ America’s Got Talent ว่ามันเป็นเพลงที่ “ไทย” สุด ๆ โดยไม่จำเป็นต้องมีเครื่องดนตรีไทยอย่างระนาดหรืออะไรเลยด้วยซ้ำ มันกลายเป็นเพลงสนุกที่ร้องตามกันได้ทุกคน แทนที่จะเป็นเพลงเศร้าตามต้นฉบับ เขาเปรียบเทียบกับการนำเบียร์มาดื่มแบบใส่น้ำแข็งของคนไทย

มันคือความเป็นไทยที่ไม่ได้มีองค์ประกอบอะไรชัดเจน แต่มีบุคลิกความ “สะเดิด” หรือความกล้าจะทำสิ่งต่าง ๆ หลุดออกนอกกรอบไปแบบไม่กลัวแปลก : “มันเหมือนเวลาคุณขับรถมอเตอร์ไซค์แล้วไม่ใส่หมวกกันน็อค ไปตึกสูงไปงานหรูแบบใส่แตะคีบ หรือไปร้านราเมงดี ๆ แต่ขอเครื่องปรุง มันคือความกล้าที่เราจะดันกำแพงบางอย่างออกไป ซึ่งมันโคตรจะสะเดิด” ตุลกล่าว

“เวลาผมไปเที่ยวต่างประเทศ เช่นไปอยู่ในคลับ เราก็จะยังเห็นจากวิธีที่เราปฏิสัมพันธ์กัน เห็นแล้วก็รู้เลยว่านี่คนไทย ไม่รู้ทำไม แต่เขาก็สนุกกันนะ”

ในแง่หนึ่งความสะเดิดก็เป็นเหมือนพลังงานที่แฝงอยู่ในการกระทำ ตุลเล่าว่าแม้ในวันที่เขาเปิดแต่ดนตรีอิเล็กทรอนิกส์หรือเทคโนจากต่างประเทศเท่านั้น โดยไม่มีเพลงไทยเลย ก็ยังมีชาวต่างชาติมาทักว่าวิธีที่เขาผสมเพลงเข้าด้วยกัน “มันมีความสนุก มีพลังงานบางอย่าง ซึ่งดีเจต่างชาติเขาไม่ทำกันแบบนี้”

ความสะเดิดจึงไม่ใช่แค่การใส่ซาวด์ไทย ๆ แบบจับต้องได้และตรงไปตรงมาขนาดนั้นลงไปในเพลง แต่คือบุคลิกที่ติดตัวมาจากการเป็นคนไทยนี่เอง ที่ทำอะไร “ไม่เหมือนที่คนเขาทำกัน”

คำว่าสะเดิดก็อาจอธิบายได้จากด้านมืดของมัน Maft Sai อธิบายว่าสะเดิดก็คือความกล้าบ้าบิ่นข้ามเส้นไปเป็นการไม่ให้เกียรติกัน เช่น การขอเพลงแล้วดีเจไม่เล่นให้จนเกิดเรื่องทะเลาะ หรือแขกที่ควักเงินสองแสนบาท แล้วจะขอยืนในบูธดีเจ

  1. หูที่ดีมีค่าไม่แพ้ต้นทุนทำเพลง (แต่ต้นทุนก็ยังสำคัญ)

ในยุค 2000 ตุลบอกว่าต้องมีเงินอย่างน้อยเป็นแสนบาท ถ้าอยากทำเพลงอิเล็กทรอนิกส์อย่างจริงจัง เพราะราคาอุปกรณ์บันทึกเสียงและเครื่องดนตรีสูงมาก คนที่ทำเพลงได้ในยุคนั้นจึงมักเป็น “คนมีตังค์” เกือบทั้งหมด แต่ทุกวันนี้สิ่งต่าง ๆ เปลี่ยนไปแล้ว “ถ้าคุณมีมันสมอง มีคอมหนึ่งตัว มันไม่ต้องใช้เงินเยอะ แต่ใช้หูที่ดี” ตุลว่า ซอฟต์แวร์แทนที่เครื่อง drum machine ราคาแพง ทำให้อุปสรรคด้านต้นทุนแทบหายไป สิ่งที่เหลืออยู่คือความคิดสร้างสรรค์และรสนิยมล้วน ๆ

  1. การรับ-ส่งอิทธิพลวัฒนธรรมเป็นเรื่องปกติ เราแค่ต้องหาสมดุลให้เจอ

ดนตรีเต้นรำแบบไทย ๆ ไม่ได้มีแค่การรับซาวด์จากต่างวัฒนธรรมเข้ามาทำให้มีรสชาติไทย ๆ แต่บางทีก็หมายถึงดนตรีไทย ๆ ที่รับอิทธิพลใหม่ ๆ เข้ามาอยู่ในปัจจุบันด้วย Maft Sai เล่าว่าหมอลำมีอยู่แล้วเป็นร้อยเป็นพันปีในภูมิภาคนี้ ดังนั้นอิทธิพลตะวันตกที่เข้ามาไม่ได้ “สร้าง” หมอลำขึ้นมาใหม่ แต่เข้ามา “โมเดิร์นไนซ์” มัน ผ่านการนำเครื่องดนตรีตะวันตกอย่างกลองชุด แอมป์ และคีย์บอร์ดเข้ามาผสม จนกลายเป็นหมอลำแบบที่คนรู้จักในปัจจุบัน ซึ่งทุกแนวดนตรีไทยล้วนผ่านกระบวนการแบบเดียวกัน คืออิทธิพลต่างชาติเข้ามาผสมผสานกับสิ่งที่มีอยู่แล้ว ไม่ใช่มาสร้างจากศูนย์ คำถามที่แท้จริงจึงไม่ใช่ว่าอิทธิพลนั้นมาจากไหน แต่คือสมดุลระหว่างของเดิมกับของนำเข้าอยู่ตรงไหน และคนทำ “พัฒนาความเป็นไทยเข้ากับสิ่งที่นำเข้ามาได้หรือเปล่า”

