ถ้าพูดถึงสำนักพิมพ์ P.S. Publishing หลายคนน่าจะคุ้นเคยกับหนังสือที่มักเชิญชวนให้เราสำรวจความรู้สึก ความสัมพันธ์ และเรื่องราวเล็ก ๆ ในชีวิตประจำวันธรรมดา ๆ แต่อาจจะสำคัญสำหรับใครบางคน รวมถึงพื้นที่ส่งเสริมการอ่านอย่าง ‘Somewhere Bookshop’ ร้านหนังสือประตูแดงที่ให้บรรยากาศคล้าย ‘ศาลาคนเศร้า’ และ ‘Something Blue Library’ ห้องสมุดประตูน้ำเงินที่ตั้งใจให้เป็นพื้นที่เยียวยาใจ พร้อมไอศกรีมที่หยิบเข้ามากินระหว่างอ่านหนังสือเล่มโปรดได้แบบชิล ๆ
และถ้า Somewhere กับ Something Blue คือพื้นที่แห่งการอ่านที่ตั้งอยู่กับที่ ‘รถสำลี’ ก็คงเป็นน้องเล็กของบ้านที่อยากออกไปทำความรู้จักโลกกว้าง ด้วยการพาการอ่านเดินทางไปพบผู้คนทั่วไทย และในขณะที่เรากำลังนั่งเรียบเรียงบทสัมภาษณ์ฉบับนี้ บางทีเจ้าสำลีคนเก่งและครอบครัวก็คงจะกำลังมุ่งหน้าไปยังถนนสายตะวันออก เพื่อไปเยี่ยมเยียนจังหวัดระยองและจันทบุรี และสำรวจวัฒนธรรมการอ่านของคนจากพื้นที่แห่งนั้นอยู่เป็นแน่ และเราก็หวังว่า จะได้ฟังเรื่องราวการเดินทางของพวกเขาที่กำลังเกิดขึ้นนี้ในสักวันหนึ่ง
แต่…นั่นเป็นเรื่องของอนาคต เพราะในวันนี้ GROUNDCONTROL อยากชวนทุกคนมาทำความรู้จักและพูดคุยกับ ‘ครอบครัวสำลี’ อย่าง เติร์ก - บริษฎ์ พงศ์วัชร์ (เจ้าของโปรเจกต/เสียงเล่าของสำลี) , อิงค์ - ยสวัสร์ ชุติวิสิฐรติกุล (พี่สาว), จ๊ะเอ๋ - บุษราภรณ์ มาตร์มงคล (คุณครู), ตาต้า - ลลิตา ลิมปโภชน์ (แม่ทูนหัว) และ ต้น - จรุงเดช โพธิ์ศรี (พ่อทูนหัว/พลขับ) มานั่งล้อมวงคุยกันในวันฝนพรำว่า อะไรคือแรงผลักดันที่ทำให้พวกเขาตัดสินใจยกพื้นที่การอ่านขึ้น ‘รถติดล้อ’ เหมือน ‘รถพุ่มพวง’ ขนหนังสือ แล้วพาออกเดินทางไกลไปหาผู้อ่านด้วยตัวเอง
รวมถึงชวนสำรวจเป้าหมายในใจและฟังเรื่องราวระหว่างทางที่ทั้งสนุก มันส์ ฮา ไปจนถึงประสบการณ์ ‘มั่วบ้านงาน’ ที่กลายเป็นบทเรียนใหม่ ๆ ให้พวกเขาได้ค้นพบว่า ผู้อ่านในแต่ละพื้นที่ต่างก็มีเอกลักษณ์และความชอบเฉพาะตัวที่น่าทำความรู้จักไม่แพ้กัน และบางทีจุดหมายที่แท้จริงของสำลีอาจไม่ใช่แค่การเดินทางให้ครบ 77 จังหวัดทั่วไทย แต่อาจเป็นการได้เปิดประตูรถออกไปทักทายใครสักคน แล้วค่อย ๆ เปลี่ยนคนแปลกหน้าให้กลายเป็นเพื่อนผ่านหนังสือสักเล่มหนึ่งก็เป็นได้
จุดเริ่มต้น ‘รถสำลี’ เมื่อความกระหายเดินทางแปลงร่างเป็น ‘รถพุ่มพวงขนหนังสือ’
ใครว่าคนรักหนังสือต้องติดบ้าน? สำหรับทีม P.S. Publishing ความชอบหนังสือไม่ได้หมายความว่าต้องนั่งอยู่กับที่ ตรงกันข้าม พวกเขาเลือกพาหนังสือออกเดินทางไปหาผู้คนถึงพื้นที่ต่าง ๆ เพราะอยากรู้ว่า นอกเหนือจากกรุงเทพฯ และหัวเมืองใหญ่แล้ว คนในแต่ละจังหวัดเขาใช้ชีวิต อ่านหนังสือ และมีวัฒนธรรมการอ่านแบบไหนกันบ้าง
และเมื่อความอยากเดินทางมาเจอกับความรักในหนังสือ ชาวแก๊ง P.S. Publishing ก็ตัดสินใจคลอดสมาชิกใหม่ของบ้าน เป็นรถขาว ๆ อ้วน ๆ กำลังน่ารัก ที่มาพร้อมกับสี่ล้ออันมั่นคงอย่าง ‘สำลี’ ร้านหนังสือเคลื่อนที่ ที่ได้แรงบันดาลใจจาก ‘รถพุ่มพวง’ รถขายกับข้าวที่ขับเข้าไปหาผู้คนถึงชุมชน เพียงแต่สิ่งที่สำลีบรรทุกมาด้วยคือหนังสือและเรื่องราวจากโลกการอ่าน พร้อมความตั้งใจที่จะค่อย ๆ ขับไปทำความรู้จักเพื่อนใหม่ให้ครบทั้ง 77 จังหวัด และนั่นก็ทำให้เราอยากรู้จักครอบครัวนี้เสียเหลือเกิน
ต้น, จ๊ะเอ๋, อิงค์, ตาต้า (จากซ้ายไปขวาตามลำดับ)
GC: สวัสดีค่ะครอบครัวสำลี
ต้น: สวัสดีครับ ผมต้นนะครับ พื้นเพเป็นคนขอนแก่น ปัจจุบันเป็นพลขับรถสำลี หรือเรียกง่าย ๆ ว่าเป็น ‘พ่อทูนหัว’ ครับ (หัวเราะ) ก่อนหน้านี้ผมเคยทำงานอยู่ในวงการหนังสือ เป็นฝ่ายขายที่ต้องเดินทางไปตามที่ต่าง ๆ อยู่แล้ว ก็เลยมีโอกาสได้รู้จักและทำงานกับคนในวงการหนังสือหลาย ๆ คน จนได้มาร่วมโปรเจกต์นี้กับทีมสำนักพิมพ์ P.S. Publishing ครับ
ตาต้า: สวัสดีค่ะ ตาต้านะคะ เป็นลูกครึ่งกรุงเทพฯ-ชลบุรี ปัจจุบันทำงานเป็น Product Specialist และ Customer Experience จากสำนักพิมพ์ P.S. Publishing ค่ะ จริง ๆ แล้วต้าอยู่กับที่นี่มานานแล้วค่ะ แต่ไม่ได้เรียนจบทางด้านหนังสือหรือบรรณาธิการมาโดยตรง ตอนนั้นเราอยากลองทำงานขายหนังสือในงานอีเวนต์ ก็เลยเริ่มต้นจากตรงนั้น แล้วค่อย ๆ ทำมาเรื่อย ๆ จนได้เจอจ๊ะเอ๋ อิงค์ และต้น แล้วก็ได้มาร่วมโปรเจกต์กันค่ะ
