เรียบ เรียบ ซีเล็คเต็ดช็อปของ เร–จิ๊กกี๋ ที่พาความเรียบง่าย งานทำมือ และผู้คนเข้ามาอยู่รวมกัน

Post on 21 October 2026

ซอยนานา เยาวราช เป็นอีกหนึ่งย่านที่มีชีวิตชีวาในยามค่ำคืน ตั้งแต่บาร์ ร้านอาหาร ไปจนถึงผู้คนที่แวะเวียนมาสังสรรค์ จนกลายเป็นหนึ่งในโลเคชันสุดป๊อปของนักท่องราตรีหลากหลายเชื้อชาติ แต่เมื่อเข้าสู่ช่วงเวลากลางวัน บรรยากาศของที่นี่กลับเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง จากความพลุกพล่านกลายเป็นความเงียบสงบที่ชวนให้เราเดินทอดน่องไปตามตรอกซอกซอย สำรวจรายละเอียดระหว่างทาง และสัมผัสเสน่ห์อีกด้านที่กลางคืนอาจไม่ได้เผยให้เห็น

หนึ่งในพื้นที่เล็ก ๆ ที่เราค้นพบระหว่างเดินเล่นในซอยนานาช่วงเวลากลางวันคือ เรียบเรียบ (Riap Riap) ซีเล็คเต็ดช็อปของ เร–สุนิสา ไตรกิจมงคล และ จิ๊กกี๋–วันวิสาข์ นาสิงห์ ร้านที่ซ่อนตัวอยู่ในซอยเล็ก ๆ จนหากไม่ได้สังเกตดี ๆ ก็อาจเผลอเดินผ่านไปแบบไม่ทันรู้ตัวว่ามีร้านน่ารักนี้อยู่

เรียบเรียบ เป็นร้านขายของกระจุกกระจิกที่คัดสรรมาจากความชอบของเรและจิ๊กกี๋ สองเพื่อนสมัยเรียนมัธยมจากรั้วโรงเรียนเดียวกัน ที่แม้วัยเรียนจะไม่ได้สนิทมาก แต่เมื่อผ่านไป จักรวาลความชอบและสไตล์ที่คล้าย ๆ กันเลยพาให้ทั้งสองคนขยับเข้ามาใกล้ชิดกันมากขึ้น

เรและจิ๊กกี๋มีความฝันมาตลอดว่า อยากจะเปิดร้านเล็ก ๆ ที่มีของใช้น่ารัก ๆ ที่พวกเขาเลือกกันเอง ไม่ว่าจะเป็นงานทำมือจากฝีมือคุณลุงคุณป้า รวมถึงมีงานคราฟต์จากประเทศที่พวกเขาไปเที่ยวเอามาวางขายภายในร้าน

“ห้าหกปีก่อน เราสองคนทำร้านคุกกี้ออนไลน์ด้วยกัน ชื่อ Good Things Bake Time เป็นร้านที่ทำขายเฉพาะช่วงเทศกาล รับออเดอร์ปีละครั้ง เพราะต่างคนต่างมีธุรกิจเป็นของตัวเองอยู่แล้ว ซึ่งก็จะได้มาทำงานด้วยกันช่วงที่เปิดรับออเดอร์นี่แหละ แล้วอยู่ ๆ ก็มาคิดกันว่า เวลาที่ไปเที่ยวต่างประเทศ เราก็มักจะแวะร้านซีเล็คเต็ดช็อปกันบ่อย ๆ เลยคิดกันว่า ทำไมเราไม่ลองทำอะไรแบบนี้ด้วยกันบ้าง เพราะจริง ๆ แล้วเราอยากเป็นคนเลือกของที่ชอบมาวางขายในร้านของตัวเอง เป็นความคิดที่มีมานานมาก แต่ก็ยังไม่ได้ลงมือทำสักที”

