คุณค่าและพื้นที่ของสารคดีเอเชียคืออะไรในเวทีหนังโลก? คุยกับ ‘วูด หลิน’ ผู้อำนวยการเทศกาลภาพยนตร์สารคดีนานาชาติไต้หวัน (TIDF)

Post on 28 August 2025

ทำไมเทศกาลสารคดีถึงมีอนิเมชัน มีงานเชิงการแสดงสด หรือมีกระทั่งหนังเรื่องแต่งดูเพลินแบบที่พบได้ทั่วไป? คำตอบเร็ว ๆ ง่าย ๆ คือเพราะนิยามสารคดีตอนนี้เปลี่ยนไปมากแล้ว แต่ถ้าอย่างนั้นเทศกาลสารคดีจะมีความหมายอย่างไร หนังสารคดีจะยังมีความหมายอีกต่อไปไหม และในปี 2025 แล้วยังมีใครแคร์เรื่อง ”ความจริง” กันอยู่อีกหรือ?

ในเทศกาลภาพยนตร์สารคดีนานาชาติ “What the Doc!” วูด หลิน ผู้จัดเทศกาลสารคดีจากไต้หวันได้คัดเลือกหนังมาฉาย พร้อมจัดมาสเตอร์คลาสอธิบายมุมมองในการทำเทศกาลสารคดี GROUNDCONTROL มีโอกาสได้สนทนากับเขา และเรียนรู้แนวคิดอันเรียบง่ายว่า “ความจริงไม่ใช่แค่สิ่งที่มองเห็นได้ มันรวมถึงสิ่งที่มองไม่เห็นด้วย” และความจริงจากผู้คนในท้องถิ่นบ้านเรานี้ ยังคงต้องการพื้นที่นำเสนอให้โลกรับรู้

วูด หลิน (Wood Lin) คือผู้อำนวยการโครงการของเทศกาลภาพยนตร์สารคดีนานาชาติไต้หวัน (TIDF) ผู้ทำงานอยู่ในแวดวงสารคดีมายาวนานต่อเนื่องและได้รับการยอมรับมากที่สุดคนหนึ่งของเอเชีย ซึ่งประสบการณ์การเดินทางเข้าสู่โลกภาพยนตร์ผ่านโครงสร้างหน่วยงานด้านหนังต่าง ๆ ในไต้หวัน น่าสนใจไม่แพ้วิธีคิดที่เขาทำความเข้าใจประวัติศาสตร์อำนาจนิยมและอาณานิคมในประเทศ (และระหว่างประเทศ) ซึ่งตั้งอยู่บน “งานสร้างสรรค์เพื่อปฏิสัมพันธ์กับความจริง” (creative treatment of actuality) ที่เรียกกันว่าสารคดี

“คุณอาจพอรู้ว่าไต้หวันเคยเป็นอาณานิคมของญี่ปุ่น และเคยอยู่ใต้พรรคก๊กมินตั๋ง (KMT) เราเลยเหมือนกับไม่มีอัตลักษณ์ที่ชัดเจน ตอนที่ผมได้รับการศึกษา ผมถูกสอนให้เป็นคนจีน แต่หลังจากเรียนจบมหาวิทยาลัย เราถึงได้รู้ว่า "อ้าว เราเรียกตัวเองว่าคนไต้หวันก็ได้นี่" มันซับซ้อนมากจริง ๆ การดูหนังเลยทำให้ผมได้เรียนรู้เกี่ยวกับตัวเองมากขึ้น”

“ถ้าคุณเปรียบเทียบคุณภาพการผลิตของหนังเมียนมากับหนังยุโรปหรือหนังอเมริกัน มันก็ต่างกันโดยสิ้นเชิง ผมคิดว่าหน้าที่ของเทศกาลคือการนำเสนอมุมมองที่แตกต่างต่างหาก คุณต้องเข้าไปในบริบทของเมียนมาจริง ๆ เพื่อดูมัน แล้วคุณจะรู้สึกว่า “ว้าว นี่มันดีนะ มันสำคัญนะ และมันสร้างสรรค์เลยทีเดียว”