สำหรับโปรเจกต์นี้ ต้ารับบทเป็น ‘แม่ทูนหัว’ ของน้องสำลี ซึ่งเป็นตำแหน่งที่แต่งตั้งขึ้นมาเอง ด้วยอายุอานามที่น่าจะเยอะที่สุดในทีมค่ะ (หัวเราะ) หน้าที่หลัก ๆ ก็คือไปพูดคุย ฝากเนื้อฝากตัวกับร้านพาร์ตเนอร์ต่าง ๆ แล้วก็ฝากให้ช่วยเอ็นดูน้องสำลีด้วย ตอนนี้น้องสำลีอายุเกือบปีแล้ว เดินได้ วิ่งได้ แล้วก็แข็งแรงขึ้นเรื่อย ๆ ค่ะ
อิงค์: สวัสดีค่ะ อิงค์ค่ะ เป็น Project Manager ของสำนักพิมพ์ P.S. Publishing แล้วก็เป็น Manager ของ Somewhere Bookshop และ Something Blue Library รวมถึงน้องสำลีด้วยค่ะ ก่อนหน้านี้อิงค์ทำงานอยู่ในวงการหนังสือ เป็นฝ่ายขายแล้วก็เคยอยู่สำนักพิมพ์อื่นมาก่อน ตั้งแต่เรียนจบมาก็ทำงานอยู่ในสายหนังสือมาตลอดเลยค่ะ ไม่เคยไปสายอื่นเลย สำหรับโปรเจกต์นี้ อิงค์รับบทเป็น ‘พี่สาว’ ค่ะ เพราะรู้สึกว่าสำลีเป็นเหมือนน้องเล็กสุดของบ้าน ก็เลยจะคอยดูแลน้องในอีกมุมหนึ่งค่ะ
จ๊ะเอ๋: สวัสดีค่ะ จ๊ะเอ๋ค่ะ เป็นคนสมุทรปราการ ปัจจุบันเป็น Head of Execution ของสำนักพิมพ์ P.S. Publishing ค่ะ เป็นคนที่เข้ามาช่วยน้องอิงค์ดูแลโปรเจกต์ต่าง ๆ แล้วก็รับบทเป็น ‘คุณครู’ ของน้องสำลี คอยไกด์ คอยสอนน้องหัดวิ่งค่ะ ก่อนหน้านี้จ๊ะเอ๋เคยทำงานที่สำนักพิมพ์ แล้วก็เคยทำงานกับสมาคมผู้จัดพิมพ์ฯ ด้วยค่ะ เราเองก็เคยเจอน้องอิงค์หรือพี่ต้นตามงานหนังสือภูมิภาคอยู่แล้ว เลยคุ้นหน้าคุ้นตากันอยู่บ้าง พอมาถึงโปรเจกต์นี้ก็เหมือนโชคชะตานำพาให้ทุกคนมาเจอกัน แล้วคนที่เป็นตัวตั้งตัวตีในการชวนทุกคนมารวมตัวกันก็คือพี่ตาต้าค่ะ
เติร์ก: สวัสดีครับ ชื่อเติร์กครับ เป็นคนนครศรีธรรมราช เป็นเจ้าของร้าน Somewhere Bookshop และ Something Blue Library แล้วก็น้องสำลีครับ ส่วนใหญ่ผมจะเข้าไปช่วยดูแลงานบริหารหลังบ้านของ P.S. Publishing แล้วก็รับบทเป็น ‘เสียงเล่า’ ให้กับโปรเจกต์นี้ครับ เรามองว่าการทำสำลีก็เหมือนเขียนหนังสือเรื่องหนึ่ง คือสร้างคาแรกเตอร์ขึ้นมา อย่างร้าน Somewhere เสียงพากย์ผมจะกดต่ำลงนิดนึง แต่ถ้าเป็นสำลี ผมจะฟังเพลงพี่เบิร์ด - ธงชัย หรือ พี่แจ้ - ดนุพล ก่อนเพื่อสร้างมู้ด ให้เสียงมันสดใสขึ้นมานิดนึง แบบ ‘สวัสดีครับพี่ ๆ น้องสำลีเอง’ เปลี่ยนไปอีกมู้ดเลยครับ
เครดิตภาพ: ครอบครัวสำลี
GC: ถ้าย้อนกลับไปถึงจุดเริ่มต้น อะไรเกิดขึ้นก่อนกันระหว่าง ‘ความอยากออกเดินทาง’ กับ ‘รถสำลี’
อิงค์ / ตาต้า: ความคิดเรื่องการออกเดินทางมาก่อนตัวรถค่ะ (หัวเราะ)
ตาต้า: จริง ๆ ต้องบอกว่า เราเริ่มจากโปรเจกต์ Read with me if you can ของ P.S. Publishing เมื่อปีที่แล้วค่ะ เราอยากให้คนในต่างจังหวัดได้อ่านหนังสือของเรา เพราะร้านหนังสืออิสระในต่างจังหวัดมีน้อย เราเลยส่งหนังสือไปให้ตามคาเฟ่ในจังหวัดต่าง ๆ เริ่มจากเพื่อน ๆ พาร์ตเนอร์คาเฟ่เหล่านี้ก่อนค่ะ
อิงค์: ประกอบกับสำนักพิมพ์เราจะจัดงานหนังสือที่ศูนย์สิริกิติ์ในกรุงเทพฯ ปีละสองครั้ง และมีงานหนังสือภูมิภาคที่เราเดินทางไปขายหนังสือตามต่างจังหวัด แต่ส่วนใหญ่จะเป็นเชียงใหม่ ขอนแก่น หาดใหญ่ ซึ่งเป็นหัวเมืองใหญ่ ๆ ของแต่ละภาค จากการเดินทางไปตามพื้นที่เหล่านี้ เราเริ่มรู้สึกว่าอยากไปหาเพื่อนทุกที่ ไม่อยากจำกัดอยู่แค่กรุงเทพฯ หรือหัวเมืองใหญ่ ๆ อย่างเวลาไปหาดใหญ่ เราก็คิดว่า ทำไมเราไม่เคยได้ไปรู้จักคนปัตตานี ยะลา สงขลา หรืออำเภอข้าง ๆ เลย ตรงนี้เองที่ค่อย ๆ กลายมาเป็นที่มาของโปรเจกต์สำลีค่ะ เราอยากออกไปหาเพื่อนด้วยตัวเอง อยากไปทำความรู้จักคนในแต่ละพื้นที่ให้มากขึ้น
ตาต้า: เวลาเราไปตามหัวเมืองต่าง ๆ เราเห็นว่าขนส่งสาธารณะในแต่ละพื้นที่ไม่ได้สะดวกมากนัก การเดินทางค่อนข้างยาก เราเลยคิดว่า ถ้าอย่างนั้นเป็นฝ่ายเดินทางออกไปหาเขาเองดีกว่า เราอยากรู้ด้วยว่าคนในแต่ละพื้นที่ใช้ชีวิตกันยังไง ไลฟ์สไตล์เป็นแบบไหน กินอะไร แต่งตัวแบบไหน หรือในแต่ละวันเขาทำอะไรกันอยู่บ้าง
ต้น: อีกเรื่องที่เราอยากเข้าไปทำความรู้จักคือวัฒนธรรมการอ่านของแต่ละพื้นที่ครับ อยากรู้ว่าแต่ละจังหวัดอ่านหนังสือแนวไหน ชอบอ่านอะไร หรือมีวัฒนธรรมการอ่านแบบไหนที่เราอาจจะยังไม่เคยเห็นมาก่อน เพราะฉะนั้นมันเลยไม่ใช่แค่การเอาหนังสือไปขาย แต่เป็นการเดินทางเข้าไปแลกเปลี่ยนวัฒนธรรมการอ่านของแต่ละพื้นที่ด้วยครับ