  1. การรีเสิร์ชดนตรีไม่ได้มีอยู่แค่ในจอ

สมัยก่อนการรู้จักเพลงแนวหนึ่งไม่มีทางลัด Maft Sai เล่าเส้นทางของเขาว่าต้องไปคลับ ไปชะโงกดูว่าดีเจกำลังเปิดแผ่นอะไรอยู่ หรือซื้อมิกซ์เทป/มิกซ์ซีดี ที่ดีเจคนโปรดทำไว้ ไม่มี YouTube ไม่มี Spotify คอยแนะนำเพลงให้อัตโนมัติ ทุกอย่างต้องขวนขวายเอง ต่อยอดจากศิลปินคนหนึ่งไปสู่อีกคนที่เคยร่วมงานกับเขา และสู่คนอื่น ๆ

หรืออีกวิธีที่จริงคือแค่การคุยกัน เมื่อคนกลางคืนเจอกัน แล้วถามกันว่าฟังอะไรอยู่ แชร์ความสนใจกัน “มึงชอบแนวนี้อ่ะ มึงเจอคนนี้หรือยัง” นี่คือระบบแนะนำเพลงแบบออร์แกนิกที่ทำงานผ่านความสัมพันธ์มนุษย์ล้วน ๆ ก่อนที่อัลกอริทึมจะเข้ามาแทนที่

ที่จริงเราก็เคยมีวิทยุเป็นอีกช่องทางที่ดนตรีอิเล็กทรอนิกส์จะเข้าถึงคนในวงกว้างด้วยเหมือนกัน และเป็นช่องทางที่เข้าถึงได้ฟรี เข้าถึงง่าย เช่นในไทยก็เคยมีสถานีอย่าง Fat Radio ที่เปิดเพลงแนวนี้เป็นประจำ

  1. ความเป็นไทยไม่จำเป็นต้อง “สนุก” ตลอดเวลา

“มันเหมือนชีวิตอะ มันก็อาจจะมีแฮปปี้ มีสนุก มีเศร้า มีชิล มันไม่จำเป็นต้องเป็นเพลงสนุกตลอดเวลา” Maft Sai กล่าว เช่นเดียวกับที่ตุลว่า “ดีเจไม่ได้แปลว่าต้องทำให้คนสนุกเสมอไปนะ ทำให้คนรีแลกซ์ก็เป็นหน้าที่ดีเจได้ ทำให้คนเหวอก็เป็นหน้าที่ของดีเจได้เหมือนกัน” ดังนั้นแทร็กใน THAIBEATS จึงไม่จำเป็นต้องเป็นเพลงปาร์ตี้อย่างเดียว ขอแค่มันมีอะไรน่าสนใจให้ต่อยอดได้

Maft Sai เล่าว่าอัลบั้มรวมที่เขาเคยทำมาตั้งแต่ Sound of Siam ไปจนถึง Thai? Dai! ก็รวมตั้งแต่หมอลำ ลูกทุ่ง ไปจนถึงแนว new age สิ่งที่ทำให้อัลบั้มรวมแบบนี้มีค่าไม่ใช่การมีแนวเดียวที่ชัดเจน แต่คือความหลากหลายที่ทำหน้าที่เป็นเครื่องมือให้ดีเจหยิบไปเล่าเรื่องราวของตัวเองในเซต

ผมเปิดให้ตายก็เอาความสนุกแบบแรง ๆ สู้ EDM ไม่ได้” Maft Sai ยอมรับ ว่าบริบทที่ต่างกันก็มีความเหมาะสมสำหรับดนตรีที่แตกต่างกัน แม้ว่าเราอาจได้ยินความเป็นไทยทั้งในเพลงรีมิกซ์รถแห่และเทคโนสายทดลอง แต่ดนตรีที่หลากหลายก็ต้องการพื้นที่ที่หลากหลายเช่นเดียวกัน

  1. ซีนที่ดีไม่ต้องใหญ่มาก แต่ต้อง “ใหญ่พอ” ให้คนอยู่รอด

เมื่อถามว่าภาพซีนดนตรีที่แข็งแรงในอุดมคติหน้าตาเป็นอย่างไร คำตอบของทั้งสามคนตรงกันอย่างชัดเจน คือไม่ใช่ความดังหรือขนาด แต่เป็นความมั่นคงที่ผู้ประกอบอาชีพในซีนนี้ “อยู่ได้” โน๊ตพูดตรง ๆ ว่า “ผมยังไม่เจอดีเจใหม่ที่ไม่มีจ๊อบอื่น” ส่วนใหญ่ต้องมีรายได้เสริมจากอีกอาชีพควบคู่ไปด้วยเสมอ

Maft Sai ยกตัวอย่างญี่ปุ่นที่ซีนอันเดอร์กราวด์ “ใหญ่พอ” จะเลี้ยงคนในนั้นได้ผ่านการขายแผ่นเสียง มีเทศกาล และมีสื่อเฉพาะทาง โดยไม่ต้องปรับตัวเข้าซีนคอมเมอร์เชียลกระแสหลักเพื่อความอยู่รอด ตุลสรุปไว้อย่างกระชับว่า “ไม่ได้บอกว่าซีนต้องใหญ่ ไม่จำเป็นต้องใหญ่ แต่มันต้อง “ใหญ่พอ” ที่เขาจะมาใช้ชีวิตได้”