“ในโปรแกรมหนังอาวองการ์ดจากไต้หวันที่เราจัด มีสองเรื่องที่ถูกรัฐบาลแบนในอดีต ซึ่งเหตุผลที่รัฐบาลแบนหนังสองเรื่องนี้ เพราะเรื่องราวหรือเนื้อหาของหนังมันสะท้อนความจริงอยู่มาก รัฐบาลเผด็จการในตอนนั้นเลยไม่อนุญาตให้ฉาย ซึ่งพอเราฉาย เราก็ให้บริบทกับผู้ชม แล้วพวกเขาก็จะรู้ว่ามีความจริงบางอย่างซ่อนอยู่ในหนังด้วย… ความจริงไม่ใช่แค่สิ่งที่มองเห็นได้ แต่มันยังรวมถึงสิ่งที่มองไม่เห็นด้วย คุณสามารถอิงหนังจากเรื่องจริง จากความเป็นจริง สิ่งที่เกิดขึ้น และนำเสนอมันในแบบของคุณเองได้… วิธีคิดแบบนี้ทำให้สารคดีเปิดกว้างได้มาก ๆ มันสามารถเป็นอะไรก็ได้”

ในบทสัมภาษณ์พิเศษนี้ วูด หลิน เปิดเผยว่าเขามองหาอะไรในการคัดสรรหนังสารคดีเข้าฉายในเทศกาล และตอบปัญหาโลกแตกว่าด้วยสารคดีคืออะไร เทศกาลหนังมีไว้ทำไม และอะไรกันแน่ที่คนทำหนังและฉายหนังน่าจะมอบให้กับผู้ชม

อยากสัมผัสประสบการณ์เทศกาลภาพยนตร์สารคดีนานาชาติแบบนี้ มาเจอกันได้ที่งาน What the Doc! เริ่มแล้ววันนี้ - 31 สิงหาคม 2568 ที่ โรงภาพยนตร์ Century Movie Plaza Sukhumvit, House Samyan และ BACC ดูรายละเอียดตารางฉายและกิจกรรมทั้งหมดได้ที่เพจ whatthedocthailand

GROUNDCONTROL: สิ่งที่ทำให้คุณตกหลุมรักสารคดีคืออะไร

WOOD LIN: ตอนผมเป็นนักศึกษา ผมเรียนบริหารธุรกิจ แต่ผมรู้สึกไม่ค่อยสนใจด้านนั้นเลย เลยพยายามค้นหาสิ่งที่ตัวเองชอบ จนไปดูหนังในโรงภาพยนตร์ ซึ่งส่วนใหญ่ก็เป็นหนังฮอลลีวูด แต่มีครั้งหนึ่ง ผมได้ดูหนังอิตาลีเรื่อง Cinema Paradiso คุณอาจเคยได้ยิน แล้วผมก็รู้สึกว่า "ว้าว นี่คือสิ่งที่บางคนเรียกว่าหนังอาร์ตจากยุโรป" จากจุดนั้นผมจึงเริ่มเรียนรู้เพิ่มเติมเกี่ยวกับหนังอาร์ตในยุโรป อ่านหนังสือประวัติศาสตร์ภาพยนตร์ แล้วก็พบคำว่า "หนังสารคดี" แต่ผมไม่เคยดูมาก่อนเลย ผมไปที่ห้องสมุดภาพยนตร์ในไต้หวันแล้วยืมหนังสารคดีมาดู แล้วผมก็เจอหนังไต้หวันเรื่องหนึ่งสร้างขึ้นในปี 1990 ชื่อ Children of the Moon เป็นผลงานของผู้กำกับชาวไต้หวัน เกี่ยวกับคนกลุ่มหนึ่งที่เหมือนกับ มีผมขาว ผิวซีด ป่วยเป็นโรคชนิดหนึ่ง และพวกเขาต้องเผชิญกับความอยุติธรรมในไต้หวัน ผมดูหนังเรื่องนี้ก็ตั้งคำถามว่าบางทีผมอาจจะเป็นคนหนึ่งที่กดทับพวกเขาอยู่ เหมือนผมได้เรียนรู้อะไรมากมายจากหนังประเภทนี้ มันเปลี่ยนความคิดและมุมมองของผมที่มีต่อโลกไปเลย ผมเลยอยากดูให้มากขึ้น และถ้าผมสามารถโปรโมตหนังประเภทนี้ได้ บางทีหนังมันอาจจะช่วยคนได้มากขึ้น ให้คนรุ่นใหม่ ๆ สร้างความเปลี่ยนแปลงอะไรบางอย่างได้