เมื่อสิงหาคม 2568 ที่ผ่านมา ทั้งคู่ได้พบพื้นที่ชั้นล่างของบ้านหลังหนึ่งในตรอกเล็ก ๆ ของซอยนานา ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของพื้นที่ที่เจ้าของไม่ได้ใช้งาน และเปิดให้เช่าในราคาที่พอรับไหว แม้จะกังวลเรื่องทำเลที่ไม่ค่อยมีคนเดินผ่าน แต่ทั้งคู่ก็ตัดสินใจลงมือทำความฝันให้เป็นจริง โดยช่วยกันจัดร้าน ตกแต่ง และซ่อมแซมพื้นที่ด้วยตัวเอง โดยใช้เวลาประมาณสามเดือน ก่อนจะเปิดร้านในเดือนตุลาคม 2568

“ที่เราได้มาเปิดร้านตรงนี้ เพราะมันได้จังหวะตรงสถานที่พอดี คือพี่เจ้าของบ้านเขาไม่ได้ใช้พื้นที่ชั้นล่าง เขาเลยปล่อยให้เราเช่าต่อ บอกตามตรงตอนนั้นแอบกังวล เพราะเราไม่รู้ว่าสิ่งที่ทำจะรุ่งไหม ด้วยโลเคชันที่อาจจะไม่ได้อยู่ในที่ที่คนเดินผ่านหรือเห็นได้ชัดเจนขนาดนั้น แต่ในใจก็บอกกันว่า ถ้าอยากทำก็ต้องลงมือทำเลย เพราะถ้าไม่ทำมันก็ไม่ไปต่อ ก็เลยจับมือแล้วลองทำด้วยกันตอนนี้ไปเลย

“ร้านนี้เราสองคนทำกันเองแทบทั้งหมด ตั้งแต่การจัดร้าน ตกแต่ง ไปจนถึงงานซ่อมแซมอย่างการขูดผนังและทำประตู โดยไม่ได้เปลี่ยนโครงสร้างเดิมของบ้าน มีแค่ระบบไฟที่ให้ช่างเข้ามาดูแล เราใช้ช่วงวันเสาร์-อาทิตย์มาเจอกัน ทำอยู่ประมาณสามเดือน จนได้เปิดร้านในเดือนตุลาคมปีที่แล้ว”

สำหรับชื่อร้านที่ฟังดูเรียบง่ายอย่าง ‘เรียบเรียบ’ กลับเป็นชื่อที่สะท้อนตัวตนและแนวคิดของทั้งคู่ได้อย่างตรงไปตรงมา เพราะพวกเธอไม่ได้ต้องการสร้างร้านที่หวือหวา แต่เป็นพื้นที่ที่ผู้คนสามารถเข้ามาใช้เวลาเดินดูสิ่งของต่าง ๆ ได้อย่างสบายใจ อีกทั้งยังเป็นชื่อที่เข้าใจง่ายและชาวต่างชาติสามารถออกเสียงได้ไม่ยาก

“ตอนจะเปิดร้านคิดชื่อร้านกันไม่ออกเลย พูดกันแค่ว่า อยากได้ชื่อที่มันเรียบเรียบอะแก ชื่อที่มันดูเข้าใจง่าย แล้วก็แบบเห่ย งั้นก็อันนี้เลยสิ ‘เรียบเรียบ’ มันดูเป็นเราสองคนมาก ๆ อ่านง่าย เข้าใจได้เลย ยิ่งของที่เราเลือกมาขายมันเป็นสิ่งที่ใช้ได้สำหรับทุกวัน เราอยากให้ทุกคนมาเอนจอยกับการค่อย ๆ เดินดู ถึงแม้ร้านเราจะเล็กมาก แต่ว่าเราอยากให้ทุกคนค่อย ๆ มาดูทีละมุม ค่อย ๆ ใช้เวลากับที่นี่ ไม่ต้องซื้อก็ได้ เพราะบางคนอาจรู้สึกว่ามันน่ารักนะ แต่ไม่ได้ใช้ ไม่เป็นไรเลย แค่มาเดินดูของในร้านเราก็แฮปปี้แล้ว”