เติร์ก: คือน้อง ๆ แก๊งนี้เขาชอบเดินทาง ชอบไปเที่ยวกันอยู่แล้วครับ พอเรารู้สึกว่าพื้นที่การอ่านมันกระจุกตัวอยู่ในกรุงเทพฯ ประมาณหนึ่ง ก็เลยอยากออกไปดูว่าคนที่อยู่นอกกรุงเทพฯ เขาเป็นยังไงกันบ้าง เพราะเรารู้แล้วว่าน้อง ๆ ที่กรุงเทพฯ หน้าตาแบบนี้ แต่งตัวแบบนี้ เวลาอกหักก็ไปบาร์ ฟังเพลงแบบนี้ อ่านหนังสือแบบนี้ แต่เราไม่รู้เลยว่าน้อง ๆ ที่ราชบุรี เวลาเขาอกหัก เขาแว้นมอเตอร์ไซค์ไปแถวไหน หรือเขาไปอยู่ตรงไหนกัน หรืออย่างทางอีสาน สำหรับผมถือว่าเป็นเหมือนมิติลี้ลับประมาณหนึ่งเลยครับ (หัวเราะ) ผมมีเพื่อนเป็นคนอีสานเยอะ แต่ผมไม่เข้าใจเลยว่าเขาอ่านอะไร เขาอยู่ตรงไหน หรือฟีลลิ่งของเขาเป็นแบบไหน
การมาของสำลีก็เลยประกอบสร้างขึ้นมาจากตรงนั้นครับ อีกอย่างคือทีมนี้เป็นเด็กต่างจังหวัดที่เข้ามาทำงานในกรุงเทพฯ กันทุกคน เราเลยคิดว่า เอ้ย มันต้องมาแล้ว ‘Book Truck’ แต่เราไม่ได้อิงค์จากโมเดลเมืองนอกขนาดนั้นนะครับ เราชอบโมเดล ‘รถพุ่มพวง’ มากกว่า คือรถขายกับข้าวที่มีทุกอย่างอยู่ในนั้นเลย เรารู้สึกว่าโมเดลแบบนี้เข้าถึงคนได้ง่ายที่สุด ก็เลยกลายมาเป็นน้องสำลีครับ
เครดิตภาพ: ครอบครัวสำลี
GC: แล้วจากความคิดที่อยากออกไปพบผู้คนในแต่ละพื้นที่ อะไรคือภาพที่ครอบครัวสำลีอยากเห็นจากการเดินทาง
อิงค์: ความฝันและเป้าหมายของเราคือการไปให้ครบทั้ง 77 จังหวัดค่ะ เรายังไม่ได้มีเพื่อนครบทุกจังหวัด ก็เลยอยากใช้สำลีเป็นโอกาสพาพวกเราที่ชอบหนังสือไปเจอผู้คนที่ชื่นชอบหนังสือเหมือนกัน หรือแม้แต่คนที่ไม่เคยอ่านหนังสือ ไม่รู้จักหนังสือมาก่อน เราก็จะได้ไปทำความรู้จักเขา ไปหาเพื่อนใหม่ ๆ อย่างหนองบัวลำภู เราไม่เคยรู้จักมาก่อน ถ้าดูในรูทเส้นทางแล้วจังหวัดนี้ยังไม่เคยมีเพื่อน เราก็ลุยเลยค่ะ ไปทำความรู้จักกัน
GC: เมื่อมีรถ มีเส้นทาง และมีความตั้งใจแล้ว ชื่อ ‘สำลี’ เกิดขึ้นมาได้อย่างไร และทำไมถึงรู้สึกว่าชื่อนี้เหมาะกับรถคันนี้
เติร์ก: ผมคิดชื่อนี้ได้ตอนที่กำลังขับสำลีออกจากโชว์รูมนี่แหละครับ ตอนนั้นกำลังจะเอาไปทำตู้ข้างหลังที่จะใช้เป็นห้องหนังสือ ระหว่างขับอยู่บนทางด่วนดอนเมือง ผมพยายามคิดว่า ตัวรถสีขาวแล้วมันจะเป็นชื่ออะไรดี อีกอย่างคืออยากให้มีตัว S ในชื่อด้วย เพราะเรามี Somewhere กับ Something Blue อยู่แล้ว คิดไป ขับรถไป มองเห็นก้อนเมฆ เราก็คิดว่า เอ้อ มันขาว ๆ นุ่มนิ่ม น่ารักนะ แล้วก็คิดว่าเหมือนสำลีเลย บวกกับพอนึกถึงฟังก์ชันจริง ๆ ของสำลี ที่มีไว้ซับแผล ก็เลยเชื่อมกับเราที่อยากฮีลใจคน แบบเข้ากันพอดีเลยครับ
อิงค์: อีกอย่างคือ สำลีเลยจะเป็นเหมือน ‘น้องปุยเมฆ’ ค่ะ เพราะน้องเมฆจะออกเดินทางไปเรื่อย ๆ ไปทุกที่ เหมือนเราอยู่ใต้ฟ้าเดียวกัน
ตาต้า: เราอยากให้น้องน่ารัก นุ่มนิ่ม เข้าถึงง่ายในแต่ละพื้นที่ค่ะ พอเราสร้างตัวตนน้องสำลีขึ้นมา การขับรถเข้าไปหาคนในแต่ละพื้นที่มันก็ดูเฟรนด์ลี่ขึ้น
เครดิตภาพ: ครอบครัวสำลี
เปิดพุงน้องสำลี สำรวจรสชาติการอ่านบนชั้นหนังสือที่ไม่มีสูตรสำเร็จ
มาลองค้นชั้นหนังสือในพุง เอ้ย! ในตัวรถของน้องสำลีกันดูสักหน่อยดีกว่าว่า ในแต่ละที่ที่เดินทาง ครอบครัวสำลีเขาขนอะไรติดไม้ติดมือกันไปบ้าง เพราะทีมสำลีไม่ได้ตั้งต้นด้วยการเดาว่า คนจังหวัดไหนควรอ่านอะไร แต่เลือกพาหนังสือหลากรสออกไปเจอผู้คนก่อน แล้วค่อยเรียนรู้ไปพร้อมกันว่า เพื่อนใหม่แต่ละพื้นที่ชอบหยิบเล่มไหนขึ้นมาอ่านกันแน่
GC: หนังสือบนรถสำลีมีอะไรบ้าง บนรถที่พื้นที่จำกัด ทีมสำลีคัดสรรหนังสือกันอย่างไร ช่วยเล่าเบื้องหลังการเลือกหนังสือให้ฟังหน่อย มีแนวไหนบ้าง ทำไมถึงเป็นแนวนี้
ตาต้า: จริง ๆ เราไม่ได้คิวเรตหนังสือเพื่อจังหวัดไหนเป็นพิเศษค่ะ เราคิวเรตรวม ๆ ไปกับน้องสำลีเลย เพราะเรามองน้องสำลีเป็นรถพุ่มพวงที่มีทุกอย่าง (หัวเราะ) มันเหมือนรสชาติการอ่านที่พออ่านหนังสือเล่มหนึ่ง ก็จะมีทั้งความเปรี้ยว ความขม ความเศร้า ความหวานอยู่บนรถน้องสำลี เราอยากให้ทุกคนขึ้นไปหยิบหนังสือมานั่งอ่านได้ แต่หลัก ๆ ก็จะมีหนังสือของ P.S. Publishing และตอนนี้เริ่มมีหนังสือจากสำนักพิมพ์เพื่อนบ้าน เช่น Salmon Library House และ กำมะหยี่ เข้ามาคิวเรตในน้องสำลีแล้วค่ะ
เติร์ก: เราเดินทางไปด้วยความตั้งใจว่า เราไม่รู้ว่าคุณชอบอ่านอะไร แต่เรามีมาประมาณนี้ ถ้าเราไม่มีสิ่งที่คุณชอบ คุณบอกเราได้เลยว่าคุณชอบอะไร แล้วเดี๋ยวเราจะหามาให้ครับ เพราะการคิวเรตไปก่อนมันเหมือนเราคัดเลือกให้แล้วว่า คุณต้องอ่านแบบนี้สิ อีกอย่างเราไม่ได้ตั้งใจจะไปหาพวกเขาแค่ครั้งเดียว เราจะสัญญากันว่า เดี๋ยวเรากลับมาอีกนะ แต่เดี๋ยวคราวนี้เราไปคิวเรตมาแล้ว เพราะเรารู้แล้วว่า คุณชอบอ่านแบบไหน
GC: มีหนังสือเล่มไหนหรือประเภทไหนที่ได้รับความสนใจเกินความคาดหมายของทีม