GROUNDCONTROL: แวดวงสารคดีที่ไต้หวันเป็นอย่างไรบ้าง นอกจากห้องสมุดหนังแล้วคุณยังมีอะไรอีกบ้าง

WOOD LIN: ตอนนั้นผมเรียนอยู่ที่เกาสง ทางตอนใต้ของไต้หวัน เรามีหอภาพยนตร์ และไต้หวันเราโชคดีที่มีเทศกาลหนังเยอะมาก โดยเฉพาะในไทเป แต่ทางใต้เราก็มีเทศกาลภาพยนตร์เกาสง (Kaohsiung Film Festival) เทศกาลภาพยนตร์ไต้หวันตอนใต้ (South Taiwan Film Festival) และเทศกาลของนักศึกษา สำหรับเราแล้ว มันง่ายมากในการหาดูหนังที่หลากหลายถ้าคุณสนใจมัน

GROUNDCONTROL: พอจำได้ไหมว่ามีประเด็นอะไรที่ถูกพูดถึงบ่อยในเทศกาลเหล่านั้นบ้าง มีอะไรที่ติดอยู่ในใจคุณมาส่วนตัวจากช่วงเวลานั้นไหม

WOOD LIN: ผมต้องการเผชิญหน้ากับความสับสนในชีวิตของตัวเองจริง ๆ ก็เลยไปดูหนังเยอะมาก ตอนนั้นผมคิดถึงเรื่องความยุติธรรมทางสังคม สิทธิมนุษยชน และพวกเรื่องราวส่วนตัว ผมชื่นชมเรื่องพวกนี้เป็นพิเศษ และแน่นอน พวกประวัติศาสตร์ที่ถูกซ่อนไว้ คุณอาจพอรู้ว่าไต้หวันเคยเป็นอาณานิคมของญี่ปุ่น และเคยอยู่ใต้พรรคก๊กมินตั๋ง (KMT) เราเลยเหมือนกับไม่มีอัตลักษณ์ที่ชัดเจน ตอนที่ผมได้รับการศึกษา ผมถูกสอนให้เป็นคนจีน แต่หลังจากเรียนจบมหาวิทยาลัย เราถึงได้รู้ว่า "อ้าว เราเรียกตัวเองว่าคนไต้หวันก็ได้นี่" มันซับซ้อนมากจริง ๆ การดูหนังเลยทำให้ผมได้เรียนรู้เกี่ยวกับตัวเองมากขึ้น

GROUNDCONTROL: ส่วนตัวคุณแล้ว คุณเคยเคลื่อนไหวทางการเมืองบ้างไหม
WOOD LIN: ครับ ช่วงอายุ 25 ถึง 35 ผมได้เข้าร่วมการประท้วงในไต้หวันอยู่

GROUNDCONTROL: ผมเห็นหนังของคุณเรื่อง ‘Liberty Square’ พูดถึงระบอบเผด็จการจากอดีต การต่อสู้ทางการเมืองเป็นหนึ่งในแรงขับเคลื่อนของคุณในการเข้ามาสู่วงการสารคดีด้วยหรือเปล่า

WOOD LIN: ครับ เรามีคำว่า “ความยุติธรรมในระยะเปลี่ยนผ่าน” (transitional justice) และเราต้องการสิ่งนี้ในไต้หวันจริง ๆ หนังที่ผมทำเป็นแค่หนังเล็ก ๆ เรื่องหนึ่ง แต่ผมก็พยายามทดลองกับมัน

GROUNDCONTROL: ก่อนจะมาทำหนังและทำเทศกาลหนัง คุณเริ่มต้นจากการเป็นนักเขียนมาก่อนใช่ไหม