เมื่อเดินสำรวจภายในร้าน จะเห็นว่าของแต่ละชิ้นไม่ได้ถูกเลือกมาเพียงเพราะความน่ารัก แต่ยังสะท้อนถึงรสนิยมและประสบการณ์ของเจ้าของร้านทั้งสองคนด้วย เรและจิ๊กกี๋เริ่มจากการจัดหมวดหมู่สินค้า แล้วค่อย ๆ มองหาแบรนด์ที่เข้ากับแต่ละประเภท โดยอาศัยทั้งประสบการณ์จากการเดินทาง ความชอบส่วนตัว และคอนเน็กชันกับแบรนด์ต่าง ๆ ที่จิ๊กกี๋มีอยู่เดิม แต่หลัก ๆ จะเน้นไปที่สินค้าที่ใช้ในชีวิตประจำวัน ทั้งอุปกรณ์เครื่องเขียน เครื่องครัว ของตกแต่งบ้าน เสื้อผ้า และอื่น ๆ ที่หลังจากนี้คงได้เห็นการเติมสต็อกอยู่เรื่อย ๆ

นอกจากสินค้าแบรนด์ไทยและงานคราฟต์จากต่างประเทศแล้ว อีกหนึ่งสิ่งที่ทั้งคู่ให้ความสำคัญคือการเปิดพื้นที่ให้กับงานฝีมือจากผู้ผลิตรายย่อย ซึ่งอาจมีผลงานที่ดี แต่ยังไม่เป็นที่รู้จักในวงกว้าง ไม่ว่าจะเป็นไม้กวาดจากกำแพงเพชร หรือกระเป๋าสานที่ทำโดยชาวบ้านในชุมชน สำหรับพวกเธอ งานเหล่านี้ไม่ได้เป็นเพียงของใช้ธรรมดา แต่ยังมีคุณค่าในแง่ของฝีมือและเรื่องราวเบื้องหลังที่อยากให้ผู้คนได้ทำความรู้จักมากขึ้น

“แบรนด์ที่เราเลือก ไม่ได้มีแค่ของคนไทยทำ เพราะเพื่อนเราที่เป็นชาวต่างชาติก็ทำงานฝีมือเยอะมาก อย่างสินค้า OTOP งานที่คุณลุงคุณป้าเขาทำกันเราก็สนใจ เพราะจริง ๆ แล้วเขาทำงานฝีมือออกมาได้ดีมาก แต่อาจไม่ค่อยมีใครเห็น เราเลยอยากให้ที่นี่เป็นพื้นที่เล็ก ๆ ที่สามารถช่วยให้เขานำเสนองานของตัวเองได้ อย่างไม้กวาดก็มาจากกำแพงเพชร กระเป๋าสานก็เป็นงานของชาวบ้านที่ทำกันเอง ซึ่งเราคิดว่า เราเชื่อในความชอบตัวเองประมาณหนึ่ง เวลาเราเลือกของมาวางขายในร้านมันเลยจะมีเทสต์ที่คนหลากหลายวัยชื่นชอบ มีความร่วมสมัย มันหลากหลายจริง ๆ”

นอกจากการคัดสรรสินค้าจากแบรนด์ต่าง ๆ มาวางขายแล้ว เรและจิ๊กกี๋ยังเริ่มพัฒนา House Brand ของตัวเอง โดยนำประสบการณ์จากการทำร้านคุกกี้ในอดีตมาต่อยอดเป็นสินค้ากลุ่ม Kitchenware ที่สามารถใช้งานได้หลากหลาย ไม่จำกัดอยู่แค่ในครัว

“ตอนนี้เรามีเดรสที่เป็นกึ่งผ้ากันเปื้อน เพราะเราเริ่มมาจากการทำคุกกี้ขายกัน เลยรู้สึกว่า อยากลองทำอะไรที่เป็น Kitchenware ที่สามารถใส่เที่ยวได้ ใส่ในครัวก็ได้ ใส่เลเยอร์ได้ ส่วนอนาคตก็มีแพลนจะทำสินค้าอย่างอื่นด้วยเหมือนกัน แล้วอีกอย่าง ความตั้งใจของเราก็คืออยากร่วมงานกับศิลปินที่เขามีแบรนด์ของตัวเองอยู่แล้ว อยากไปร่วมออกแบบอะไรด้วยกันที่มันเหมาะกับความเป็นร้านเรา”

