คุยกับ ‘มูย่า - ฐามุยา ทัศนานุกุลกิจ’ ผู้กำกับ ‘TAME เลี้ยงไม่เชื่อง’ หนังของเด็ก วัว และผี ที่ต่างไร้เสียงและถูกควบคุม

Post on 14 October 2026

ก่อนจะรู้จักคำว่า ‘แก๊สไลต์’ หรือ ‘แมนิพิวเลต’ มูย่า - ฐามุยา ทัศนานุกุลกิจ ผู้กำกับภาพยนตร์เรื่อง ‘TAME เลี้ยงไม่เชื่อง’ ก็เคยอยู่ในสถานการณ์ที่ไม่แน่ใจว่าตัวเองกำลังเผชิญกับอะไร รู้เพียงว่ามีเสียงหนึ่งคอยโบยตีตัวเองซ้ำ ๆ ว่า “เราไม่โอเค เราไม่ดีเอง เราผิดแปลกไปเอง” แต่กลับอธิบายไม่ได้ว่า “ทำไม”

ความรู้สึกนั้นกลายเป็นหนึ่งในจุดตั้งต้นของ ‘TAME เลี้ยงไม่เชื่อง’ ภาพยนตร์ดราม่า-สยองขวัญเรื่องแรกของมูย่า ว่าด้วยเด็กสาวในหมู่บ้านวัวชน จังหวัดสุโขทัย ที่ต้องเติบโตท่ามกลางพิธีกรรม ความเชื่อ และความสัมพันธ์ภายในครอบครัวที่เต็มไปด้วยแรงกดดัน ขณะเดียวกัน มูย่าก็เป็นเด็กคนหนึ่งที่รู้สึกแปลกแยกทั้งที่บ้านและที่โรงเรียน โดยมีเพียงคอลเล็กชันแผ่นหนังจากบ้านหม้อของพ่อแม่เป็นเพื่อน

“ถ้าวัวถูกทำให้เชื่องได้… แล้วคนล่ะ?”

คำถามนี้เป็นเหมือนแกนกลางของหนัง และพาไปสู่การตั้งคำถามต่อความสัมพันธ์ในสังคมไทย ตั้งแต่การเติบโตภายใต้ความคาดหวังของครอบครัว ไปจนถึงความรักที่บางครั้งอาจแฝงอยู่ในรูปแบบของการควบคุม

“พอมองย้อนกลับไป เราสนใจภาวะนั้นของเด็กที่เขาไม่รู้ตัวว่าต้องอยู่ในสิ่งที่สังคมอยากให้เป็น โดยที่เขาก็รู้สึกไม่โอเค แต่ก็ทำอะไรไม่ได้นอกจากจัดการความรู้สึกตัวเอง”

เพราะบางครั้งสิ่งที่เกิดขึ้นอาจไม่ได้มาในรูปของการบังคับอย่างชัดเจน แต่อยู่ในความสัมพันธ์ที่ทำให้เราหันกลับมาตั้งคำถามกับตัวเอง

“มันอาจเป็นการทำเพราะรัก แล้วก็ถามตัวเองว่าเราทำได้ดีไม่พอหรือเปล่า รักเขาไม่ดีพอหรือเปล่า ไม่ใช่การถูกบังคับเลยด้วยซ้ำ”

สำหรับฐามุยา ความสัมพันธ์เช่นนี้ยิ่งซับซ้อนเมื่ออยู่ในบริบทของครอบครัวไทย เพราะสายสัมพันธ์ไม่ได้จบลงเมื่อเด็กเติบโตเป็นผู้ใหญ่

“สังคมอื่นที่ไม่ได้มีเรื่องบุญคุณ พอเขาบรรลุนิติภาวะเขาก็ออกจากบ้านกัน แยกออกไปใช้ชีวิต แต่ครอบครัวไทยเราจะเชื่อมโยงกันตั้งแต่เกิดจนตาย หนีกันไม่พ้น”

เช่นเดียวกับเรื่องผีและความเชื่อในหนังที่ไม่ได้ถูกวางไว้เพียงเพื่อสร้างความสยอง แต่เป็นอีกพื้นที่หนึ่งสำหรับพูดถึงสิ่งที่อธิบายไม่ได้ รวมถึงความปรารถนาของคนที่พยายามเชื่อมต่อกับบางสิ่งที่อยู่เหนือเหตุผล