WOOD LIN: ครับ เขียนวิจารณ์

GROUNDCONTROL: คุณเปลี่ยนบทบาทตัวเองได้อย่างไร หรือมองว่าไม่ได้เปลี่ยนเลย

WOOD LIN: ในช่วงแรกสุด ผมศึกษาทฤษฎีและประวัติศาสตร์ภาพยนตร์ และผมคิดว่าการเขียนเป็นสิ่งที่ทรงพลังมากในการช่วยให้คนรู้จักหนังเรื่องอื่น ๆ ได้ มันไม่ใช่การไปชี้ค่าหนัง แต่เป็นการแบ่งปันความรู้สึกและความคิดของคุณผ่านงานเขียน แต่มันก็ยากมากนะที่จะยึดการเขียนเป็นอาชีพ จริง ๆ แล้วผมทำหลายอย่างมาก เช่น เขียนหนังสือ โปรโมตหนัง จัดจำหน่าย และจัดอีเวนต์ทุกประเภท โดยมีหนังสารคดีเป็นเหมือนแกนกลาง แต่ผมทำงานที่แตกต่างกันหลายอย่างรอบ ๆ มัน ผมเคยเป็นบรรณาธิการนิตยสารออนไลน์และบรรณาธิการฝ่ายจัดจำหน่ายดีวีดีด้วย ผมทำอะไรแบบนั้นเยอะมาก แต่ในปี 2008 เป็นครั้งแรกที่ผมได้มีส่วนร่วมกับเทศกาลภาพยนตร์สารคดีนานาชาติไต้หวัน (TIDF) ก่อนหน้านั้น ผมเคยไปเทศกาลภาพยนตร์สารคดีนานาชาติยามากาตะ (Yamagata International Documentary Film Festival) หลายครั้งเพื่อเรียนรู้ว่าเทศกาลสารคดีนานาชาติเป็นอย่างไร และผมก็มีโอกาสไปยุโรปด้วย ผมเลยอยากบอกว่า เมื่อโอกาสมาถึง คุณก็แค่ลองทำดู

GROUNDCONTROL: ที่ไทยก็เหมือนจะคล้าย ๆ กันนะ ที่คนคนหนึ่งต้องทำงานหลายอย่างในวงการ

WOOD LIN: ครับ สารคดีไม่ได้เป็นวงการที่ใหญ่เหมือนกับหนังเชิงพาณิชย์ แต่เรามีชุมชนเล็กๆ ที่ค่อนข้างเหนียวแน่นทุกคนก็เลยรู้จักกันหมด เรามีรุ่นพี่หลายคนที่สามารถสอนอะไรคุณได้เยอะมาก เขารู้ว่าคุณมีความหลงใหลในสิ่งนี้มาก ๆ เขาก็จะสอนคุณ ให้โอกาสคุณ

GROUNDCONTROL: คุณชอบอะไรมากที่สุดในการทำงานที่ TIDF

WOOD LIN: ผมชอบเพื่อนร่วมงานของผมมาก เราถกกันทุกเรื่อง โต้เถียงกัน และผมสนุกกับกระบวนการเหล่านั้น

GROUNDCONTROL: กระบวนการทำงานที่นั่นเป็นอย่างไร

WOOD LIN: มันมีรายละเอียดซับซ้อนนิดหน่อย แต่อธิบายคร่าว ๆ ประมาณว่าเราจะแบ่งโปรแกรมออกเป็นสองส่วน ส่วนแรกคือสายประกวด เราจะเปิดรับสมัคร แล้วก็ได้รับหนังมากกว่า 2,000 เรื่องในแต่ละครั้ง เราเลยต้องการที่ปรึกษาโปรแกรมมาช่วยดูหนัง เราเชิญคนนอกมาประมาณ 10-12 คน เช่น ผู้กำกับ นักวิจารณ์ และโปรแกรมเมอร์ มาดูหนังด้วยกันและคัดเลือก อีกส่วนคือโปรแกรมนอกสายประกวด เช่นจัดโปรแกรมพิเศษ อย่างโปรแกรมหนังเมียนมา ฟิลิปปินส์ ฯลฯ ในกระบวนการเหล่านั้น โปรแกรมเมอร์แต่ละคนจะรับผิดชอบโปรแกรมที่ต่างกันไป แต่ผมก็จะคอยหารือกับพวกเขาเสมอ

GROUNDCONTROL: คุณคิดอย่างไรกับเทศกาลหนังสารคดี มันสำคัญต่ออุตสาหกรรมนี้อย่างไรบ้าง