ความตั้งใจที่จะเปิดพื้นที่ให้กับความคิดสร้างสรรค์ไม่ได้หยุดอยู่แค่การเลือกสินค้า เพราะอีกหนึ่งสิ่งที่ช่วยเติมคาแรกเตอร์ให้กับเรียบเรียบคือการนำงานศิลปะเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของร้าน เพราะตั้งแต่ผลักประตูเข้ามาในร้าน ภาพวาดสีเอิร์ธโทนของ Blue Dean ศิลปินที่ถ่ายทอดความคิดและอารมณ์ผ่านผืนผ้าใบ ก็ปรากฏอยู่ตามผนังและชั้นวางสินค้า ช่วยสร้างบรรยากาศอบอุ่นและทำให้พื้นที่เล็ก ๆ แห่งนี้มีรายละเอียดให้ค่อย ๆ สำรวจมากขึ้น ขณะเดียวกัน ทั้งคู่ยังอยากพัฒนาพื้นที่ให้มีความหลากหลาย โดยเฉพาะการเปิดโอกาสให้ได้ทำงานร่วมกับศิลปินและดีไซเนอร์ไทยในอนาคต

เมื่อถามถึงสิ่งที่อยากให้ผู้คนได้รับกลับไปจากการมาเยือนเรียบเรียบ ทั้งคู่ไม่ได้พูดถึงยอดขายหรือจำนวนลูกค้าเป็นอันดับแรก แต่กลับเป็นความรู้สึกที่เกิดขึ้นระหว่างการใช้เวลาอยู่ในร้าน ตั้งแต่การได้ค่อย ๆ มองสิ่งของตรงหน้า การค้นพบของที่ถูกใจ ไปจนถึงบทสนทนาระหว่างคนขายกับคนที่แวะเข้ามา

“เราอยากให้คนที่เข้ามาในร้านได้ค่อย ๆ ใช้เวลาดู มันอิ่มเอมนะ พอเห็นว่าเขาชอบและค่อย ๆ ใช้เวลากับสิ่งที่อยู่ตรงหน้า ถ้าพูดในแง่ธุรกิจเราก็คาดหวังให้ขายได้อยู่แล้ว แต่เราไม่ได้ซีเรียสเลยถ้าเขาเข้ามาแล้วจะไม่ซื้อ อีกอย่างเรารู้สึกว่าพอเราทำกันเองแบบนี้ เราก็อยากใช้เวลาพูดคุยกับลูกค้า ค่อย ๆ ทำความรู้จักกันว่าเขาชอบอะไร สนใจอะไร ให้มันเกิดบทสนทนากัน”

ท้ายที่สุดแล้ว เรียบเรียบอาจไม่ได้เป็นเพียงซีเล็คเต็ดช็อปที่รวบรวมของใช้ในชีวิตประจำวันเอาไว้ด้วยกัน แต่ยังเป็นพื้นที่เล็ก ๆ ที่เปิดโอกาสให้สิ่งของจากผู้ผลิตหลากหลายที่มาได้เดินทางมาพบกับผู้คน ผ่านการคัดสรรที่มีทั้งรสนิยม ความชอบ และความใส่ใจของเรและจิ๊กกี๋เป็นตัวเชื่อม จากความฝันที่เคยมีมานาน สู่การลงมือสร้างร้านด้วยตัวเอง และค่อย ๆ เติมรายละเอียดใหม่เข้าไปตามวันเวลา เรียบเรียบจึงชวนให้เราเห็นว่า บางครั้งเสน่ห์ของร้านหนึ่งร้านอาจไม่ได้อยู่ที่การมีสิ่งของมากมายหรือการตกแต่งที่โดดเด่นที่สุด แต่อยู่ที่ความตั้งใจในการเลือกสิ่งเล็ก ๆ มาวางไว้ตรงหน้า และปล่อยให้ผู้คนได้ใช้เวลาค้นพบความหมายของมันด้วยตัวเอง