ต้น: เท่าที่ผมไป หนังสือที่ได้รับความสนใจมากกว่าวรรณกรรมทั่วไป คือหนังสือชื่อ ‘ตราบใดที่ฉันอยู่ เธอจะถูกรักเสมอ’ ครับ มันจะเป็นเหมือนโควตคำสั้น ๆ สามถึงสี่ประโยคที่ให้กำลังใจ ส่วนมากชาวชุมแพ ขอนแก่น หนองบัวลำภู ชัยภูมิ จะสนใจแนวนี้มากครับ
ตาต้า: ตอนไปหนองคาย เราเห็นการอ่านวรรณกรรมของเขาที่เกี่ยวกับความเป็นตัวตนค่ะ ต้ารู้สึกว่าคนหนองคายเขามีอะไรอยู่ข้างในเยอะ หนังสือที่พูดถึงเรื่องตัวตน ค่อนข้างได้รับความสนใจเยอะมาก เหมือนแค่ยังไม่มีใครค้นพบตัวตนของเขาค่ะ
อิงค์: ส่วนอิงค์เวลาอยู่หน้าบูธจะได้รับประสบการณ์ต่างจากพี่ ๆ คืออิงค์ชอบไปอยู่ในจังหวะที่มีใครก็ไม่รู้บังเอิญเดินเข้ามา แล้วถามว่า นี่คืออะไร คุยกันไปสักพัก เขาก็จะบอกว่า แนะนำหนังสือให้หน่อยได้ไหม ไม่รู้จะอ่านอะไรดี ส่วนใหญ่เราก็จะถามต่อว่า ชอบเรื่องสั้นไหม ชอบบทสนทนาที่คุยกันไหม อยากอ่านบทกวี เป็นคนลึก ๆ หรือเปล่า หรือถ้าไม่อยากอ่านหนังสือ เราก็มี ‘ซีน’ (Zine) เป็นงานทำมือเกี่ยวกับนักวาด เราก็จะแนะนำไปอีกแบบหนึ่งค่ะ เพราะส่วนใหญ่อิงค์จะอยู่กับรถสำลีเป็นหลัก
GC: แนะนำหนังสือที่ขายดีที่สุดตลอดโปรเจกต์นี้หน่อย
ต้น / ตาต้า: ‘จดหมายจากดาวแมว’ ของพี่นทธี ศศิวิมล ครับ
ตาต้า: น่าจะไปทับใจกับคนหลายๆ คนที่ชอบน้องแมว มันเป็นอะไรที่เข้าถึงง่าย ตัวหนังสือเล่าถึงความผูกพันระหว่างน้องแมวกับใครสักคนหนึ่ง อาจจะเป็นเจ้าของเขา อ่านแล้วทำให้เขากลับไปคิดถึงน้องแมวที่เคยอยู่ด้วยกัน ค่อนข้างประทับใจคนหมู่มากและเกิดการพูดคุยป้ายยาปากต่อปากว่าเล่มนี้ดีนะคะ
ต้น: ที่ไปก็เจอคนทาสแมวทาสหมาเยอะครับ ส่วนมากก็จะถามหา จดหมายจากดาวแมว บางคนก็ถามหา พัสดุจากดาวหมาด้วย ประมาณนี้เลยครับ
เครดิตภาพ: ครอบครัวสำลี
GC: แล้วถ้าให้ทีมสำลีแต่ละคนแนะนำหนังสือที่ชอบบนรถสำลีคนละหนึ่งเล่ม มาป้ายยาคนอื่น จะเป็นหนังสือเล่มไหน
ต้น: ผมอาจจะแหวกแนวจากเพื่อนหน่อย เป็น Sad or sing everything's gonna be okay ของ PS x พี่ตูนสตูดิโอครับ เป็นโปรเจกต์พิเศษครบรอบ 11 ปีของพี่ตูน ข้างในมีคอร์ดเพลง มีคำให้กำลังใจ มีรูปภาพท้องฟ้าที่พี่ตูนเป็นคนถ่ายเอง ความพิเศษคือสมุดสันข้างมันสามารถเปิดกางได้สุดเลยครับ น่าจะเป็นเล่มนี้เพราะส่วนตัวคุณพ่อคนขับชอบเล่นดนตรีด้วยครับ
ตาต้า: ของต้าอยากแนะนำ ฝนพรำ Day & Night มีเขาใหญ่เป็นฉากหลัง ค่ะ เพราะรู้สึกว่าเล่มนี้พูดถึงตัวละครที่ต้องการหลีกหนีเดินทางออกจากจุดเดิมไปยังที่ใหม่ๆ หรือผู้คนใหม่ๆ คล้ายๆ กับตัวสำลีเอง แล้วก็คนที่เดินทางมาเจอสำลีค่ะ เรื่องนี้เป็นแกงโฮะรวมนักเขียนหญิง ที่อ่านแล้วจะเห็นลายเซ็นหรือสำนวนของนักเขียนแต่ละคนค่อนข้างชัด
อิงค์: ของอิงค์เป็นเล่มในใจคือ ดอกรัก ของพี่ตินกานต์ค่ะ พื้นฐานเป็นคนชอบดอกไม้อยู่แล้ว เล่มนี้เป็นรวมเรื่องสั้นที่เอาดอกไม้มาตั้งเป็นชื่อตัวละคร มีความสัมพันธ์หลากหลายรูปแบบ เช่น แอบรักเพื่อน ความสัมพันธ์ครอบครัว อิงค์ชอบเล่นกับเพื่อนว่า "ฉันเป็นดอกนี้ เธอนั่นแหละเป็นดอกนี้" เพราะดอกไม้แต่ละดอกมีคาแรกเตอร์ต่างกัน อิงค์ชอบ 'ดอกลิลลี่' ที่เป็นคนไม่ยอมคน ส่วนเพื่อนสนิทที่โคราชเขาจะชอบ 'ดอกดาหลา' คิดว่าหยิบเล่มนี้น่าจะติดมือ ตรงใจใครหลายคนค่ะ
จ๊ะเอ๋: ของจ๊ะเอ๋เป็น หนีตามพระพุทธเจ้า ของพี่โจ้ค่ะ รู้สึกว่าสำลีคือการเดินทาง การที่เราจะแนะนำหนังสือเดินทางให้เขา จุดประกายให้เขาอยากไปในที่ต่างๆ การไปตามรอยพระพุทธเจ้าที่ศรีลังกา อยากให้มันเป็นการเดินทาง ต่อตยอดที่ไม่หยุดนิ่งเหมือนน้องสำลีค่ะ
เติร์ก: ของผมน่าจะเป็นงานของ Library House ชื่อ กลับบ้าน ครับ เป็นนวนิยายเล่มบางๆ พูดถึงการกลับบ้านของผู้หญิงวัยเกษียณคนนึงที่คิดถึงทางแยกของชีวิต ว่าตอนอายุน้อยน่าจะขึ้นเรือไปมีชีวิตอีกที่นึง แต่เธอก็แต่งงานมีลูก และเกษียณตัวเองไปอยู่บ้านแถบชนบท มานั่งใคร่ครวญตัวเองว่าจุดเปลี่ยนตอนนั้นมีผลกระทบยังไงบ้าง เราคิดว่าการเดินทางของสำลีในส่วนตัวผมเอง มันก็คือการกลับบ้านรูปแบบหนึ่งครับ
เครดิตภาพ: ครอบครัวสำลี
เมื่อหนังสือออกเดินทาง บทสนทนาระหว่างทางของสำลี กับเรื่องสนุก ๆ ที่จำไม่ลืม
เพราะทุกการเดินทางของสำลีไม่ได้มีแค่การขับรถไปถึงอีกหนึ่งจังหวัด แต่ระหว่างทางยังเต็มไปด้วยประสบการณ์ใหม่ ๆ ที่ทั้งสนุก อบอุ่น และบางเรื่องก็กลายเป็นความทรงจำที่ทีมสำลีหยิบกลับมาเล่าได้ไม่รู้จบ ตั้งแต่ร้านหนังสือ คาเฟ่ บาร์ วงอ่านหนังสือ ไปจนถึงมื้ออาหารและบทสนทนากับผู้คนที่เพิ่งได้เจอกัน แต่ละทริปจึงมีเรื่องราวของตัวเองที่ไม่สามารถวางแผนล่วงหน้าได้ทั้งหมด