WOOD LIN: ผมคิดว่าบทบาทที่สำคัญที่สุดของเทศกาลหนังคือการเป็นพื้นที่ให้ผู้ชมได้ดูหนังที่พวกเขาไม่เคยดูมาก่อน บางครั้งเราก็ท้าทายผู้ชมและนำเสนอรูปแบบภาพยนตร์ที่แตกต่างออกไป ผมว่านั่นก็สำคัญมาก และอีกอย่างหนึ่ง โดยเฉพาะสำหรับไต้หวันซึ่งเป็นแค่เกาะ ถ้าคุณอยากจะไปต่างประเทศ ทางเดียวที่คุณทำได้คือขึ้นเครื่องบินไปที่ไหนสักแห่ง จึงอาจค่อนข้างโดดเดี่ยวในบางแง่ โดยเฉพาะในช่วง 40 ปีที่ผ่านมา ดังนั้นการเปิดมุมมองของผู้คนจึงสำคัญมาก เรามองว่า TIDF เป็นเหมือนหน้าต่าง ถ้าคุณมาดูหนัง คุณจะได้เห็นว่าเกิดอะไรขึ้นในโลก

GROUNDCONTROL: มันเป็นประเด็นถกเถียงสุดคลาสสิกเหมือนกันนะ ที่คุณว่าเราควรจะแนะนำสิ่งที่ท้าทายความต้องการของผู้ชมสักหน่อย แทนที่จะให้ในสิ่งที่เขาชอบอยู่แล้ว คุณคิดว่าอย่างไร

WOOD LIN: ใช่ครับ ในช่วงแรก ๆ เราก็มีการถกเถียงกันแบบนี้ ว่าคุณอยากจะนำผู้ชมไปดูสิ่งที่คุณอยากนำเสนอ หรือให้ผู้ชมดูสิ่งที่เขาชอบอยู่แล้ว แต่เราตัดสินใจว่าเราเป็นเทศกาลสารคดี สิ่งที่เราต้องทำคือเชื่อมั่นในตัวเองและพยายามให้ในสิ่งที่เราเชื่อว่าสำคัญสำหรับผู้ชม ในทุก ๆ ครั้งเราก็ทำแบบนั้นซ้ำแล้วซ้ำเล่า ตอนนี้ผมว่าผู้ชมก็เข้าใจแล้วและพวกเขาก็เชื่อใจเรามาก อย่างปีที่แล้วผู้ชมจำนวนมากของเราคือคนที่มา TIDF ครั้งแรก และเป็นนักเรียนที่อายุน้อยมาก ผมว่ามันเป็นบรรยากาศที่ดีที่ผู้ชมรุ่นใหม่กระตือรือร้นอยากรู้จักหนังแบบใหม่ ๆ หนังบางเรื่องดูยากมาก แต่พวกเขาก็มา และ.. จะใช้คำว่าสนุกก็คงไม่ถูก แต่พวกเขารู้สึกว่า "ว้าว หนังเรื่องนี้น่าประทับใจมาก" แล้วพวกเขาก็จำได้ไม่ลืม

GROUNDCONTROL: คุณจำตัวอย่างโปรแกรมที่คุณนำเสนอให้คนดู ที่ตอนแรกคุณอาจจะไม่แน่ใจว่าคนจะชอบไหมได้ไหม

WOOD LIN: ที่จริงทุกโปรแกรมก็เป็นแบบนั้น แต่ยกตัวอย่างเช่นโปรแกรมหนังเมียนมา ผมไปเสนอเพื่อนร่วมงานดู แล้วพวกเขาก็บอกว่า "หนังเมียนมาเหรอ ไม่เคยรู้เลยว่าเมียนมามีหนังด้วย" หรือผมนำเสนอหนังแนวอาวองการ์ด (avant-garde) บางทีพวกเขาก็ไม่รู้จัก