“เราคิดว่าเรื่องผีสางก็ไม่มีถูก-ผิด มันอยู่ที่จิตวิญญาณของเราเลยว่าจะเชื่อมันอย่างไร เชื่อมต่อกับมันอย่างไร แต่จิตวิญญาณท้องถิ่นเขาก็มีอิสระของเขา เรื่องจิตวิญญาณมันคือแรงปรารถนาของคนที่จะสะท้อนความปรารถนาหรืออะไรบางอย่างออกมา รวมถึงเด็กในหนังคนนี้ เขาก็มีความต้องการจะทำบางอย่าง”

ในบทสัมภาษณ์กับ GROUNDCONTROL ฐามุยา ทัศนานุกุลกิจ พาเราย้อนกลับไปสำรวจความรู้สึกของเด็กคนหนึ่งที่รู้ว่า ‘ไม่โอเค’ แต่ยังไม่รู้ว่าจะอธิบายมันอย่างไร ไปจนถึงเส้นทางกว่าจะเข้าใจความสัมพันธ์แบบควบคุม และคำถามว่า เมื่อบางความสัมพันธ์ไม่อาจหลีกหนีได้ เราจะอยู่กับมันอย่างไร

รวมถึงการมอง ‘วัวชน’ และ ‘ผี’ ในฐานะสิ่งมีชีวิตและจิตวิญญาณที่ต่างอยู่ในภาวะไร้เสียง และอาจกำลังถูกทำให้เชื่องไม่ต่างจากมนุษย์

‘TAME เลี้ยงไม่เชื่อง’ กำกับและเขียนบทโดย มูย่า - ฐามุยา ทัศนานุกุลกิจ มีกำหนดเข้าฉาย 29 ตุลาคม 2569

วัว ผี และภาวะการไม่มีเสียง

ที่จริงแล้ว ‘ผี’ ไม่ใช่สิ่งแรกที่มูย่านึกถึงตอนเริ่มทำหนังเรื่องนี้ หากแต่เป็น ‘วัว’

จุดเริ่มต้นเกิดขึ้นหลังจากมูย่าได้ไปพักที่บ้านเพื่อนในจังหวัดสุพรรณบุรี ซึ่งครอบครัวของเพื่อนเลี้ยงวัวอยู่ ด้วยความเป็นเด็กกรุงเทพฯ มูย่าไม่เคยมีโอกาสได้อยู่ใกล้ชิดวัวขนาดนั้นมาก่อน การได้เห็นวัวในระยะใกล้ทำให้พบว่าสัตว์เหล่านี้มีความรู้สึกไม่ต่างจากหมาหรือแมว ทั้งจำเจ้าของได้ แสดงอารมณ์ได้ เพียงแต่ไม่มีเสียงที่จะสื่อสารกับมนุษย์ที่เลี้ยงและควบคุมมันอยู่

“ที่จริงวัวเขาฉลาดกันมากนะ แสดงอารมณ์ได้ จำเจ้าของได้ เพียงแต่พูดไม่ได้เท่านั้น เรานึกถึงตัวเองว่าเคยเป็นเด็กที่ไม่มีเสียงเหมือนกัน ก็เลยอยากเล่าความสัมพันธ์ระหว่างเด็กสาวกับวัวที่ต่างก็ไม่มีเสียง และถูกเลี้ยงให้เชื่องเหมือนกัน”

จาก ‘วัว’ มูย่าจึงค่อย ๆ ขยายไปสู่เรื่อง ‘ความไร้เสียง’ และความเชื่อเรื่องผีสางที่อยู่ในวิถีการเลี้ยงวัวชน มูย่าพบว่าการเลี้ยงวัวไม่ได้มีเพียงเรื่องการดูแลหรือฝึกให้เชื่อง แต่ยังมีพิธีรับขวัญ การบอกเจ้าที่ ไปจนถึงการบนบานขอสิ่งศักดิ์สิทธิ์เพื่อไม่ให้วัวตื่นหรือเสียขวัญ โดยเฉพาะเมื่อวัวชนเกี่ยวพันกับการพนันและความเชื่อที่รายล้อมอยู่

“พอเราสำรวจภาวะไร้เสียงนี้ เราก็ไปคิดเรื่องความเชื่อผีสาง ซึ่งในการเลี้ยงวัวชนเขาจะมีพิธีรับขวัญ บอกเจ้าที่ ไม่ให้วัวตื่น เพราะวัวชนเป็นสัตว์ที่อยู่กับการพนันด้วย ก็เลยมีการบนขอผีกัน”
สำหรับมูย่า ความเชื่อจึงไม่ได้เป็นเพียงเรื่องของสิ่งลี้ลับ แต่เป็นอีกหนึ่งโครงสร้างที่กำหนดว่าเราควรเชื่ออะไร และควรใช้ชีวิตอย่างไร เช่นเดียวกับเด็กคนหนึ่งที่เติบโตมาในสังคมซึ่งมีคำตอบบางอย่างเตรียมไว้ให้ตั้งแต่แรกว่าควรอยู่ตรงไหน ควรเป็นคนแบบไหน และควรเชื่ออะไร