GC: ปักหมุดสถานที่ที่จะไปตั้งแผงกันอย่างไร และมีการร่วมมือกับคนท้องถิ่นแบบไหนบ้าง ช่วยเล่าให้ฟังหน่อยได้ไหมคะ
อิงค์: จะมาจากเพื่อนที่เรารู้จักอยู่แล้ว หรือเป็น DM จากเพื่อนใหม่ ๆ เข้ามา ส่วนใหญ่พอเขาเห็นว่าเรากำลังทำแบบนี้ก็จะทักมาว่า ถ้ามีโอกาสแวะมาหากันได้นะคะ เราก็จะบอกว่าดีใจที่ทักมาหา ถ้ารูทเรามีโอกาสผ่านเส้นทางเหนือหรือใต้ เราก็จะวางแผนกันก่อน แล้วทักไปหาเขาว่า เพื่อน เรากำลังจะผ่านบ้านเพื่อนนะ อะไรแบบนี้ค่ะ อย่างที่โคราช เราก็ร่วมมือกับเพื่อนคาเฟ่ ไปจัดงาน ‘จั๊กกะบุ๊ก’ คอลแลปส์ร่วมกับบาร์ หรือที่หนองคาย เราก็ไปทำบุ๊กคลับกับร้านหนังสือท้องถิ่นอย่าง หนองคายแอนด์เฟรนด์ (Nongkhai & Friends) ค่ะ
ต้น: พอไปถึงบรรยากาศมันจะเป็นเหมือนคำเปรียบเปรยที่เรียกว่า ‘มั่วบ้านงาน’ ครับ เช่น ตอนไปอีสานเขาจะชวนเรากินข้าว เราเป็นคนขี้เกรงใจก็ต้องกิน เขาขายอยู่ที่บ้าน ชวนทุกบ้าน เราไม่กล้าปฏิเสธ อิ่มก็ต้องกินครับ แล้วเขาก็จะบอกต่อ ๆ กันว่า นี่เพื่อนมาจากกรุงเทพฯ นะ ทุกคนเขาก็จะเอ็นดูเราหมดเลย เป็นฟีลแบบว่าเราเข้าบ้านไหน อำเภอไหน มันก็เข้าได้กับทุกคน ไปได้ทุกที่ครับ
อิงค์: และในตอนนี้เราส่งสำลีไปประมาณ 10 จังหวัดแล้วค่ะ เป็นสองรูท และเริ่มคุยกับเพื่อนในเส้นทางใหม่ไว้เรียบร้อยแล้ว ต่อไปจะไปภาคเหนือค่ะ จะได้ไปมั่วบ้านงานและได้ภาษาถิ่นทางเหนือมาอีก
เครดิตภาพ: ครอบครัวสำลี
GC: หลังจากพาสำลีเดินทางไปหลายจังหวัด มีที่ไหนที่สร้างความประทับใจให้ทีมเป็นพิเศษบ้าง เพราะอะไร
ต้น: สำหรับผมน่าจะเป็นขอนแก่น รูทก่อนจะไปอุดรธานีครับ ชื่อร้าน i.you.we.they (night bar) เป็นครั้งแรกที่เราไปคอลแลปส์กับบาร์ตอนกลางคืน ซึ่งผลตอบรับดีมาก คนที่เราเจอจะเป็นวัยรุ่นสายแต่งตัว แบบรู้เลยว่า คนเหล่านี้น่าจะอ่านหนังสือแนว P.S. Publishing แน่นอน และยังมีเด็กตัวเล็ก ๆ มานั่งระบายสีที่เราเตรียมไว้ให้ด้วย ขอบคุณน้องในร้านที่ช่วยประชาสัมพันธ์ ชวนเพื่อนมา เป็นบาร์แรกที่คอลแลปส์แล้วปังมาก และเป็นที่แรกที่เราจัดกิจกรรมเขียนจดหมายด้วย ประทับใจและอยากกลับไปอีกครับ
ยังมีชัยภูมิกับหนองบัวลำภูครับ เพราะเป็นพันธมิตรใหม่เลยที่เราไม่เคยผ่าน ไม่เคยรู้จัก ไม่เคยเดินทางไปด้วย แต่ผลตอบรับดีมาก มีน้อง ๆ ยอมขับรถเดินทางไกล 80 กิโลเมตร เพื่อมาหาสำลีที่เป็นรถอะไรก็ไม่รู้ ดีใจมากเลยครับ
อิงค์: ของอิงค์จะเป็นที่นครราชสีมาค่ะ เรามีเพื่อนในสำนักพิมพ์อยู่โคราช เขาจะชอบบอกว่า โคราชมีผัดหมี่โคราช มีนู่นนี่นั่น เหมือนทุกอย่างมีคำว่าโคราชเป็นออริจินัล (หัวเราะ) เราเลยอยากไปเยือนสักครั้ง พอเรามีโอกาสไปที่โคราชเป็นรูทแรก เราก็เลยจัดกิจกรรมชื่อ ‘จั๊กกะบุ๊ก’ ซึ่งมาจากคำภาษาถิ่นอย่าง ‘จั๊กกะแหล่ว’ ของโคราช ที่แปลว่าไม่รู้สิ ไม่รู้เหมือนกัน ตอนนั้นเราร่วมมือกับเพื่อนที่เป็นคาเฟ่และบาร์ และเราก็ค้นพบว่าชาวโคราชเขาเป็นสายดื่มนะ เราก็ขอเอาการอ่านไปแซมหน่อย ปรากฏว่าผลตอบรับดีมาก คนดื่มไปสักพักก็มานั่งอ่านหนังสือ หรือคนไม่ดื่มก็ตามมานั่งอ่านหนังสือด้วย เป็นความประทับใจมากค่ะ
อีกที่คือที่หนองคาย เราไปทำบุ๊กคลับกับเขา อันนี้พิเศษมาก เพราะไม่เคยทำบุ๊กคลับแล้วนั่งกินข้าวเหนียวกับไส้อั่วกับหมูทอดไปด้วย คือเขาบอกว่า เราเตรียมให้แล้วเนี่ย ถือว่ามั่วบ้านงานของจริงเลยค่ะ เขากินข้าวไป ทำบุ๊กคลับไปด้วย ให้เขาไปหยิบข้าวเหนียวมานั่งกินด้วยตอนคุยกัน (หัวเราะ)
GC: นักอ่านในแต่ละจังหวัดมีความเหมือนหรือแตกต่างจากที่ทีมเคยคาดคิดไว้อย่างไร
ต้น: ยกตัวอย่างที่ขอนแก่นแล้วกันครับ ผมมองว่า คอมมูนิตี้นักอ่านที่นี่ไม่จำเป็นต้องอ่านแบบจัดบุ๊กคลับจ๋า ๆ เพราะเขามีกิจกรรมอย่างอื่นด้วย เช่น ดนตรี จักรยาน เครื่องดื่ม กาแฟ คราฟต์โซดา ตอนเย็นไปปั่นจักรยาน เสร็จแล้วมานั่งคุยบุ๊กคลับ หาเครื่องดื่มเย็น ๆ ฟังดนตรี หนังสือสามารถพาทุกอย่างโคจรเข้ามารวมอยู่ในจุดเดียวกันได้ครับ
ตาต้า: ของหนองคาย เขาเป็นเมืองที่มีความหลากหลายทางวัฒนธรรม ผสมผสานจากฝั่งลาว การอ่านของเขาค่อนข้างเรียบง่ายแต่หลากหลาย และยังยึดโยงอยู่กับธรรมชาติ ความเป็นแม่น้ำ และอาหารพื้นถิ่นค่ะ
จ๊ะเอ๋: สุดท้ายแล้ว การอ่านของคนแต่ละพื้นที่ต้องไปดูที่ที่เขาอยู่ เขาโตมา หรือสัมผัสอะไรมาบ้างค่ะ อย่างหนองคายจะชอบอ่านบทกวี หรืออะไรที่เกี่ยวกับสายน้ำ ส่วนโคราชก็จะเมา ๆ หน่อย จะชอบวรรณกรรมที่เท่ ๆ เป็นแนวนามธรรมหรือเรื่องสั้นมากกว่า