เอาเรื่องหนังเมียนมาเป็นตัวอย่างก็ได้ ที่ TIDF เรามองตัวเองเป็นแพลตฟอร์มที่สำคัญมาก โดยเฉพาะสำหรับหนังเอเชียหรือภูมิภาคเอเชีย เราเลยศึกษากันหนักมากว่าเราควรจะนำเสนออะไร และเราควรจะเน้นอะไร แน่นอน เรามีญี่ปุ่นหรือจีน ซึ่งมีหนังเยอะมากและมีประวัติศาสตร์ภาพยนตร์ที่ยิ่งใหญ่ ซึ่งง่ายมากที่จะนำมาเสนอ ถ้าคุณอยากดูหนังที่ขึ้นหิ้ง คุณก็หาดูได้ง่าย ๆ บนอินเทอร์เน็ต แต่เราคิดว่าในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา เมียนมามีสถานการณ์ที่ซับซ้อนมาก ผมเลยคิดว่าบางทีเราควรจะคำนึงถึงเรื่องนี้ และบางทีเราอาจจะช่วยได้ ที่จะทำให้ผู้ชมทั่วโลกหรือผู้ชมในพื้นที่ได้รู้มากขึ้นว่าเกิดอะไรขึ้นในเมียนมา ผมเลยพยายามโน้มน้าวเพื่อนร่วมงาน พวกเขาก็บอกว่าก็ "ลองดู" แต่เราไม่ใช่ผู้เชี่ยวชาญเรื่องหนังเมียนมา เราเลยต้องการความช่วยเหลือจากชุมชนคนทำหนังที่นั่น ก็เลยติดต่อเทศกาล Wathann Film Festival ที่นั่น พวกเขาก็บอกว่าเป็นไอเดียที่ดี แต่สถานการณ์ในเมียนมาลำบากมาก ถ้าอยากจะทำจริง ๆ มันจะยากมาก ผมเลยบอกว่าไม่เป็นไร ถ้าคุณช่วยรวบรวมหนังมาให้เรา เราสามารถดูได้ที่ไต้หวันกันก่อน แล้วเราอาจจะมีโอกาสไปเยือนเมียนมาเพื่อพบปะคนทำหนังมากขึ้น เพื่อทำความเข้าใจสถานการณ์ที่นั่นจริง ๆ มันก็จะดีกว่า ซึ่งพวกเขาก็ตกลง เราเลยไปที่นั่นในเดือนตุลาคม 2023 เป็นเวลาหนึ่งสัปดาห์เพื่อดูว่าเกิดอะไรขึ้น ไปพบคนทำหนัง องค์กร โรงเรียนสอนทำหนัง ฯลฯ เพื่อเรียนรู้ ท้ายที่สุดเราฉายหนังเมียนมาไป 26 เรื่อง พวกเขาบอกว่านี่เป็นงานฉายที่ใหญ่ที่สุดเท่าที่เคยมีมาเลย

GROUNDCONTROL: เสียงตอบรับเป็นไงบ้างสำหรับโปรแกรมนั้น

WOOD LIN: ชอบครับ ตอนแรกพวกเขาก็รู้สึกเหมือนกับเพื่อนร่วมงานของผม คือไม่รู้ว่าหนังเมียนมาคืออะไร แต่เราไปโปรโมตตามโรงเรียน ไปตามมหาวิทยาลัยเพื่อบอกนักศึกษาว่า “คุณควรดูเรื่องนี้นะ เมียนมาอยู่ใกล้ไต้หวันมาก และไต้หวันก็มีชุมชนผู้อพยพชาวเมียนมาอยู่ คุณควรจะสัมผัสประเทศนี้” แต่แน่นอน ถ้าคุณเปรียบเทียบคุณภาพการผลิตของหนังเมียนมากับหนังยุโรปหรือหนังอเมริกัน มันก็ต่างกันโดยสิ้นเชิง ผมคิดว่าหน้าที่ของเทศกาลคือการนำเสนอมุมมองที่แตกต่างต่างหาก คุณต้องเข้าไปในบริบทของเมียนมาจริง ๆ เพื่อดูมัน แล้วคุณจะรู้สึกว่า “ว้าว นี่มันดีนะ มันสำคัญนะ และมันสร้างสรรค์เลยทีเดียว”

GROUNDCONTROL: คุณพูดถึงหนังอาวองการ์ด (avant-garde) อยู่ด้วย ผมว่ามันคงท้าทายผู้ชมในเชิงสุนทรียศาสตร์มากกว่าเนื้อหามากกว่าใช่ไหม หรือจากประสบการณ์ของคุณแล้วหนังที่แหวกแนวในเชิงสไตล์ก็แหวกแนวในเชิงเนื้อหาด้วย