“ความเชื่อเรื่องผีสางมันอยู่คู่คนไทยมานาน และเป็นโครงสร้างที่ทำให้เรา ‘เชื่อ’ เหมือนกัน ว่าเด็กคนหนึ่งต้องอยู่ที่นี้ ต้องทำตัวแบบนี้ แล้วไม่สามารถตั้งคำถามกับความเชื่อได้ด้วย เพราะถูกเลี้ยงมาให้เชื่อในสิ่งนี้เป็นความจริงตั้งแต่แรก”

ความเชื่อเหล่านั้นเองก็อาจมีอำนาจบางอย่างซ่อนอยู่ ทั้งการกดทับเพศหญิงหรือการกำหนดว่าใครมีสิทธิพูดและใครต้องเป็นฝ่ายฟัง ใน ‘TAME เลี้ยงไม่เชื่อง’ ตัวละครร่างทรงจึงเป็นอีกภาพแทนของความสัมพันธ์เชิงอำนาจ ว่าใครเป็นผู้ที่มีเสียงมากกว่า และมีสิทธิในการสื่อสารกับผีโดยตรง ขณะที่คนอีกกลุ่มกลับต้องอยู่กับความรู้สึกว่าไม่สามารถพูดหรือโต้แย้งอะไรได้

“ท้ายที่สุดความสัมพันธ์เชิงอำนาจมันมีอยู่ทุกที่แหละ ไม่ว่าจะเป็นในโรงเรียน ในครอบครัว ในพิธีกรรม หรือแม้แต่ในที่ทำงาน แล้วคนที่มีอำนาจน้อยกว่าก็อยู่กับความรู้สึกพูดไม่ได้ไป”

อย่างไรก็ตาม มูย่าไม่ได้ต้องการตัดสินความเชื่อเรื่องผีว่าเป็นสิ่งที่ถูกหรือผิด แต่ความเชื่อเหล่านี้เป็นส่วนหนึ่งของจิตวิญญาณและความปรารถนาของผู้คน เป็นวิธีที่มนุษย์ใช้เชื่อมต่อกับบางสิ่งที่อธิบายไม่ได้ และในทำนองเดียวกัน เด็กสาวในหนังก็มีความปรารถนาของตัวเอง เพียงแต่เธออาจยังไม่มีเสียงมากพอที่จะทำให้ความต้องการนั้นถูกได้ยิน

“เราคิดว่าเรื่องผีสางก็ไม่มีถูก-ผิด มันอยู่ที่จิตวิญญาณของเราเลยว่าจะเชื่อมันอย่างไร เชื่อมต่อกับมันอย่างไร แต่จิตวิญญาณท้องถิ่นเขาก็มีอิสระของเขา เรื่องจิตวิญญาณมันคือแรงปรารถนาของคนที่จะสะท้อนความปรารถนาหรืออะไรบางอย่างออกมา รวมถึงเด็กในหนังคนนี้ เขาก็มีความต้องการจะทำบางอย่าง”

บุญคุณ ครอบครัวไทย และการพยายาม “อยู่กันไปอย่างนี้”

กระบวนการควบคุมเหล่านี้ไม่ได้เกิดขึ้นอย่างตรงไปตรงมาเสมอไป แต่ค่อย ๆ สร้างสภาพแวดล้อมและกลไกที่ซับซ้อนขึ้นมา หนึ่งในนั้นคือเรื่อง ‘บุญคุณ’ และการทำสิ่งต่าง ๆ ให้กัน ‘เพราะรัก’ ซึ่งอาจทำให้เส้นแบ่งระหว่างความรักกับการควบคุมพร่าเลือนไป

“เราคิดว่าก็เกี่ยวข้องกันนะ เพราะสังคมอื่นที่ไม่ได้มีเรื่องบุญคุณ พอเขาบรรลุนิติภาวะเขาก็ออกจากบ้านกัน แยกออกไปใช้ชีวิต แต่ครอบครัวไทยเราจะเชื่อมโยงกันตั้งแต่เกิดจนตาย หนีกันไม่พ้น เรื่องบุญคุณมันก็อาจเป็นส่วนหนึ่งของโครงสร้างที่ทำให้เราต้องคิดหรือทำตามครรลองไป” มูย่าตอบ “แต่เราก็ไม่ได้มองว่ามันเป็นเรื่องที่ผิดขนาดนั้น”