เติร์ก: ผมคิดว่ามันน่ามหัศจรรย์มากครับ ที่เรื่องเล่าชุดหนึ่งในหนังสือสามารถเชื่อมโยงกับผู้คนที่แตกต่างกันได้มากมาย แม้จะเป็นเรื่องเดียวกัน แต่พอไปอยู่ในบริบทของแต่ละพื้นที่ ความรู้สึกที่คนมีต่อเรื่องนั้นก็อาจแตกต่างกันไป อย่างความเศร้า คนกรุงเทพฯ อาจรู้สึกเศร้าจากการมองท้องฟ้าที่ไม่ค่อยสวย แต่พอไปอยู่หนองคาย ท้องฟ้าที่สวยงามก็อาจทำให้ความรู้สึกนั้นเปลี่ยนไป หรืออย่างที่อุดรธานี ทั้งรสชาติอาหารที่เผ็ดร้อน ไลฟ์สไตล์ หรือเสื้อผ้าที่ผู้คนสวมใส่ ก็อาจมีส่วนทำให้วิธีรับรู้เรื่องราวแตกต่างกันไปด้วย
ผมรู้สึกว่าความแตกต่างเหล่านี้เป็นเรื่องที่มหัศจรรย์มากครับ แต่ตอนนี้เรายังเดินทางไปไม่มากพอที่จะอธิบายได้ชัดเจนว่ามันเกิดขึ้นได้อย่างไร คงต้องออกเดินทางและเรียนรู้กันต่อไป ถ้าเราเดินทางครบ 77 จังหวัดเมื่อไหร่ กลับมาสัมภาษณ์กันอีกครั้งนะครับ แล้วผมจะเล่าให้ฟังว่าเราได้ค้นพบอะไรบ้าง
GC: มีบทสนทนาหรือการพบเจอผู้อ่านครั้งไหนที่ยังติดอยู่ในความทรงจำจนถึงวันนี้
อิงค์: ตอนที่ไปหนองคาย มีพี่ผู้ชายคนหนึ่งเดินมาที่รถสำลี เขาบอกว่าเขาไม่เคยอ่านหนังสือเลย แต่รู้สึกชอบโมเดลการขับรถไปขายหนังสือแบบนี้มากจังเลย ตอนเด็ก ๆ เขาอยากให้มีโมเมนต์ที่เพื่อนมานั่งอ่านหนังสือกันเยอะขนาดนั้น เขาทิ้งท้ายคำหนึ่งไว้ว่า เราดีใจมาก อย่าเลิกทำสิ่งนี้นะ ไม่ว่าจะเจออะไร อย่าเลิกทำสิ่งนี้นะ ดีใจมากที่น่าจะไปจุดประกายอะไรบางอย่างให้เขาค่ะ อันนี้เป็นซีนตลก ๆ คือที่ขอนแก่น มีน้องนักศึกษาเดินมาหาตอนสองทุ่ม แล้วบอกว่า พี่ หนูเพิ่งตื่น หนูตั้งเวลาปลุกไว้ตั้งแต่ห้าโมงกะว่าจะต้องมาหาพี่ แต่นี่สองทุ่มเพิ่งตื่น มีอะไรแนะนำมั้ย น่ารักมากค่ะ
ตาต้า: ที่โคราชเจอสองเหตุการณ์ค่ะ มีน้องคนหนึ่งบอกว่า พอไม่ใช่หัวเมือง การเดินทางเข้าเซ็นทรัลมันค่อนข้างยาก น้องบอกว่า พี่รู้มั้ย การมาร้านนี้มันง่ายกว่าเราไปเซ็นทรัลอีก อีกคนเป็นพี่ผู้หญิงที่ชอบอ่านและรีวิวหนังสือ เขาบอกว่าสำลีเป็นจุดที่ทำให้เขาอยากกลับมาทำห้องสมุดของตัวเองเหมือนกัน ก่อนจากกันเขาบอกว่า ถ้าพี่จะทำจริง ๆ จะทักมาบอกสำลีนะ พวกเราก็ยังคงรอ DM อยู่ หวังว่าจะได้ทำนะคะ
อีกเหตุการณ์คือที่นนทบุรี ต้าเคยเจอน้องคนหนึ่งที่ร้านดอกไม้ประตูแจกัน วิลเลจ น้องบอกว่า เดี๋ยวจะกลับบ้านที่อีสาน ปรากฏว่า เราบังเอิญไปเจอกันอีกครั้งที่หนองคาย น้องถามว่า พี่จำหนูได้มั้ยที่เจอกันที่นนทบุรี ดีใจที่ได้เจอกันอีกครั้งค่ะ
ต้น: ที่โคราช มีพี่คนหนึ่งเขาบอกว่าเขาอยู่กรุงเทพฯ แล้วไม่มีโอกาสมาห้องสมุดสีน้ำเงินหรือสีแดงเลย จนเขากลับมาอยู่โคราช เขาคอมเมนต์ว่า อยากให้มาโคราชจัง แล้วเราก็ไปจริง ๆ มันเหมือนไปเติมเต็มความฝันให้เขาในจุดหนึ่ง แล้วเขาก็มาเติมเต็มความฝันให้พวกเราอยากเดินทางต่อด้วยครับ
เติร์ก: ที่ Little Ground Common Spaces Cafe จังหวัดอุดรธานี เป็นร้านที่เราบังเอิญเจอ เราทักไปขอจอดแล้วเขายินดี มีน้องคนหนึ่งที่ติดตามร้าน Somewhere อยู่แล้ว พอผมพากย์เสียง เขาก็ทักว่า อันนี้เสียงเดียวกันเปล่ากับสำลีอะ? เขาเพิ่งรู้ว่ามันมหัศจรรย์ที่ได้เจอกัน ทำให้ผมรู้สึกว่าผู้คนนี่น่ามหัศจรรย์จังเลย ในการได้เจอคนที่ไม่รู้จักกันครับ
GC: เคยมีเหตุการณ์ไม่คาดฝันระหว่างการเดินทางที่กลายเป็นเรื่องเล่าสนุก ๆ หรือบทเรียนสำคัญของทีมไหม
ต้น: มีเหตุการณ์ที่นนทบุรีครับ ตอนนั้นพวกเรายังไม่ค่อยชินกับความสูงของรถ เลยขับน้องสำลีไปโหม่งเข้ากับกันสาดของร้านแห่งหนึ่งเข้า ถือเป็นอุบัติเหตุและเป็นบทเรียนให้พวกเราด้วยครับ
ตาต้า: แต่ที่ตลกคือคุณป้าเจ้าของร้านกำลังจะเปลี่ยนกันสาดใหม่พอดีเลยค่ะ พอเกิดเหตุขึ้น ก็มีคนเดินเข้ามาถามคุณป้าว่า ร้านนี้ปล่อยเช่าหรือขายไหม กลายเป็นว่าคุณป้าได้จังหวะพอดี ส่วนพวกเราที่อยู่หน้างานก็ต้องรีบแจ้งเพื่อน ๆ ที่รออยู่ในสตอรี่ว่า น้องสำลีหัวแตก ขอเวลาสัก 20 นาทีนะคะ (หัวเราะ) ตอนนั้นพวกเราก็ลนกันมาก ไม่รู้จะบอกพี่เติร์กยังไงดีว่าเกิดอุบัติเหตุขึ้น สุดท้ายก็ต้องแก้ปัญหาเฉพาะหน้ากันไปก่อน ทั้งขอโทษคุณป้า ทั้งอุดหนุนน้ำเต้าหู้แกด้วยค่ะ
ตอนอยู่ในเหตุการณ์อาจจะไม่ได้รู้สึกตลกขนาดนั้น แต่พอกลับมาเล่าให้ฟังทีหลัง กลายเป็นเรื่องขำไปเลยค่ะ ส่วนน้องสำลีก็ต้องไปหาหมอ (ซ่อม) ตอนนี้ยังมีรอยหัวแตกให้เห็นอยู่เลย เรียกว่าทริปนี้วิ่งเล่นกันจนมีหกล้มเจ็บตัวบ้างเหมือนกันค่ะ
เครดิตภาพ: ครอบครัวสำลี