WOOD LIN: ผมคิดว่าสำหรับหนังแนวอาวองการ์ดหรือหนังทดลอง จิตวิญญาณและทัศนคติของพวกเขามันสำคัญมาก แต่ในเทศกาลใหญ่ ๆ ของไต้หวันก็ไม่ได้สนใจเรื่องนั้นเท่าไหร่ ผมเลยคิดว่าเราควรจะรักษามันไว้และนำเสนอให้ผู้ชมได้รู้ว่าจิตวิญญาณและทัศนคติแบบอาวองการ์ดก็เป็นวิธีการอย่างหนึ่งของการทำหนังสารคดีเช่นกัน เพราะสารคดีนั้นมีอิสระมาก กล้าที่จะท้าทายขอบเขตระหว่างภาพยนตร์ประเภทต่าง ๆ

GROUNDCONTROL: สำหรับคุณแล้วแก่นแท้ของหนังสารคดีคืออะไร สิ่งที่ทำให้หนังเรื่องหนึ่งเป็นสารคดีคืออะไร

WOOD LIN: เป็นคำถามที่ใหญ่มากเลยนะ (หัวเราะ) ผมคิดว่าจากประวัติศาสตร์ของมัน อาจพอพูดได้ว่านิยามของหนังสารคดีคือ “งานสร้างสรรค์เพื่อปฏิสัมพันธ์กับความจริง” (creative treatment of actuality) แต่สิ่งต่าง ๆ มันเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอแหละ อย่างตอนนี้เรามี AI และมีหลายสิ่งที่คุณไม่เคยเห็นหรือไม่เคยจินตนาการมาก่อนมาเป็นสารคดี ผมคิดว่าตอนนี้ทุกอย่างสามารถดูเป็นหนังสารคดีได้นะ
ในเทศกาลของผม บางครั้งเราก็ฉายแอนิเมชัน บางครั้งเราก็ฉายหนังเรื่องแต่ง บางครั้งเราถึงกับฉายหนังเชิงพาณิชย์ ซึ่งทำให้ผู้ชมสับสนว่านี่คือเทศกาลสารคดี ทำไมถึงมีฉายหนังแบบนั้น แต่เรานำเสนอหนังเหล่านั้นมาอยู่ภายในบริบทของโปรแกรมสารคดี คนก็จะเข้าใจ อย่าง ‘Imaging the Avant-Garde: Taiwan’s Film Experiments in the 1960s’ โปรแกรมหนังอาวองการ์ดจากไต้หวันที่ได้มาฉายที่หอภาพยนตร์ (ประเทศไทย) ด้วย จริงๆ แล้วเราฉายหนังยาวสองเรื่องที่ถูกรัฐบาลแบนในอดีต ซึ่งเหตุผลที่รัฐบาลแบนหนังสองเรื่องนี้ เพราะเรื่องราวหรือเนื้อหาของหนังมันสะท้อนความจริงอย่างมาก รัฐบาลเผด็จการในตอนนั้นเลยไม่อนุญาตให้ฉาย ซึ่งพอเราฉาย เราก็ให้บริบทกับผู้ชม แล้วพวกเขาก็จะรู้ว่ามีความจริงบางอย่างซ่อนอยู่ในหนังด้วย ซึ่งผมเลยเชื่อว่าผู้ชมจะเข้าใจ
ความจริงไม่ใช่แค่สิ่งที่มองเห็นได้ แต่มันยังรวมถึงสิ่งที่มองไม่เห็นด้วย คุณสามารถอิงหนังจากเรื่องจริง จากความเป็นจริง สิ่งที่เกิดขึ้น และนำเสนอมันในแบบของคุณเองได้

วิธีคิดแบบนี้ทำให้สารคดีเปิดกว้างได้มาก ๆ มันสามารถเป็นอะไรก็ได้

GROUNDCONTROL: คุณมองเห็นลักษณะร่วมอะไรในสารคดีจากเอเชียไหม คุณอยากนำเสนอความเป็นสารคดีแบบเอเชียออกมาอย่างไร