สำหรับมูย่า การควบคุมกันเองอาจเป็นส่วนหนึ่งของความเป็นมนุษย์ที่เราทุกคนต่างก็ยังหาคำตอบไม่ได้ว่าจะหลุดออกจากมันอย่างไร เพราะแม้จะรู้ตัวว่ากำลังถูกคาดหวังให้เป็นบางอย่าง เราก็ยังอาจรู้สึกผิดเมื่อเลือกไม่ทำตามบรรทัดฐานเหล่านั้น

“เรามองว่าการควบคุมกันแบบนี้คือความเป็นมนุษย์ เราเองก็ยังหาคำตอบไม่ได้เลยตอนนี้ว่าควรทำอย่างไร ก็อยู่กันไปแบบนี้ เราก็ยังมีความรู้สึกผิดอยู่ ถ้าไม่ได้ทำอะไรตามบรรทัดฐานสังคมหรือความคาดหวังจากที่ต่าง ๆ”

มูย่าจึงไม่ได้ตั้งใจทำหนังเพื่อโต้แย้งวัฒนธรรมหรือเรื่องบุญคุณ หากแต่อยากสำรวจว่ากลไกเหล่านี้ทำงานอย่างไร และความเชื่อที่เราเติบโตมากับมันเข้ามามีส่วนในการกำหนดชีวิตของเราอย่างไร โดยเฉพาะเมื่อเราหลายคนอาจเชื่อสิ่งเหล่านั้นมาตั้งแต่เด็กโดยไม่เคยหยุดตั้งคำถาม

“เราไม่ได้ต่อต้านวัฒนธรรมหรือเรื่องบุญคุณอะไรขนาดนั้น แต่แค่อยากสำรวจว่ามันมีภาวะนี้ และมีเรื่องราวของผี หรือความเชื่ออื่น ๆ เข้ามาเกี่ยวข้องด้วย แล้วเราก็เชื่อโดยไม่ได้ตั้งคำถามเลย”

รู้ไหมใครเป็นคนควบคุม?

คำถามหนึ่งที่มูย่าเองก็ยังหาคำตอบไม่ได้ จึงถูกส่งต่อไปยังตัวละครในหนัง เมื่อความรักกลายเป็นเครื่องมือในการควบคุม และเมื่อคนคนหนึ่งเริ่มตระหนักว่าตัวเองอาจถูก ‘เลี้ยงให้เชื่อง’ มาตลอดชีวิต คำถามต่อมาคือ เราควรลุกขึ้นต่อต้าน หรือเก็บความรู้สึกนั้นไว้เงียบ ๆ กับตัวเอง
แต่ปัญหาอาจเริ่มตั้งแต่คำถามที่ง่ายกว่านั้นว่า เราจะรู้ได้อย่างไรว่าใครกำลังควบคุมเราอยู่
เราถาม

“ก็คงต้องไปดูในหนัง” มูย่าตอบ

‘TAME เลี้ยงไม่เชื่อง’ เล่าเรื่องของ ขวัญ (พิมพ์มาดา ใจสักเสริญ) เด็กสาววัย 16 ปีที่เติบโตขึ้นมาในบ้านเลี้ยงวัวชน โดยมี ยศ น้าชายผู้เข้ามาควบคุมชีวิต และ ยายอ่าง ผู้ยึดมั่นในกฎเกณฑ์เก่าของครอบครัว ขวัญเชื่อมาตลอดว่าชีวิตของเธอรอดมาได้เพราะ ‘แม่สะเมียง’ ศาลผีศักดิ์สิทธิ์ประจำหมู่บ้าน

กระทั่ง นารถ น้าสาวผู้รักอิสระเดินทางกลับมาจากกรุงเทพฯ และชวนขวัญหนีไปเริ่มต้นชีวิตใหม่ แต่เมื่อออกเดินทาง เธอกลับพบว่าต่อให้หนีไปไกลแค่ไหน คนที่ควบคุมเธออาจยังตามไปได้อยู่ดี
ทางรอดที่เหลืออยู่จึงอาจไม่ใช่การหนีออกไปจากการควบคุม หากแต่เป็นการทำให้คนเหล่านั้น ‘เชื่อง’ เสียก่อน