GC: การเดินทางไปพบผู้คนด้วยตัวเองนอกโลกออนไลน์ เปลี่ยนมุมมองของทีมต่อหนังสือ การอ่าน หรือสังคมไทยอย่างไรบ้าง
เติร์ก: ผมคิดว่าโลกออนไลน์มีข้อดีตรงที่ทำให้สิ่งที่ไม่เคยเป็นที่รู้จัก กลายเป็นที่รู้จักได้ภายในชั่วข้ามคืน แต่ในอีกด้านหนึ่ง มันก็อาจกลืนกินความเป็นตัวเราไปด้วยครับ ทุกวันนี้อัลกอริทึมจัดสรรคอนเทนต์ให้เราจนเหมือนรู้ใจเราไปหมด และยิ่งใช้ชีวิตอยู่ในโลกออนไลน์มากเท่าไหร่ เราก็ยิ่งรู้สึกว่าหลายอย่างเริ่มคล้ายกันไปหมด
ผมเลยคิดถึงบรรยากาศในอดีตที่มีดีเจคอยเลือกเพลงมาเปิด หรือมีบรรณาธิการคอยคัดสรรเนื้อหาให้เราได้อ่าน เพราะมันเป็นการค้นพบสิ่งใหม่ ๆ ผ่านการเลือกของคนอื่น ไม่ใช่แค่สิ่งที่ระบบคิดว่าเราน่าจะชอบ และผมเชื่อว่ามนุษย์ยังต้องการประสบการณ์แบบนั้นครับ การได้เดินออกจากบ้านไปเห็นท้องฟ้า สัมผัสอากาศ เจอฝน ได้กลิ่น หรือได้สบตากับใครสักคน ต่อให้เทคโนโลยีจะพัฒนาไปไกลแค่ไหน เราก็ยังต้องการประสบการณ์เหล่านี้ เพื่อไม่ให้ตัวเองจมอยู่กับหน้าจอโทรศัพท์จนไม่มีที่สิ้นสุด
อิงค์: พ่ออิงค์เคยถามว่า สมัยนี้ยังมีคนอ่านหนังสืออยู่อีกเหรอ เห็นไปไหนก็มีแต่คนเล่นโทรศัพท์ ทำงานนี้จะมีอะไรกินไหม แต่พอได้ออกเดินทางจริง ๆ เราก็พบว่า มีคนหลายกลุ่มมากค่ะ ทั้งคนที่เคยอ่านหนังสือ คนที่พักอ่านไปแล้ว และคนที่ไม่เคยอ่านเลย แต่ทุกคนก็ยังมีโอกาสได้เจอหนังสือที่ตัวเองสนใจอยู่ดี เราเลยรู้สึกว่าหนังสือยังไปไม่ถึงคนทุกกลุ่ม เพราะส่วนใหญ่ยังอยู่ในกรุงเทพฯ หรือหัวเมืองใหญ่ คนอาจคิดว่าคนไทยไม่อ่านหนังสือกันแล้ว แต่จริง ๆ เขาอ่านนะคะ เพียงแต่เราอาจไม่เคยออกไปพูดคุยกับเขา การได้เดินทางไปเจอผู้คน ได้ลองเปิดหนังสือสักหน้าสองหน้าด้วยตัวเอง มันให้ประสบการณ์ที่ต่างจากการนั่งดูรีวิวบนโลกออนไลน์มากเลยค่ะ
ตาต้า: ต้ารู้สึกว่าอยากให้การอ่านเป็นเรื่องธรรมดาและเข้าถึงง่าย ไม่ต้องเป็นเรื่องซับซ้อนหรือจำกัดอยู่แค่ในกลุ่มคนที่ชอบอ่านหนังสืออยู่แล้ว พอเราได้ไปเห็นคนที่หนองคายหรือโคราช เขาก็แค่หยิบหนังสือออกไปนั่งอ่านหลังบ้าน หรืออ่านริมแม่น้ำ เป็นกิจกรรมธรรมดาในชีวิตประจำวัน ต้าเลยอยากให้หนังสือเดินทางไปถึงคนทุกกลุ่ม ไม่ใช่กระจุกตัวอยู่แค่ในกรุงเทพฯ อีกอย่าง เวลาไปเดินร้านหนังสือเก่า ต้าชอบสังเกตร่องรอยที่เจ้าของคนก่อนทิ้งไว้ ทั้งรอยขีดเขียน รอยพับ หรือที่คั่นหนังสือ เพราะสิ่งเหล่านี้ทำให้เราได้เห็นชีวิตและตัวตนของคนที่เคยอ่านหนังสือเล่มเดียวกับเราค่ะ
จ๊ะเอ๋: ก่อนหน้านี้จ๊ะเอ๋เคยทำงานร้านหนังสือ แล้วก็เคยอ่านหนังสือเรื่อง รถหนังสือเร่ของคนพเนจร ซึ่งเล่าเรื่องรถหนังสือเร่ที่เดินทางไปตามที่ต่าง ๆ เพื่อแนะนำวรรณกรรมคลาสสิก ตอนนั้นเรายังคิดเลยว่าจะมีใครทำรถหนังสือเร่แบบนี้จริง ๆ เหรอ พอพี่เติร์กเสนอไอเดียนี้ขึ้นมา จ๊ะเอ๋ก็รีบบอกเลยว่า พี่ หนูขอทำด้วย เกาะเลย (หัวเราะ) ขอบคุณทีมงานทุกคนที่ช่วยกันทำให้โปรเจกต์นี้เกิดขึ้น และได้ส่งต่อพลังงานดี ๆ ไปถึงผู้คนในภูมิภาคต่าง ๆ ค่ะ
ต้น: สำหรับผม การอ่านเปลี่ยนตัวเราเองด้วยครับ ทำให้เรากล้าเขียน กล้าพูด และกล้าออกไปพบเจอผู้คนมากขึ้น ที่สำคัญคือไม่น่าเชื่อว่าหนังสือเล่มหนึ่งจะทำให้คนที่ไม่เคยรู้จักกันกลายมาเป็นเพื่อนกันได้ บางครั้งสิ่งที่เราแลกเปลี่ยนกันก็ไม่ได้จบแค่เรื่องหนังสือ แต่อาจเป็นการถามไถ่กันง่าย ๆ อย่าง วันนี้คุณกินข้าวหรือยัง หรือการบอกว่า เป็นกำลังใจให้นะ มันเป็นการแลกเปลี่ยนความรู้สึกและกำลังใจระหว่างกันครับ
อนาคตของสำลีกับการเดินทางที่ (อาจ) ไปไกลกว่า 77 จังหวัด
จากเป้าหมายแรกเริ่มที่อยากพาสำลีไปให้ครบ 77 จังหวัด ดูเหมือนว่าการเดินทางของน้องจะเริ่มมีปลายทางใหม่ ๆ เพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ เพราะยิ่งออกไปเจอผู้คนมากเท่าไร ความฝันของทีมก็ยิ่งขยับไกลออกไปกว่าเดิม…
GC: เมื่อมองย้อนกลับไปตั้งแต่วันแรกจนถึงวันนี้ สำลีเปลี่ยนแปลงไปจากที่เคยคิดไว้มากน้อยแค่ไหน มีความฝันหรือหมุดหมายอะไรที่อยากพา SOMELEE ไปให้ถึงในอนาคต
เติร์ก: เป้าหมายของเราคือการเดินทางให้ครบ 77 จังหวัดครับ แต่หัวใจสำคัญของโปรเจกต์นี้จริง ๆ คือ ‘เราอยากมีเพื่อน’ เพราะเมื่อเราได้รู้จักเพื่อนใหม่ผ่านหนังสือ สิ่งที่ตามมาคือการได้เรียนรู้ว่าแต่ละคนชอบอ่านอะไร และมีความสนใจแบบไหน ซึ่งอาจต่อยอดไปสู่คำถามว่า ในอนาคตเราจะทำอย่างไรให้มีร้านหนังสืออิสระเกิดขึ้นในพื้นที่ต่าง ๆ มากขึ้น โดยร้านเหล่านั้นอาจไม่จำเป็นต้องเป็นหน้าร้านขนาดใหญ่ แต่อาจเป็นมุมหนังสือเล็ก ๆ ที่เข้าไปอยู่ในคาเฟ่ก็ได้ครับ เราหวังว่าการเดินทางของสำลีจะช่วยให้เห็นว่าผู้คนยังสนใจการอ่านอยู่ และอาจเป็นส่วนหนึ่งที่ช่วยขับเคลื่อนวัฒนธรรมการอ่านให้เติบโตต่อไปได้ครับ