WOOD LIN: ในแง่ของการตีความ — อำนาจในการตีความมักจะมาจากตะวันตก จากยุโรป จากสหรัฐอเมริกา เพราะทรัพยากรหรืออำนาจมันไม่สมดุลกันอยู่เสมอ ในช่วงแรก ๆ ที่ผมทำงานในเทศกาล ผมต้องมองหาหนังเอเชียจากเทศกาลยุโรป นั่นเป็นทางเดียวที่ผมจะรู้จักอภิชาติพงศ์ วีระเศรษฐกุลได้ แต่ผมคิดว่าในฐานะผู้จัดเทศกาลในเอเชีย ผมหวังเป็นอย่างยิ่งว่าเราจะสามารถพลิกอำนาจที่ไม่สมดุลนี้ได้ เราควรจะนำอำนาจในการตีความเรื่องของเรากลับมาเป็นของเราเอง เราเลยพยายามสร้างแพลตฟอร์มสำหรับคนทำ-หนังเอเชีย สำหรับคนหรือทำหนังที่พูดภาษาจีน ด้วยเหตุผลนี้เอง เราเพียงต้องการพยายามจะนิยามด้วยตัวเราเอง ว่าอะไรคือสิ่งที่ดี อะไรคือหนังที่ควรค่าแก่การดู เพื่อสร้างวัฒนธรรมของเราเอง

GROUNDCONTROL: วิธีคิดแบบนี้ส่งผลต่อการคัดเลือกโปรแกรมของคุณอย่างไร

WOOD LIN: จากหนังที่ส่งเข้ามาร่วมกว่า 2,000 เรื่องในเทศกาลแต่ละครั้ง ซึ่งสิ่งที่เราสนใจจริง ๆ คือศักยภาพของคนทำหนัง มันเหมือนการค้นหาเพชรเม็ดเล็ก ๆ ในกองนี้ คือถึงหนังอาจจะยังไม่ดีมาก แต่มันจะแสดงให้เห็นศักยภาพ มันมีพลังความเป็นไปได้ เราสนใจผลงานแบบนั้น

GROUNDCONTROL: คุณพอยกตัวอย่างได้ไหม ว่ามีอะไรที่ทำให้คุณประหลาดใจได้บ้างเวลาดูหนัง

WOOD LIN: อย่างหนังไทย เช่นเรื่อง 100 Times Reproduction of Democracy ของจุฬญาณนนท์ ศิริผล ก็ใช่เลย เรื่องนี้ค่อนข้างดีเลย แล้วก็หนังหลายๆ เรื่องของคุณธัญสก พันสิทธิวรกุล มันมีความเป็นตัวของตัวเองสูงและสร้างสรรค์มาก แต่บางครั้งยุโรปอาจมองไม่เห็นมัน มันมีความเป็นต้นฉบับมาก มันไม่ใช่การลอกเลียนแบบหนังคลาสสิก และมันก็มีความเป็นท้องถิ่นมาก เรื่องราวของท้องถิ่น ในรูปแบบอย่างท้องถิ่น

GROUNDCONTROL: ในฐานะผู้ร่วมงาน What the Doc! คนหนึ่ง ถ้าคุณไม่มีงานอะไรต้องทำในเทศกาลหนังแบบนี้ คุณจะมาทำอะไรบ้างครับ

WOOD LIN: จะบอกว่าจริง ๆ แล้วผมชอบเทศกาลขนาดเล็ก คืองานนี้ก็เรียกว่าเล็กไม่ได้ขนาดนั้นหรอก (หัวเราะ) แต่ก็เป็นเทศกาลที่ค่อนข้างเป็นท้องถิ่น ดังนั้นเมื่อมาที่นี่ เราจะได้เห็นอะไรบางอย่างที่ซ่อนอยู่ในประเทศนี้จริง ๆ เช่นในหนังไทย และนั่นคือเหตุผลที่เราอยากมาจริง ๆ และอีกเหตุผลหนึ่งคือนี่เป็นครั้งแรกของเทศกาลนี้ มันรู้สึกดีเสมอที่เราได้มีส่วนร่วมกับอะไรบางอย่างตั้งแต่เริ่ม ผมเลยอยากมา แล้วจากไทเปมาที่นี่ก็นั่งเครื่องบินแค่สามชั่วโมงเอง ทำไมผมถึงจะไม่มาหละ (หัวเราะ)