จ๊ะเอ๋: ส่วนจ๊ะเอ๋ เรารู้สึกว่ามันเริ่มมีชีวิตจริง ๆ ขึ้นมาแล้วค่ะ เวลาเราพูดถึงสำลี เราไม่ได้มองแค่รถ แต่เรามองถึงนิสัย รูปร่าง หรือแม้แต่ความอ่อนน้อมถ่อมตนของเขาที่จะเดินทางเข้าไปหาพี่ ๆ ตามพื้นที่ต่าง ๆ มันเหมือนเป็นชีวิตหนึ่งเลยค่ะ จากตอนแรกที่เป้าหมายของเราคือ 77 จังหวัด แต่พอเราเห็นเด็กต่างจังหวัดที่ขับรถมา 80 กิโลเพื่อมาหาเรา เราก็รู้สึกว่า เอ้ย เดี๋ยวพี่จะไปถึงหน้าบ้านน้องให้ได้ในอำเภอนั้นนะ เราจะไม่ไปแค่ 77 จังหวัดแล้ว แต่จะไปให้ครบทุกอำเภอเลย หน้าเริ่มเครียดกันละ (หัวเราะ)
อิงค์: อยากไปทำอะไรแปลกใหม่ค่ะ อย่างเช่น ไปหาเพื่อนที่อยู่บนเกาะ หรืออย่างที่พี่ต้นเคยบอกว่าอยากไปหาเพื่อนที่อยู่ทางลาว เวียดนาม หรือมาเลเซีย เราอยากออกเดินทางไปให้ไกล แล้วให้หนังสือเป็นตัวกลางนำพาให้เราได้รู้จักกันค่ะ
GC: มีโปรเจกต์ใหม่ๆ หรือไอเดียอะไรที่กำลังอยากทดลองต่อยอดจาก Booktruck คันนี้ไหม
อิงค์: ตอนนี้เราทำโปรเจกต์เล็ก ๆ คือ ‘การเขียนจดหมาย’ ค่ะ แต่ละจังหวัดเราจะมีมุมให้เขียนจดหมายใส่ซองแล้วทิ้งไว้ เพื่อเอามาแลกกัน เช่น ตอนนี้อยู่ขอนแก่น ในกล่องอาจจะมีจดหมายจากอุดรฯ เราอยากเอาการเขียน การบันทึกกลับมาเล่นกันอีกครั้ง ให้ได้เห็นมุมมองใหม่ๆ มันทำให้นึกถึงตอนเด็กๆ ที่สุ่มจ่าหน้าซองหาใครก็ไม่รู้ บางคนมาเขียนที่หนองคาย ไม่รู้จะเขียนอะไร ก็วาดรูปบ้าน วาดรูปคน วาดต้นไม้ใส่ไปแล้วเอามาแลกกัน น่ารักมากค่ะ เหมือนหนังเรื่อง Mary and Max (2009)
และอีกโปรเจกต์คืออาจจะออกหนังสือของสำลีค่ะ เพราะเราเคยทำหนังสือที่เล่าประสบการณ์หน้าร้าน Somewhere Bookshop มาแล้ว สำลีเองก็มีประสบการณ์เยอะมาก คงไม่มีใครคิดว่าจะเอาเรื่องน้องสำลีหัวแตกมาเล่าเป็นหนังสือได้ แต่เราทำได้ค่ะ (หัวเราะ)
GC: ทิ้งท้ายด้วยความรู้สึกถึงสำลี และชวนคนแวะมาหาสำลีกันหน่อย
เติร์ก: อย่าดื้อ อย่าซนนะ
ตาต้า: คุณพ่อมากกก (หัวเราะ)
อิงค์: อิงค์อยากบอกสำลีว่า อยู่กับเราไปนานๆ นะ รู้สึกว่าสำลีเป็นส่วนหนึ่งของพวกเราไปแล้ว และอยากบอกทุกคนว่า อยากให้มองสำลีเป็นพื้นที่หนึ่งที่ทุกคนสามารถมาแลกเปลี่ยน มาคอนเนกต์กันได้ เป็นเพื่อนกัน เป็นพื้นที่ปลอดภัย ไม่ต้องเข้ามาซื้อหนังสือก็ได้ แค่เข้ามาทักทายกันค่ะ
ตาต้า: ของต้าขอเปิดเพลง ‘ยังยิ้มได้’ ของพลพลประกอบ แบบเหนื่อยหน่อยนะอยู่กับฉัน เมื่อสิ่งที่ฝันนั้นมันไม่ง่ายเลย ให้สำลีฟังค่ะ เพราะพี่ ๆ พลขับในทีมค่อนข้างซิ่งกันมาก สำลีอาจจะเหนื่อยหน่อย ก็โอ๋ ๆ นะ รักสำลีนะคะ ฝากทุกคนเอ็นดูน้องด้วยค่ะ
ต้น: ฝากเอ็นดูน้องสำลีด้วยครับ ขอบคุณพี่ ๆ เพื่อน ๆ ที่ให้ความสนใจ เราจะเดินทางกันต่อไปจนกว่าจะครบ 77 จังหวัด ทักมาหาสำลีได้เลย เราคิดว่าเดี๋ยวสำลีจะเป็นตัวเชื่อมระหว่างเรากับนักอ่านเอง ส่วนที่อยากบอกสำลีก็คือ ค่อย ๆ ขับนะครับสำลี ใจเย็น ๆ ขอให้เดินทางปลอดภัยทุกเส้นทางครับ
จ๊ะเอ๋: อย่าดื้อให้มันมากนะ (หัวเราะ) สำลีเขาน่ารัก ทุกคนอยากเข้าหา มันเริ่มมีชีวิตจริงๆ ขึ้นมาแล้ว ฝากพี่ๆ ตามพื้นที่ต่างๆ ยินดีต้อนรับและซัพพอร์ตเราด้วยนะคะ เวลาเราป้ายยาอะไร ส่วนใหญ่เขาจะซื้อเลย เป็นการซัพพอร์ตคนในพื้นที่ด้วย น่ารักมาก ๆ ค่ะ
การพูดคุยครั้งนี้เกิดขึ้นในช่วงที่สำลีแวะกลับมาที่กรุงเทพฯ ปัจจุบัน สำลีได้เดินทางเพิ่มขึ้นแล้วถึง 27 จังหวัด และยังมีอีกหลายเส้นทางรออยู่ข้างหน้า เราเองก็ยังอยากติดตามเรื่องราวของสำลีต่อไป อยากรู้ว่าหนทางข้างหน้าจะพาไปพบใคร ได้รู้จักเพื่อนใหม่แบบไหน และจะมีเรื่องอะไรกลับมาเล่าให้ฟังอีกบ้าง
ก่อนแยกย้ายกันในวันนี้ สำลีมีจดหมายเขียนถึงเราฉบับหนึ่ง เป็นเหมือนของฝากเล็ก ๆ จากเพื่อนร่วมทางที่เพิ่งได้พบกัน…
ถึง พี่ๆ ทีม Ground Control
ผมสำลีเองฮะ ขอบคุณที่แวะมาหาผมน้า พวกเราดีใจมากๆ เลยฮะ ที่ทุกครั้ง การเดินทางของพวกเรา พาไปเจอกับใครบางคน พี่ๆ ทีม Ground Control ก็เช่นกัน ฮะ
เราจะออกเดินทางไปเรื่อยๆ เหนือ ใต้ ออก ตก ปลายทางสุดท้ายก่อนออกเดินทางไกล หวังว่า เราจะได้พบกันอีก ก็เราเป็นเพื่อนกันแล้ว เหมือนที่ลูฟี่ชอบบอกกับเพื่อนๆ ของตัวเอง อยู่เสมอ
ด้วยรัก และการเดินทาง (แบบชิ่งงงง ~)



